[NEW] รู้สึกเบื่อกับงานที่ทำอยู่หรือเปล่า? แนะนำ 5 วิธีขจัด ‘Burnout Syndrome’ ให้หมดไป เพื่อปลุกไฟในตัวคุณอีกครั้ง | หมดไฟในการทํางาน – POLLICELEE

หมดไฟในการทํางาน: คุณกำลังดูกระทู้

เคยสงสัยไหมว่า ทำไม? เดี๋ยวนี้เราแทบไม่อยากนึกถึงเรื่องงานเลยแม้แต่น้อย ได้แต่ใช้ชีวิตให้ผ่านไปวันๆ ทั้งที่เมื่อก่อนเรามีความสุขและสนุกทุกครั้งที่ได้ทำงานที่นี่

นั่นเป็นเพราะว่า ไม่ว่าเราจะรักงานที่ทำมากแค่ไหน ความเบื่อหน่ายจากการทำงานย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ บางที เราอาจจะเคยรู้สึกตื่นเต้นกับโปรเจคใหญ่ที่ได้รับมอบหมาย แต่เมื่อทำไปสักระยะกลับพบแต่ปัญหาให้ต้องแก้ไข จนกระทั่งรู้สึกท้อใจที่จะก้าวเดินต่อไป หรือการกลับมาทำงานแบบ Work From Home ที่ต้องนั่งอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมคนเดียว ก็อาจจะพรากความกระตือรือร้นในการทำงานไปจากเราได้เช่นกัน

แล้วเราจะจัดการกับ ‘Burnout Syndrome’ จากการทำงานเหล่านี้ไปได้อย่างไรกันล่ะ?

Table of Contents

Burnout Syndrome หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน คือ อะไร?

‘Burnout Syndrome’ หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน คือ ความรู้สึกเบื่อหน่ายและเหนื่อยล้าทั้งทางกายและใจที่เกิดขึ้น เมื่อปริมาณงานที่ทำไม่สัมพันธ์กับพลังงานที่เรามี โดยความรู้สึกเช่นนี้ เกิดขึ้นได้ทั่วไปในกลุ่มมนุษย์เงินเดือนยุคใหม่

Ron Friedman ผู้ก่อตั้งบริษัท ignite80 ที่เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการทำงาน และเจ้าของหนังสือ The Best Place to Work: The Art and Science of Creating an Extraordinary Workplace กล่าวว่า คนรุ่นใหม่นั้นมีความเสี่ยงสูงขึ้นมากที่จะเผชิญกับภาวะหมดไฟในการทำงาน เมื่อเทียบกับผู้คนเมื่อ 10 ปีก่อน เนื่องจากเราอยู่ในยุคที่รายล้อมไปด้วยอุปกรณ์สื่อสารมากมาย ที่คอยอัพเดทข่าวสารและความเปลี่ยนแปลงรอบตัว เป็นผลให้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ต้องติดตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่ง Burnout ไปในที่สุด 

Heidi Grant Halvorson นักจิตวิทยาสังคม และเจ้าของหนังสือ No One Understands You and What to Do About It ยังกล่าวในทำนองเดียวกันว่า ปัจจุบัน การทำงานแบบ 24/7 กลายเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนทำกัน เส้นแบ่งระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวหายไป ซึ่งนั่นทำให้คนรุ่นใหม่เคร่งเครียดและกดดันอยู่กับการทำงานตลอดเวลา จนส่งผลต่อความสุขในการใช้ชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะรู้สึกเบื่อหน่ายจากการทำงานมากแค่ไหน เราก็คงจะไม่สามารถละทิ้งความรับผิดชอบที่มีไปได้ เพราะ ชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป หนทางเดียวที่จะช่วยให้เราหลุดออกจากความรู้สึกแย่ๆเหล่านี้ คือ เราต้องดำเนินชีวิตการทำงานด้วยความสุขที่ยั่งยืนให้ได้ แต่จะทำอย่างไรล่ะ?

ชาร์จพลังกายและใจด้วยการพักผ่อน

Burnout Syndrome มักจะเกิดขึ้นจากความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับการทำงานอย่างหนัก เพื่อให้ได้งานที่มีคุณภาพ ซึ่งในระยะสั้น เราอาจจะได้งานที่รวดเร็วและมีคุณภาพมากก็จริง แต่การทุ่มเททำงานอย่างหนักเป็นเวลานาน ย่อมส่งผลต่อสุขภาพทั้งกายและใจ จนกระทั่งงานที่ออกมาคงจะไม่สมบูรณ์แบบอีกต่อไป

ดังนั้น เพื่อที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว เราจำเป็นต้องชาร์จพลังกายและใจให้กลับมาเต็มเหมือนเดิมด้วยการพักผ่อน หากเริ่มรู้สึกว่า คิดงานไม่ออกและต้องการพักสมองจากการทำงานชั่วคราว ลองลุกออกจากหน้าจอไปเดินเล่นข้างนอกสักพัก หรือไปทานอาหารกลางวันกับเพื่อนฝูงบ้างก็ได้ พยายามทำกิจกรรมอะไรก็ตาม ให้ห่างจากคอมพิวเตอร์หรือโต๊ะทำงาน เพื่อไม่ให้เรากลับไปนึกถึงเรื่องงานอีกครั้ง วิธีการนี้ จะช่วยให้สมองของเราปลอดโปร่งและสดชื่น พร้อมต่อสู้กับการทำงานที่แสนเหนื่อยล้า และยังเป็นผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย

แต่ถ้าคิดจะพักแล้ว ต้องพักให้ถูกที่ถูกเวลาด้วยนะ โดยเฉพาะในช่วงเช้า ที่สมองของเราโล่งและปลอดโปร่งมากที่สุด เราก็ควรจะโฟกัสกับงานที่ทำและทำงานให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุดก่อน จากนั้นจึงค่อยพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ 

วางสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์สื่อสารบ้างก็ดี

ก่อนการเข้ามาของสมาร์ทโฟน การออกจากออฟฟิศและนำงานกลับไปทำที่บ้านเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยาก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแทบจะไม่มีปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นอีกเลย เนื่องจากคนรุ่นใหม่สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้บนโลกด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างสมาร์ทโฟน ซึ่งหากมองในแง่ดี แน่นอนว่า มันช่วยให้ชีวิตการทำงานของเราสะดวกสบายยิ่งขึ้น แต่ในทางตรงกันข้าม นั่นก็หมายความว่า เรากำลังเข้าสู่การทำงานแบบ 24/7 ด้วยเช่นกัน

เพราะฉะนั้น เพื่อป้องกันภาวะ Burnout Syndrome จากการทำงานแบบ 24/7 เราจำเป็นจะต้องลดเวลาการใช้สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์สื่อสารลง และใช้เวลาไปกับการทำกิจกรรมอย่างอื่นมากขึ้น พยายามนำสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์สื่อสารไปซ่อนไว้ตามตู้เสื้อผ้าหรือในที่ที่เรามองไม่เห็น และพยายามไม่เช็คข้อความหรืออีเมลที่ส่งมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอีเมลที่ส่งมาจากที่ทำงาน หรือถ้าหากเราอดเล่นสมาร์ทโฟนคู่ใจไม่ได้จริงๆ ลองตั้งเงื่อนไขกับตัวเองไหมว่า จะใช้สมาร์ทโฟนถึงแค่ 2 ทุ่มเท่านั้น เพียงเท่านี้ เราก็จะสามารถแบ่งชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวออกจากกันได้อย่างลงตัว และพร้อมตื่นเช้าทำงานในวันใหม่ด้วยความสดชื่น

หากิจกรรมสนุกๆทำ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ

แทนที่จะใช้เวลาทั้งหมดจดจ่ออยู่กับการหักห้ามใจไม่ให้ทำงานในเวลาพักผ่อน ทำไมไม่ลองหากิจกรรมสนุกๆทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจดูล่ะ? เราอาจเริ่มต้นจากงานอดิเรกเล็กๆอย่าง การอ่านหนังสือเล่มโปรด หรือออกไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆในช่วงวันหยุดก็ได้

การค้นหากิจกรรมหรืองานอดิเรก พร้อมกับกำหนดเป้าหมายในการทำ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของเราจากงานที่ทำได้เป็นอย่างดี เพราะ บางครั้ง การนอนพักผ่อนเฉยๆ อาจทำให้เราย้อนกลับมานึกถึงเรื่องงานที่ต้องสะสางได้ทุกเมื่อ ดังนั้น ถ้าหากเรามีจิตใจจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานาน เรื่องงานที่เคยยากต่อการปล่อยวาง ก็จะหายไปจากสมองของเราอย่างง่ายดาย และเมื่อเรากลับมาทำงานอีกครั้ง เราจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแน่นอน 

ค้นหาจุดมุ่งหมายในการทำงาน และใช้มันปลุกไฟในตัวเรา

หากหน้าที่ความรับผิดชอบต่องาน ขัดขวางไม่ให้เราได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ก็อาจจะถึงเวลาที่ต้องถามตัวเองแล้วว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ สำคัญต่อชีวิตของเรามากแค่ไหน เช่น โปรเจคที่เรากำลังรับผิดชอบอยู่ ณ ขณะนี้ เป็นตัวชี้วัดว่าเราจะได้เลื่อนขั้นขึ้นสู่ตำแหน่งที่ดีกว่าเดิมหรือไม่ เป็นต้น 

เมื่อเราค้นพบเป้าหมายและความสำคัญของงานที่ทำแล้ว จงใช้สิ่งนั้นเป็นแรงผลักดัน และปลุกไฟในการทำงานให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง คิดอยู่เสมอว่า วันรุ่งขึ้นเราจะทำอะไรบ้าง เพื่อเข้าใกล้เป้าหมายที่ตั้งไว้ให้มากกว่าเดิม แต่อย่าลืมว่า เราสามารถมุ่งมั่นและตั้งใจพุ่งชนเป้าหมายได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อเราพยายามอย่างหนัก จนกระทั่งรู้สึกว่าเดินต่อไปไม่ไหว ก็ถึงเวลาที่ต้องพักร่างกายและจิตใจให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม มิฉะนั้น ภาวะ Burnout Syndrome อาจจะทำให้เราไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้เลยก็ได้    

อย่าฝืนทำงานต่อ หากสิ่งที่เป็นสาหัสกว่า ภาวะ Burnout Syndrome

หากวิธีการทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ไม่ได้ผลเลยสำหรับเรา เป็นไปได้ว่า เราอาจกำลังเผชิญกับสิ่งที่เลวร้ายกว่า ภาวะ Burnout Syndrome ก็ได้นะ หากเรารู้สึกเบื่อหน่ายและเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ แต่ยังสามารถทำงานต่อได้เป็นปกติ นั่นเป็นสัญญาณของภาวะหมดไฟในการทำงาน แต่ถ้าหากเรารู้สึกเบื่อหน่ายและเหนื่อยล้า จนกระทั่งไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป นั่นอาจหมายความว่า ถึงเวลาที่เราจะต้องพักผ่อนและดูแลรักษาสุขภาพอย่างจริงจัง และออกจากงานที่ทำเพื่อก้าวสู่เส้นทางใหม่ที่เหมาะกับเรามากกว่า

อ้างอิง: Harvard Business Review

สำหรับผู้อ่านท่านใดที่สนใจบทความเกี่ยวกับชีวิตการทำงาน ทักษะที่จำเป็นในอนาคต สามารถลงทะเบียนเพื่อรับอัพเดทข้อมูลข่าวสาร และบทความในอนาคต จาก Techsauce Thailand ได้ ที่นี่ 

[NEW] WHO ประกาศภาวะหมดไฟ (Burn-out) ในการทำงาน หรือเรียน | หมดไฟในการทํางาน – POLLICELEE

ผู้ที่ดิ้นรนเพื่อรับมือกับความเครียดในที่ทำงาน และไม่สามารถจัดการกับความเครียดได้อาจมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดความผิดปกติของสภาวะทางจิตใจที่เรียกว่า ภาวะหมดไฟ (Burn-out) ในการทำงาน โดยอาการของคนหมดไฟจะรู้สึกเบื่อหน่ายอ่อนล้า ว่างเปล่า ไม่มีใจ และไม่สามารถรับมือกับความต้องการของชีวิตได้ นอกจากนี้ภาวะหมดไฟยังมาพร้อมกับปัญหาสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตที่หลากหลาย หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการแก้ไขอาจทำให้ความสามารถของการทำงานในชีวิตประจำวันถดถอยลง

เป็นครั้งแรกที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เพิ่มภาวะหมดไฟลงในมาตรฐานการจัดกลุ่มโรคระหว่างประเทศฉบับปรับปรุงครั้งที่ 11 (11th Revision of the International Classification of Diseases ; ICD-11) โดยจัดเป็นภาวะความผิดปกติที่เกิดจากการทำงาน (Occupational phenomenon) ทั้งนี้ภาวะหมดไฟยังไม่ถูกจัดว่าเป็นความเจ็บป่วยหรือมีเงื่อนไขทางการแพทย์ (Medical condition)

จากรายงานขององค์การอนามัยโลกระบุว่า ภาวะหมดไฟเกิดจากความเครียดเรื้อรังจากการทำงานที่ไม่ได้รับการจัดการที่ดีพอ ซึ่งภาวะหมดไฟมี 3 ลักษณะ ดังนี้

1) ความรู้สึกสูญเสียพลังงานหรืออ่อนเพลีย

2) ความรู้สึกไม่อยากทำงาน หรือมีทัศนคติเชิงลบต่องานที่ทำ

3) ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

นอกจากนี้องค์การอนามัยโลกยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า คำจำกัดความของภาวะหมดไฟมีลักษณะเฉพาะในบริบทของคนทำงานหรือการทำงานเท่านั้น และไม่ควรถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายความเหนื่อยหน่ายในแง่มุมอื่น ๆ ของชีวิต เช่น ครอบครัว คู่ครอง หรือปัญหาส่วนตัว เป็นต้น

หากถามถึงสาเหตุของภาวะหมดไฟจากการทำงาน อาจเกิดจากปัจจัยหลายประการอาทิ การขาดสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (work/life balance) การมีภาระงานที่มากเกิน การทำงานล่วงเวลา การไม่ได้รับการยอมรับจากผู้ใต้บังคับบัญชา ความคาดหวังในการทำงาน การทำงานที่ไม่เหมาะกับตนเอง หรือแม้กระทั่งการทำงานที่ต้องคอยสนับสนุนหรือให้บริการผู้อื่น ซึ่งผู้ให้บริการต้องปรับตัวให้กลายเป็นผู้ที่สมบูรณ์แบบเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจทำให้ผู้ที่ตกอยู่ในภาวะหมดไฟรู้สึกหมดหนทาง ติดกับดัก และมีทัศนคติในด้านลบต่องานที่ทำ นอกจากนี้ยังเพิ่มความรู้สึกไม่พอใจและแยกตัวออกจากสังคม ขาดแรงจูงใจ และสงสัยในความสามารถของตัวเอง ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้มักมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น ผัดวันประกันพรุ่งมากขึ้น หลีกเลี่ยงงาน แยกตัวเองออกจากสังคม และอาจหันมาใช้แอลกอฮอล์และยาเสพติด  สำหรับผลลัพธ์ทางกายภาพที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ภาวะหมดไฟอาจส่งผลให้เกิดโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง อาการปวดกล้ามเนื้อ ความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ และอาการปวดศีรษะบ่อยครั้ง ตลอดจนส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันจนทำให้คุณมีแนวโน้มที่จะเกิดความเจ็บป่วยอื่น ๆ ตามมาได้

หากคุณคิดว่า คุณกำลังทุกข์ทรมานจากความเหนื่อยหน่าย การลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหมดไฟคือ การพยายามปรับสมดุลของการใช้ชีวิตทั้งด้านการทำงานและชีวิตส่วนตัว การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ การนอนหลับให้มากขึ้น และการฝึกทำกิจกรรมผ่อนคลาย เช่น โยคะ  เป็นต้น อย่างไรก็ดีการประเมินทางเลือกที่จะใช้สำหรับการปรับสมดุลของชีวิตก็มีความสำคัญเช่นกัน

ภาวะหมดไฟในการทำงานอาจเป็นปัญหาที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องในสังคมปัจจุบัน และในท้ายที่สุดจะเป็นภัยคุกคามต่อคุณภาพชีวิต วิธีการที่หลีกเลี่ยงที่เป็นหัวใจสำคัญควรเริ่มจากตัวเอง ความสามารถในการจัดการและรับมือกับความเครียดซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความเหนื่อยหน่ายที่เหมาะสมได้ด้วยตนเอง จะช่วยเสริมพลังทางใจให้มีแรงเติมเชื้อไฟในการทำงานต่อไปได้

แหล่งที่มา

Burn-out an “occupational phenomenon”: International Classification of Diseases

Retrieved August 15, 2019, From https://www.who.int/mental_health/evidence/burn-out/en/


ภาวะหมดไฟในการทำงาน


รายการพบหมอศิริราช เรื่อง ภาวะหมดไฟในการทำงาน โดย อ.พญ.กมลพร วรรณฤทธิ์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะเเพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

ภาวะหมดไฟในการทำงาน

หมดไฟในการทำงาน ทำยังไงดี?


จาก Facebook Live วันที่ 13 ก.พ. 2018
\”3 วิธีสร้างสุขและปลุกไฟในการทำงาน\”
ติดตามบทความให้พลังใจได้ที่ FB page : Live your life by Pichawee

หมดไฟในการทำงาน ทำยังไงดี?

Burnout | 15 สัญญาณความเสี่ยงอาการหมดไฟจากการทำงาน


เช็ค 15 สัญญาณของอาการหมดไฟ Burnout จากการทำงาน
สังเกตตัวเองและคนใกล้ตัว
ขออภัยเสียงที่อาจไม่ชัดนะคะ

Burnout | 15 สัญญาณความเสี่ยงอาการหมดไฟจากการทำงาน

New Year New You EP.23 สำรวจและแก้ไข เป็นคนใหม่ที่มีไฟในการทำงานมากขึ้น


ในวัยทำงาน บางคนรู้สึกเหนื่อยล้า เบื่อหน่าย ขาดแรงจูงใจ จนเข้าสู่ภาวะหมดไฟ และปีใหม่นี้อยากกลับมามีชีวิตการทำงานที่ดีขึ้นและกลับมามีไฟอีกครั้ง
จูนจูน พัชชา ชวน คุณโอ๋ชนาภัณฑ์ ธรรมรัฐ นักจิตบำบัดด้วยละครและการเคลื่อนไหว มาให้คุณสำรวจภาวะ Burnout Syndrome หรือการหมดไฟในการทำงาน รวมถึงแนะนำการดูแลตัวเองเพื่อให้หายจากภาวะนี้
อ่าน shownotes ได้ที่ https://www.thestandard.co/podcast/newyearnewyou23/
———————————————
THE STANDARD PODCAST : EYEOPENING FOR YOUR EARS
พอดแคสต์จากสำนักข่าว THE STANDARD
Website : https://www.thestandard.co/podcast
SoundCloud: https://soundcloud.com/thestandardpodcast
Twitter : https://twitter.com/TheStandardPod
Facebook : https://www.facebook.com/thestandardth/

NewYearNewYou TheStandardPodcast TheStandardco TheStandardth

New Year New You EP.23 สำรวจและแก้ไข เป็นคนใหม่ที่มีไฟในการทำงานมากขึ้น

ภาวะหมดไฟในการทำงาน Burnout syndrome | Re-Mind : อารมณ์ ความคิด พฤติกรรม [Mahidol Channel]


เมื่อความเครียดในการทำงานเพิ่มมากขึ้นหลายคนอาจรู้สึกว่า “ทำไมรู้สึกเบื่องาน รู้สึกแย่กับตัวเองและเพื่อนร่วมงาน ทำงานได้ไม่ดีเหมือนเมื่อก่อน” สัญญาณเหล่านี้อาจบ่งบอกว่าคุณตกอยู่ใน “ภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือ Burnout syndrome” อะไรเป็นสาเหตุภาวะหมดไฟในการทำงาน ผลกระทบของต่อการใช้ชีวิตของผู้ป่วยมีอะไรบ้าง มีวิธีการรับมือและรักษาได้อย่างไร
พญ.กีรติ พัฒนเสรี แพทย์และอาจารย์ประจำสาขาจิตเวชศาสตร์ทั่วไป ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล จะมาให้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเครียดที่นำไปสู่ภาวะหมดไฟในการทำงาน
ติดตามได้ในรายการ REMIND
ตอน ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout syndrome)
ภาวะหมดไฟในการทำงาน ReMind MahidolChannel
เนื้อหาในคลิป
00:01 เครียดคืออะไร
00:36 ภาวะหมดไฟในการทำงานหรือ Burnout syndrome คืออะไร มีอาการอย่างไร
01:43 การวินิจฉัย
02:49 ผลกระทบจากภาวะหมดไฟในการทำงาน
03:11 การรักษาและการรับมือกับภาวะเครียด
––––––––––––––––––––
ติดตามช่องทางใหม่ของ Mahidol Channel
ผ่าน LINE Official Account ได้แล้ววันนี้!
เพียงกดที่ลิงค์ https://lin.ee/d4KkmOg
หรือกดเพิ่มเพื่อน แล้วพิมพ์ @mahidolchannel ที่ช่องค้นหาของแอปพลิเคชัน LINE
––––––––––––––––––––
ช่อง YouTube : Mahidol Channel : http://www.youtube.com/mahidolchannel
Facebook: http://www.facebook.com/mahidolchannel
Mahidol University มหาวิทยาลัยมหิดล: https://www.mahidol.ac.th/th
Website | https://channel.mahidol.ac.th/
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล | http://www.si.mahidol.ac.th/th/

ภาวะหมดไฟในการทำงาน Burnout syndrome | Re-Mind : อารมณ์ ความคิด พฤติกรรม [Mahidol Channel]

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่General news

ขอบคุณที่รับชมกระทู้ครับ หมดไฟในการทํางาน

Leave a Comment