[NEW] วิกฤตอินเดีย-ปากีสถาน จากปัญหาก่อการร้ายสู่ปากเหวความขัดแย้งที่สุ่มเสี่ยงปะทุเป็นสงครามนิวเคลียร์ – THE STANDARD | อินเดีย ปากีสถาน – POLLICELEE

อินเดีย ปากีสถาน: คุณกำลังดูกระทู้

ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตและการเผชิญหน้าปะทะกันโดยตรงระหว่างอินเดียกับปากีสถาน มักจะสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก ไม่ต่างไปจากสถานการณ์ที่สหรัฐฯ กับรัสเซียสุ่มเสี่ยงจะเผชิญหน้ากันในสมรภูมิซีเรีย ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะอินเดียกับปากีสถานเคยทำสงครามเต็มรูปแบบกันมาแล้วหลายครั้ง แต่เพราะทั้งสองฝ่ายต่างมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง และที่ผ่านมาปัญหาหนึ่งของคู่ขัดแย้งนี้คือ ‘ไม่มีใครกลัวใคร’ และไม่มีการลดราวาศอกให้กัน หากไม่มีประเทศที่ 3 เข้ามาไกล่เกลี่ย โดยเฉพาะบทบาทของสหรัฐอเมริกา

 

แต่ในปัจจุบันนโยบายของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อภูมิภาคนี้เปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะต่อพันธมิตรเก่าแก่อย่างปากีสถาน ที่ตอนนี้เหินห่างกันออกไปทุกที ที่ผ่านมานับตั้งแต่เหตุการณ์ 9/11 นโยบายของสหรัฐฯ ตั้งแต่สมัยจอร์จ ดับเบิลยู. บุช และบารัก โอบามา คือการรักษาดุลความสัมพันธ์ต่อทั้งอินเดียและปากีสถาน โดยมุ่งหวังให้ทั้งสองประเทศนี้เป็นพันธมิตรแนวหน้า ในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย (war on terror) ของตน ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลายครั้งที่เกิดเหตุก่อการร้ายในอินเดีย และจุดชนวนความตึงเครียดกับปากีสถานถึงขั้นจะใช้กำลังห้ำหั่นกัน สหรัฐฯ ก็จะเข้ามาประสานโน้มน้าวให้ทั้งสองฝ่ายประนีประนอม หาทางออกร่วมกันจนเป็นผลสำเร็จ เช่นกรณีการโจมตีอาคารรัฐสภาอินเดียเมื่อปี 2001 และเหตุการก่อการร้ายที่มุมไบ ในปี 2008 เป็นต้น

 

ในสมัยของทรัมป์ สหรัฐฯ กลับวิพากษ์วิจารณ์ปากีสถานอย่างหนักว่าให้ที่หลบซ่อนกับกลุ่มตาลีบัน และกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังได้ตัดงบประมาณที่เคยสนับสนุนปากีสถานมาอย่างต่อเนื่องด้วย จนทำให้ปากีสถานไม่พอใจอย่างมาก ดังนั้น วิกฤตความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถานครั้งล่าสุดนี้ จึงน่าจับตามองท่าทีของสหรัฐฯ ด้วย

 

 

จากการก่อการร้ายสู่การเผชิญหน้ากันระหว่างอินเดียกับปากีสถาน

ความตึงเครียดล่าสุดระหว่างอินเดียกับปากีสถานมีชนวนมาจากเหตุคาร์บอมบ์ฆ่าตัวตายของกลุ่มติดอาวุธ Jaish-e-Muhammad: JeM ซึ่งโจมตีรถบัสกองกำลังตำรวจกึ่งทหารในเขตปูร์วามา ในแคว้นแคชเมียร์ฝั่งของอินเดียเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตอย่างน้อย 46 นาย อินเดียเชื่อว่าปากีสถานมีส่วนในการสนับสนุนกลุ่ม JeM ซึ่งมีฐานอยู่ในแคชเมียร์ฝั่งปากีสถาน แม้ปากีสถานจะปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ แต่อินเดียก็ยังคงเดินหน้าใช้มาตรการตอบโต้ปากีสถานในทางเศรษฐกิจด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากปากีสถานถึง 200% ต่อมาอินเดียอ้างว่าปากีสถานไม่มีการดำเนินการใดๆ กับกลุ่ม JeM จากนั้นวันที่ 26 กุมภาพันธ์ อินเดียจึงได้ส่งเครื่องบินรบแบบ Mirage เข้าโจมตีทางอากาศใส่เป้าหมายที่เชื่อว่าเป็นค่ายฝึกของกลุ่ม JeM ในเขตแคชเมียร์ฝั่งปากีสถาน เป็นการปฏิบัติการในลักษณะชิงโจมตีก่อน (Pre-emptive Strike) ซึ่งถือเป็นการรุกล้ำอธิปไตยของปากีสถานอย่างร้ายแรง

 

ต่อมาสถานการณ์ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ กองทัพอากาศของปากีสถานได้ตอบโต้ด้วยการยิงเครื่องบินของอินเดียตก 2 ลำในเขตน่านฟ้าของปากีสถาน และสามารถจับกุมนักบินของอินเดียได้ 1 นาย ทางการปากีสถานแถลงว่าปากีสถานไม่มีทางเลือกอื่น เพราะต้องป้องกันตนเองจากการรุกล้ำเข้ามาของอินเดีย

 

สถานการณ์ส่อเค้ารุนแรงเมื่อรัฐบาลปากีสถานประกาศปิดน่านฟ้าและสนามบินทั่วประเทศชั่วคราว โดยให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันการรุกล้ำน่านฟ้าแบบเฉียบพลัน และเพื่อป้องกันเครื่องบินพลเรือนจากการปะทะกันในครั้งนี้ ส่วนอินเดียก็ประกาศปิดสนามบินในประเทศ 9 แห่งด้วยเช่นกัน เพื่อประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งและป้องกันเหตุก่อการร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้อีก

 

อิมรอน ข่าน นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ออกแถลงการณ์หลังยิงเครื่องบินรบของอินเดียตกว่า รัฐบาลอินเดียควรยุติการกระทำเพียงเท่านี้ และมานั่งเจรจาสันติภาพกับปากีสถานก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายเกินกว่าที่ตัวนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี และตัวเขาเองจะควบคุมได้

 

จากสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด และกรุงนิวเดลี ได้ออกประกาศเตือนคนไทยให้หลีกเลี่ยงการเดินทางในพื้นที่เสี่ยงและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

 

 

ย้อนภูมิหลังความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถาน และปมปัญหาก่อการร้าย

ปัญหาระหว่างอินเดียกับปากีสถานดำเนินมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ที่สองประเทศได้รับเอกราชจากอังกฤษ และก่อตั้งประเทศขึ้นมาในปี 1947 ถือเป็นมหากาพย์ความขัดแย้งอันเป็นผลมาจากแผนการแบ่งแยกประเทศ (Partition Plan) ด้วยทฤษฎี 2 ชาติ (Two Nation Theory) ที่ยังไม่ถูกทำให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ โดยเป็นการแบ่งแยกประเทศบนพื้นฐานความแตกต่างทางด้านศาสนา ปากีสถานถูกออกแบบให้เป็นประเทศของมุสลิมในเอเชียใต้ ทั้งนี้แม้พรรคคองเกรสแห่งชาติ (National Congress) กับสันนิบาตมุสลิม (Muslim League) จะมีปัญหาความขัดแย้งกันจนนำมาสู่การแยกประเทศด้วยเหตุผลทางการเมือง แต่ประเด็นนี้ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุหลักหรือเป็นตัวการที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศบาดหมางกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

 

ทว่าใจกลางของปัญหาความขัดแย้งอินเดียกับปากีสถานที่ผ่านมาคือปัญหาความขัดแย้งเหนือดินแดนแคชเมียร์ ที่ทั้งสองต่างอ้างกรรมสิทธิ์ครอบครอง จนเป็นชนวนให้เกิดสงครามระหว่างกันอย่างเต็มรูปแบบถึง 3 ครั้ง (ปี 1948, 1965, ส่วนปี 1971 เป็นสงครามแยกตัวออกมาของปากีสถานตะวันออกหรือบังกลาเทศในปัจจุบัน) และการปะทะกันครั้งย่อยๆ ตามแนวชายแดนอีกหลายครั้ง โดยเฉพาะกรณีที่คาร์กิล (Kargil War) ในปี 1999 ที่บางคนมองว่าเป็นสงครามอีกครั้งหนึ่ง

 

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้กระบวนการเรียกร้องอิสรภาพของอินเดียเป็นผล รัฐสภาอังกฤษผ่านกฎหมายมอบเอกราชแก่อินเดีย (Indian Independence Act) ในเดือนกรกฎาคม 1947 โดยกำหนดให้แบ่งอนุทวีปออกเป็นประเทศอินเดียและปากีสถาน โดยยึดหลักการการเข้าร่วมกับประเทศใดประเทศหนึ่งนั้นต้องพิจารณาถึงความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ รวมถึงความเชื่อมโยงกันในด้านภูมิศาสตร์และชาติพันธุ์ เพราะฉะนั้น รัฐอิสระในขณะนั้นทั้ง 565 รัฐจึงมีสิทธิที่จะเลือกเข้าร่วมกับอินเดียหรือปากีสถาน หรือดำรงไว้ซึ่งความเป็นรัฐอิสระ อย่างไรก็ตาม ทางเลือกสำหรับการดำรงไว้ซึ่งความเป็นรัฐอิสระเป็นไปได้ยากตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้ อีกทั้งรัฐต่างๆ ได้ถูกเกลี้ยกล่อมไว้ก่อนแล้ว ทั้งหมดจึงถูกบีบให้ตัดสินใจเข้าร่วมกับประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือด้วยการทำข้อตกลงดุษณียภาพกับอินเดียและปากีสถาน ทุกรัฐไม่มีปัญหาในการตัดสินใจ เนื่องจากมีความต้องการสอดคล้องกันระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้การปกครองตามแผนการแบ่งแยก ยกเว้น 3 รัฐ ได้แก่ รัฐชัมมูและแคชเมียร์, ไฮเดอราบาด และจูนากาดห์

 

กรณีไฮเดอราบาดซึ่งผู้ปกครองเป็นมุสลิมประกาศจะดำรงไว้ซึ่งความเป็นรัฐอิสระ ในขณะที่ชาวฮินดูซึ่งเป็นประชาชนส่วนมากไม่เห็นด้วย อินเดียจึงได้ส่งทหารเข้ายึดและประกาศให้ไฮเดอราบาดเป็นรัฐหนึ่งของอินเดีย กรณีจูนากาดห์ผู้ปกครองเป็นมุสลิมตัดสินใจเข้าร่วมกับปากีสถาน แต่ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวฮินดูไม่เห็นด้วย อินเดียจึงได้ส่งทหารเข้าไปและจัดการลงประชามติ ผลปรากฏว่าคนส่วนใหญ่ต้องการเข้าร่วมกับอินเดีย จูนากาดห์จึงถูกรวมเข้ากับอินเดีย

 

แต่ในกรณีของชัมมูและแคชเมียร์ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม แต่ผู้ปกครองเป็นมหาราชาชาวฮินดู ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงต้องการเข้าร่วมกับปากีสถานมากกว่าอยู่ภายใต้การปกครองของมหาราชาหรือรัฐบาลอินเดีย แต่ในวันที่ 12 สิงหาคม 1947 (ก่อนวันประกาศเอกราชของอินเดียและปากีสถาน) มหาราชา ฮาริ สิงห์ (Hari Singh) ได้ทำข้อตกลงกับปากีสถานเพื่อขอดำรงสถานภาพอิสระต่อไปอีก 2 เดือน เรียกว่า ‘Standstill Agreement’ และพยายามทำข้อตกลงเดียวกันนี้กับอินเดีย แต่อินเดียไม่ร่วมลงนามด้วย จนกระทั่งถึงเดือนตุลาคม มหาราชา ฮาริ สิงห์ ก็ยังไม่ตัดสินใจ ทำให้ชาวแคชเมียร์รู้สึกผิดหวัง ยิ่งไปกว่านั้นมหาราชา ฮาริ สิงห์ ยังได้ยึดอาวุธยุทโธปกรณ์จากทหารมุสลิมของอังกฤษ ทำให้ชนเผ่าปัชตุน (Pushtun) จำนวนหนึ่งลุกฮือขึ้นจับอาวุธต่อต้าน ด้วยเหตุนี้ ฮาริ สิงห์ จึงได้ขอความช่วยเหลือไปยังอินเดียและลอร์ด เมานต์แบตเทน เพื่อให้ส่งทหารเข้ามาช่วย โดยตกลงจะลงนามยินยอมผนวกแคว้นชัมมูและแคชเมียร์เข้ารวมกับอินเดีย อินเดียจึงส่งกองทัพเข้าไป จนกระทั่งวันที่ 26 ตุลาคม ฮาริ สิงห์ ได้อพยพไปยังชัมมู และได้ลงนามข้อตกลงผนวกชัมมูและแคชเมียร์เข้ากับอินเดีย

 

ปากีสถานไม่ยอมรับข้อตกลงดังกล่าว และมองว่าขาดความชอบธรรม เพราะข้อตกลง Standstill ที่ทำกับปากีสถานยังมีผลบังคับใช้ การผนวกแคชเมียร์เข้ากับอินเดียทำให้ปากีสถานและชาวแคชเมียร์ไม่พอใจอย่างมาก จนนำไปสู่การทำสงครามกันตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 1947 และยุติลงอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 1948 หลังจากทั้งสองฝ่ายยอมรับในมติหยุดยิงของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council: UNSC) การต่อสู้ครั้งนี้จึงถือเป็นสงครามครั้งแรกระหว่างอินเดียกับปากีสถาน การยอมรับในมติดังกล่าวทำให้มีการกำหนดแนวเส้นหยุดยิง (Cease-fire Line) ซึ่งต่อมาเป็นที่ยอมรับและเรียกกันว่า แนวเส้นควบคุม (Line of Control: LOC) ภายใต้การดูแลของกลุ่มสังเกตการณ์ทางทหารแห่งสหประชาชาติสำหรับอินเดียและปากีสถาน (United Nations Military Observer Group in India and Pakistan)

 

ในวันที่ 21 เมษายน 1948 UNSC ได้ผ่านมติเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยอมรับในแนวทางการแก้ไขปัญหาแคชเมียร์โดยวิถีประชาธิปไตยผ่านการลงประชามติอย่างอิสระและเป็นกลาง รัฐบาลอินเดียและปากีสถานยินยอมตามมติดังกล่าว ซึ่งทำให้ข้อตกลงหยุดยิงมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 1949 อย่างไรก็ตามจนกระทั่งปัจจุบัน มติดังกล่าวก็ยังไม่ได้ถูกดำเนินการ ซึ่งทำให้ความขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถานเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นคู่ปรปักษ์ที่ทำสงครามระหว่างกันอีกในปี 1965 และ 1971 รวมทั้งการปะทะกันในปี 1999 ที่คาร์กิล ซึ่งสร้างความวิตกกังวลไปทั่วโลก เพราะต่างฝ่ายต่างมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง

 

ความรู้สึกสิ้นหวังกับมติ UN ว่าด้วยการลงประชามติ ทำให้เกิดกลุ่มขบวนการติดอาวุธขึ้นมามากมาย เพื่อปลดปล่อยแคชเมียร์ออกจากการปกครองของอินเดีย โดยเรียกตัวเองว่านักรบเพื่ออิสรภาพ

 

อินเดียกล่าวหามาตลอดว่าทางการปากีสถานให้การสนับสนุนการก่อการร้ายข้ามแนวชายแดน (Cross-border Terrorism) และกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนในแคชเมียร์ ทั้งในด้านอาวุธและการฝึกซ้อม ในขณะที่ปากีสถานยืนยันว่าให้การสนับสนุนทางใจและด้านการทูตเท่านั้น

 

 

ปัญหาการก่อการร้ายกับวิกฤตความสัมพันธ์อินเดีย-ปากีสถาน

ทั้งนี้จากทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา เกิดกลุ่มติดอาวุธขึ้นมามากมายโดยมีเป้าหมายเพื่อปลดปล่อยแคชเมียร์ออกจากการยึดครองของอินเดีย ซึ่งหลายกลุ่มมีฐานปฏิบัติการอยู่ในแคชเมียร์ฝั่งปากีสถาน กลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวมากที่สุดคือกลุ่มลาชการ์ อี ไตบา (Lashkar-e-Taiba) ซึ่งถูกทางการอินเดียระบุว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ก่อการร้ายหลายครั้งในอินเดีย รวมทั้งวินาศกรรม 26/11 ที่นครมุมไบเมื่อปี 2008 ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่สำคัญคือกลุ่ม Jaish-e-Muhammad: JeM ซึ่งมีความสัมพันธ์กับกลุ่มอัลกออิดะห์และตาลีบันในอัฟกานิสถาน กลุ่มนี้เคยก่อเหตุโจมตีอาคารรัฐสภาอินเดียในช่วงปลายปี 2001 และครั้งล่าสุดคือเหตุคาร์บอมบ์โจมตีรถบัสทหารในเขตปูร์วามาเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนนำมาสู่วิกฤตความตึงเครียดระหว่างอินเดียกับปากีสถานระลอกใหม่

 

หลายครั้งที่เกิดเหตุก่อการร้ายในอินเดีย มักจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับปากีสถานตามมา เพราะอินเดียเชื่อว่าปากีสถานแอบให้การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายเหล่านั้น อินเดียมองว่าปากีสถานเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มก่อการร้ายแบบสองมาตรฐาน คือกลุ่มก่อการร้ายที่ปากีสถานมองว่าไม่ดี (Bad Terrorist) หรือกลุ่มที่เป็นภัยคุกคามความมั่นคงของปากีสถาน สหรัฐอเมริกา และพันธมิตร รวมทั้งกลุ่มที่สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีเป็นกลุ่มก่อการร้ายสากลอย่างเช่น กลุ่มอัลกออิดะห์และตาลีบัน กับกลุ่มก่อการร้ายที่ปากีสถานมองว่าดี (Good Terrorist) โดยยึดผลประโยชน์ของชาติและการเมืองระหว่างประเทศเป็นสำคัญ กล่าวคือกลุ่มที่เป็นภัยคุกคามต่ออินเดีย โดยเฉพาะกลุ่มที่ปฏิบัติการปลดปล่อยแคชเมียร์จากการปกครองของอินเดีย ผู้นำอินเดียมักกล่าวหาว่าปากีสถานใช้กลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้เป็นเครื่องมือทางนโยบายของรัฐ

 

ปากีสถานปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่เคยให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธใดๆ ที่โจมตีอินเดีย จุดยืนของปากีสถานคือสนับสนุนทางการเมืองหรือทางใจต่อประชาชนชาวแคชเมียร์ที่เรียกร้องเอกราชของตัวเอง

 

 

ปัจจัยภายในของทั้งสองประเทศที่ส่งผลต่อความตึงเครียดครั้งใหม่

ทางการปากีสถานเชื่อมั่นว่าการที่อินเดียกล่าวหาปากีสถานว่ามีส่วนสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย JeM ที่อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุครั้งนี้ โดยที่ไม่แสดงหลักฐานใดๆ และใช้ข้ออ้างนี้ในการรุกล้ำเข้ามาในแคชเมียร์ฝั่งของปากีสถานเพื่อปฏิบัติการทางทหารโจมตีฐานฝึกของกลุ่ม JeM นั้น เป็นเพราะอินเดียหวังใช้เหตุการณ์นี้ปลุกกระแสชาตินิยมต่อต้านปากีสถาน โดยหวังผลประโยชน์ทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งใหญ่ของอินเดียที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนเมษายนนี้ นอกจากนี้ยังจะเป็นการปลุกกระแสต่อต้านมุสลิมในประเทศด้วย เพราะพรรครัฐบาลภารตียชนตาหรือบีเจพี (Bharatiya Janata Party: BJP) และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี มีฐานเสียงจำนวนมากมาจากกลุ่มฮินดูชาตินิยมขวาจัด ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้อินเดียดำเนินมาตรการแข็งกร้าวกับปากีสถานทันที โดยไม่สนใจที่จะพูดคุยหรือร่วมกันคลี่คลายปัญหา

 

ด้านปากีสถานตอบโต้หนักเช่นกันด้วยการยิงเครื่องบินรบอินเดียที่รุกล้ำเข้ามาร่วงถึง 2 ลำ และจับตัวนักบินไว้ได้ 1 นาย ปากีสถานย้ำว่าเป็นปฏิบัติการปกป้องอธิปไตยของประเทศ หากมองเงื่อนไขภายในของปากีสถานก็จะพบว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ชาวปากีสถานจำนวนมากโกรธแค้นและออกมาประท้วงเผาธงชาติอินเดียด้วย

 

อิมรอน ข่าน นายกรัฐมนตรีปากีสถานจึงถูกแรงกดดันจากภายในประเทศให้ต้องตอบโต้อย่างสมน้ำสมเนื้อ เพราะหากย้อนดูประวัติศาสตร์การปะทะกันครั้งสำคัญระหว่างอินเดียกับปากีสถานเมื่อปี 1999 หรือที่เรียกว่า ‘สงครามคาร์กิล’ นายกรัฐมนตรีปากีสถานขณะนั้นคือนาวาซ ชารีฟ ซึ่งได้ปรึกษาหารือกับประธานาธิบดีบิล คลินตัน จนนำไปสู่การออกคำสั่งให้กองทัพปากีสถานถอนกำลังออกจากเขตคาร์กิล อีกทั้งยังพยายามปลดพลเอก เปอร์เวช มูชาร์ราฟ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้น ทำให้ชาวปากีสถานจำนวนมากไม่พอใจ เพราะมองว่ายอมอ่อนข้อให้อินเดีย และเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้มูชาร์ราฟก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากนาวาซ ชารีฟ โดยปราศจากการนองเลือด มูชาร์ราฟขึ้นมามีอำนาจจากการรัฐประหารสามารถอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีมาได้ถึงเกือบ 10 ปี โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสหรัฐอเมริกา แลกกับความร่วมมือในสงครามต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐฯ

 

ที่น่าสนใจคือเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มูชาร์ราฟได้เปิดเผยว่าครึ่งหนึ่งในคณะรัฐมนตรีของอิมรอน ข่าน เป็นคนของเขา เพราะฉะนั้นหากอิมรอน ข่าน ไม่ตอบโต้หรือแสดงออกว่าเกรงกลัวอินเดีย เขาอาจเผชิญแรงกดดันภายในประเทศอย่างรุนแรง

 

กระนั้น แม้ว่าอิมรอน ข่าน จะตอบโต้ทันทีแบบไม่เกรงกลัว แต่ในอีกด้านก็ส่งสัญญาณว่าปากีสถานไม่ต้องการทำสงครามกับอินเดีย และเรียกร้องไปยังอินเดียให้เจรจาหาทางออกร่วมกัน

 

 

สหรัฐฯ ตัวแปรสำคัญในการคลี่คลายความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถานว่าด้วยปัญหาการก่อการร้าย

นับตั้งแต่เหตการณ์ 9/11 ที่ตามมาด้วยการประกาศสงครามต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐอเมริกา นโยบายของสหรัฐฯ ต่อภูมิภาคเอเชียใต้ก็เปลี่ยนไปมาก สหรัฐฯ มุ่งรักษาดุลความสัมพันธ์กับทั้งอินเดียและปากีสถาน และต้องการให้ทั้งสองประเทศนี้เป็นพันธมิตรของตนในการปราบปรามกลุ่มติดอาวุธในเอเชียใต้ โดยเฉพาะกลุ่มอัลกออิดะห์และตาลีบัน สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนปากีสถานทั้งงบประมาณและอาวุธยุทโธปกรณ์มูลค่ามหาศาล ในขณะเดียวกันก็เปลี่ยนท่าทีจากการต่อต้านโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอินเดียมาเป็นการสนับสนุนโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติของอินเดีย นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังดึงอินเดียเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นในอัฟกานิสถานด้วย

 

จะเห็นได้ว่าหลายครั้งที่เกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายขึ้นในอินเดีย เช่น เหตุการณ์โจมตีอาคารรัฐสภาของอินเดียเมื่อปลายปี 2001 หรือเหตุการณ์ก่อการร้ายที่มุมไบ 26/11 ปี 2008 ทำให้ความสัมพันธ์อินเดียกับปากีสถานตึงเครียดและเกือบปะทะกันใหญ่โต จนทั่วโลกตื่นตระหนกว่าจะเกิดสงครามนิวเคลียร์ในเอเชียใต้ แต่ท้ายที่สุดสหรัฐฯ ก็สามารถโน้มน้าวให้อินเดียกับปากีสถานยอมเจรจาหาทางออกร่วมกันได้ โดยสหรัฐฯ เรียกร้องให้อินเดียกับปากีสถานใช้เหตุการณ์ก่อการร้ายเป็นโอกาสในการทำงาน และร่วมมือกันต่อต้านการก่อการร้ายในภูมิภาค

 

แต่อย่างไรก็ตาม ท่าทีของสหรัฐฯ ในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ค่อนข้างเปลี่ยนไปมาก สหรัฐฯ ได้วิพากษ์วิจารณ์ปากีสถานอย่างรุนแรงว่าแอบให้ที่หลบซ่อนกับกลุ่มตาลีบัน และกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ ทรัมป์เองได้เขียนทวิตเตอร์โดยมีข้อความว่า “ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ไม่ฉลาดเลยที่ไปให้เงินสนับสนุนปากีสถานมากกว่า 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งที่ปากีสถานไม่ได้ให้อะไรตอบแทนเราเลยนอกจากการโกหก หลอกหลวง เพราะคิดว่าผู้นำสหรัฐฯ ที่ผ่านๆ มาโง่…พวกเขาให้ที่หลบภัยกับผู้ก่อการร้ายที่เรากำลังตามล่าในอัฟกานิสถาน…พอแล้ว (สำหรับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ)” จากนั้นสหรัฐฯ ก็ตัดงบประมาณสนับสนุนปากีสถานลง ท่าทีดังกล่าวของสหรัฐฯ ทำให้ปากีสถานไม่พอใจอย่างมาก โดยรัฐมนตรีต่างประเทศของปากีสถานถึงกับพูดว่า “ปากีสถานไม่ใช่พันธมิตรของสหรัฐฯ อีกต่อไป…เราไม่ได้เป็นพันธมิตรกับใคร…นี่ไม่ใช่พฤติกรรมที่พันธมิตรทำต่อกัน”

 

ต่อกรณีวิกฤตครั้งล่าสุด ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกมาเรียกร้องเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ให้อินเดียและปากีสถานยึดหลักขันติ ยับยั้งชั่งใจและหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการตอบโต้ใดๆ โดยเฉพาะการใช้กำลังทหาร เพราะเกรงว่าความขัดแย้งจะทวีความความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น ปอมเปโอยังเน้นย้ำให้ปากีสถานดำเนินการอย่างเร่งด่วนในการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายที่เข้ามากบดานในประเทศ

 

ทั้งนี้หากพิจารณาจากท่าทีของปอมเปโอ จะเห็นได้ว่าเขาพูดเน้นให้ปากีสถานดำเนินการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายในประเทศมากขึ้น แต่ไม่ได้พูดถึงกรณีที่อินเดียปฏิบัติการสายฟ้าแลบโจมตีทางอากาศรุกล้ำเข้าไปในเขตปากีสถาน ซึ่งเท่ากับให้ความชอบธรรมกับปฏิบัติการชิงโจมตีก่อนของอินเดียโดยปริยาย หรือในอีกด้านหนึ่งสหรัฐฯ ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะเตือนอินเดียได้เพราะสหรัฐฯ เองก็อ้างสิทธินี้ในการโจมตีกลุ่มติดอาวุธในหลายประเทศ ซึ่งเข้าข่ายละเมิดอธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศ

 

ที่สำคัญคือสหรัฐฯ ไม่ได้เรียกร้องให้อินเดียและปากีสถานใช้เหตุการณ์นี้เป็นโอกาสในการจับมือกันต่อต้านการก่อการร้ายเหมือนที่เคยเรียกร้องในครั้งก่อนๆ ดังนั้น ท่าทีที่เปลี่ยนไปของสหรัฐฯ จึงทำให้ประเมินได้ยากว่าสถานการณ์ระหว่างอินเดียกับปากีสถานจะจบลงอย่างไร แต่กระนั้นก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงต้องการความช่วยเหลือจากปากีสถานในการผลักดันการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มตาลีบัน ซึ่งอาจทำให้สหรัฐฯ กลับมาแสดงบทบาทไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศนี้อีกครั้ง

 

แนวโน้มปัญหาขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถานจะจบลงอย่างไร

หากพิจารณาจากสงครามและการปะทะกันระหว่างอินเดียกับปากีสถานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จะพบว่าโดยรวมแล้วทั้งสองประเทศจะไม่สามารถจบหรือยุติปัญหาความรุนแรงระหว่างกันได้เอง แต่จำเป็นต้องอาศัยแรงผลักดันจากประเทศที่ 3 อย่างสหรัฐอเมริกา หรือสหประชาชาติในการเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์การเผชิญหน้ากัน

 

กรณีการปะทะกันครั้งนี้ หากไม่มีแรงกดดันจากภายนอกมากพอ ฉากทัศน์แรกที่เลวร้ายที่สุดคืออาจนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบระหว่างสองประเทศนี้อีกครั้ง ซึ่งจะสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก เพราะทั้งสองฝ่ายต่างมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง ฉากทัศน์นี้ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นแน่นอน แม้แต่คู่ขัดแย้งเองก็ตาม

 

ฉากทัศน์ต่อมา สถานการณ์อาจคลี่คลายหากสหรัฐฯ กลับมาแสดงบทบาทเหมือนเช่นในอดีต หรือหากไม่แล้วก็อาจเป็นองค์การสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคงที่ต้องนำเรื่องนี้เข้าประชุมหารือเพื่อยับยั้งไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

 

ฉากทัศน์สุดท้าย อาจเป็นไปได้ว่าทั้งอินเดียและปากีสถานจะตระหนักถึงความสูญเสียที่จะตามมา และสถานการณ์ที่กำลังนำพาทั้งคู่ไปยืนอยู่บนปากเหวด้วยภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในทางความมั่นคง (Security Dilemma) จนกระทั่งต้องยอมถอยกันคนละก้าว และหันหน้ามาเจรจาพูดคุยกัน ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดที่ทั่วโลกต้องการเห็น

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

[NEW] วิกฤตอินเดีย-ปากีสถาน จากปัญหาก่อการร้ายสู่ปากเหวความขัดแย้งที่สุ่มเสี่ยงปะทุเป็นสงครามนิวเคลียร์ – THE STANDARD | อินเดีย ปากีสถาน – POLLICELEE

ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตและการเผชิญหน้าปะทะกันโดยตรงระหว่างอินเดียกับปากีสถาน มักจะสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก ไม่ต่างไปจากสถานการณ์ที่สหรัฐฯ กับรัสเซียสุ่มเสี่ยงจะเผชิญหน้ากันในสมรภูมิซีเรีย ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะอินเดียกับปากีสถานเคยทำสงครามเต็มรูปแบบกันมาแล้วหลายครั้ง แต่เพราะทั้งสองฝ่ายต่างมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง และที่ผ่านมาปัญหาหนึ่งของคู่ขัดแย้งนี้คือ ‘ไม่มีใครกลัวใคร’ และไม่มีการลดราวาศอกให้กัน หากไม่มีประเทศที่ 3 เข้ามาไกล่เกลี่ย โดยเฉพาะบทบาทของสหรัฐอเมริกา

 

แต่ในปัจจุบันนโยบายของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อภูมิภาคนี้เปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะต่อพันธมิตรเก่าแก่อย่างปากีสถาน ที่ตอนนี้เหินห่างกันออกไปทุกที ที่ผ่านมานับตั้งแต่เหตุการณ์ 9/11 นโยบายของสหรัฐฯ ตั้งแต่สมัยจอร์จ ดับเบิลยู. บุช และบารัก โอบามา คือการรักษาดุลความสัมพันธ์ต่อทั้งอินเดียและปากีสถาน โดยมุ่งหวังให้ทั้งสองประเทศนี้เป็นพันธมิตรแนวหน้า ในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย (war on terror) ของตน ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลายครั้งที่เกิดเหตุก่อการร้ายในอินเดีย และจุดชนวนความตึงเครียดกับปากีสถานถึงขั้นจะใช้กำลังห้ำหั่นกัน สหรัฐฯ ก็จะเข้ามาประสานโน้มน้าวให้ทั้งสองฝ่ายประนีประนอม หาทางออกร่วมกันจนเป็นผลสำเร็จ เช่นกรณีการโจมตีอาคารรัฐสภาอินเดียเมื่อปี 2001 และเหตุการก่อการร้ายที่มุมไบ ในปี 2008 เป็นต้น

 

ในสมัยของทรัมป์ สหรัฐฯ กลับวิพากษ์วิจารณ์ปากีสถานอย่างหนักว่าให้ที่หลบซ่อนกับกลุ่มตาลีบัน และกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังได้ตัดงบประมาณที่เคยสนับสนุนปากีสถานมาอย่างต่อเนื่องด้วย จนทำให้ปากีสถานไม่พอใจอย่างมาก ดังนั้น วิกฤตความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถานครั้งล่าสุดนี้ จึงน่าจับตามองท่าทีของสหรัฐฯ ด้วย

 

 

จากการก่อการร้ายสู่การเผชิญหน้ากันระหว่างอินเดียกับปากีสถาน

ความตึงเครียดล่าสุดระหว่างอินเดียกับปากีสถานมีชนวนมาจากเหตุคาร์บอมบ์ฆ่าตัวตายของกลุ่มติดอาวุธ Jaish-e-Muhammad: JeM ซึ่งโจมตีรถบัสกองกำลังตำรวจกึ่งทหารในเขตปูร์วามา ในแคว้นแคชเมียร์ฝั่งของอินเดียเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตอย่างน้อย 46 นาย อินเดียเชื่อว่าปากีสถานมีส่วนในการสนับสนุนกลุ่ม JeM ซึ่งมีฐานอยู่ในแคชเมียร์ฝั่งปากีสถาน แม้ปากีสถานจะปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ แต่อินเดียก็ยังคงเดินหน้าใช้มาตรการตอบโต้ปากีสถานในทางเศรษฐกิจด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากปากีสถานถึง 200% ต่อมาอินเดียอ้างว่าปากีสถานไม่มีการดำเนินการใดๆ กับกลุ่ม JeM จากนั้นวันที่ 26 กุมภาพันธ์ อินเดียจึงได้ส่งเครื่องบินรบแบบ Mirage เข้าโจมตีทางอากาศใส่เป้าหมายที่เชื่อว่าเป็นค่ายฝึกของกลุ่ม JeM ในเขตแคชเมียร์ฝั่งปากีสถาน เป็นการปฏิบัติการในลักษณะชิงโจมตีก่อน (Pre-emptive Strike) ซึ่งถือเป็นการรุกล้ำอธิปไตยของปากีสถานอย่างร้ายแรง

 

ต่อมาสถานการณ์ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ กองทัพอากาศของปากีสถานได้ตอบโต้ด้วยการยิงเครื่องบินของอินเดียตก 2 ลำในเขตน่านฟ้าของปากีสถาน และสามารถจับกุมนักบินของอินเดียได้ 1 นาย ทางการปากีสถานแถลงว่าปากีสถานไม่มีทางเลือกอื่น เพราะต้องป้องกันตนเองจากการรุกล้ำเข้ามาของอินเดีย

 

สถานการณ์ส่อเค้ารุนแรงเมื่อรัฐบาลปากีสถานประกาศปิดน่านฟ้าและสนามบินทั่วประเทศชั่วคราว โดยให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันการรุกล้ำน่านฟ้าแบบเฉียบพลัน และเพื่อป้องกันเครื่องบินพลเรือนจากการปะทะกันในครั้งนี้ ส่วนอินเดียก็ประกาศปิดสนามบินในประเทศ 9 แห่งด้วยเช่นกัน เพื่อประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งและป้องกันเหตุก่อการร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้อีก

 

อิมรอน ข่าน นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ออกแถลงการณ์หลังยิงเครื่องบินรบของอินเดียตกว่า รัฐบาลอินเดียควรยุติการกระทำเพียงเท่านี้ และมานั่งเจรจาสันติภาพกับปากีสถานก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายเกินกว่าที่ตัวนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี และตัวเขาเองจะควบคุมได้

 

จากสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด และกรุงนิวเดลี ได้ออกประกาศเตือนคนไทยให้หลีกเลี่ยงการเดินทางในพื้นที่เสี่ยงและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

 

 

ย้อนภูมิหลังความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถาน และปมปัญหาก่อการร้าย

ปัญหาระหว่างอินเดียกับปากีสถานดำเนินมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ที่สองประเทศได้รับเอกราชจากอังกฤษ และก่อตั้งประเทศขึ้นมาในปี 1947 ถือเป็นมหากาพย์ความขัดแย้งอันเป็นผลมาจากแผนการแบ่งแยกประเทศ (Partition Plan) ด้วยทฤษฎี 2 ชาติ (Two Nation Theory) ที่ยังไม่ถูกทำให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ โดยเป็นการแบ่งแยกประเทศบนพื้นฐานความแตกต่างทางด้านศาสนา ปากีสถานถูกออกแบบให้เป็นประเทศของมุสลิมในเอเชียใต้ ทั้งนี้แม้พรรคคองเกรสแห่งชาติ (National Congress) กับสันนิบาตมุสลิม (Muslim League) จะมีปัญหาความขัดแย้งกันจนนำมาสู่การแยกประเทศด้วยเหตุผลทางการเมือง แต่ประเด็นนี้ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุหลักหรือเป็นตัวการที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศบาดหมางกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

 

ทว่าใจกลางของปัญหาความขัดแย้งอินเดียกับปากีสถานที่ผ่านมาคือปัญหาความขัดแย้งเหนือดินแดนแคชเมียร์ ที่ทั้งสองต่างอ้างกรรมสิทธิ์ครอบครอง จนเป็นชนวนให้เกิดสงครามระหว่างกันอย่างเต็มรูปแบบถึง 3 ครั้ง (ปี 1948, 1965, ส่วนปี 1971 เป็นสงครามแยกตัวออกมาของปากีสถานตะวันออกหรือบังกลาเทศในปัจจุบัน) และการปะทะกันครั้งย่อยๆ ตามแนวชายแดนอีกหลายครั้ง โดยเฉพาะกรณีที่คาร์กิล (Kargil War) ในปี 1999 ที่บางคนมองว่าเป็นสงครามอีกครั้งหนึ่ง

 

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้กระบวนการเรียกร้องอิสรภาพของอินเดียเป็นผล รัฐสภาอังกฤษผ่านกฎหมายมอบเอกราชแก่อินเดีย (Indian Independence Act) ในเดือนกรกฎาคม 1947 โดยกำหนดให้แบ่งอนุทวีปออกเป็นประเทศอินเดียและปากีสถาน โดยยึดหลักการการเข้าร่วมกับประเทศใดประเทศหนึ่งนั้นต้องพิจารณาถึงความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ รวมถึงความเชื่อมโยงกันในด้านภูมิศาสตร์และชาติพันธุ์ เพราะฉะนั้น รัฐอิสระในขณะนั้นทั้ง 565 รัฐจึงมีสิทธิที่จะเลือกเข้าร่วมกับอินเดียหรือปากีสถาน หรือดำรงไว้ซึ่งความเป็นรัฐอิสระ อย่างไรก็ตาม ทางเลือกสำหรับการดำรงไว้ซึ่งความเป็นรัฐอิสระเป็นไปได้ยากตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้ อีกทั้งรัฐต่างๆ ได้ถูกเกลี้ยกล่อมไว้ก่อนแล้ว ทั้งหมดจึงถูกบีบให้ตัดสินใจเข้าร่วมกับประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือด้วยการทำข้อตกลงดุษณียภาพกับอินเดียและปากีสถาน ทุกรัฐไม่มีปัญหาในการตัดสินใจ เนื่องจากมีความต้องการสอดคล้องกันระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้การปกครองตามแผนการแบ่งแยก ยกเว้น 3 รัฐ ได้แก่ รัฐชัมมูและแคชเมียร์, ไฮเดอราบาด และจูนากาดห์

 

กรณีไฮเดอราบาดซึ่งผู้ปกครองเป็นมุสลิมประกาศจะดำรงไว้ซึ่งความเป็นรัฐอิสระ ในขณะที่ชาวฮินดูซึ่งเป็นประชาชนส่วนมากไม่เห็นด้วย อินเดียจึงได้ส่งทหารเข้ายึดและประกาศให้ไฮเดอราบาดเป็นรัฐหนึ่งของอินเดีย กรณีจูนากาดห์ผู้ปกครองเป็นมุสลิมตัดสินใจเข้าร่วมกับปากีสถาน แต่ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวฮินดูไม่เห็นด้วย อินเดียจึงได้ส่งทหารเข้าไปและจัดการลงประชามติ ผลปรากฏว่าคนส่วนใหญ่ต้องการเข้าร่วมกับอินเดีย จูนากาดห์จึงถูกรวมเข้ากับอินเดีย

 

แต่ในกรณีของชัมมูและแคชเมียร์ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม แต่ผู้ปกครองเป็นมหาราชาชาวฮินดู ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงต้องการเข้าร่วมกับปากีสถานมากกว่าอยู่ภายใต้การปกครองของมหาราชาหรือรัฐบาลอินเดีย แต่ในวันที่ 12 สิงหาคม 1947 (ก่อนวันประกาศเอกราชของอินเดียและปากีสถาน) มหาราชา ฮาริ สิงห์ (Hari Singh) ได้ทำข้อตกลงกับปากีสถานเพื่อขอดำรงสถานภาพอิสระต่อไปอีก 2 เดือน เรียกว่า ‘Standstill Agreement’ และพยายามทำข้อตกลงเดียวกันนี้กับอินเดีย แต่อินเดียไม่ร่วมลงนามด้วย จนกระทั่งถึงเดือนตุลาคม มหาราชา ฮาริ สิงห์ ก็ยังไม่ตัดสินใจ ทำให้ชาวแคชเมียร์รู้สึกผิดหวัง ยิ่งไปกว่านั้นมหาราชา ฮาริ สิงห์ ยังได้ยึดอาวุธยุทโธปกรณ์จากทหารมุสลิมของอังกฤษ ทำให้ชนเผ่าปัชตุน (Pushtun) จำนวนหนึ่งลุกฮือขึ้นจับอาวุธต่อต้าน ด้วยเหตุนี้ ฮาริ สิงห์ จึงได้ขอความช่วยเหลือไปยังอินเดียและลอร์ด เมานต์แบตเทน เพื่อให้ส่งทหารเข้ามาช่วย โดยตกลงจะลงนามยินยอมผนวกแคว้นชัมมูและแคชเมียร์เข้ารวมกับอินเดีย อินเดียจึงส่งกองทัพเข้าไป จนกระทั่งวันที่ 26 ตุลาคม ฮาริ สิงห์ ได้อพยพไปยังชัมมู และได้ลงนามข้อตกลงผนวกชัมมูและแคชเมียร์เข้ากับอินเดีย

 

ปากีสถานไม่ยอมรับข้อตกลงดังกล่าว และมองว่าขาดความชอบธรรม เพราะข้อตกลง Standstill ที่ทำกับปากีสถานยังมีผลบังคับใช้ การผนวกแคชเมียร์เข้ากับอินเดียทำให้ปากีสถานและชาวแคชเมียร์ไม่พอใจอย่างมาก จนนำไปสู่การทำสงครามกันตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 1947 และยุติลงอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 1948 หลังจากทั้งสองฝ่ายยอมรับในมติหยุดยิงของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council: UNSC) การต่อสู้ครั้งนี้จึงถือเป็นสงครามครั้งแรกระหว่างอินเดียกับปากีสถาน การยอมรับในมติดังกล่าวทำให้มีการกำหนดแนวเส้นหยุดยิง (Cease-fire Line) ซึ่งต่อมาเป็นที่ยอมรับและเรียกกันว่า แนวเส้นควบคุม (Line of Control: LOC) ภายใต้การดูแลของกลุ่มสังเกตการณ์ทางทหารแห่งสหประชาชาติสำหรับอินเดียและปากีสถาน (United Nations Military Observer Group in India and Pakistan)

 

ในวันที่ 21 เมษายน 1948 UNSC ได้ผ่านมติเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยอมรับในแนวทางการแก้ไขปัญหาแคชเมียร์โดยวิถีประชาธิปไตยผ่านการลงประชามติอย่างอิสระและเป็นกลาง รัฐบาลอินเดียและปากีสถานยินยอมตามมติดังกล่าว ซึ่งทำให้ข้อตกลงหยุดยิงมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 1949 อย่างไรก็ตามจนกระทั่งปัจจุบัน มติดังกล่าวก็ยังไม่ได้ถูกดำเนินการ ซึ่งทำให้ความขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถานเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นคู่ปรปักษ์ที่ทำสงครามระหว่างกันอีกในปี 1965 และ 1971 รวมทั้งการปะทะกันในปี 1999 ที่คาร์กิล ซึ่งสร้างความวิตกกังวลไปทั่วโลก เพราะต่างฝ่ายต่างมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง

 

ความรู้สึกสิ้นหวังกับมติ UN ว่าด้วยการลงประชามติ ทำให้เกิดกลุ่มขบวนการติดอาวุธขึ้นมามากมาย เพื่อปลดปล่อยแคชเมียร์ออกจากการปกครองของอินเดีย โดยเรียกตัวเองว่านักรบเพื่ออิสรภาพ

 

อินเดียกล่าวหามาตลอดว่าทางการปากีสถานให้การสนับสนุนการก่อการร้ายข้ามแนวชายแดน (Cross-border Terrorism) และกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนในแคชเมียร์ ทั้งในด้านอาวุธและการฝึกซ้อม ในขณะที่ปากีสถานยืนยันว่าให้การสนับสนุนทางใจและด้านการทูตเท่านั้น

 

 

ปัญหาการก่อการร้ายกับวิกฤตความสัมพันธ์อินเดีย-ปากีสถาน

ทั้งนี้จากทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา เกิดกลุ่มติดอาวุธขึ้นมามากมายโดยมีเป้าหมายเพื่อปลดปล่อยแคชเมียร์ออกจากการยึดครองของอินเดีย ซึ่งหลายกลุ่มมีฐานปฏิบัติการอยู่ในแคชเมียร์ฝั่งปากีสถาน กลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวมากที่สุดคือกลุ่มลาชการ์ อี ไตบา (Lashkar-e-Taiba) ซึ่งถูกทางการอินเดียระบุว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ก่อการร้ายหลายครั้งในอินเดีย รวมทั้งวินาศกรรม 26/11 ที่นครมุมไบเมื่อปี 2008 ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่สำคัญคือกลุ่ม Jaish-e-Muhammad: JeM ซึ่งมีความสัมพันธ์กับกลุ่มอัลกออิดะห์และตาลีบันในอัฟกานิสถาน กลุ่มนี้เคยก่อเหตุโจมตีอาคารรัฐสภาอินเดียในช่วงปลายปี 2001 และครั้งล่าสุดคือเหตุคาร์บอมบ์โจมตีรถบัสทหารในเขตปูร์วามาเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนนำมาสู่วิกฤตความตึงเครียดระหว่างอินเดียกับปากีสถานระลอกใหม่

 

หลายครั้งที่เกิดเหตุก่อการร้ายในอินเดีย มักจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับปากีสถานตามมา เพราะอินเดียเชื่อว่าปากีสถานแอบให้การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายเหล่านั้น อินเดียมองว่าปากีสถานเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มก่อการร้ายแบบสองมาตรฐาน คือกลุ่มก่อการร้ายที่ปากีสถานมองว่าไม่ดี (Bad Terrorist) หรือกลุ่มที่เป็นภัยคุกคามความมั่นคงของปากีสถาน สหรัฐอเมริกา และพันธมิตร รวมทั้งกลุ่มที่สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีเป็นกลุ่มก่อการร้ายสากลอย่างเช่น กลุ่มอัลกออิดะห์และตาลีบัน กับกลุ่มก่อการร้ายที่ปากีสถานมองว่าดี (Good Terrorist) โดยยึดผลประโยชน์ของชาติและการเมืองระหว่างประเทศเป็นสำคัญ กล่าวคือกลุ่มที่เป็นภัยคุกคามต่ออินเดีย โดยเฉพาะกลุ่มที่ปฏิบัติการปลดปล่อยแคชเมียร์จากการปกครองของอินเดีย ผู้นำอินเดียมักกล่าวหาว่าปากีสถานใช้กลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้เป็นเครื่องมือทางนโยบายของรัฐ

 

ปากีสถานปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่เคยให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธใดๆ ที่โจมตีอินเดีย จุดยืนของปากีสถานคือสนับสนุนทางการเมืองหรือทางใจต่อประชาชนชาวแคชเมียร์ที่เรียกร้องเอกราชของตัวเอง

 

 

ปัจจัยภายในของทั้งสองประเทศที่ส่งผลต่อความตึงเครียดครั้งใหม่

ทางการปากีสถานเชื่อมั่นว่าการที่อินเดียกล่าวหาปากีสถานว่ามีส่วนสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย JeM ที่อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุครั้งนี้ โดยที่ไม่แสดงหลักฐานใดๆ และใช้ข้ออ้างนี้ในการรุกล้ำเข้ามาในแคชเมียร์ฝั่งของปากีสถานเพื่อปฏิบัติการทางทหารโจมตีฐานฝึกของกลุ่ม JeM นั้น เป็นเพราะอินเดียหวังใช้เหตุการณ์นี้ปลุกกระแสชาตินิยมต่อต้านปากีสถาน โดยหวังผลประโยชน์ทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งใหญ่ของอินเดียที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนเมษายนนี้ นอกจากนี้ยังจะเป็นการปลุกกระแสต่อต้านมุสลิมในประเทศด้วย เพราะพรรครัฐบาลภารตียชนตาหรือบีเจพี (Bharatiya Janata Party: BJP) และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี มีฐานเสียงจำนวนมากมาจากกลุ่มฮินดูชาตินิยมขวาจัด ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้อินเดียดำเนินมาตรการแข็งกร้าวกับปากีสถานทันที โดยไม่สนใจที่จะพูดคุยหรือร่วมกันคลี่คลายปัญหา

 

ด้านปากีสถานตอบโต้หนักเช่นกันด้วยการยิงเครื่องบินรบอินเดียที่รุกล้ำเข้ามาร่วงถึง 2 ลำ และจับตัวนักบินไว้ได้ 1 นาย ปากีสถานย้ำว่าเป็นปฏิบัติการปกป้องอธิปไตยของประเทศ หากมองเงื่อนไขภายในของปากีสถานก็จะพบว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ชาวปากีสถานจำนวนมากโกรธแค้นและออกมาประท้วงเผาธงชาติอินเดียด้วย

 

อิมรอน ข่าน นายกรัฐมนตรีปากีสถานจึงถูกแรงกดดันจากภายในประเทศให้ต้องตอบโต้อย่างสมน้ำสมเนื้อ เพราะหากย้อนดูประวัติศาสตร์การปะทะกันครั้งสำคัญระหว่างอินเดียกับปากีสถานเมื่อปี 1999 หรือที่เรียกว่า ‘สงครามคาร์กิล’ นายกรัฐมนตรีปากีสถานขณะนั้นคือนาวาซ ชารีฟ ซึ่งได้ปรึกษาหารือกับประธานาธิบดีบิล คลินตัน จนนำไปสู่การออกคำสั่งให้กองทัพปากีสถานถอนกำลังออกจากเขตคาร์กิล อีกทั้งยังพยายามปลดพลเอก เปอร์เวช มูชาร์ราฟ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้น ทำให้ชาวปากีสถานจำนวนมากไม่พอใจ เพราะมองว่ายอมอ่อนข้อให้อินเดีย และเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้มูชาร์ราฟก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากนาวาซ ชารีฟ โดยปราศจากการนองเลือด มูชาร์ราฟขึ้นมามีอำนาจจากการรัฐประหารสามารถอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีมาได้ถึงเกือบ 10 ปี โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสหรัฐอเมริกา แลกกับความร่วมมือในสงครามต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐฯ

 

ที่น่าสนใจคือเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มูชาร์ราฟได้เปิดเผยว่าครึ่งหนึ่งในคณะรัฐมนตรีของอิมรอน ข่าน เป็นคนของเขา เพราะฉะนั้นหากอิมรอน ข่าน ไม่ตอบโต้หรือแสดงออกว่าเกรงกลัวอินเดีย เขาอาจเผชิญแรงกดดันภายในประเทศอย่างรุนแรง

 

กระนั้น แม้ว่าอิมรอน ข่าน จะตอบโต้ทันทีแบบไม่เกรงกลัว แต่ในอีกด้านก็ส่งสัญญาณว่าปากีสถานไม่ต้องการทำสงครามกับอินเดีย และเรียกร้องไปยังอินเดียให้เจรจาหาทางออกร่วมกัน

 

 

สหรัฐฯ ตัวแปรสำคัญในการคลี่คลายความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถานว่าด้วยปัญหาการก่อการร้าย

นับตั้งแต่เหตการณ์ 9/11 ที่ตามมาด้วยการประกาศสงครามต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐอเมริกา นโยบายของสหรัฐฯ ต่อภูมิภาคเอเชียใต้ก็เปลี่ยนไปมาก สหรัฐฯ มุ่งรักษาดุลความสัมพันธ์กับทั้งอินเดียและปากีสถาน และต้องการให้ทั้งสองประเทศนี้เป็นพันธมิตรของตนในการปราบปรามกลุ่มติดอาวุธในเอเชียใต้ โดยเฉพาะกลุ่มอัลกออิดะห์และตาลีบัน สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนปากีสถานทั้งงบประมาณและอาวุธยุทโธปกรณ์มูลค่ามหาศาล ในขณะเดียวกันก็เปลี่ยนท่าทีจากการต่อต้านโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอินเดียมาเป็นการสนับสนุนโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติของอินเดีย นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังดึงอินเดียเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นในอัฟกานิสถานด้วย

 

จะเห็นได้ว่าหลายครั้งที่เกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายขึ้นในอินเดีย เช่น เหตุการณ์โจมตีอาคารรัฐสภาของอินเดียเมื่อปลายปี 2001 หรือเหตุการณ์ก่อการร้ายที่มุมไบ 26/11 ปี 2008 ทำให้ความสัมพันธ์อินเดียกับปากีสถานตึงเครียดและเกือบปะทะกันใหญ่โต จนทั่วโลกตื่นตระหนกว่าจะเกิดสงครามนิวเคลียร์ในเอเชียใต้ แต่ท้ายที่สุดสหรัฐฯ ก็สามารถโน้มน้าวให้อินเดียกับปากีสถานยอมเจรจาหาทางออกร่วมกันได้ โดยสหรัฐฯ เรียกร้องให้อินเดียกับปากีสถานใช้เหตุการณ์ก่อการร้ายเป็นโอกาสในการทำงาน และร่วมมือกันต่อต้านการก่อการร้ายในภูมิภาค

 

แต่อย่างไรก็ตาม ท่าทีของสหรัฐฯ ในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ค่อนข้างเปลี่ยนไปมาก สหรัฐฯ ได้วิพากษ์วิจารณ์ปากีสถานอย่างรุนแรงว่าแอบให้ที่หลบซ่อนกับกลุ่มตาลีบัน และกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ ทรัมป์เองได้เขียนทวิตเตอร์โดยมีข้อความว่า “ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ไม่ฉลาดเลยที่ไปให้เงินสนับสนุนปากีสถานมากกว่า 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งที่ปากีสถานไม่ได้ให้อะไรตอบแทนเราเลยนอกจากการโกหก หลอกหลวง เพราะคิดว่าผู้นำสหรัฐฯ ที่ผ่านๆ มาโง่…พวกเขาให้ที่หลบภัยกับผู้ก่อการร้ายที่เรากำลังตามล่าในอัฟกานิสถาน…พอแล้ว (สำหรับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ)” จากนั้นสหรัฐฯ ก็ตัดงบประมาณสนับสนุนปากีสถานลง ท่าทีดังกล่าวของสหรัฐฯ ทำให้ปากีสถานไม่พอใจอย่างมาก โดยรัฐมนตรีต่างประเทศของปากีสถานถึงกับพูดว่า “ปากีสถานไม่ใช่พันธมิตรของสหรัฐฯ อีกต่อไป…เราไม่ได้เป็นพันธมิตรกับใคร…นี่ไม่ใช่พฤติกรรมที่พันธมิตรทำต่อกัน”

 

ต่อกรณีวิกฤตครั้งล่าสุด ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกมาเรียกร้องเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ให้อินเดียและปากีสถานยึดหลักขันติ ยับยั้งชั่งใจและหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการตอบโต้ใดๆ โดยเฉพาะการใช้กำลังทหาร เพราะเกรงว่าความขัดแย้งจะทวีความความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น ปอมเปโอยังเน้นย้ำให้ปากีสถานดำเนินการอย่างเร่งด่วนในการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายที่เข้ามากบดานในประเทศ

 

ทั้งนี้หากพิจารณาจากท่าทีของปอมเปโอ จะเห็นได้ว่าเขาพูดเน้นให้ปากีสถานดำเนินการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายในประเทศมากขึ้น แต่ไม่ได้พูดถึงกรณีที่อินเดียปฏิบัติการสายฟ้าแลบโจมตีทางอากาศรุกล้ำเข้าไปในเขตปากีสถาน ซึ่งเท่ากับให้ความชอบธรรมกับปฏิบัติการชิงโจมตีก่อนของอินเดียโดยปริยาย หรือในอีกด้านหนึ่งสหรัฐฯ ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะเตือนอินเดียได้เพราะสหรัฐฯ เองก็อ้างสิทธินี้ในการโจมตีกลุ่มติดอาวุธในหลายประเทศ ซึ่งเข้าข่ายละเมิดอธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศ

 

ที่สำคัญคือสหรัฐฯ ไม่ได้เรียกร้องให้อินเดียและปากีสถานใช้เหตุการณ์นี้เป็นโอกาสในการจับมือกันต่อต้านการก่อการร้ายเหมือนที่เคยเรียกร้องในครั้งก่อนๆ ดังนั้น ท่าทีที่เปลี่ยนไปของสหรัฐฯ จึงทำให้ประเมินได้ยากว่าสถานการณ์ระหว่างอินเดียกับปากีสถานจะจบลงอย่างไร แต่กระนั้นก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงต้องการความช่วยเหลือจากปากีสถานในการผลักดันการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มตาลีบัน ซึ่งอาจทำให้สหรัฐฯ กลับมาแสดงบทบาทไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศนี้อีกครั้ง

 

แนวโน้มปัญหาขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถานจะจบลงอย่างไร

หากพิจารณาจากสงครามและการปะทะกันระหว่างอินเดียกับปากีสถานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จะพบว่าโดยรวมแล้วทั้งสองประเทศจะไม่สามารถจบหรือยุติปัญหาความรุนแรงระหว่างกันได้เอง แต่จำเป็นต้องอาศัยแรงผลักดันจากประเทศที่ 3 อย่างสหรัฐอเมริกา หรือสหประชาชาติในการเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์การเผชิญหน้ากัน

 

กรณีการปะทะกันครั้งนี้ หากไม่มีแรงกดดันจากภายนอกมากพอ ฉากทัศน์แรกที่เลวร้ายที่สุดคืออาจนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบระหว่างสองประเทศนี้อีกครั้ง ซึ่งจะสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก เพราะทั้งสองฝ่ายต่างมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง ฉากทัศน์นี้ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นแน่นอน แม้แต่คู่ขัดแย้งเองก็ตาม

 

ฉากทัศน์ต่อมา สถานการณ์อาจคลี่คลายหากสหรัฐฯ กลับมาแสดงบทบาทเหมือนเช่นในอดีต หรือหากไม่แล้วก็อาจเป็นองค์การสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคงที่ต้องนำเรื่องนี้เข้าประชุมหารือเพื่อยับยั้งไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

 

ฉากทัศน์สุดท้าย อาจเป็นไปได้ว่าทั้งอินเดียและปากีสถานจะตระหนักถึงความสูญเสียที่จะตามมา และสถานการณ์ที่กำลังนำพาทั้งคู่ไปยืนอยู่บนปากเหวด้วยภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในทางความมั่นคง (Security Dilemma) จนกระทั่งต้องยอมถอยกันคนละก้าว และหันหน้ามาเจรจาพูดคุยกัน ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดที่ทั่วโลกต้องการเห็น

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์


wagah border อินเดีย ปากีสถาน ที่ด่านชายแดน


Find and Book Cheap Flights With Jetradar
https://mytriptools.blogspot.com/
https://bookingandgo.blogspot.com/

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูเพิ่มเติม

wagah border อินเดีย ปากีสถาน ที่ด่านชายแดน

เปรียบเทียบขุมกำลังรบ India Vs Pakisatan (อินเดีย vs ปากีสถาน ) Ep.33


India Pakisatan เปรียบเทียบขุมกำลังรบ อินเดียvsปากีสถาน India Vs Pakisatan
ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.globalfirepower.com/

เปรียบเทียบขุมกำลังรบ India Vs Pakisatan (อินเดีย vs ปากีสถาน ) Ep.33

หนึ่งคุงตะลุยปากี 8 พิธีลดธง ชายแดน ปากีสถาน อินเดีย


ไปดู พิธีลดธง ที่ชายแดน ระหว่าง ปากีสถาน กับ อินเดียมาครับ แปลกดีๆๆ เขาบอกว่าเป็นประเพณีที่สร้างขึ้นเพื่อให้สามัคคีกัน แต่แลดูเหมือนเค้าพร้อมจะรบกันตลอดเวลา 🙂

หนึ่งคุงตะลุยปากี 8 พิธีลดธง ชายแดน ปากีสถาน อินเดีย

เปิดคลิป ตำรวจไม่กลัวตาย ยิงบวก \”โจรใต้\” ไม่คิดชีวิต


กด Subscribe เพื่อติดตามข่าว สาระ ความรู้ ใหม่ๆ จากพวกเรานะค่ะ
จากกรณีเกิดเหตุคนร้ายบุกโจมตีสถานีตำรวจภูธร สภ.ระแงะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งคนร้ายมีจำนวน 56 คน ได้ใช้รถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรีโว่ เป็นยานพาหนะ เมื่อถึงบริเวณหน้า สภ.ระแงะ คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ สภ.ระแงะ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างเข้าแถวเคารพธงชาติในช่วงเช้า เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 นาย เสียชีวิต 1 นาย เจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตทราบชื่อคือ ส.ต.ท. ศุภักษร สะยุคงทน ผบ.หมู่ สภ.ระแงะ ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บคือ ด.ต.ธีระพงค์ แก้วชำนาญ ส.ต.ต.พงษธร แก้วประดิษฐ์ และ ส.ต.ต พิชิต ทองรส โดนทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์
ส.ต.ท.พูลสวัสดิ์ เสถียรอุดร ผบ.หมู่ (ป.) สภ.ระแงะ คือนายตำรวจผู้กล้าที่ยิงตอบโต้กับกลุ่มคนร้ายจนล่าถอยไป โดย ส.ต.ท.พูลสวัสดิ์ ได้กล่าวเปิดใจกับ “ครอบครัวข่าว 3” เป็นที่แรกว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ 08.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจของ สภ.ระแงะ กว่า 50 นาย ยืนเข้าแถวฟังข้อราชการจากผู้กำกับ สภ.ระแงะ
ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา ระหว่างนั้นตนกำลังเข้าเวร รักษาความปลอดภัย บริเวณฝั่งประตูทางเข้าสถานีตำรวจ และได้สังเกตเห็นรถกระบะสีเทา ขับผ่านมา โดยบรรทุกคนจำนวนหนึ่งที่แต่งตัวคล้ายคนงานก่อสร้างนั่งมาที่กระบะหลัง
จากนั้นก็สังเกตเห็นปลายกระบอกปืนโผล่ขึ้นมา ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่คนร้ายกราดยิงใส่เพื่อนตำรวจที่ยืนเข้าแถวอยู่ ตนจึงใช้ปืนยิงไปที่กลุ่มคนร้ายกว่า 20 นัด ในขณะที่คนร้ายก็กราดยิงเข้าใส่กลุ่มตำรวจที่ยืนเข้าแถวอยู่ โดยยอมรับว่าขณะนั้นไม่ได้คิดว่าตัวเองจะได้รับอันตรายหรือไม่ ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ปกป้องผู้บังคับบัญชาและเพื่อนตำรวจให้ปลอดภัยจากการถูกโจมตี และไม่ได้หวังว่าจะมีลาภยศ หรือชื่อเสียงโด่งดัง
จากการกระทำดังกล่าว เนื่องจากเป็นการทำตามหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย และถือเป็นโชคดีที่ตนหันไปเห็นคนร้ายในจังหวะที่กำลังก่อเหตุพอดี ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความสูญเสียมากกว่านี้ โดยมีรายงานด้วยว่า ผู้กำกับ สภ.ระแงะ ได้รับบาดเจ็บจากการถูกลูกกระสุนถากบริเวณช่วงคางถึงข้างหู

เปิดคลิป ตำรวจไม่กลัวตาย ยิงบวก \

สตีดฟู๊ด ปากีสถาน #อาหารทั่วมุมโลก


เพื่อความบรรเทิง

สตีดฟู๊ด ปากีสถาน #อาหารทั่วมุมโลก

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่General news

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ อินเดีย ปากีสถาน

Leave a Comment