[NEW] ทำความรู้จักสหภาพแอฟริกา: เรื่องจริงหรือเพียงอุดมคติ? | เศรษฐกิจ แอฟริกา – POLLICELEE

เศรษฐกิจ แอฟริกา: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

ลลิตา หาญวงษ์ เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

“ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นคนแอฟริกันเพียงเพราะข้าพเจ้าเกิดในแอฟริกา แต่ยังเป็นเพราะแอฟริกาเกิดในตัวข้าพเจ้าด้วย”

– ควาเม เอนกรูมา, ประธานาธิบดีคนแรกของกานา –

วันที่ 25 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันสำคัญวันหนึ่งสำหรับทวีปแอฟริกา เพราะเป็นวันแห่งแอฟริกา (Africa Day) และวันรำลึกการสถาปนาสหภาพแอฟริกา (African Union หรือ AU) ขึ้นชื่อว่าเป็นการร่วมกลุ่มในแบบสหภาพ ทุกคนอาจนึกถึงสหภาพยุโรป ที่เป็นต้นแบบการร่วมกลุ่มในลักษณะสถาบันแบบเหนือรัฐ (Supranational Institution) ที่ใหญ่และมีความเป็นมาเก่าแก่ที่สุดในโลก และบ้างอาจนึกถึงประชาคมอาเซียน ที่เกิดขึ้นเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทั้งทางการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมในหมู่ประเทศสมาชิก ขณะที่สหภาพแอฟริกาเพิ่งถือกำเนิดขึ้นในปี 2001 ที่กรุงแอดดิส อาบาบา (Addis Ababa) เมืองหลวงของเอธิโอเปีย และมีการประชุมกลุ่มผู้นำประเทศในแอฟริกาเพื่อจัดตั้งสหภาพแอฟริกาในอีก 1 ปีต่อมา ณ เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ ปัจจุบันสหภาพแอฟริกามีสมาชิกทั้งหมด 55 ประเทศ หรือประเทศในแอฟริกาทั้งหมด รวมทั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยอาหรับซาฮะราวี (Sahrawi Arab Democratic Republic) อันเป็นรัฐที่ยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากองค์การสหประชาชาติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพแอฟริกามาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง

สหภาพแอฟริกาเป็นองค์กรระดับภูมิภาคที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหภาพยุโรป และด้วยความที่มีชาติสมาชิกมากที่สุด ทำให้สหภาพแอฟริกามีประชากรรวมกันเกือบ 1,200 ล้านคน (สถิติปี 2015)[1] มากเป็นอันดับ 2 รองจากทวีปเอเชีย และยังมีอัตราการเติบโตของประชากรสูงมากกว่าทวีปอื่นๆ เนื่องจากยังมีประชากรเพศหญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์สูง เช่นเดียวกับคนวัยทำงานที่ยังมีปริมาณมากเช่นกัน หรือหากกล่าวในมุมทางเศรษฐกิจ แอฟริกาโดยเฉพาะแอฟริกาเขตใต้ทะเลทรายซาฮารา (Sub-Saharan Africa) มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง ด้วยจำนวนประชากรวัยแรงงาน และปริมาณทรัพยากร อย่างไรก็ดี แอฟริกาก็เหมือนกับทุกภูมิภาคที่กำลังพัฒนาทั่วโลก ที่มีปัญหาทั้งทางด้านการเมือง สังคม และด้านเศรษฐกิจ ที่ไม่เอื้อให้แอฟริกาพัฒนาได้เต็มที่

 

ประเทศสมาชิกสหภาพแอฟริกา

 

จากยุคอาณานิคมสู่สงครามเย็น: ที่มาของการรวมกลุ่มในแอฟริกา

 

แอฟริกาอาจต่างจากภูมิภาคอื่นๆ ในโลก เพราะการรวมกลุ่มอย่างสหภาพแอฟริกาตั้งอยู่บนพื้นฐานของเชื้อชาติ สีผิว และประสบการณ์ที่ทุกประเทศเคยอยู่ภายใต้ระบอบอาณานิคมตะวันตกมายาวนาน ทำให้ความรู้สึกร่วมของความเป็นคนแอฟริกันทั้งผอง (Pan-Africanism) มีสูงมากในหมู่ชาวแอฟริกันทั้งทวีป รวมถึงผู้สืบเชื้อสายชาวแอฟริกันในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก เมื่อพิจารณาในรายละเอียด แอฟริกามีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา และศาสนา ไม่ต่างจากที่อื่น แต่เมื่อกล่าวถึงแนวคิดทางการเมือง และอารมณ์ร่วมแบบภูมิภาคนิยม ชาวแอฟริกาน่าจะมีความรู้สึกร่วมมากกว่า ปรากฏการณ์นี้มีที่มาที่ไป และเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของทวีปภายใต้ระบอบอาณานิคม ซึ่งผู้เขียนจะทยอยนำเสนอในโอกาสต่อๆ ไป

ก่อนสหภาพแอฟริกาถือกำเนิดในปี 2001 มีองค์กรที่เป็นตัวแทนของชาวแอฟริกันมาก่อนแล้ว เป็นที่รู้จักในชื่อองค์กรแอฟริกาสามัคคี (Organisation of African Unity หรือ OAU) ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่กลางปี 1963 ในขณะนั้น มีผู้นำประเทศในแอฟริกาที่เพิ่งได้รับเอกราช 32 ประเทศไปรวมตัวกันที่กรุงแอดดิส อาบาบา และร่วมกันลงนามในปฏิญญาเพื่อตั้งองค์กรในระดับภูมิภาคที่มีจุดประสงค์เพื่อการรวมประเทศในแอฟริกาเข้ามา และร่วมสร้างภูมิภาคที่เปี่ยมด้วยเอกราช เสรีภาพ และความยุติธรรม โดยเน้นว่าชาวแอฟริกาต้องเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง จุดกำเนิดของ OAU เป็นการโต้กลับระบอบอาณานิคมตะวันตก และส่งข้อความออกไปว่า แอฟริกาสามารถเจริญงอกงามได้ด้วยตนเองผ่านความร่วมมือภายในภูมิภาค และภราดรภาพในหมู่ชาวแอฟริกัน (African Brotherhood) ลบภาพความต่ำต้อยของอาณานิคมที่เคยเป็นแหล่งแสวงหาประโยชน์ของเจ้าอาณานิคม เพื่อปลดแอกแอฟริกาจากอิทธิพลของระบอบอาณานิคมและการแบ่งแยกสีผิว (apartheid) อย่างถาวร

 

ควาเม เอนกรูมา ประธานาธิบดีคนแรกของกานา

 

ในความเป็นจริง แนวคิดแอฟริกาทั้งผองเริ่มเป็นที่พูดถึงภายนอกแอฟริกามาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ในสหรัฐอเมริกา โดยประกาศกผิวสีชาวอเมริกัน เช่น มาร์ติน เดลานี (Martin Delany) และอเล็กซานเดอร์ ครัมเมล (Alexander Crummel) ที่พยายามเชื่อมโยงชาวอเมริกันผิวสีกับชาวแอฟริกัน โลกในอุดมคติของปราชญ์ชาวแอฟริกัน-อเมริกันในยุคนี้คือการสลัดออกมาจากเงื้อมเงาของสหรัฐอเมริกา หลุดออกจากการกดขี่และการแบ่งแยกสีผิว มิชชันนารีแอฟริกัน-อเมริกาจึงเริ่มเข้าไปบุกเบิกการสอนศาสนาและตั้งองค์กรการกุศลขึ้นในหลายประเทศทั่วแอฟริกา แนวคิดว่าด้วยแอฟริกาทั้งผองเป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วยงานเขียนของดับเบิ้ลยู.อี.บี. ดู บัว (W.E.B. Du Bois) นักวิชาการผิวขาวผู้เชี่ยวชาญการศึกษาสังคมชาวแอฟริกัน-อเมริกัน และผู้เชื่อมั่นในแนวคิดแอฟริกาทั้งผองอย่างหนักแน่น ชาวแอฟริกัน-อเมริกันบางกลุ่มเริ่มรณรงค์ให้ชาวแอฟริกัน-อเมริกันกลับไปแอฟริกา แต่ก็ถูกกีดกันจากทั้งรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลอาณานิคมของอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี โปรตุเกส และเบลเยี่ยม ในแอฟริกา

แม้แนวคิดแอฟริกาทั้งผองจะมีจุดกำเนิดภายนอกแอฟริกา แต่แนวคิดนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้นำชาตินิยม-ภูมิภาคนิยมคนสำคัญๆ ในภุมิภาค ได้แก่ ควาเม เอนกรูมา (Kwame Nkrumah), จูเลียส เญเรเร (Julius Nyerere), อาห์เหม็ด เซกู ตูเร (Ahmed Sékou Touré) แห่งกิเนีย และเคนเนธ คาอุนดา (Kenneth Kaunda) ประธานาธิบดีคนแรกของกานา, แทนซาเนีย, กิเนีย และแซมเบีย ตามลำดับ แนวคิดแอฟริกาทั้งผองเป็นรูปเป็นร่างขึ้นหลังการหารือของผู้นำจากแอฟริกา ซึ่งในช่วงแรกจัดกันตามเมืองต่างๆ ในอังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา แต่ต่อมาก็ได้ย้ายไปจัดตามเมืองในแอฟริกา (การประชุมแอฟริกาทั้งผองครั้งที่ 8 ซึ่งเป็นครั้งล่าสุด จัดที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ ในปี 2014) ผู้นำแอฟริกันเล็งเห็นว่า ความจำเป็นเร่งด่วนของความร่วมมือในระดับภูมิภาคคือการผละแอฟริกาออกจากระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาทรัพยากรอย่างใดอย่างหนึ่ง อันเป็นระบบที่ประเทศอาณานิคมสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเอง แต่ในขณะเดียวกันก็กดขี่ชาวแอฟริกันอย่างรุนแรง

ในบรรดาผู้นำแอฟริกันที่กล่าวมา ควาเม เอนกรูมา อาจเป็นผู้ได้รับการยกย่องและได้รับการเชิดชูให้เป็นบิดาแห่งสหภาพแอฟริกา ไม่ใช่เพียงเพราะเขาเป็นชาวแอฟริกันคนแรกๆ ที่นำแนวคิดแอฟริกาทั้งผองมาใช้ แต่ยังนำแนวคิดนี้ และเป้าหมายการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ‘ทั้งผอง’ ในแอฟริกามาเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายของกานาในยุคหลังเอกราช เรียกได้ว่าเอนกรูมามีเลือดของชาวกานาและชาวแอฟริกันอย่างเต็มเปี่ยม ดังที่สะท้อนออกมาจากคำกล่าวอมตะของเขา:

 

“เอกราชของกานาไม่มีความหมายใดเลยหากทั้งทวีปนี้ยังไม่ได้เป็นอิสระสมบูรณ์”

 

กานาเป็นประเทศแรกๆ ที่ได้รับเอกราชในปี 1957 วิสัยทัศน์ของเอนกรูมาในขณะนั้นคือ เขาต้องการช่วยให้ประเทศอื่นๆ ในแอฟริกาได้รับเอกราชให้เร็วที่สุด จึงไม่ผิดนักหากจะยกว่าเอนกรูมาคือบิดาของสหภาพแอฟริกา ความฝันอันสูงสุดของเอนกรูมาคือการเห็นทุกประเทศในแอฟริการวมกลุ่มกันเป็นสหรัฐแอฟริกา (United States of Africa) แต่ก็ถูกต่อต้านจากนักชาตินิยมแอฟริกันในหลายประเทศ แน่นอนว่าทวีปขนาดใหญ่อย่างแอฟริกาย่อมมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา คติและความเชื่อ แต่อุปสรรคใหญ่ที่ทำให้ความฝันของเอนกรูมาไม่สามารถเป็นจริงขึ้นมาได้คือภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศ ในขณะที่ประเทศที่มีประวัติการต่อสู้เพื่อเอกราชอย่างยาวนาน เช่น กานา, อัลจีเรีย, กิเนีย, มาลี, ลิเบีย, โมรอคโค และอียิปต์ เห็นด้วยกับแนวคิดแอฟริกาทั้งผองอย่างเต็มที่ ประเทศอื่นๆ ยังสงวนท่าที และไม่ต้องการให้ใครพรากอำนาจอธิปไตยของตนไป แม้แต่ผู้นำคนสำคัญสายก้าวหน้า เช่น เญเรเรแห่งเคนยา และอาบูบากา ตาฟา บาเลวา (Abubakar Tafa Balewa) นายกรัฐมนตรีคนแรกของไนจีเรีย ก็ยังไม่ ‘ซื้อ’ แนวคิดก้าวหน้าสุดขั้วที่เคล้ากลิ่นอายแบบสังคมนิยมของเอนกรูมา

 


ผู้นำชาติในแอฟริกาถ่ายรูปร่วมกันในการประชุมเพื่อก่อตั้งองค์กรแอฟริกาสามัคคี
(OAU) ค.ศ.1963

[จูเลียส เญเรเร (แถวบน คนที่ 3 จากซ้าย), ควาเม เอนกรูมา (แถวบน คนที่ 4 จากซ้าย) และกษัตริย์เฮลี เซลาสซีที่ 1 แห่งเอธิโอเปีย (แถวล่าง คนที่ 3 จากซ้าย)]

[จูเลียส เญเรเร (แถวบน คนที่ 3 จากซ้าย), ควาเม เอนกรูมา (แถวบน คนที่ 4 จากซ้าย) และกษัตริย์เฮลี เซลาสซีที่ 1 แห่งเอธิโอเปีย (แถวล่าง คนที่ 3 จากซ้าย)]

 

คำถามต่อแนวคิดแอฟริกาทั้งผองและการรักษาผลประโยชน์ของชาติไว้อย่างแน่นหนักเป็นอุปสรรคหลักที่ทำให้การรวมกลุ่มประเทศในแอฟริกาเป็นไปได้ยาก และยิ่งยากขึ้นในปัจจุบัน โครงสร้างของ OAU ประกอบไปด้วยหลายภาคส่วนที่อยู่ภายใต้สำนักเลขาธิการ (The Secretariat) ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงแอดดิส อาบาบา ประเทศเอธิโอเปีย และยังมีหน่วยงานอื่นๆ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อร่วมป้องกันและแก้ไขปัญหาให้ประเทศในแอฟริกาที่เพิ่งได้รับเอกราช และแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ตลอดจนมีคณะกรรมการที่ให้ความช่วยเหลือกับขบวนการชาตินิยมในประเทศที่กำลังเรียกร้องเอกราชในขณะนั้น และร่วมฟื้นฟูประเทศที่เพิ่งได้รับเอกราช และยังตั้งคณะกรรมการเพื่อให้คำปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจ และช่วยบุกเบิกองค์กรด้านการพัฒนาเศรษฐกิจทั่วทั้งแอฟริกา พัฒนาการด้านเศรษฐกิจที่มี OAU (ต่อมากลายเป็นสหภาพแอฟริกา) เป็นหัวหอกนี้เป็นจุดกำเนิดของคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจแห่งแอฟริกา ที่มีข้อตกลงว่าจะพัฒนาแอฟริกาไปสู่การรวมกลุ่มกันทางเศรษฐกิจให้ได้ภายในปี 2019 (แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน)

ความฝันที่จะเห็นแอฟริกาที่เป็นปึกแผ่นเริ่มห่างไกลออกไปเมื่อทุกประเทศทยอยได้รับเอกราชในทศวรรษ 1960-1970 แต่ละประเทศเผชิญกับปัญหาถาโถมเข้ามา ทั้งปัญหาทางเศรษฐกิจ การทุจริตคอร์รัปชัน การแย่งชิงทรัพยากร ตลอดจนรัฐบาลที่อ่อนแอ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้การพัฒนาที่ต่อเนื่องทำได้ยาก ต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าแต่ละประเทศจะเริ่มตั้งหลักได้ และในหลายประเทศก็เผชิญกับความขัดแย้งทางเชื้อชาติระลอกใหญ่ๆ จนนำไปสู่การสังหารหมู่ อย่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา (1994) หรือการสังหารหมู่ที่เป็นที่รู้จักน้อยกว่าในบูรุนดี (1972), ซูดาน (2003-ปัจจุบัน), คองโก (1998-2003) และยูกันดา (1971-1979)

องค์กรแอฟริกาทั้งผองเริ่มขับเคลื่อนอีกครั้งในปี 1991 เมื่อเกิดประชาคมเศรษฐกิจแอฟริกา (AEC) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างเขตการค้าเสรี ธนาคารกลาง สหภาพศุลกากร และเป้าหมายปลายทางคือการสร้างค่าเงินกลาง และการขับเคลื่อนไปสู่สหภาพเศรษฐกิจและการเงิน โดยได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากธนาคารโลก และองค์กรให้ทุนอื่นๆ แต่กลับก่อปัญหาหนี้ และปัญหาเศรษฐกิจอื่นๆ ตามมามากมาย ผู้นำแอฟริกันบางประเทศปฏิเสธไม่ยอมจ่ายหนี้ และกล่าวย้อนไปถึงยุคอาณานิคม เมื่อชาติตะวันตกเข้าไปหาประโยชน์ในแอฟริกา

ปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจที่รุมเร้าแทบทุกประเทศในแอฟริกายุคหลังเอกราชทำให้หลายชาติไม่ต้องการให้ OAU เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของตน และนโยบายของ OAU เองก็ใกล้เคียงกับทั้งสหภาพยุโรปและอาเซียน ที่ไม่เข้าไปแทรกแซงอำนาจอธิปไตยของชาติสมาชิก OAU จึงไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะห้ามปรามไม่ให้เกิดรัฐประหาร การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และแก้ปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมืองภายในแอฟริกาได้ ผู้นำสายก้าวหน้าผู้ก่อตั้ง OAU ทั้งเอนกรูมา, กษัตริย์ฮัลลี เซลาสซี แห่งเอธิโอเปีย, บาเลวา แห่งไนจีเรีย และเซกู ตูเร จากกิเนีย ล้วนถูกโค่นล้มโดยคณะรัฐประหารในทศวรรษ 1960 และ 1970 ในช่วงเวลาเกือบ 40 ปีตั้งแต่มีการสถาปนา OAU แอฟริกาเป็นทวีปที่เกิดรัฐประหารถี่ที่สุด ประเทศในแอฟริกาจำนวนมากตกอยู่ภายใต้เงาของระบอบเผด็จการมาอย่างยาวนาน และอีกหลายประเทศอยู่กับสงครามกลางเมืองที่ไม่มีทีท่าจะจบสิ้น

จิตวิญญาณของ OAU ในฐานะหน่วยงานที่ช่วยชาติสมาชิกต่อสู้กับเจ้าอาณานิคม และการฟื้นฟูประเทศหลังได้รับเอกราช หมดความสำคัญลงไปเมื่อทุกประเทศในแอฟริกาได้รับเอกราช ประเทศสุดท้ายที่ปลดปล่อยตนเองออกมาได้คือแอฟริกาใต้ เมื่อเนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela) เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของแอฟริกาใต้ สิ้นสุดยุคฝันร้ายภายใต้รัฐบาลถือผิว (Apartheid Regime) ที่ปกครองแอฟริกาใต้มาตั้งแต่ปี 1948 เมื่อวาระของแอฟริกาไม่ใช่การปลดแอกจากระบอบอาณานิคมแล้ว วาทะของเอนกรูมาและแนวคิดแอฟริกาทั้งผองดูจะหมดความสำคัญลงไป ในฐานะองค์กรระหว่างประเทศ OAU ก็อ่อนแอลงตามลำดับ เพราะนอกจากเงินช่วยเหลือที่เป็นเงินให้เปล่าจากสหรัฐอเมริกา ประเทศในยุโรป องค์การสหประชาชาติ และหน่วยงานให้ทุนอื่นๆ แล้ว ชาติสมาชิกส่วนใหญ่ที่มีปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจรุมเร้าก็ไม่สามารถจ่ายค่าสมาชิกได้ OAU จึงขาดสภาพคล่องตามธรรมชาติ ความฝันเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองเพียงอย่างเดียวไม่สามารถขับเคลื่อนองค์กรระดับชาติได้ จึงเริ่มมีข้อเสนอออกมาว่าควรมีการยกเครื่อง OAU ใหม่ทั้งหมด และให้ความสำคัญกับประเด็นที่ชาติสมาชิกสนใจจริงๆ ได้แก่ ประเด็นด้านเศรษฐกิจและปากท้อง

เมื่อมีการประชุมกลุ่มผู้นำ OAU ที่เมืองเซิร์ต (Sirte) ประเทศลิเบีย ในปี 1999 มูอัมมาร์ อัล กาดาฟี (Muammar Al Qathafi) ผู้นำลิเบีย เป็นผู้เสนอต่อที่ประชุมให้ยุบ OAU และตั้งสหภาพแอฟริกาขึ้นเพื่อตอบรับกับความท้าทายใหม่ๆ ทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ ที่ทั้งแอฟริกาและทั่วโลกต้องประสบ ขับเคลื่อนสหภาพแอฟริกาให้เป็นสหภาพที่ขับเคลื่อนแอฟริกาในประเด็นด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก ภายใต้สหภาพแอฟริกา แนวคิดแอฟริกาทั้งผองและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของแอฟริกา (African Unity) ยังคงอยู่ แม้ที่ผ่านมาจะถูกโจมตีว่าแนวคิดดังกล่าวมาจากมันสมองของผู้นำ ‘อีลีท’ แอฟริกันสายที่เป็นเพียงนักฝัน มากกว่านักปฏิบัติที่เข้าใจสภาพความเป็นไปและปัญหาของแอฟริกาที่แท้จริง

หลังแนวคิดแอฟริกาทั้งผองของเอนกรูมา ผู้นำในแอฟริกาที่มีอิทธิพลทางความคิดสูงสุดคือกาดาฟี ความฝันในการรวมแอฟริกาให้เป็นปึกแผ่นของกาดาฟีต่างจากเอนกรูมาแบบสุดขั้ว แต่ก็ตั้งอยู่บนรากฐานเดียวกันคือการกันชาติตะวันตกออกไป และการสร้างแอฟริกาให้เป็นปึกแผ่น เพื่อที่แอฟริกาจะได้พัฒนาต่อไปได้อย่างเป็นอิสระและยั่งยืน เนื่องจากลิเบียเป็นประเทศที่มั่งคั่งด้วยมีปริมาณน้ำมันสำรองสูง กาดาฟีใช้บ่อน้ำมันของลิเบียเป็นจุดขายของการตั้งสหรัฐแอฟริกา และการตั้งรัฐบาลกลางเพื่อกำกับดูแลชาติสมาชิก[2] แต่ต้องผ่านการสร้างสถาบันที่เป็นขั้นเป็นตอน เริ่มจากการสร้างประชาคมเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Economic Communities หรือ RECs) แต่ความพยายามจากผู้นำทั้งในสายอุดมคติ และในสายปฏิบัติ ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาลในหลายๆ ประเทศที่มีนโยบายชาตินิยมแบบสุดขั้ว การเคลื่อนย้ายแรงงานภายในทวีปแอฟริกาเกิดขึ้นได้ยาก แต่ละประเทศยังเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าในราคาสูงลิ่ว และมีกฏหมายเข้าเมืองที่เคร่งครัด เพราะต่างหวาดระแวงว่าแรงงานภายนอกจะเข้าไปแย่งงานคนในประเทศ ในสถานการณ์ที่แต่ละประเทศก็มีสถานะทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่

แอฟริกาเป็นเสมือนดินแดนสนธยา นอกจากจะมีขนาดกว้างใหญ่ไพศาลแล้ว ยังมีความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา และการเมืองอย่างสุดขั้ว ความน่าสนใจของภูมิภาคนี้จึงอยู่ที่ความขัดแย้งอันเกิดจากความหลากหลายดังที่ได้กล่าวมา โดยคำถามที่นักวิชาการและคนที่ทำงานในสายการพัฒนาพยายามหาคำตอบมาเนิ่นนานคือ อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้แอฟริกาเป็นทวีปที่มีการพัฒนาน้อยที่สุดในโลก และมีปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศที่ยังไม่มีทีท่าจะจบง่ายๆ ซึ่งผู้เขียนจะพยายามนำประเด็นและข้อถกเถียงเกี่ยวกับแอฟริกามานำเสนอในโอกาสต่อๆ ไป เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจและรู้จักภูมิภาคที่มีความน่าสนใจแห่งนี้มากขึ้น

อ้างอิง

[1] The European Union and the African Union: A Statistical Portrait. Luxembourg: Eurostat, 2016, p.10.

[2] Emmanuel Kisiangani. AU and pan-Africanism: Beyond rhetoric. Nairobi: Institute for Security Studies: เข้าถึงได้ที่ https://issafrica.org/amp/iss-today/au-and-pan-africanism-beyond-rhetoric

[NEW] เอธิโอเปีย เพชรเม็ดงามแห่งแอฟริกา | เศรษฐกิจ แอฟริกา – POLLICELEE

เอธิโอเปีย เพชรเม็ดงามแห่งแอฟริกา

 

หากพูดถึงประเทศเอธิโอเปีย หลายคนคงคิดภาพถึงความยากจนแร้นแค้น ความอดอยาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว เอธิโอเปียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการเติบโตของเศรษฐกิจดีและน่าจับตามากในทวีปแอฟริกา เรียกได้ว่าเพชรเม็ดสำคัญก็คงไม่ผิดนัก รอการเจียระไนจนกว่าจะสวยสมบูรณ์

 

เกิดขึ้นกลางความขัดแย้ง

 

เอธิโอเปียเคยเป็นประเทศที่มีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีในด้านความอดอยากและความขัดแย้งมานานหลายทศวรรษ [1] จนกระทั่งนายกรัฐมนตรีอาบีย์ อาเหม็ด อาลีขึ้นเป็นผู้นำในปีค.ศ. 2018 การปฏิรูปเศรษฐกิจช่วยให้เอธิโอเปียได้รับความสนใจจากนักลงทุนและได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากทั้งธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ [2] เศรษฐกิจเอธิโอเปียเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นและมีการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจสูงที่สุดในแอฟริกาในปีค.ศ. 2018 [3]

 

หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนผ่าน

 

หลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลเอธิโอเปียถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนในด้านการจำกัดสิทธิในการแสดงออกของประชาชน การจับผู้นำฝั่งตรงข้ามรวมถึงการสลายการชุมนุม นอกจากนี้ เอธิโอเปียยังมีข้อพิพาทด้านการแบ่งเขตแดนร่วมกับเอริเทรียซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านมานานกว่าสองทศวรรษ [4] เมื่อนายกรัฐมนตรีอาบีย์ อาเหม็ด อาลีเริ่มดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาได้ประกาศยกเลิกภาวะฉุกเฉินและปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองนับพันคน เปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกเนรเทศเพราะมีความเห็นต่างกลับบ้านได้ ปลดล็อกเว็บไซต์และช่องโทรทัศน์มากกว่าร้อยช่อง และยุติความขัดแย้งที่มีต่อเอริเทรีย [4, 5]

 

เมื่อสงบก็เริ่มเติบโต

 

ความขัดแย้งทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ลดลงส่งผลให้เศรษฐกิจเอธิโอเปียเจริญเติบโตมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเอธิโอเปียมีทำเลที่ตั้งที่ดีอยู่แล้วจากการเป็นประตูสู่แหลมแอฟริกา อยู่ใกล้กับตะวันออกกลาง และมีอาณาเขตติดกับเอริเทรีย โซมาเลีย เคนยา ซูดานใต้ และซูดาน  เอธิโอเปียเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล และใช้ท่าเรือของรัฐจิบูตีมานานกว่า 2 ทศวรรษ อย่างไรก็ตาม หลังจากเอธิโอเปียสงบศึกกับเอริเทรีย เอธิโอเปียเริ่มหันมาใช้ท่าเรืออัสซาบ และมาซซาว่าในเอริเทรียเพื่อทำการค้าระหว่างประเทศ [6]

 

เม็ดเงินการลงทุนเริ่มไหลเข้า

 

เศรษฐกิจเอธิโอเปียเติบโตอย่างมากจากการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเอธิโอเปียมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มากที่สุดในแอฟริกาตะวันออก และมากเป็นอันดับ 4 ในทวีปแอฟริกา มูลค่าการลงทุนโดยตรงสะสม (FDI stocks)  อยู่ที่ประมาณ 22.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 27.7 ในสัดส่วนของจีดีพีในปีค.ศ. 2018 ประเทศหลักๆ ที่เข้ามาลงทุนในเอธิโอเปีย ได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย จีน สหรัฐอเมริกา อินเดีย และตุรกี ทั้งนี้ จีนมีการลงทุนในเอธิโอเปียมากที่สุดจากการลงทุนในอุตสาหกรรมสิ่งทอ การก่อสร้าง การผลิตกระแสไฟฟ้า และกิจการโทรคมนาคม [7] ในปีค.ศ. 2019 เอธิโอเปียมีการลงทุนโดยตรงจากจีนมากถึงร้อยละ 60 [8]

 

หลายประเทศจับตามอง

 

นอกจากนี้ เอธิโอเปียยังวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องผ่านการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศและอุตสาหกรรมการผลิต [1] โดยโครงการหลักที่สำคัญที่สุดของประเทศได้แก่โครงการก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ (GERD) บนแม่น้ำบลูไนล์ เพื่อหาพลังงานไฟฟ้ามาใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรม [9] เมื่อก่อสร้างสำเร็จ เขื่อน GERD จะเป็นเขื่อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกาด้วยขนาดกว้าง 1,800  เมตร สูง 155 เมตร และสร้างไฟฟ้าได้มากถึง 15,000 กิกะวัตต์ต่อปี [1]

 

เติบโตและเติบโต

 

เศรษฐกิจเอธิโอเปียค่อยๆ พัฒนาจนเจริญเติบโตขึ้นจากการคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ส่งผลให้เอธิโอเปียมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้านและมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นในสายตานักลงทุนชาวต่างชาติ นอกจากนี้ การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศยังมีส่วนช่วยส่งเสริมให้เศรษฐกิจของเอธิโอเปียพัฒนาต่อไปได้อย่างมั่นคง  ทั้งนี้ เอธิโอเปียมีเป้าหมายที่จะเลื่อนขั้นเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับต่ำภายในปีค.ศ. 2025 [6] เป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่าเศรษฐกิจเอธิโอเปียจะเจริญเติบโตต่อไปอย่างไร

 

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ติดตามบทความดีดีกดที่นี่เลย FACEBOOK , OFFICIAL LINE และ WEBSITE

 

พิเศษ! เข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรีกับลงทุนศาสตร์แบบไม่มีเงื่อนไขได้ที่ : เรียนหุ้นฟรีกับลงทุนศาสตร์

 

รายการอ้างอิง

[1] Gray, A. (May 4, 2018). Ethiopia is Africa’s Fastest-Growing Economy. Retrieved from https://www.weforum.org/agenda/2018/05/ethiopia-africa-fastest-growing-economy/

[2] Gebre, S. (January 9, 2020). World Bank Cuts Ethiopia Growth Forecast. Retrieved from https://www.bloomberg.com/news/articles/2020-01-08/world-bank-sees-ethiopia-economic-growth-slowing-to-6-3-in-2020

[3] Newell, M. (March 21, 2019).Top 5 fastest-growing economies in Africa. Retrieved from

[4] BBC News. (October 11, 2019).Abiy Ahmed: Ethiopia’s Prime Minister. Retrieved from https://www.bbc.com/news/world-africa-43567007

[5] Sengupta, S. (September 17, 2018). Can Ethiopia’s New Leader, a Political Insider, Change It From the Inside Out?.  Retrieved from https://www.nytimes.com/2018/09/17/world/africa/ethiopia-abiy-ahmed.html

[6] The World Bank. (September 26, 2019). The World Bank In Ethiopia. Retrieved from https://www.worldbank.org/en/country/ethiopia/overview

[7] Export Entreprises SA . (May, 2020). Ethiopia: Foreign Investment. Retrieved from https://santandertrade.com/en/portal/establish-overseas/ethiopia/investing

[8] Xinhua. (January 29, 2020). China remains to be top foreign investment source of Ethiopia in 2019: UN report. Retrieved from http://www.xinhuanet.com/english/2020-01/29/c_138741928.htm

[9] BBC News. (8 พฤศจิกายน 2019).“สงครามแย่งน้ำ” ส่อแววปะทุเหนือเขื่อนแม่น้ำไนล์แห่งใหม่. สืบค้นจาก https://www.bbc.com/thai/features-50335497

 

อัพเดทล่าสุดเมื่อ : 9 มิถุนายน 2020


ลักษณะทาง\”เศรษฐกิจของทวีปแอฟริกา\”


กด subscribe ได้ที่นี่ https://www.youtube.com/channel/UCuknRtLgWIfj4ivIPpQR2A

Ptells แอฟริกา เศรษฐกิจทวีปแอฟริกา

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

ลักษณะทาง\

วิชา สังคม ม.2 ทวีปแอฟริกา เรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติ และเศรษฐกิจ สรุป สั้นๆ | เรียนออนไลน์ EP.5


วิชาสังคมศึกษา
ม2 ทรัพยากรธรรมชาติทวีปแอฟริกา
เศรษฐกิจทวีปแอฟริกา
ภูมิศาสตร์
เรียนออนไลน์

วิชา สังคม ม.2 ทวีปแอฟริกา เรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติ และเศรษฐกิจ สรุป สั้นๆ | เรียนออนไลน์ EP.5

18 อันดับ เมืองที่สกปรกที่สุดในโลก


18 อันดับ เมืองที่สกปรกที่สุดในโลก
อันดับที 1 เมืองบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน
อันดับที่ 2 เมืองธากา ประเทศบังคลาเทศ
อันดับที่ 3 เมืองอันตานานาริโว ประเทศมาดากัสการ์
อันดับที่ 4 เมืองปอร์โตแปรงซ์ ประเทศเฮติ
อันดับที่ 5 เมืองเม็กซิโก ซิตี้ ประเทศเม็กซิโก
อันดับที่ 6 เมืองแอดดิสอาบาบา ประเทศเอธิโอเปีย
อันดับที่ 7 เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย
อันดับที่ 8 เมืองแบกแดด ประเทศอิรัก
อันดับที่ 9 เมืองอัลมาตี ประเทศคาซัคสถาน
อันดับที่ 10 เมืองบราซซาวิล ประเทศคองโก
อันดับที่ 11 เมืองเอ็นจาเมนา ประเทศชาด
อันดับที่ 12 เมืองดาร์เอสซาลาม ประเทศแทนซาเนีย
อันดับที่ 13 เมืองบังกี สาธารณรัฐแอฟริกากลาง
อันดับที่ 14 เมืองมอสโก ประเทศรัสเซีย
อันดับที่ 15 เมืองวากาดูกู ประเทศบูร์กินาฟาโซ
อันดับที่ 16 เมืองบามาโก ประเทศมาลี
อันดับที่ 17 เมืองปอยท์นัวร์ ประเทศคองโก
อันดับที่ 18 เมืองโลเม ประเทศโตโก
ขอขอบคุณข้อมูลจาก lokmedee.blogspot.com

18 อันดับ เมืองที่สกปรกที่สุดในโลก

6 ประเทศที่เคยรวยกว่าไทย


รายได้ของคนไทยเคยตามหลังหลายๆประเทศ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเศรษฐกิจที่ขึ้นลง การบริหารงานของรัฐบาลของประเทศต่างๆทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นหรือบางประเทศก็ย่ำแย่ลง ทำให้เราเห็นว่าประเทศไหนที่เราเคยตามหลัง แต่ในวันนี้เรากลับแซงหน้าด้วยเหตุผลบางอย่าง คลิปนี้เราจะพาเพื่อนๆไปชม 6 ประเทศที่เคยรวยกว่าไทย

6 ประเทศที่เคยรวยกว่าไทย

\”คุกกี้โคลน\” ของกินคลายหิวชาวเฮติ ในวันที่ไม่มีเงินซื้อข้าวกินสักมื้อ


ยากจน คุกกี้ เศรษฐกิจ

\

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่General news

ขอบคุณที่รับชมกระทู้ครับ เศรษฐกิจ แอฟริกา

Leave a Comment