[NEW] บล.เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ : บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นรายวัน | หุ้น เอเชีย วัน นี้ – POLLICELEE

หุ้น เอเชีย วัน นี้: คุณกำลังดูกระทู้

Covid-19 ในประเทศพบจำนวนจังหวัดติดเชื่อเพิ่มลดลง ทำให้รัฐเริ่มผ่อนคลายมาตรการ ส่วนประเด็นที่รอติดตามเป็นเรื่องการประชุม กนง. วันพุธนี้ สำหรับ SET Index วันนี้น่าจะถูกกดดันจากตลาดหุ้นต่างประเทศที่ปรับลดลง พอร์ตจำลองได้ Cut Loss BDMS และ BAM ให้ลงทุนเพิ่มใน KBANK และ INSET ซึ่งเลือกเป็น Top Pick และถือเงินสด 15%
 
SET Index ยังมีแรงกดดัน แต่เชื่อว่าจะสามารถกลับมาได้
สถานการณ์ Covid-19 ทั่วโลกพบจำนวนผู้ติดเชื้อยังอยู่ระดับสูง ส่วนมุมที่เป็นบวกก็คือพัฒนาการของ Vaccine ซึ่งน่าจะเห็นการอนุมัติเพิ่มอีก 2 ชนิด (J&J และ Novavax) ส่วนในประเทศจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มยังอยู่ในระดับสูง 800-900 ราย/วัน แต่พบว่าจำนวนจังหวัดที่พบผู้ติดเชิ้อเพิ่มลดน้อยลงล่าสุดเหลือเพียง 12 จังหวัด ภาวะดังกล่าวบวกกับความจำเป็นในทางเศรษฐกิจทำให้รัฐบาลมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดของ Covid-19 ในหลายพื้นที่ซึ่งทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น อีกเรื่องหนึ่งคือการประชุม กนง. วันที่ 3 กพ. นี้ ในมุมมองของฝ่ายวิจัยยังเห็นว่าการปรับลดอัตราดอกบี้ยนโยบายสำหรับประเทศไทยยังมีความจำเป็นอยู่ โดยน่าจะเห็นการปรับลดภายใน 1H64 ซึ่งหากปรับลดลงตามคาดก็มีโอกาสทำให้ SET Index สามารถซื้อขายบนค่า PER ที่สูงขึ้นได้ราว 1.5 เท่า อย่างไรก็ตามสำหรับ SET Index วันนี้น่าจะได้รับแรงกดดันจากการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นต่างประเทศ พอร์ตจำลองได้มีการ Cut Loss หุ้น BAM และ BDMS ออกไป ให้นำเงินเข้าลงทุนใน KBANK และ INSET เพิ่มอย่างละ 5% และถือเงินสด 15% รอซื้อหุ้นพลังงานเมื่อราคาย่อยลงมา Top Pick เลือก KBANK และ INSET
จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ของไทย
 

ที่มา: ศบค.
PMI ภาคการผลิต และ การประชุม OPEC เป็นประเด็นที่ติดตาม
ตลอดสัปดาห์นี้ประเด็นที่ตลาดให้น้ำหนัก  ต่างประเทศ 1.) วันนี้ติดตามรายงานดัชนี(PMI) เดือน ม.ค.หลายประเทศ อาทิ สหรัฐ,  ยุโรป, อังกฤษ คาดชะลอลง หลังจากวันอาทิตย์จีน PMI ภาคผลิต ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดและลดลงจากเดือน ธ.ค.  2.) วันพุธ 3 ก.พ. ประชุม ประจำเดือน ของประเทศผู้ผลิตน้ำมัน(OPEC) ให้น้ำหนักจะมีตัดลดการผลิตน้ำมันเพิ่มจากการประชุม รอบ ม.ค.? (ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบดูไบยังทรงตัวสูงอยู่ที่  54.7 เหรียญฯสูงกว่าสมมติฐาน 50 เหรียญ เป็นบวกต่อหุ้นพลังงาน  แต่ในช่วงสั้นหุ้นกลุ่มพลังงานถูกกดดันจากนักลงทุนขายหุ้นในกลุ่มเพื่อนำไปจองซื้อหุ้น OR ที่จะเข้าตลาด (สัปดาห์นี้เป็นคิวของนักลงทุนสถาบันจองซื้อวันที่ 3-5 ก.พ.)  คำแนะนำคือเข้าลงทุนหลังวันที่ 11 ก.พ.64  ทั้ง PTT (Buy: FV@B45), PTTEP (Buy: FV@118)   ส่วน 5 ก.พ. รายงานอัตราการว่างงานในสหรัฐ เดือน ม.ค. Consensus ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า  6.7% (อัตราการว่างงานเป็น Indicator ที่ Fed หรือ ธนาคารกลางสหรัฐ ให้น้ำหนัก หากแนวโน้มดีขึ้นจะมีผลต่อการตัดสินใจการขึ้น/ลดอัตราดอกเบี้ย หรือ เพิ่ม/ลดวงเงินในการซื้อพันธบัตร QE)  ประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐค่อยๆฟื้นตัว และยังคาดสหรัฐยังจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายหรือคงอัตราดอกเบี้ยต่ำไป

Soft loan ดูเหมือนง่าย แต่จ่ายยาก!!
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ EXIM Bank วันที่ 28 ม.ค. 64 ยังไม่มีข้อสรุปแนวทางการปล่อยกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan โดยที่ประชุมเห็นควรว่าให้กระทรวงการคลังเป็นผู้อนุมัติช่วยเหลือเองและต้องมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเรื่องดังกล่าว ก่อนที่ธนาคารจะดำเนินการ ประเมินสร้างผิดหวังต่อหุ้นสายการบิน หลังปรับตัวขึ้นในช่วงสัปดาห์ก่อน ภายหลังกลับมามีความหวังเรื่อง Soft Loan อีกครั้ง ซึ่งจากนี้ คาดว่าต้องติดตามท่าทีกระทรวงการคลังต่อไป
ทั้งนี้ ในกรณีที่กระทรวงการคลังเห็นชอบ จะบวกต่อหุ้นสายการบินดังที่ฝ่ายวิจัยนำเสนอ โดย AAV จะได้ประโยชน์สูงกว่า BA เพราะ BA ไม่น่ากังวล เนื่องจากฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง มีหลักทรัพย์ที่สามารถใช้ค้ำประกันเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินกู้หรือจำหน่ายออกมา เพื่อเป็นสภาพคล่องได้ ส่วน AAV ที่ถือหุ้น 55% ในสายการบินไทย แอร์เอเชีย (TAA)
(ที่เหลือ 45% ถือหุ้นโดย Air Asia Berhad) มีความเสี่ยงสูงกว่า เนื่องจากเหลือสภาพคล่องถึงราว มี.ค. 64 อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยยังคงมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มการบิน หากพิจารณาสภานการณ์ COVID ปัจจุบัน โดยเฉพาะไทยที่คาดว่าการเดินทางในประเทศจะเริ่มกลับมาภายใน 2Q64  และคาดว่าจะเริ่มเห็นการเดินทางระหว่างประเทศ ใน 2H64
เมื่อการเดินทางทยอยกลับมาปกติ จะช่วย TAA มีทางเลือกที่หาเงินสดจากการดำเนินงาน เช่น การออกตั๋วบุฟเฟ่ต์ กรณีเลวร้ายคาดว่า TAA น่าจะต้องการสภาพคล่องประคองตัวไม่เกิน 6 เดือน ประเมินระดับเม็ดเงินไม่เกิน 3.0 พันล้านบาท  ภายใต้เม็ดเงินที่TAA ต้องการราว 3.0 พันล้านบาท จะเป็นส่วนที่ AAV ต้องใส่เงินตามสัดส่วนถือหุ้น 55% 1.65 พันล้านบาท ภายใต้สมมติฐานราคาเพิ่มทุน 2.0 บาท Dilution Effect ที่หุ้น AAV จะอยู่ที่ราว 14.5% ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง แม้จะกดดันราคาหุ้นระยะสั้น แต่ระยะยาวฝ่ายวิจัยเชื่อว่าประโยชน์ของการอยู่รอดได้ ในช่วงเวลาที่สายการบินอื่นๆ ที่ลดกำลังให้บริการขาดความพร้อม จะสูงกว่า Dilution Effect ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ แม้ยังคงมูลค่าพื้นฐาน อิง PBV ที่ค่าเฉลี่ย PBV Band 1.05 เท่า ได้มูลค่าพื้นฐาน 3.2 บาท และคำแนะนำ ซื้อ (ถ้ารวม Dilution Effect จากการเพิ่มทุน มูลค่าพื้นฐานจะอยู่ที่ราว 3.0 บาท) แต่นักลงทุนที่ไม่ต้องการรับความเสี่ยงเพิ่มทุน แนะนำให้ติดตามสถานการณ์ Soft Loan ก่อนเข้าลงทุน

วัคซีนต่างประเทศยังเห็นคืบหน้า  ดีต่อเศรษฐกิจ
ข่าวบวกเรื่องวัคซีน Covid-19 ยังมีอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว คือ
    ความคืบหน้าผลการทดลองวัคซีนเฟสสุดท้ายหรือ เฟส 3 ล่าสุด มีอีก 2 บริษัท คือ บริษัท Novavax’s และบริษัท J&J รายงานประสิทธิภาพ 89% และ 77%  ตามลำดับ (ปัจจุบันมี 4 บริษัทที่ผลิตและใช้ในวงกว้าง คือ Pfizer, moderna, Astrazeneca)  ขั้นตอนถัดไปคาด FDA และ อย. แต่ละประเทศจะอนุมัติและเริ่มการผลิต ของทั้ง 2 บริษัท ภายใน 1Q64 (ถือว่าเร็วและเป็นไปตามที่คาด) ผลดีคือจะทำให้กำลังการผลิตวัคซีนมีมากขึ้น เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ   คาดจะทำให้กิจกรรมเศรษกิจทยอยฟื้นตัว และรัฐบาลแต่ละประเทศจะผ่อนคลายการ Lockdown
    แนวโน้มจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วโลกยังลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ 5.93 แสนราย ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 7 วันที่ 6 แสนราย
บริษัทพัฒนาวัคซีน Covid-19 รายงานความคืบหน้าประสิทธิภาพเฟสสุดท้าย
 

ที่มา: Bloomberg, ASPS รวบรวม  
ในส่วนไทย  แม้ล่าสุดช่วงวันหยุดผู้ติดเชื้อ COVID-19 ใหม่ กลับมาทรงตัวสูงที่ 800-900 ราย/วัน  ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ (กว่า 90%) มาจากการค้นหาเชิงรุก โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานต่างด้าวในจังหวัดสมุทรสาคร (ดังรูป) แต่เป็นที่สังเกตุว่าเห็นสัญญาณบวก คือ ผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงเหลือ 12 จังหวัด เทียบกับในช่วงแรก คือปลายปี 2563 การระบาดพบมากถึง 63 จังหวัด    แนวโน้มดีขึ้นข้างต้น ทำให้ภาครัฐเดินหน้าผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ โดยมีผลตั้งแต่วันนี้ 1 ก.พ. เป็นต้นไป ได้แก่ ศูนย์การค้าเปิดบริการตามปกติ, ขยายเวลาเปิดร้านอาหารเป็นไม่เกิน 23.00, เปิดสถานบันเทิงได้ในบางพื้นที่, สถานศึกษากลับมาทำการเรียนการสอนได้ เป็นต้น
ฝั่งนึงการผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ คาดจะทำให้ Downside การปรับลด GDP ลดลง ASPS คาดปี 2564 2.5%yoy หนุนบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยดีขึ้น
อีกฝั่งเป็น Sentiment บวกกลับ  กลุ่มโงเรียน SISB หุ้นกลุ่มขนส่ง BTS, BEM, กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม ERW, CENTEL, MINT, กลุ่มสื่อ PLANB, กลุ่มค้าปลีก CRC, HMPRO และ CPALL กลุ่มผู้ผลิตสินนค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน OSP , TKN และ SAPPE  
จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ของไทย
 

ที่มา: ศบค.  

การประชุม กนง. อาจลดดอกเบี้ยใน 1H64
ให้น้ำหนักการประชุม กนง. วันที่ 3 ก.พ. 2564 แม้ Consensus จาก Bloomberg 92% คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ตามเดิม แต่ ASPS ประเมินว่าในช่วง 1H64 คาด กนง.  มีโอกาสพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยลงราว 0.25% เหลือ 0.25% (ต่ำสุดในประวัติศาสตร์) จากปัจจัยสนับสนุนดังนี้
•    เศรษฐกิจไทยปี 2564 ยังเผชิญความท้าทาย: แม้ปัจจุบันภาครัฐจะเริ่มผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (ดังที่กล่าวข้างต้น) แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปยังเผชิญความท้าทายจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว (สัดส่วน 20% ของ GDP) โดยปัจจัยสำคัญอยู่ที่การกระจายวัคซีน COVID-19 ในวงกว้าง ทั้งทั่วโลกและในไทย ซึ่งต้องให้น้ำหนักอย่างใกล้ชิดว่าการกระจายวัคซีนจะทำได้รวดเร็วเพียงให้ และหากการกระจายวัคซีนมีแนวโน้มล่าช้า กนง. อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจไปก่อนได้
•    อัตราเงินเฟ้อไทยยังต่ำ: อัตราเงินเฟ้อเดือน ธ.ค. 2563 หดตัว -0.27%yoy ทำให้อัตราดอกเบี้ยแท้จริง (Real Interest Rate) ที่คำนวณจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายลบด้วยอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 0.77% (0.5% ลบด้วย -0.27%) เปิดช่องให้ กนง. สามารถลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้อีก  
•    ค่าเงินบาทยังมีทิศทางแข็งค่า : ปัจจุบัน เงินบาทยังทรงตัวราว 29.70-30.30 บาท/เหรียญ ซึ่งอยู่แข็งค่าสุดในรอบ 1 ปี ช่วยให้ กนง. สามารถลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท
•    Bond Yield 1 ปีต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย: ปัจจุบัน Bond Yield 1 ปีของไทยทรงตัวต่ำที่ระดับ 0.405% ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันที่ 0.5% โดยปกติเป็น Leading แสดงให้เห็นว่าตลาดการเงินคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตจะปรับลดลง

Target SET Index ขยับขิ้นเป็น 1646 จุด หากมีการลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 0.25%
จากหัวข้อด้านบนที่ฝ่ายวิจัยฯ คาดว่าภายใน 1H64 กนง.มีโอกาสลดดอกเบี้ยลง 1 ครั้ง เหลือ 0.25% ส่งผลให้ดัชนีจะซื้อขายบน PER ที่สูงขึ้น โดยฝ่ายวิจัยฯ ทำ Sensitivity กรณี Gap เปลี่ยนแปลงทุก 0.25% จะทำให้ PER ซื้อขายสูงขึ้น 1.5 เท่า และเป้าหมาย SET Index ขยับขึ้นเป็น 1646 จุด
แต่หากพิจารณา Valuation ณ ปัจจุบันภายใต้ดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.50% และMarket Earning Yield Cap เฉลี่ยที่ 3.7% ถือว่าอยู่ในระดับอนุรักษ์นิยมในภาวะที่ Fund Flow ไหลเข้า (Market Earning Yield Cap ลงไปได้ลึกถึง 2.6% – 2.7%) คิดเป็น PER64F ที่ 23.8 เท่า เมื่อคูณกับ  EPS64F ที่ 65.04 บาท/หุ้น จะได้เป้าหมายดัชนีปี 2564F ที่ 1550 จุด ดังตารางทางด้านล่าง
Target SET Index กรณีคงดอกเบี้ยและลดดอกเบี้ย
 

ที่มา: ฝ่ายวิจัยฯ ASPS

โดยกลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งได้แรงหนุนจาก Fund Flow ที่คาดกำไรมีการเติบโตในปีนี้ (2564) อาทิ CPF INSET PTT KBANK SCC BDMS และ TISCO
ตาราง Valuation หุ้นที่ฝ่ายวิจัยฯชื่นชอบ
 

ที่มา: ฝ่ายวิจัยฯ ASPS
Toppicks เลือก KBANK และ INSET โดยมีรายละเอียดทางพื้นฐาน ดังนี้
KBANK (FV @ 155.00) แนวโน้ม Credit Cost ปี 2564 ที่ลดลงจากเดิม 2.05% ในปีก่อนมาที่ 1.6% หลังลูกหนี้ที่ออกจากมาตรการฯ ราว 90% ชำระหนี้ตามปกติ (ข้อมูลจากงานแถลงเป้าหมายประจำปีของ KBANK) ด้านสินเชื่อขยายตัวราว 4% – 6% yoy จากทุกกลุ่มลูกค้า ส่วน NIM อยู่ที่ 3.1% – 3.3% เทียบกับ 3.25% ในปีก่อน ฝ่ายวิจัยจึงปรับเพิ่มกำไรสุทธิปี 2564 – 65 จากเดิมประเมินไว้ 2.1 – 2.2 หมื่นล้านบาท เป็น 3.48 หมื่นล้านบาท (+18% yoy) และ 3.76 หมื่นล้านบาท (+8% yoy) มาจากการปรับสมมติฐาน Credit Cost ปี 2564 – 65 ลงจากเดิม 2.5% มาที่ 1.6% สอดคล้องเป้าหมายธนาคารฯ ภายใต้ประมาณการใหม่ หนุน ROE ระยะยาวจาก 7% เป็น 9.2% ได้ FV ปี 2564 ที่ 155 บาท (เดิม 126 บาท) มี Upside ถึง 22%
INSET (FV @ 4.66) คาดกำไรทั้งปี 2563 เติบโต 12% และเชื่อว่ายังคาดหวังความต่อเนื่องได้ จากจุดเด่นเป็นผู้เล่นหลักรับงานโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต อาทิ 5G, Data Center ซึ่งจากนี้มีเชื่อว่าเม็ดเงินลงทุนจะขยายตัวในอัตราเร่ง อีกทั้งแผนการขยายฐานธุรกิจที่รวดเร็ว โดย ASPS เชื่อว่ามีโอกาสที่ INSET หาแนวทางย้ายเข้ามาจดทะเบียนใน SET เพื่อสร้างข้อได้เปรียบต้นทุนการเงินและความหลากหลายนักลงทุน มูลค่าพื้นฐานปัจจุบันยังมี Upside สูง 30% และคาดหวัง Yield ปีละ 3.2% ต่อปี

RESEARCH DIVISION
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส
_________
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน และทางเทคนิค
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 004132

ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 075365

ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 087636

วรรณพฤกษ์ โกมลวิทยาธร
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 110506

ภวัต ภัทราพงศ์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์เชิงปริมาณ

 

[NEW] บล.เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ : บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นรายวัน | หุ้น เอเชีย วัน นี้ – POLLICELEE

Covid-19 ในประเทศพบจำนวนจังหวัดติดเชื่อเพิ่มลดลง ทำให้รัฐเริ่มผ่อนคลายมาตรการ ส่วนประเด็นที่รอติดตามเป็นเรื่องการประชุม กนง. วันพุธนี้ สำหรับ SET Index วันนี้น่าจะถูกกดดันจากตลาดหุ้นต่างประเทศที่ปรับลดลง พอร์ตจำลองได้ Cut Loss BDMS และ BAM ให้ลงทุนเพิ่มใน KBANK และ INSET ซึ่งเลือกเป็น Top Pick และถือเงินสด 15%
 
SET Index ยังมีแรงกดดัน แต่เชื่อว่าจะสามารถกลับมาได้
สถานการณ์ Covid-19 ทั่วโลกพบจำนวนผู้ติดเชื้อยังอยู่ระดับสูง ส่วนมุมที่เป็นบวกก็คือพัฒนาการของ Vaccine ซึ่งน่าจะเห็นการอนุมัติเพิ่มอีก 2 ชนิด (J&J และ Novavax) ส่วนในประเทศจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มยังอยู่ในระดับสูง 800-900 ราย/วัน แต่พบว่าจำนวนจังหวัดที่พบผู้ติดเชิ้อเพิ่มลดน้อยลงล่าสุดเหลือเพียง 12 จังหวัด ภาวะดังกล่าวบวกกับความจำเป็นในทางเศรษฐกิจทำให้รัฐบาลมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดของ Covid-19 ในหลายพื้นที่ซึ่งทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น อีกเรื่องหนึ่งคือการประชุม กนง. วันที่ 3 กพ. นี้ ในมุมมองของฝ่ายวิจัยยังเห็นว่าการปรับลดอัตราดอกบี้ยนโยบายสำหรับประเทศไทยยังมีความจำเป็นอยู่ โดยน่าจะเห็นการปรับลดภายใน 1H64 ซึ่งหากปรับลดลงตามคาดก็มีโอกาสทำให้ SET Index สามารถซื้อขายบนค่า PER ที่สูงขึ้นได้ราว 1.5 เท่า อย่างไรก็ตามสำหรับ SET Index วันนี้น่าจะได้รับแรงกดดันจากการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นต่างประเทศ พอร์ตจำลองได้มีการ Cut Loss หุ้น BAM และ BDMS ออกไป ให้นำเงินเข้าลงทุนใน KBANK และ INSET เพิ่มอย่างละ 5% และถือเงินสด 15% รอซื้อหุ้นพลังงานเมื่อราคาย่อยลงมา Top Pick เลือก KBANK และ INSET
จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ของไทย
 

ที่มา: ศบค.
PMI ภาคการผลิต และ การประชุม OPEC เป็นประเด็นที่ติดตาม
ตลอดสัปดาห์นี้ประเด็นที่ตลาดให้น้ำหนัก  ต่างประเทศ 1.) วันนี้ติดตามรายงานดัชนี(PMI) เดือน ม.ค.หลายประเทศ อาทิ สหรัฐ,  ยุโรป, อังกฤษ คาดชะลอลง หลังจากวันอาทิตย์จีน PMI ภาคผลิต ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดและลดลงจากเดือน ธ.ค.  2.) วันพุธ 3 ก.พ. ประชุม ประจำเดือน ของประเทศผู้ผลิตน้ำมัน(OPEC) ให้น้ำหนักจะมีตัดลดการผลิตน้ำมันเพิ่มจากการประชุม รอบ ม.ค.? (ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบดูไบยังทรงตัวสูงอยู่ที่  54.7 เหรียญฯสูงกว่าสมมติฐาน 50 เหรียญ เป็นบวกต่อหุ้นพลังงาน  แต่ในช่วงสั้นหุ้นกลุ่มพลังงานถูกกดดันจากนักลงทุนขายหุ้นในกลุ่มเพื่อนำไปจองซื้อหุ้น OR ที่จะเข้าตลาด (สัปดาห์นี้เป็นคิวของนักลงทุนสถาบันจองซื้อวันที่ 3-5 ก.พ.)  คำแนะนำคือเข้าลงทุนหลังวันที่ 11 ก.พ.64  ทั้ง PTT (Buy: FV@B45), PTTEP (Buy: FV@118)   ส่วน 5 ก.พ. รายงานอัตราการว่างงานในสหรัฐ เดือน ม.ค. Consensus ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า  6.7% (อัตราการว่างงานเป็น Indicator ที่ Fed หรือ ธนาคารกลางสหรัฐ ให้น้ำหนัก หากแนวโน้มดีขึ้นจะมีผลต่อการตัดสินใจการขึ้น/ลดอัตราดอกเบี้ย หรือ เพิ่ม/ลดวงเงินในการซื้อพันธบัตร QE)  ประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐค่อยๆฟื้นตัว และยังคาดสหรัฐยังจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายหรือคงอัตราดอกเบี้ยต่ำไป

Soft loan ดูเหมือนง่าย แต่จ่ายยาก!!
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ EXIM Bank วันที่ 28 ม.ค. 64 ยังไม่มีข้อสรุปแนวทางการปล่อยกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan โดยที่ประชุมเห็นควรว่าให้กระทรวงการคลังเป็นผู้อนุมัติช่วยเหลือเองและต้องมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเรื่องดังกล่าว ก่อนที่ธนาคารจะดำเนินการ ประเมินสร้างผิดหวังต่อหุ้นสายการบิน หลังปรับตัวขึ้นในช่วงสัปดาห์ก่อน ภายหลังกลับมามีความหวังเรื่อง Soft Loan อีกครั้ง ซึ่งจากนี้ คาดว่าต้องติดตามท่าทีกระทรวงการคลังต่อไป
ทั้งนี้ ในกรณีที่กระทรวงการคลังเห็นชอบ จะบวกต่อหุ้นสายการบินดังที่ฝ่ายวิจัยนำเสนอ โดย AAV จะได้ประโยชน์สูงกว่า BA เพราะ BA ไม่น่ากังวล เนื่องจากฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง มีหลักทรัพย์ที่สามารถใช้ค้ำประกันเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินกู้หรือจำหน่ายออกมา เพื่อเป็นสภาพคล่องได้ ส่วน AAV ที่ถือหุ้น 55% ในสายการบินไทย แอร์เอเชีย (TAA)
(ที่เหลือ 45% ถือหุ้นโดย Air Asia Berhad) มีความเสี่ยงสูงกว่า เนื่องจากเหลือสภาพคล่องถึงราว มี.ค. 64 อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยยังคงมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มการบิน หากพิจารณาสภานการณ์ COVID ปัจจุบัน โดยเฉพาะไทยที่คาดว่าการเดินทางในประเทศจะเริ่มกลับมาภายใน 2Q64  และคาดว่าจะเริ่มเห็นการเดินทางระหว่างประเทศ ใน 2H64
เมื่อการเดินทางทยอยกลับมาปกติ จะช่วย TAA มีทางเลือกที่หาเงินสดจากการดำเนินงาน เช่น การออกตั๋วบุฟเฟ่ต์ กรณีเลวร้ายคาดว่า TAA น่าจะต้องการสภาพคล่องประคองตัวไม่เกิน 6 เดือน ประเมินระดับเม็ดเงินไม่เกิน 3.0 พันล้านบาท  ภายใต้เม็ดเงินที่TAA ต้องการราว 3.0 พันล้านบาท จะเป็นส่วนที่ AAV ต้องใส่เงินตามสัดส่วนถือหุ้น 55% 1.65 พันล้านบาท ภายใต้สมมติฐานราคาเพิ่มทุน 2.0 บาท Dilution Effect ที่หุ้น AAV จะอยู่ที่ราว 14.5% ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง แม้จะกดดันราคาหุ้นระยะสั้น แต่ระยะยาวฝ่ายวิจัยเชื่อว่าประโยชน์ของการอยู่รอดได้ ในช่วงเวลาที่สายการบินอื่นๆ ที่ลดกำลังให้บริการขาดความพร้อม จะสูงกว่า Dilution Effect ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ แม้ยังคงมูลค่าพื้นฐาน อิง PBV ที่ค่าเฉลี่ย PBV Band 1.05 เท่า ได้มูลค่าพื้นฐาน 3.2 บาท และคำแนะนำ ซื้อ (ถ้ารวม Dilution Effect จากการเพิ่มทุน มูลค่าพื้นฐานจะอยู่ที่ราว 3.0 บาท) แต่นักลงทุนที่ไม่ต้องการรับความเสี่ยงเพิ่มทุน แนะนำให้ติดตามสถานการณ์ Soft Loan ก่อนเข้าลงทุน

วัคซีนต่างประเทศยังเห็นคืบหน้า  ดีต่อเศรษฐกิจ
ข่าวบวกเรื่องวัคซีน Covid-19 ยังมีอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว คือ
    ความคืบหน้าผลการทดลองวัคซีนเฟสสุดท้ายหรือ เฟส 3 ล่าสุด มีอีก 2 บริษัท คือ บริษัท Novavax’s และบริษัท J&J รายงานประสิทธิภาพ 89% และ 77%  ตามลำดับ (ปัจจุบันมี 4 บริษัทที่ผลิตและใช้ในวงกว้าง คือ Pfizer, moderna, Astrazeneca)  ขั้นตอนถัดไปคาด FDA และ อย. แต่ละประเทศจะอนุมัติและเริ่มการผลิต ของทั้ง 2 บริษัท ภายใน 1Q64 (ถือว่าเร็วและเป็นไปตามที่คาด) ผลดีคือจะทำให้กำลังการผลิตวัคซีนมีมากขึ้น เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ   คาดจะทำให้กิจกรรมเศรษกิจทยอยฟื้นตัว และรัฐบาลแต่ละประเทศจะผ่อนคลายการ Lockdown
    แนวโน้มจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วโลกยังลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ 5.93 แสนราย ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 7 วันที่ 6 แสนราย
บริษัทพัฒนาวัคซีน Covid-19 รายงานความคืบหน้าประสิทธิภาพเฟสสุดท้าย
 

ที่มา: Bloomberg, ASPS รวบรวม  
ในส่วนไทย  แม้ล่าสุดช่วงวันหยุดผู้ติดเชื้อ COVID-19 ใหม่ กลับมาทรงตัวสูงที่ 800-900 ราย/วัน  ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ (กว่า 90%) มาจากการค้นหาเชิงรุก โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานต่างด้าวในจังหวัดสมุทรสาคร (ดังรูป) แต่เป็นที่สังเกตุว่าเห็นสัญญาณบวก คือ ผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงเหลือ 12 จังหวัด เทียบกับในช่วงแรก คือปลายปี 2563 การระบาดพบมากถึง 63 จังหวัด    แนวโน้มดีขึ้นข้างต้น ทำให้ภาครัฐเดินหน้าผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ โดยมีผลตั้งแต่วันนี้ 1 ก.พ. เป็นต้นไป ได้แก่ ศูนย์การค้าเปิดบริการตามปกติ, ขยายเวลาเปิดร้านอาหารเป็นไม่เกิน 23.00, เปิดสถานบันเทิงได้ในบางพื้นที่, สถานศึกษากลับมาทำการเรียนการสอนได้ เป็นต้น
ฝั่งนึงการผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ คาดจะทำให้ Downside การปรับลด GDP ลดลง ASPS คาดปี 2564 2.5%yoy หนุนบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยดีขึ้น
อีกฝั่งเป็น Sentiment บวกกลับ  กลุ่มโงเรียน SISB หุ้นกลุ่มขนส่ง BTS, BEM, กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม ERW, CENTEL, MINT, กลุ่มสื่อ PLANB, กลุ่มค้าปลีก CRC, HMPRO และ CPALL กลุ่มผู้ผลิตสินนค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน OSP , TKN และ SAPPE  
จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ของไทย
 

ที่มา: ศบค.  

การประชุม กนง. อาจลดดอกเบี้ยใน 1H64
ให้น้ำหนักการประชุม กนง. วันที่ 3 ก.พ. 2564 แม้ Consensus จาก Bloomberg 92% คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ตามเดิม แต่ ASPS ประเมินว่าในช่วง 1H64 คาด กนง.  มีโอกาสพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยลงราว 0.25% เหลือ 0.25% (ต่ำสุดในประวัติศาสตร์) จากปัจจัยสนับสนุนดังนี้
•    เศรษฐกิจไทยปี 2564 ยังเผชิญความท้าทาย: แม้ปัจจุบันภาครัฐจะเริ่มผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (ดังที่กล่าวข้างต้น) แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปยังเผชิญความท้าทายจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว (สัดส่วน 20% ของ GDP) โดยปัจจัยสำคัญอยู่ที่การกระจายวัคซีน COVID-19 ในวงกว้าง ทั้งทั่วโลกและในไทย ซึ่งต้องให้น้ำหนักอย่างใกล้ชิดว่าการกระจายวัคซีนจะทำได้รวดเร็วเพียงให้ และหากการกระจายวัคซีนมีแนวโน้มล่าช้า กนง. อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจไปก่อนได้
•    อัตราเงินเฟ้อไทยยังต่ำ: อัตราเงินเฟ้อเดือน ธ.ค. 2563 หดตัว -0.27%yoy ทำให้อัตราดอกเบี้ยแท้จริง (Real Interest Rate) ที่คำนวณจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายลบด้วยอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 0.77% (0.5% ลบด้วย -0.27%) เปิดช่องให้ กนง. สามารถลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้อีก  
•    ค่าเงินบาทยังมีทิศทางแข็งค่า : ปัจจุบัน เงินบาทยังทรงตัวราว 29.70-30.30 บาท/เหรียญ ซึ่งอยู่แข็งค่าสุดในรอบ 1 ปี ช่วยให้ กนง. สามารถลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท
•    Bond Yield 1 ปีต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย: ปัจจุบัน Bond Yield 1 ปีของไทยทรงตัวต่ำที่ระดับ 0.405% ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันที่ 0.5% โดยปกติเป็น Leading แสดงให้เห็นว่าตลาดการเงินคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตจะปรับลดลง

Target SET Index ขยับขิ้นเป็น 1646 จุด หากมีการลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 0.25%
จากหัวข้อด้านบนที่ฝ่ายวิจัยฯ คาดว่าภายใน 1H64 กนง.มีโอกาสลดดอกเบี้ยลง 1 ครั้ง เหลือ 0.25% ส่งผลให้ดัชนีจะซื้อขายบน PER ที่สูงขึ้น โดยฝ่ายวิจัยฯ ทำ Sensitivity กรณี Gap เปลี่ยนแปลงทุก 0.25% จะทำให้ PER ซื้อขายสูงขึ้น 1.5 เท่า และเป้าหมาย SET Index ขยับขึ้นเป็น 1646 จุด
แต่หากพิจารณา Valuation ณ ปัจจุบันภายใต้ดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.50% และMarket Earning Yield Cap เฉลี่ยที่ 3.7% ถือว่าอยู่ในระดับอนุรักษ์นิยมในภาวะที่ Fund Flow ไหลเข้า (Market Earning Yield Cap ลงไปได้ลึกถึง 2.6% – 2.7%) คิดเป็น PER64F ที่ 23.8 เท่า เมื่อคูณกับ  EPS64F ที่ 65.04 บาท/หุ้น จะได้เป้าหมายดัชนีปี 2564F ที่ 1550 จุด ดังตารางทางด้านล่าง
Target SET Index กรณีคงดอกเบี้ยและลดดอกเบี้ย
 

ที่มา: ฝ่ายวิจัยฯ ASPS

โดยกลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งได้แรงหนุนจาก Fund Flow ที่คาดกำไรมีการเติบโตในปีนี้ (2564) อาทิ CPF INSET PTT KBANK SCC BDMS และ TISCO
ตาราง Valuation หุ้นที่ฝ่ายวิจัยฯชื่นชอบ
 

ที่มา: ฝ่ายวิจัยฯ ASPS
Toppicks เลือก KBANK และ INSET โดยมีรายละเอียดทางพื้นฐาน ดังนี้
KBANK (FV @ 155.00) แนวโน้ม Credit Cost ปี 2564 ที่ลดลงจากเดิม 2.05% ในปีก่อนมาที่ 1.6% หลังลูกหนี้ที่ออกจากมาตรการฯ ราว 90% ชำระหนี้ตามปกติ (ข้อมูลจากงานแถลงเป้าหมายประจำปีของ KBANK) ด้านสินเชื่อขยายตัวราว 4% – 6% yoy จากทุกกลุ่มลูกค้า ส่วน NIM อยู่ที่ 3.1% – 3.3% เทียบกับ 3.25% ในปีก่อน ฝ่ายวิจัยจึงปรับเพิ่มกำไรสุทธิปี 2564 – 65 จากเดิมประเมินไว้ 2.1 – 2.2 หมื่นล้านบาท เป็น 3.48 หมื่นล้านบาท (+18% yoy) และ 3.76 หมื่นล้านบาท (+8% yoy) มาจากการปรับสมมติฐาน Credit Cost ปี 2564 – 65 ลงจากเดิม 2.5% มาที่ 1.6% สอดคล้องเป้าหมายธนาคารฯ ภายใต้ประมาณการใหม่ หนุน ROE ระยะยาวจาก 7% เป็น 9.2% ได้ FV ปี 2564 ที่ 155 บาท (เดิม 126 บาท) มี Upside ถึง 22%
INSET (FV @ 4.66) คาดกำไรทั้งปี 2563 เติบโต 12% และเชื่อว่ายังคาดหวังความต่อเนื่องได้ จากจุดเด่นเป็นผู้เล่นหลักรับงานโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต อาทิ 5G, Data Center ซึ่งจากนี้มีเชื่อว่าเม็ดเงินลงทุนจะขยายตัวในอัตราเร่ง อีกทั้งแผนการขยายฐานธุรกิจที่รวดเร็ว โดย ASPS เชื่อว่ามีโอกาสที่ INSET หาแนวทางย้ายเข้ามาจดทะเบียนใน SET เพื่อสร้างข้อได้เปรียบต้นทุนการเงินและความหลากหลายนักลงทุน มูลค่าพื้นฐานปัจจุบันยังมี Upside สูง 30% และคาดหวัง Yield ปีละ 3.2% ต่อปี

RESEARCH DIVISION
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส
_________
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน และทางเทคนิค
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 004132

ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 075365

ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 087636

วรรณพฤกษ์ โกมลวิทยาธร
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 110506

ภวัต ภัทราพงศ์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์เชิงปริมาณ

 


TFEX STATION LIVE (Wed.13/1/2021) หุ้นเอเชียยังบวกต่อ


TFEX STATION LIVE (Wed.13/1/2021) หุ้นเอเชียยังบวกต่อ
DJIA Futures เขียว / Vix Dollar ร่วง / Bond พุ่งต่อ
Gold Silver Oil Rubber กรอบแคบ
SPDR ไม่เปลี่ยนแปลง (สะสม 1,181.71 ตัน)
Speaker: คุณจรณเวท ศักดิ์ศรี บ.คลาสสิค ออสสิริส
TFEX TFEXStation Futures Options

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูเพิ่มเติม

TFEX STATION LIVE (Wed.13/1/2021) หุ้นเอเชียยังบวกต่อ

#เราต้องรอด : หุ้นเอเชียพุ่งเกือบ 50%


เราต้องรอด Daily วันที่ 5 มิ.ย. 63
นาทีที่ 3:42 : หุ้นเอเชียพุ่งเกือบ 50%
นาทีที่ 10:51 : Morgan Stanley คาด US ไม่อยากล้มดีล CH
นาทีที่ 16:35 : LagardeMerkel จับมืออัดฉีดศก.ยุโรป
นาทีที่ 23:28 : Elon Musk แตกหัก Amazon
ติดตาม เราต้องรอด Daily ได้ทุกวันจันทร์ศุกร์ 19.00 น.
WealthMeUp เราต้องรอด YLG

Facebook: https://www.facebook.com/WealthMeUp
Line: https://line.me/R/ti/p/%40wealthmeup
Instagram: https://www.instagram.com/wealthmeup
Website: http://www.wealthmeup.com

#เราต้องรอด : หุ้นเอเชียพุ่งเกือบ 50%

K-ASIAX กองทุนเปิดเค หุ้นเอเชีย พาสซีฟ ( K Asia Equity Passive Fund )


KASIAX กองทุนเปิดเค หุ้นเอเชีย พาสซีฟ ( K Asia Equity Passive Fund )
 
รายละเอียดกองทุน
ชื่อย่อกองทุน :         KASIAX
ชื่อกองทุน (ไทย) :  กองทุนเปิดเค หุ้นเอเชีย พาสซีฟ
ชื่อกองทุน (อังกฤษ) :  K Asia Equity Passive Fund
บริษัทจัดการ : บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด
 
ระดับความเสี่ยง : 6
การป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน : ตามดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน (50100%)
ขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรก : 500 บาท
ขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไป: 500 บาท
นโยบายปันผล : ไม่จ่ายเงินปันผล
ค่าธรรมเนียมการขาย : ปัจจุบันยกเว้น
( IPO วันที่ 612 กรกฏาคม 2564)
ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกอง : 0.4370 % ต่อปีของNAV
มูลค่าขั้นต่ำของการขายคืน : 500 บาท
ยอดคงเหลือขั้นต่ำ : 50 บาท
วันรับเงินค่าขายคืน : T+4
 
Download หนังสือชี้ชวน ส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ Fund Fact Sheet
https://www.kasikornasset.com/FundDocument/Fund_Fact_Sheet/KASIAX.pdf

K-ASIAX กองทุนเปิดเค หุ้นเอเชีย พาสซีฟ ( K Asia Equity Passive Fund )

หุ้นไทยวันนี้ I TNN ชั่วโมงทำเงิน I 11-11-64


หุ้นไทยวันนี้ I TNN ชั่วโมงทำเงิน I 111164
หุ้นไทยวันนี้ กับคุณพบชัย ภัทราวิชญ์
ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์
TNNช่อง16 หุ้น ทองคำ SETIndex น้ำมัน หุ้นสหรัฐ หุ้นเอเชีย หุ้นไทย หุ้นจีน ทอง น้ำมันไทยพาณิชย์ โกลเบล็ก OR WHAUP SCBX TOKEN EV ปตท PTT เงินเฟ้อสหรัฐฯ สินทรัพย์ดิจิทัล Crypto
BITCOIN โทเคนดิจิทัล ETH Dogecoin โควิด จ้างงานสหรัฐ เศรษฐกิจสหรัฐ เศรษฐกิจจีน รถยนต์ไฟฟ้า
ช่องทางติดตามสถานีข่าว TNN ช่อง16
https://www.tnnthailand.com
https://tv.trueid.net/live/tnn16
https://www.youtube.com/c/tnn16
https://www.facebook.com/TNNthailand/
https://www.facebook.com/TNN16LIVE/
https://twitter.com/tnnthailand
https://www.instagram.com/tnn_online/
https://www.tiktok.com/@tnnonline
Line @TNNONLINE หรือคลิก https://lin.ee/4fP2tltIo
ทันโลก ทันเศรษฐกิจ ทันทุกความจริง กับ TNNช่อง16 สถานีข่าวที่ถือหลักการของการนำเสนอข่าวตรงประเด็น รวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นกลาง โดยทีมข่าวมืออาชีพ

หุ้นไทยวันนี้ I TNN ชั่วโมงทำเงิน I 11-11-64

เปิดโอกาสการลงทุนในตลาดเอเชีย


ภาพรวมหุ้นเอเชียปิดตลาดสดใส (8 กุมภาพันธ์) โอกาสลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียมาถึงแล้วหรือยัง ไปจับจังหวะลงทุนตลาดเอเชียกับ ศุภจักร เอิบประสาทสุข Director, ผู้บริหารฝ่ายการลงทุนผ่านกองทุนต่างประเทศ บลจ.ไทยพาณิชย์
.
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
.
ติดตามรายการ Morning Wealth ทุกวันจันทร์ศุกร์ เวลา 07.0008.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH
.
หุ้นเอเชีย EmergingMarket กองทุน SCBAO Investment MorningWealth THESTANDARDWEALTH เฟิร์นศิรัถยา วิทย์สิทธิเวคิน

ช่องทางรับชม THE STANDARD WEALTH
YouTube: youtube.com/c/thestandardwealth
Facebook: facebook.com/thestandardwealth
Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Website: thestandard.co/wealth

เปิดโอกาสการลงทุนในตลาดเอเชีย

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่General news

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ หุ้น เอเชีย วัน นี้

Leave a Comment