[NEW] สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่27มีนาคม2561 | มติ ครม แรงงานต่างด้าว 2561 – POLLICELEE

มติ ครม แรงงานต่างด้าว 2561: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

27 มี.ค.61 เมื่อเวลา 09.00 น.ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมแถลงผลการประชุม ครม.ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้

 

กฎหมาย

1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติการประเมินมูลค่าทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ พ.ศ. …. รวม 2 ฉบับ               

 

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการและรับทราบ ดังนี้

                1. อนุมัติหลักการ

                        1.1 ร่างพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

                        1.2 ร่างพระราชบัญญัติการประเมินมูลค่าทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงยุติธรรมไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

                2. รับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลาและกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

                3. ให้กระทรวงการคลังรับความเห็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                4. อนุมัติให้ถอนร่างพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุและการประเมินราคาทรัพย์สิน พ.ศ. …. ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2547 ออกจากชั้นการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

                สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

                1. ร่างพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. …. แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518 เป็นการปรับปรุงพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518 โดยแก้ไขเพิ่มเติมคำนิยามให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น กำหนดข้อยกเว้นอสังหาริมทรัพย์ที่มิใช่ที่ราชพัสดุ แก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการที่ราชพัสดุ กำหนดวิธีการของการโอนกรรมสิทธิ์ของที่ราชพัสดุ ที่ราชพัสดุอื่น และที่ราชพัสดุซึ่งตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรไทย กำหนดให้ กค. มีหน้าที่ปกครอง ดูแล บำรุงรักษา และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุทั้งที่อยู่ในราชอาณาจักรและนอกราชอาณาจักร และการจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุที่ไม่ถือเป็นการร่วมลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ และเพิ่มเติมบทกำหนดโทษในกรณีที่บุคคลเข้าไปในที่ราชพัสดุที่ไม่ได้รับอนุญาต 

                2. ร่างพระราชบัญญัติการประเมินมูลค่าทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ พ.ศ. …. เป็นการนำเนื้อหาในหมวด 11 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ (มาตรา 105-105 อัฏฐ) มาบัญญัติเป็นกฎหมายอีกฉบับหนึ่งซึ่งมีสาระสำคัญคือ กำหนดวัตถุประสงค์ของการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการประเมินมูลค่าทรัพย์สินและคณะกรรมการประเมินมูลค่าทรัพย์สินประจำจังหวัด กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการประกาศใช้บัญชีกำหนดมูลค่าประเมินของทรัพย์สิน กำหนดสิทธิคัดค้านของเจ้าของที่ดินในการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน กำหนดอำนาจในการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน และกำหนดให้กรรมการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน กรรมการประเมินมูลค่าทรัพย์สินประจำจังหวัด และพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

 

2. เรื่องร่างพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ..)  พ.ศ. ….

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการและรับทราบ ดังนี้

                1. อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณารวมกับร่างพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามมติคณะรัฐมนตรี (9 สิงหาคม 2559) ที่อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

                2. ให้กระทรวงพาณิชย์รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                3. รับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลาและกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว

                พณ. เสนอว่า

                1. เนื่องจากบทบัญญัติในส่วนของการอุดหนุนตามพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน พ.ศ. 2542 มีโครงสร้างที่ไม่สอดคล้องกับความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนและมาตรการตอบโต้การอุดหนุนภายใต้ WTO  ส่งผลให้ต้องมีการพิสูจน์เงื่อนไขเพื่อใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Measures: CVD) มากกว่าที่ความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนและมาตรการตอบโต้การอุดหนุนภายใต้ WTO กำหนด เป็นภาระต่ออุตสาหกรรมภายในผู้ได้รับความเสียหายและต่อหน่วยงานไต่สวนของไทย ดังนั้น สมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน พ.ศ. 2542 ในส่วนที่เกี่ยวกับหมวดการอุดหนุน ให้สอดคล้องกับความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนและมาตรการตอบโต้การอุดหนุนภายใต้ WTO  ดังนี้

                        1.1 แก้ไขเพิ่มเติมลักษณะของการอุดหนุนที่มีลักษณะเจาะจงตามมาตรา 64 ให้รวมถึง 1) การให้การอุดหนุนแก่การส่งออก และ 2) การให้การอุดหนุนเพื่อให้มีการใช้สินค้าในประเทศมากกว่าสินค้านำเข้า เนื่องจาก Article 2 (2.3) ของความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนและมาตรการตอบโต้การอุดหนุนภายใต้ WTO กำหนดให้การอุดหนุนทั้ง 2 ลักษณะเป็นการอุดหนุนที่เจาะจงโดยไม่ต้องพิสูจน์เงื่อนไข (deemed to be specific)

                        1.2 แก้ไของค์ประกอบของการอุดหนุนที่ตอบโต้ได้ตามมาตรา 65 ให้ประกอบด้วย           (1) การให้อุดหนุนที่มีลักษณะเจาะจงตามมาตรา 64 และ (2) การให้การอุดหนุนที่มีผลเสียต่อประโยชน์ของประเทศที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายใน เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การพิจารณาใช้มาตรการตอบโต้           การอุดหนุนตามความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนและมาตรการตอบโต้การอุดหนุนภายใต้ WTO

                2. การแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น จะทำให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ ลดปัญหาและอุปสรรคให้กับอุตสาหกรรมภายในและหน่วยงานไต่สวนของไทย อีกทั้งสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาความเสียหายของอุตสาหกรรมภายในประเทศที่เกิดจากสินค้าต่างประเทศที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลของประเทศผู้ผลิตหรือผู้ส่งออก ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวจะทำให้การปฏิบัติภายใต้พระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้ความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนและมาตรการตอบโต้การอุดหนุนภายใต้ WTO

                3. พณ. โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัตินี้ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของกรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th และของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม www.lawamendment.go.th โดยได้มีการวิเคราะห์ผลการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายดังกล่าว โดยได้นำผลการวิเคราะห์นั้นเผยแพร่ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของกรมการค้าต่างประเทศ ตามแนวทางของมติคณะรัฐมนตรี (4 เมษายน 2560) เรื่อง แนวทางการจัดทำและการเสนอร่างกฎหมายตามบทบัญญัติมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วยแล้ว

                สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

                1. แก้ไขเพิ่มเติมลักษณะการอุดหนุนที่เจาะจงตามมาตรา 64 ให้รวมถึงลักษณะการอุดหนุนอีก 2 ลักษณะ คือ การให้การอุดหนุนแก่การส่งออกไม่ว่าโดยทางนิตินัย  หรือโดยทางพฤตินัยตามลักษณะที่กำหนดในกฎกระทรวง และการให้การอุดหนุนเพื่อให้มีการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศมากกว่าสินค้านำเข้า

                2. แก้ไของค์ประกอบของการอุดหนุนที่ตอบโต้ได้ตามมาตรา 65 ให้ประกอบด้วย 

                        2.1 การให้การอุดหนุนที่มีลักษณะเจาะจงตามมาตรา 64

                        2.2 การให้การอุดหนุนที่มีผลเสียต่อประโยชน์ของประเทศ ซึ่งหมายความรวมถึง

                                (ก) ก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุตสาหกรรมภายใน 

                                (ข) ทำให้ผลประโยชน์ทั้งในทางตรงและทางอ้อมของประเทศต้องสูญสิ้น หรือเสื่อมเสียโดยเฉพาะผลประโยชน์ของข้อลดหย่อนที่ผูกพันไว้ตามข้อตกลงขององค์การการค้าโลก หรือ

                                (ค) ผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์ของประเทศตามลักษณะที่กำหนดในกฎกระทรวง

และกำหนดให้การใช้บทบัญญัติตามมาตรานี้กับสินค้าเกษตรเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

3. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญามีนบุรี ศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลแพ่งพระโขนง และศาลอาญาพระโขนง พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญามีนบุรี ศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลแพ่งพระโขนง และศาลอาญาพระโขนง พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. รวม 2 ฉบับ ตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป และให้สำนักงานศาลยุติธรรมรับความเห็นของสำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงบประมาณไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

                1. ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญามีนบุรี ศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลอาญา ตลิ่งชัน ศาลแพ่งพระโขนง และศาลอาญาพระโขนง พ.ศ. …. มีสาระสำคัญ ดังนี้

เรื่อง

สาระสำคัญ

1. การจัดตั้งศาล

– ให้จัดตั้งศาลแพ่งขึ้นในเขตกรุงเทพมหานครเรียกว่า “ศาลแพ่งมีนบุรี” “ศาลแพ่งตลิ่งชัน” และ “ศาลแพ่งพระโขนง”

– ให้จัดตั้งศาลอาญาขึ้นในเขตกรุงเทพมหานครเรียกว่า “ศาลอาญามีนบุรี” “ศาลอาญาตลิ่งชัน” และ “ศาลอาญาพระโขนง”

– กำหนดให้การเปิดทำการของศาลดังกล่าวประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา

– เมื่อศาลดังกล่าวเปิดทำการแล้ว ให้ยุบเลิกศาลจังหวัดมีนบุรี ศาลจังหวัดตลิ่งชัน และศาลจังหวัดพระโขนง

2. อำนาจศาล

– กำหนดให้ศาลดังกล่าวเป็นศาลชั้นต้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และมีอำนาจพิพากษาคดีแพ่งหรือคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรมอื่น แล้วแต่กรณี

– กำหนดให้เมื่อมีการเปิดศาลดังกล่าวแล้ว ให้โอนบรรดาคดีของศาลจังหวัดมีนบุรี ศาลจังหวัดตลิ่งชัน ศาลจังหวัดพระโขนงไปยังศาลที่จัดตั้งตามร่างพระราชบัญญัตินี้ แล้วแต่กรณีกำหนดให้บรรดากระบวนพิจารณาที่ศาลจังหวัดมีนบุรี ศาลจังหวัดตลิ่งชัน และศาลจังหวัดพระโขนงที่ได้ดำเนินการก่อนวันเปิดทำการของศาลที่จัดตั้งใหม่ตามร่างพระราชบัญญัตินี้ เป็นกระบวนการพิจารณาของศาลที่จัดตั้งขึ้นใหม่ดังกล่าว แล้วแต่กรณี

3. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

– กำหนดให้กฎหมายที่อ้างถึงศาลจังหวัดมีนบุรี ศาลจังหวัดตลิ่งชัน และศาลจังหวัดพระโขนง ที่มีอยู่ก่อนวันเปิดทำการศาลที่จัดตั้งขึ้นตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ให้ถือว่ากฎหมายดังกล่าวอ้างถึงศาลที่จัดตั้งขึ้นตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วแต่กรณี

                2. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขบทบัญญัติว่าด้วยเขตอำนาจของศาลแพ่งและศาลอาญา ให้สอดคล้องกับการจัดตั้งศาลในร่างพระราชบัญญัติตามข้อ 1. รวมทั้งแก้ไขบทบัญญัติว่าด้วยการรับพิจารณาและการโอนคดีในกรณีที่คดีในศาลชั้นต้นเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงให้สอดคล้องกับการจัดตั้งศาลดังกล่าว และรองรับศาลที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ในอนาคตที่มีฐานะเป็นศาลชั้นต้นด้วย

 

4. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การวินิจฉัยปัญหาโดยที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีของศาลชั้นอุทธรณ์และศาลฎีกา และให้ผู้ซึ่งมีหน้าที่เข้าร่วมในการประชุมได้รับเบี้ยประชุมตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกำหนด)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงการคลังไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

                สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

                1. กำหนดให้ในศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ประธานศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกาจะให้มีการวินิจฉัยปัญหาในคดีใดโดยที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีก็ได้ หรือถ้ามีกฎหมายกำหนดให้วินิจฉัยปัญหาใดหรือคดีเรื่องใดโดยที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีก็ให้วินิจฉัยได้ แล้วแต่กรณี

                2. กำหนดให้ที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีของศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกาประกอบด้วยผู้พิพากษาทุกคนซึ่งอยู่ปฏิบัติหน้าที่แต่ต้องไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้พิพากษาในศาลนั้นหรือในแผนกคดีที่มีการประชุม และให้ประธานแผนกคดีของศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ประธานของศาลชั้นอุทธรณ์หรือประธานศาลฎีกา แล้วแต่กรณี หรือผู้ทำการแทน เป็นประธาน คำวินิจฉัยของที่ประชุมให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก และให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงชี้ขาดในกรณีที่คำวินิจฉัยของที่ประชุมมีคะแนนเสียงเท่ากัน

                3. กำหนดให้ผู้ซึ่งมีหน้าที่เข้าร่วมประชุมในที่ประชุมใหญ่และที่ประชุมแผนกคดีของศาลชั้นอุทธรณ์และศาลฎีกาได้รับเบี้ยประชุมตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกำหนด

 

5. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ….

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานศาลยุติธรรม (ศย.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

                สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

                1. กำหนดให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางมีเขตอำนาจเพียงกรุงเทพมหานคร

                  2. กำหนดให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีเขตศาลในจังหวัดชัยนาท จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดลพบุรี จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสระบุรี จังหวัดสิงห์บุรี และจังหวัดอ่างทอง

                3. กำหนดให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 มีเขตศาลในจังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดนครปฐม จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดสุพรรณบุรี

 

6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตใช้เรือและการประกันภัยเรือสำหรับโดยสาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตใช้เรือ และการประกันภัยเรือสำหรับโดยสาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….  ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้

                คค. เสนอว่า

                1. ได้มีกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตใช้เรือและการประกันภัยเรือสำหรับโดยสาร พ.ศ. 2552 ออกตามความในมาตรา 142 แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช 2456 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2525 มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตใช้เรือและการประกันภัยเรือสำหรับโดยสาร

                2. โดยที่ได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เพิ่มเติมครั้งที่ 4 ลงวันที่ 4 เมษายน พุทธศักราช 2560 ข้อ 16 กำหนดให้ใบอนุญาตใช้เรือประมงตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย มีอายุไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันที่ออก และกำหนดให้ในกรณีที่ใบอนุญาตใช้เรือหมดอายุก่อนใบอนุญาตทำการประมง การต่ออายุใบอนุญาตใช้เรือต้องกำหนดให้สิ้นอายุพร้อมใบอนุญาตทำการประมงด้วย ประกอบกับปัจจุบันมีปัญหาเรื่องการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ซึ่งต้องมีกระบวนการและขั้นตอนในการประสานเชื่อมโยงการดำเนินงานระหว่างกรมเจ้าท่าและกรมประมงในการขอและการออกใบอนุญาตใช้เรือ ให้สอดคล้องกับใบอนุญาตทำการประมงตามกฎหมายว่าด้วยการประมง

                3. ดังนั้น สมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงตามข้อ 1. เพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าว และเพื่อมิให้เกิดความสับสนและเหลื่อมล้ำกันในเรื่องระยะเวลาระหว่างอายุใบอนุญาตใช้เรือและอายุใบอนุญาตทำการประมง โดยให้มีผลใช้บังคับภายในวันที่ 30 มีนาคม 2561 ตามที่ประเทศไทยได้รับข้อสังเกตจากสหภาพยุโรป ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 18-19 ธันวาคม 2560 ณ กรุงบรัสเซลล์ ราชอาณาจักรเบลเยี่ยม ทั้งนี้ คค. ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนผู้มีส่วนได้เสียแล้ว ซึ่งเห็นด้วยในหลักการของร่างกฎกระทรวงดังกล่าว

                สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

                แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตใช้เรือและการประกันภัยเรือสำหรับโดยสาร พ.ศ. 2552 ดังนี้

ประเด็นการแก้ไข

กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2552

ร่างกฎกระทรวงฯ

การออกใบอนุญาตใช้เรือตามประเภทการใช้เรือ

   เอกสารและหลักฐานถูกต้องและครบถ้วนแล้ว ให้ออกใบอนุญาตใช้เรือให้แก่ผู้ยื่นคำขอตามประเภทการใช้เรือ

   เอกสารและหลักฐานถูกต้องและครบถ้วนแล้ว ให้ออกใบอนุญาตใช้เรือให้แก่ผู้ยื่นคำขอตามประเภทการใช้เรือที่ระบุไว้ในใบสำคัญรับรองการตรวจเรือ

อายุใบอนุญาตใช้เรือและเงื่อนไขการออกใบอนุญาต

   ใบอนุญาตใช้เรือให้มีอายุไม่เกินสิบสองเดือนนับแต่วันที่ออกใบอนุญาตสำหรับใบอนุญาตใช้เรือสำหรับโดยสารให้มีอายุไม่เกินกว่ากำหนดความคุ้มครอง ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสิบสองเดือนนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต

   ใบอนุญาตใช้เรือให้มีอายุไม่เกินสิบสองเดือนนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต สำหรับใบอนุญาตใช้เรือสำหรับโดยสารให้มีอายุไม่เกินกว่ากำหนดความคุ้มครองตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสิบสองเดือนนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต

ใบอนุญาตใช้เรือสำหรับเรือประมง นายทะเบียนต้องกำหนดให้สิ้นอายุไม่เกินอายุใบอนุญาตทำการประมง

   การออกใบอนุญาตใช้เรือสำหรับเรือประมง เรือขนถ่ายสัตว์น้ำ และเรือสนับสนุนการประมงตามกฎหมายว่าด้วยการประมง ต้องได้รับหนังสือจากกรมประมงว่าผู้ยื่นคำขอไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะได้รับใบอนุญาตทำการประมง หรือเรือประมงที่จะขอต่ออายุใบอนุญาตไม่อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี

 

7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงสถานที่บรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทห้องบรรจุ พ.ศ. ….

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงสถานที่บรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทห้องบรรจุ พ.ศ. ….  ตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

                พน. เสนอว่า

                1. เนื่องจากพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 กำหนดนิยามคำว่า “น้ำมันเชื้อเพลิง” ให้ครอบคลุมถึงก๊าซปิโตรเลียมเหลว ประกอบกับกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการแจ้ง การอนุญาตและอัตราค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2556 ข้อ 44 (13) กำหนดให้สถานที่บรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทห้องบรรจุเป็นกิจการควบคุมประเภทที่ 3 (กิจการที่ต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตก่อนจึงจะประกอบการได้) ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542

                2. ประกอบกับมาตรา 7 (1) (2) (3) และ (7) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 บัญญัติให้การกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับที่ตั้ง แผนผัง รูปแบบ และลักษณะของสถานที่บรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทห้องบรรจุ การเก็บรักษาก๊าซปิโตรเลียมเหลว ลักษณะของถัง หรือภาชนะที่ใช้ในการบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลว รวมทั้งการอื่นใดอันจำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้กระทำโดยการออกกฎกระทรวง

                3. ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัยในการประกอบกิจการก๊าซปิโตรเลียมเหลว และป้องกันมิให้เกิดอัคคีภัยหรือภยันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงสมควรกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการประกอบกิจการสถานที่บรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทห้องบรรจุ ซึ่ง พน. ได้จัดให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องประกอบด้วยผู้ค้าน้ำมัน และผู้ประกอบการสถานที่บรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทห้องบรรจุแล้ว และได้นำข้อเสนอแนะดังกล่าวมาพิจารณาปรับแก้ไขร่างกฎกระทรวงฯ ด้วยแล้ว

                4. ในการประชุมคณะกรรมการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ได้มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงดังกล่าว

                สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

                1. กำหนดบทนิยามคำว่า “ก๊าซปิโตรเลียมเหลว” “ห้องบรรจุ” “กระป๋องก๊าซ” “ถังก๊าซหุงต้ม” “ถังเก็บและจ่ายก๊าซ” “บริเวณอันตราย” “กำแพงกันไฟ” และ “พื้นที่บรรจุ”

                2. กำหนดให้การคิดปริมาณก๊าซปิโตรเลียมเหลวในถังก๊าซหุงต้มให้คิดคำนวณปริมาณ 1 ลิตร เท่ากับ 0.5 กิโลกรัม

                3. กำหนดลักษณะของกระป๋องก๊าซ ถังก๊าซหุงต้ม การออกแบบ การผลิตหรือสร้างและการทดสอบและตรวจสอบถังเก็บและจ่ายก๊าซ

                4. กำหนดลักษณะของแผนผัง แบบก่อสร้าง และรายการคำนวณความมั่นคง ความแข็งแรงของห้องบรรจุ กังเก็บและจ่ายก๊าซ เสารับถังเก็บและจ่ายก๊าซ ท่อก๊าซปิโตรเลียมเหลว กำแพงกันไฟ หรือสิ่งก่อสร้าง

อื่น ๆ รวมทั้งกำหนดลักษณะและระยะปลอดภัยของพื้นที่บรรจุและห้องบรรจุ

                5. กำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการตั้งถังก๊าซหุงต้ม ถังเก็บและจ่ายก๊าซหัวจ่าย ก๊าซปิโตรเลียมเหลว ระบบท่อและอุปกรณ์ของสถานที่บรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทห้องบรรจุ วิธีการบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลว รวมถึงการทดสอบและตรวจสอบกระป๋องก๊าซ

                6. กำหนดวิธีการป้องกันและระงับอัคคีภัย รวมถึงต้องจัดให้มีพนักงานที่ผ่านการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานตามกฎกระทรวงว่าด้วยคุณสมบัติและการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงในการประกอบกิจการสถานที่บรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทห้องบรรจุ

 

8. เรื่อง ร่างระเบียบคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะว่าด้วยหลักเกณฑ์การกู้เงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ….

              คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ

ว่าด้วยหลักเกณฑ์การกู้เงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสำนักงบประมาณและธนาคารแห่งประเทศไทยไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้

              สาระสำคัญของร่างระเบียบ

               1.กำหนดขอบเขตการบังคับใช้ โดยร่างระเบียบนี้ให้ใช้บังคับกับการกู้เงินขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตามกฎหมาย ยกเว้นการกู้เงินจากเงินทุนสะสมองค์การบริหารส่วนจังหวัด เงินทุนส่งเสริมกิจการเทศบาล เงินทุนส่งเสริมกิจการของ อปท. อื่น หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น

                    2. กำหนดวัตถุประสงค์การกู้เงิน โดยให้ อปท. กู้เงินได้เฉพาะเพื่อการดำเนินโครงการลงทุน เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียน โดยบรรดาเงินที่ได้รับจากการกู้เงินดังกล่าว ให้นำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของการกู้เงิน

                3. กำหนดกรอบเพดานการกู้เงิน โดยให้ อปท. จะกู้เงินได้ก็ต่อเมื่อมีภาระชำระหนี้ในแต่ละปีไม่เกินร้อยละ 15 ของรายได้เฉลี่ย (ประมาณการปีปัจจุบันและย้อนหลังสองปี) ทั้งนี้ อปท. สามารถกู้เงินเกินกรอบเพดานดังกล่าวได้หากเป็นการกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการลงทุนและ อปท. มีความสามารถในการชำระหนี้โดยไม่กระทบต่อรายจ่ายประจำ โดยต้องขอความเห็นของกระทรวงมหาดไทยประกอบก่อนเสนอผู้มีอำนาจอนุมัติการกู้เงิน

                4. กำหนดรูปแบบการกู้เงิน โดย อปท. อาจกู้เงินเป็นสกุลเงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศในรูปแบบของสัญญาหรือพันธบัตรได้ แต่จะกู้เงินผ่านบุคคลอื่นใดที่ไม่ใช่ผู้ให้กู้โดยตรงไม่ได้ ยกเว้นการกู้ต่อจาก กค. ทั้งนี้ การออกพันธบัตรต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

                5. กำหนดหลักเกณฑ์การบริหารหนี้ ดังนี้

                        5.1 การค้ำประกัน เป็นไปตามหลักการในกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะโดยรัฐบาลจะไม่ค้ำประกัน รวมทั้งไม่รับผิดชอบหรือตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชำระคืนเงินต้นหรือดอกเบี้ยดังกล่าว ทั้งนี้ อปท. อาจแสวงหาการค้ำประกันจากหน่วยงานอื่นที่มีอำนาจได้ตามกฎหมาย

                       5.2 การชำระหนี้ อปท. ต้องชำระหนี้เงินกู้ตามกำหนดเวลาโดยเคร่งครัด โดยต้องจัดให้มีการกำกับดูแลการชำระหนี้ โดยกระจายภาระการชำระหนี้ และคำนึงถึงต้นทุนในการชำระหนี้เพื่อไม่ให้กระทบกับความสามารถในการดำเนินการ ทั้งนี้ การตั้งงบประมาณเพื่อชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยต้องตั้งให้เพียงพอตามความจำเป็นในการชำระหนี้ในปีนั้น ๆ โดยสภาท้องถิ่นจะแปรญัตติเพื่อลดหรือตัดทอนไม่ได้

                        5.3 การปรับโครงสร้างหนี้ สามารถดำเนินการได้โดยการกู้เงินรายใหม่เพื่อชำระหนี้เดิม แปลงหนี้ ชำระหนี้ก่อนถึงกำหนดชำระ ขยายหรือย่นระยะเวลาการชำระหนี้ ต่ออายุ ซื้อคืน หรือไถ่ถอนพันธบัตร หรือทำธุรกรรมทางการเงินอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับโครงสร้างหนี้ โดยให้นำกฎกระทรวงว่าด้วยการทำธุรกรรมทางการเงินอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะมาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยวิธีการดังกล่าวเทียบเคียงมาจากวิธีการปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาลตามพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 มาตรา 14

                6. กำหนดมาตรการการกำกับดูแลและการรายงาน โดยให้ อปท. ที่จะกู้เงินต้องจัดให้มีแผนการเงินประจำปี ระบบบัญชีที่เป็นมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด และระบบการควบคุมภายใน ระบบบริหารการเงิน และการชำระหนี้

                7. กำหนดบทบังคับ โดยในกรณีที่ อปท. ใดไม่ปฏิบัติตามร่างระเบียบ ให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะรายงานต่อคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการต่อไป

 

9. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเล (ฉบับที่..)  พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎหมาย เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเล พ.ศ. 2557 ให้สอดคล้องกับสภาพการจ้างงานในงานประมงทะเลและกฎหมายว่าด้วยการประมงเพื่อคุ้มครองแรงงานให้ได้รับความเป็นธรรม และแก้ปัญหาการใช้แรงงานบังคับและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน

 

เศรษฐกิจ-สังคม

10. เรื่อง ขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 ภายใต้มาตรการรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกร : ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบให้ กษ. ดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 ภายใต้มาตรการรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกร : ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

                2. อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น กรอบวงเงิน 1,400 ล้านบาท ให้ กษ. ดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2561/61 ภายใต้มาตรการรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกร : ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

                สาระสำคัญของเรื่อง

              กษ.รายงานว่า

                1. โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 มีวัตถุประสงค์เพื่อลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ที่ไม่ถูกต้องด้วยการส่งเสริมให้ปลูกทดแทนในพื้นที่ที่เหมาะสมกับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในฤดูแล้งหลังการทำนา ซึ่งนอกจากจะเพิ่มปริมาณการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนพื้นที่ที่ไม่ถูกต้องแล้ว ยังทำให้ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ออกสู่ตลาดสม่ำเสมอ ไม่กระจุกตัว สร้างเสถียรภาพต่อวงจรการผลิตในอุตสาหกรรม เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น จากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการปลูกข้าวที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่า และช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวมีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน จากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หมุนเวียนในระบบปลูกข้าว โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (26 กันยายน 2560) อนุมัติหลักการให้ กษ. ดำเนินโครงการดังกล่าวแล้ว

                2. กษ. ได้จัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 ภายใต้มาตรการรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกร : ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ดำเนินการใน 31 จังหวัด พื้นที่ 700,000 ไร่ เกษตรกร 47,000 ราย มีรายละเอียด ดังนี้

                        2.1 วัตถุประสงค์: เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เพียงพอกับความต้องการใช้ภายในประเทศ กระจายผลผลิตให้ออกสู่ตลาดสม่ำเสมอ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการปลูกข้าวที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่า และช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวมีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน จากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หมุนเวียนในระบบปลูกข้าว

                        2.2 เป้าหมายพื้นที่ดำเนินการ: ดำเนินการในพื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลางสำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในฤดูแล้งทดแทนพื้นที่นาปรัง พื้นที่ 700,000 ไร่ เกษตรกร 47,000 ราย ใน 31 จังหวัด

                3. คุณสมบัติเกษตรกร: เป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเป็นหัวหน้าครัวเรือนในทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งมีความประสงค์เข้าร่วมโครงการด้วยความสมัครใจที่จะเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนาในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์และเหมาะสมกับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา รายละไม่เกิน 15 ไร่

 

11. เรื่อง ขออนุมัติโครงการเพิ่มศักยภาพกำลังคนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสนับสนุนการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมในประเทศและภูมิภาค

                คณะรัฐมนตรีพิจารณาการขออนุมัติโครงการเพิ่มศักยภาพกำลังคนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสนับสนุนการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมในประเทศและภูมิภาค ตามที่กระทวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ  แล้วมีมติดังนี้

                1. อนุมัติในหลักการโครงการเพิ่มศักยภาพกำลังคนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสนับสนุนการ

ลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมในประเทศและภูมิภาค ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ส่วนรายละเอียดโครงการที่ดำเนินการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)  ให้เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกด้วย ทั้งนี้ รายละเอียดงบประมาณในการดำเนินโครงการ ให้ตกลงกับกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณต่อไป โดยให้คำนึงถึงความประหยัด คุ้มค่า และต้องไม่มีความซ้ำซ้อนกับโครงการอื่น ๆ ด้วย 

                2. ให้ ศธ.  ร่วมกับสำนักงาน ก.พ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาในรายละเอียดให้เกิดความ

ชัดเจนเกี่ยวกับทุนการศึกษาตั้งแต่การเตรียมความพร้อมของผู้เรียน เงื่อนไขในการให้/ชดใช้ทุนประเภทต่าง ๆ อัตราตำแหน่งรองรับครูของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาภายหลังจากที่นักเรียนจบการศึกษา ให้เป็นไปด้วยความรัดกุม  และเป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้ง พิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินการในลักษณะการร่วมจ่าย (Co-sharing) หรือรูปแบบประชารัฐ เพื่อเป็นการลดภาระงบประมาณภาครัฐ  

                3. ให้ ศธ. รับความเห็นของกระทรวงการคลัง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวง

อุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก  และคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษาไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย 

                สาระสำคัญของโครงการเพิ่มศักยภาพกำลังคนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสนับสนุนการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมในประเทศและภูมิภาค  มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมผู้สำเร็จอาชีวศึกษาในทุกระดับให้มีศักยภาพและขีดความสามารถสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ  และทันต่อเทคโนโลยีการประกอบอาชีพที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  โดยร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ พัฒนาสถานศึกษาต้นแบบในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา  จำนวน 20 แห่ง ทั่วประเทศ ที่มีคุณภาพสำหรับการขยายผลต่อไป และเพื่อสนับสนุนการต่อยอดกลุ่มอุตสาหกรรมเดิม   (First S curve)  การเติมอุตสาหกรรมอนาคต (New S Curve)  และตอบสนองการพัฒนาประเทศตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ซึ่งคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีมติเห็นชอบโครงการฯ ในการประชุมครั้งที่ 9/2560 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2560

 

12. เรื่อง การผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา เดินทางกลับประเทศต้นทางเพื่อร่วมงานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี พ.ศ. 2561

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ ขอผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา ที่ได้รับอนุญาตทำงานในประเทศไทยในตำแหน่งงานกรรมกร  รับใช้ในบ้าน  ช่างเครื่องยนต์ในเรือประมงทะเล  และผู้ประสานงานด้านภาษากัมพูชา  ลาว หรือเมียนมา  เดินทางกลับประเทศต้นทางเพื่อร่วมงานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี พ.ศ. 2561 ระหว่างวันที่ 5 เมษายน 2561 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2561 และต้องเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยภายในวันที่ 30 เมษายน 2561 โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมในกระบวนการที่เกิดขึ้นจากการเดินทางออกจากราชอาณาจักรเพื่อไปร่วมงานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2561 และเดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักรภายในระยะเวลาที่กำหนด

                ทั้งนี้ ให้หน่วยงานต่างๆ  ดำเนินการ ดังนี้

  1. กระทรวงมหาดไทย (มท.) 
    1. อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ออกกฎกระทรวงเพื่อยกเว้น

ค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากกระบวนการเดินทางออกจากราชอาณาจักรเพื่อไปร่วมงานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2561 และเดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักรภายในระยะเวลาที่กำหนด

  1. ออกประกาศกระทรวงโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง

พ.ศ. 2522 โดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี ดังนี้

  1. ผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานในประเทศไทยในตำแหน่ง

งานกรรมกร รับใช้ในบ้าน ช่างเครื่องยนต์ในเรือประมงทะเลและผู้ประสานงานด้านภาษากัมพูชา  ลาว เมียนมา ดังต่อไปนี้  โดยให้เดินทางกลับประเทศต้นทาง เพื่อไปร่วมงานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2561 ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2561 ถึงวนที่ 30 เมษายน 2561 และกลับเข้าในราชอาณาจักรในช่วงเวลาดังกล่าว หากพ้นกำหนด ให้ดำเนินการตามกฎหมายปกติ

  1. แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา ซึ่งถือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มี

สัญชาติไทย (บัตรสีชมพู)  รวมถึงผู้ติดตามซึ่งเป็นบุตรของแรงงานต่างด้าวดังกล่าวที่อายุไม่เกิน 18 ปี  ซึ่งบัตรประจำตัวฯ (บัตรสีชมพู) ดังกล่าวออกให้ตามมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561 โดยด้านหลังบัตรประจำตัวฯ (บัตรสีชมพู)  ยังไม่สิ้นอายุการอนุญาตทำงาน หรือระบุวันสิ้นอายุวันที่ 30 มิถุนายน 2561

  1. แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา ซึ่งถือหนังสือเดินทาง เอกสาร

ใช้แทนหนังสือเดินทาง หรือเอกสารรับรองบุคคล ที่ได้รับการตรวจลงตรา (Visa)  ประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant L-A)  และระยะเวลาการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรยังไม่หมดอายุ  รวมถึงผู้ติดตามซึ่งเป็นบุตรของแรงงานต่างด้าวดังกล่าวที่อายุไม่เกิน 18 ปี ซึ่งถือหนังสือเดินทาง เอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง  หรือเอกสารรับรองบุคคล  ที่ได้รับการตรวจลงตรา (Visa)  ประเภทผู้ติดตามและระยะเวลาการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรยังไม่หมดอายุ (แรงงานต่างด้าวที่นำเข้าอย่างถูกกฎหมายภายใต้บันทึกความตกลงหรือบันทึกความเข้าใจที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ (MOU)  และแรงงานต่างด้าวที่ผ่านการตรวจสัญชาติหรือพิสูจน์สัญชาติ)

  1. การเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อไปร่วมงานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี พ.ศ. 2561

ไม่ถือว่าเป็นการออกนอกเขตพื้นที่จังหวัดที่จัดทำทะเบียนประวัติ หรือจังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน

                        1.2.3 กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ซึ่งประจำ ณ ด่านตรวจคนเข้าเมืองทุกแห่ง ซึ่งแรงงานต่างด้าวเดินทางออกประทับตรา วัน เดือน ปี ที่แรงงานต่างด้าวเดินทางออกจากราชอาณาจักร  และประทับตราวัน เดือน ปี  ที่แรงงานต่างด้าวเดินทางออกจากราชอาณาจักร และประทับตราวัน เดือน ปีที่เดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักร ในเอกสารดังต่อไปนี้ ทั้งนี้ เมื่อแรงงานต่างด้าวเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร ณ ด่านตรวจคนเข้าเมืองแห่งใด ให้กลับเข้ามาในราชอาณาจักร ณ ด่านตรวจคนเข้าเมืองแห่งนั้น

                                (1) หนังสือรับรองที่กรมการจัดหางานหรือหน่วยงานในสังกัดออกให้กับแรงงานต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันฯ ตามข้อ 1.2.1 (1)

                                (2) หนังสือเดินทาง หรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางของรงงานต่างด้าว

ตามข้อ 1.2.1 (2)

                2. รง. โดยกรมการจัดหางาน หรือหน่วยงานในสังกัดออกหนังสือรับรองให้กับแรงงานต่างด้าวตามข้อ 1.2.1 (1) ที่จะเดินทางกลับประเทศต้นทางเพื่อไปร่วมงานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี พ.ศ.2561  เพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงต่อเจ้าหน้าที่ระหว่างเดินทาง และให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ประทับตรา เข้า – ออก

                3. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.) ดำเนินการ ดังนี้

                        3.1 ให้ ตม. ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว และให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากกระบวนการเดินทางออกจากราชอาณาจักรเพื่อไปร่วมงานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี พ.ศ.2561  และเดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักรภายในระยะเวลาที่กำหนด

                        3.2  ในระหว่างดำเนินการและสิ้นสุดการดำเนินการแล้ว ให้ ตม. รายงานผลการเดินทางให้ รง. ทราบ เพื่อสรุปสถิติการเดินทางเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป

                4. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา เดินทางกลับประเทศต้นทางเพื่อร่วมงานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี พ.ศ.2561 ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ หรือกระทำ หรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง โดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น  ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการกระทำการหรือเพิกเฉยหรือละเลยไม่กระทำการหรืองดเว้นกระทำการของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นดำเนินการทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครองกับพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นโดยทันที

                5. กระทรวงการต่างประเทศประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง 3 ประเทศ (กัมพูชา ลาวและเมียนมา) เพื่อให้การดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

                6. กระทรวงสาธารณสุข ติดตาม เฝ้าระวัง  โรคที่ติดมากับแรงงานต่างด้าว

                7. ตช. และหน่วยงานด้านความมั่นคงแจ้งข้อมูลแนวทางการดำเนินการให้หน่วยงานในสังกัดได้รับทราบการดำเนินนโยบายของรัฐบาล และปฏิบัติให้ถูกต้อง

 

13. เรื่อง  การกำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนในคู่มือการดำเนินงานโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ ตาม “โครงการไทยนิยม ยั่งยืน” (หมู่บ้าน/ชุมชนละสองแสนบาท)

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการกำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนในคู่มือการดำเนินงานโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ ตาม “โครงการไทยนิยม ยั่งยืน” (หมู่บ้าน/ชุมชนละสองแสนบาท) ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ

                ทั้งนี้  ให้ มท. กำชับให้หน่วยงานในพื้นที่เร่งรัดหรือกำกับหมู่บ้าน/ชุมชนให้เตรียมความพร้อมเพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินโครงการของชุมชน  หรือสามารถดำเนินโครงการในช่วงเวลาที่เหมาะสม ตามที่กำหนด โดยเฉพาะโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำหรือกำจัดผักตบชวา/วัชพืชและขยะสิ่งปฏิกูลเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำที่ควรต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนเข้าฤดูฝน  รวมทั้งให้พิจารณากำหนดมาตรการในการกำกับดูแลและติดตามประเมินผลการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การดำเนินโครงการบรรลุตามวัตถุประสงค์ต่อไปด้วย

                สาระสำคัญของเรื่อง

                มท. รายงานว่า กรมการปกครอง สงป. และกระทรวงการคลัง (กค.) (กรมบัญชีกลาง) ได้ร่วมกันจัดทำคู่มือการดำเนินงานโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ ตาม “โครงการไทยนิยม ยั่งยืน” (หมู่บ้าน / ชุมชนละ 200,000 บาท) โดยโครงการฯ มีระยะเวลาดำเนินการ 120 วัน (เดือนเมษายน-กรกฎาคม 2561) มีเป้าหมาย 82,371 หมู่บ้าน/ชุมชน สนับสนุนงบหมู่บ้าน/ชุมชนละไม่เกิน 200,000 บาท เป็นเงิน 16,474.20 ล้านบาท  มีสาระสำคัญ ดังนี้ 

  1. หลักเกณฑ์/เงื่อนไขของโครงการที่จะเสนอขอรับเงินอุดหนุน มีดังนี้ 
    1. ที่มาของโครงการ เป็นโครงการ/กิจกรรมที่คณะกรรมการหมู่บ้าน/ชุมชนได้รับข้อมูล

ปัญหาความต้องการจากเวทีประชาคมไทยนิยม ยั่งยืน หรือจากแผนพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชน

  1. จำนวนโครงการ หมู่บ้าน/ชุมชนแต่ละแห่งสามารถเสนอโครงการได้ไม่เกิน 2 โครงการ

โดยให้หมู่บ้าน/ชุมชน ดำเนินการเอง (หมู่บ้าน/ชุมชนละไม่เกิน 200,000 บาท)

  1. ลักษณะของโครงการ โครงการที่จะเสนอขอรับเงินอุดหนุนจะต้องสอดคล้องกับ

วัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 

  1. เป็นโครงการที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชน หรือเป็น

โครงการที่สามารถทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก 

  1. เป็นโครงการที่จะช่วยยกระดับหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในหมู่บ้าน/

ชุมชนให้ดีขึ้น

  1. เป็นโครงการน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้

ในการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปะรรม

  1. เป็นโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนความต้องการของประชาชนใน

หมู่บ้าน/ชุมชน

                     1.4 ความพร้อมและเงื่อนไขในการดำเนินโครงการ

                        1.4.1 โครงการ/กิจกรรมต้องมีความพร้อมในเรื่องสถานที่ดำเนินการ โดยต้องได้รับการอนุญาตใช้พื้นที่จากผู้มีอำนาจหน้าที่ก่อนที่คณะกรรมการบริหารงานอำเภอ/คณะกรรมการพิจารณาโครงการฯ ที่กรุงเทพมหานครแต่งตั้ง จะพิจารณาอนุมัติโครงการ และเป็นโครงการที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2561

                        1.4.2 กรณีเป็นโครงการที่จ้างแรงงาน ให้ใช้แรงงานคนไทยในพื้นที่หมู่บ้าน/ชุมชน หากไม่เพียงพอให้ใช้แรงงานในพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งอยู่ในจังหวัดเดียวกัน  ห้ามจ้างแรงงานต่างด้าว โดยต้องจ้างแรงงานภายในวงเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของงบประมาณตามโครงการหมู่บ้าน/ชุมชน

                        1.4.3 กรณีการดำเนินโครงการร่วมกันระหว่างหมู่บ้าน/ชุมชน ตั้งแต่ 2 แห่ง ขึ้นไป ให้ดำเนินการร่วมกันได้เฉพาะกรณีเป็นโครงการที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันและจะต้องมีพื้นที่ดำเนินการติดต่อกัน โดยให้ทำเป็น 1 สัญญาจ้าง และต้องใช้งปบระมาณของทุกหมู่บ้าน/ชุมชน ที่ร่วมกัน ในจำนวนที่เท่ากัน

                1.5 โครงการ/กิจกรรมที่ห้ามดำเนินการ

                        1.5.1 ห้ามนำงบประมาณไปต่อยอดเงินกองทุนหมู่บ้าน/ชุมชน หรือในลักษณะกองทุนหมุนเวียน

                        1.5.2 ห้ามนำงบประมาณไปดำเนินโครงการ/กิจกรรม โดยวิธีหารเฉลี่ยหรือแบ่งเงิน สิ่งของ ให้กับประชาชนหรือครัวเรือนในหมู่บ้าน/ชุมชน

                        1.5.3 ห้ามแจกจ่ายเป็นเงินหรือสิ่งของให้กับประชาชนหรือครัวเรือนในหมู่บ้าน/ชุมชน

                        1.5.4 ห้ามนำไปใช้ในลักษณะให้ประชาชนกู้ยืม

                        1.5.5 ห้ามดำเนินโครงการฝึกอบรม สัมมนา ศึกษาดูงาน การจัดนิทรรศการ

                        1.5.6 ไม่เป็นโครงการที่ซ้ำซ้อนแผนงานโครงการ/กิจกรรมของส่วนราชการ/หน่วยงาน/องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ได้ตั้งงบประมาณไว้เพื่อจะดำเนินการในพื้นที่ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 หรือในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562

                        1.5.7 ห้ามมิให้ดำเนินการที่เป็นสิ่งก่อสร้างในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เว้นแต่ได้รับการอนุญาตตามระเบียบกฎหมายก่อนดำเนินโครงการ

                        1.5.8 ห้ามก่อสร้าง ปรับปรุง ซ่อมแซม เกี่ยวกับศาสนสถาน สถานศึกษา/สถานที่ของทางราชการ ยกเว้น การดำเนินโครงการโดยใช้พื้นที่ภายในบริเวณศาสนสถาน สถานศึกษา/สถานที่ของทางราชการเป็นที่ตั้งโครงการที่เป็นสาธารณประโยชน์และได้รับอนุญาตให้ใช้สถานที่จากผู้มีอำนาจในสถานที่นั้น ๆ ก่อน

                        1.5.9 ห้ามดำเนินโครงการในที่สาธารณประโยชน์ ยกเว้น ซ่อมแซมสาธารณประโยชน์ที่มีอยู่แล้วในที่สาธารณประโยชน์ หรือโครงการที่เป็นการดูแลป้องกันที่สาธารณประโยชน์

                        1.5.10 ห้ามจัดทำโครงการซื้อครุภัณฑ์ เว้นแต่ เป็นการจัดซื้อครุภัณฑ์จำเป็นเพื่อประกอบโครงการและจะต้องจัดทำแผนการใช้งาน บำรุงรักษาและมีคณะกรรมการหมู่บ้าน/ชุมชน หรือคณะกรรมการกลุ่ม หรือคณะกรรมการบริหารโครงการรับผิดชอบที่ชัดเจนเพื่อประกอบการพิจารณา ทั้งนี้ ครุภัณฑ์ที่จัดซื้อต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)  หรือมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.)

                        1.5.11 ห้ามจัดซื้อครุภัณฑ์ยานพาหนะประเภทใช้เครื่องยนต์หรือเครื่องไฟฟ้า รถยนต์ รถจักรยานยนต์ อุปกรณ์สื่อสาร  (เช่น วิทยุสื่อสาร โทรศัพท์มือถือ  เป็นต้น) กล้องวงจรปิด แผงโซล่าร์เซลล์  (พลังงานแสงอาทิตย์) วัสดุครุภัณฑ์ที่ผ่านการใช้แล้วและเครื่องออกกำลังกานที่ใช้พลังงานไฟฟ้า

                2. ขั้นตอนการดำเนินโครงการฯ

                   2.1 กรมการปกครองแจ้งหลักเกณฑ์ แนวทาง ขั้นตอน คู่มือการจัดทำโครงการฯ ให้จังหวัด/กรุงเทพมหานคร อำเภอ/เขต และคณะกรรมการหมู่บ้าน/ชุมชน ดำเนินการ

                   2.2 คณะกรรมการหมู่บ้าน/ชุมชน  เรียกประชุมประชาคมเพื่อนำปัญหาความต้องการของหมู่บ้าน/ชุมชนที่ได้จากการประชุมประชาคมโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ ตาม “โครงการไทยนิยม  ยั่งยืน” มาพิจารณาคัดเลือกปัญหาความต้องการที่ตรงกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการตามข้อ 1 และจัดทำรายละเอียดโครงการตามแบบที่กำหนด รวมทั้งคัดเลือกคณะผู้รับผิดชอบโครงการ 3 คณะ แต่ละคณะจะต้องประกอบด้วยบุคคลที่ไม่ซ้ำกันเพื่อทำหน้าที่ต่าง ๆ ประกอบด้วย คณะผู้รับผิดชอบการจัดซื้อจัดจ้าง จำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน  คณะผู้รับผิดชอบการตรวจรับพัสดุไม่น้อยกว่า 3 คน  และคณะผู้รับผิดชอบการเบิกจ่ายเงินและจัดทำบัญชี ไม่น้อยกว่า 3 คน

                   2.3 คณะกรรมการบริหารงานอำเภอ  หรือคณะกรรมการพิจารณาโครงการฯ ที่กรุงเทพมหานครแต่งตั้ง ประชุมพิจารณาอนุมัติโครงการและค่าใช้จ่ายของหมู่บ้าน/ชุมชน  โดยให้ภาคเอกชน  ภาคประชาสังคม และสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ในพื้นที่มีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็น  ข้อเสนอแนะ ประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการด้วย  โดยการพิจารณางบประมาณโครงการต่าง ๆ ที่หมู่บ้าน/ชุมชนเสนอ  กรณีที่ทางราชการมีการกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายหรือราคามาตรฐานเรื่องใดไว้แล้ว ให้ใช้หลักเกณฑ์ของทางราชการเป็นหลักในการพิจารณา และเมื่อคณะกรรมการฯ พิจารณาโครงการเสร็จสิ้นทุกหมู่บ้าน/ชุมชน ในอำเภอ/เขต  ให้ที่ทำการปกครองอำเภอ/สำนักงานเขต จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณตามแบบที่                 สงป. กำหนด

                   2.4 ผู้ว่าราชการจังหวัด/ปลัดกรุงเทพมหานคร พิจารณาแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อเสนอให้ สงป. (กองจัดทำงบประมาณเขตพื้นที่ 1-18) พิจารณาให้ความเห็นชอบ เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้ว ให้ที่ทำการปกครองจังหวัด/กรุงเทพมหานคร โอนเงินตามวงเงินที่ได้รับอนุมัติเข้าบัญชีของหมู่บ้าน/ชุมชน (ธนาคารออมสิน  ธนาคารกรุงไทย  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารอิสลาม) และแจ้งคณะกรรมการระดับอำเภอ/เขตและคณะกรรมการหมู่บ้าน/ชุมชนทราบ

                   2.5 คณะกรรมการหมู่บ้าน/ชุมชน  ดำเนินโครงการตามที่ได้รับอนุมัติ เมื่อดำเนินโครงการ แล้วเสร็จ ให้จัดประชุมประชาคม เพื่อให้ความเห็นชอบผลการดำเนินโครงการและอนุมัติการเบิกจ่ายงบประมาณจากธนาคาร การดำเนินโครงการให้เบิกจ่ายได้เท่าที่ใช้จ่ายจริง หากมีเงินเหลือจากการดำเนินโครงการให้ส่งคืน ที่ทำการปกครองอำเภอ/สำนักงานเขต เพื่อส่งคืนที่ทำการปกครองจังหวัด/กรุงเทพมหานคร

                   2.6 ธนาคารแจ้งผลการเบิกจ่ายให้อำเภอ/เขตทราบ

                   2.7 อำเภอ/เขตรายงานผลการดำเนินโครงการให้จังหวัด/กรุงเทพมหานคร ทราบ เพื่อจังหวัด/กรุงเทพมหานครรายงานกรมการปกครอง มท. สงป. และ กค. ทราย

                   2.8 สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยรายงานผลตามแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ต่อ สงป.

                3. สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยจัดทำและเสนอขอความเห็นชอบแผนการปฏิบัติงาน  และแผนการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 รวมทั้งเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณโครงการฯ ตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 เพื่อให้ สงป. จัดสรรงบประมาณ โดยให้กรมการปกครองและกรุงเทพมหานครขอทำความตกลงกับกรมบัญชีกลางเพื่อเบิกจ่ายแทนกันให้เป็นไปตามที่ กค. กำหนด

 

14. เรื่อง ขออนุมัติโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และการกำหนด “พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก” เพิ่มเติม

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) เสนอ ดังนี้

                1. อนุมัติโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ในรูปแบบ PPP Net Cost โดยภาครัฐลงทุนค่างานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และภาคเอกชนลงทุนค่างานโยธา ค่างานระบบรถไฟฟ้าและขบวนรถไฟฟ้า ค่าพัฒนาพื้นที่เพื่อสนับสนุนบริการรถไฟและบริการผู้โดยสาร และค่าจ้างที่ปรึกษาโครงการ รวมทั้งดำเนินงานบริหารและซ่อมบำรุงโครงการ โดยให้เอกชนร่วมลงทุนรวมเป็นเวลา 50 ปี และเอกชนเป็นผู้จัดเก็บค่าโดยสารและความเสี่ยงด้านจำนวนผู้โดยสารของโครงการ (RidershipRisk) จัดเก็บรายได้จากการพัฒนาพื้นที่โครงการ ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กนศ.) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งนี้ ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนของประกาศ กนศ. โดยเคร่งครัดต่อไป

                2. อนุมัติให้ รฟท. มีอำนาจร่วมลงทุนกับเอกชนที่ได้รับคัดเลือก โดยรายละเอียดของการร่วมลงทุนอยู่ภายใต้หลักการของโครงการรถไฟความเร็วสูง ที่ได้รับอนุมัติไว้ในข้อ 1

                3. อนุมัติค่างานที่เกี่ยวข้องกับการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและค่าสำรวจอสังหาริมทรัพย์โครงการรถไฟความเร็วสูงฯ ในกรอบวงเงินจำนวน 3,570.29 ล้านบาท โดยให้สำนักงบประมาณ (สงป.) จัดสรรงบประมาณให้ รฟท. ตามความจำเป็นและเหมาะสมต่อการใช้จ่ายเงินจริงต่อไป

                4. อนุมัติกรอบวงเงินที่รัฐร่วมลงทุนกับเอกชน ในวงเงินไม่เกิน 119,425.75 ล้านบาท ที่เป็นมูลค่าปัจจุบันตามที่ตกลงในสัญญาร่วมลงทุน โดยทยอยจ่ายให้เอกชนหลักจากเริ่มเปิดเดินรถไฟความเร็วสูงฯ ทั้งระบบแล้ว และแบ่งจ่ายเป็นรายปี โดยกำหนดระยะเวลาแบ่งจ่ายไม่ต่ำกว่า 10 ปี โดยให้กำหนดเงื่อนไขการชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุนกับเอกชนตามผลการดำเนินงาน เกณฑ์ประเมินผลผลิตที่เอกชนต้องส่งมอบ (Output Specification) ระดับในการบริการ (Level of Service) และระยะทางของการเดินรถไฟความเร็วสูงฯ ทั้งนี้ กรณีมีเหตุจำเป็น อาจให้ทยอยจ่ายเงินดังกล่าวให้เอกชนหลังจากเริ่มเปิดเดินรถไฟความเร็วสูงฯ บางส่วน โดยแบ่งจ่ายเงินที่รัฐร่วมลงทุนกับเอกชนกับเอกชนตามระยะทางของการเดินรถไฟความเร็วสูงฯ โดยในกรณีดังกล่าว กนศ. จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ

                5. เห็นชอบให้รัฐบาลรับภาระหนี้โครงสร้างพื้นฐานของโครงการแอร์พอร์ต เรลลิงก์ ของ รฟท. เป็นจำนวนเงิน 22,558.06 ล้านบาท

                6. เห็นชอบให้พื้นที่โครงการรถไฟความเร็วสูงฯ ตั้งแต่สนามบินดอนเมืองถึงสุดเขตกรุงเทพฯ และรวมถึงสถานีสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นพื้นที่ภายนอกระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เป็นพื้นที่ “ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก” เพิ่มเติม ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 2/2560 เรื่อง การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก

                7. มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม (คค.) กระทรวงการคลัง (กค.) สงป. รฟท. สกรศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

                สาระสำคัญของหลักการของโครงการรถไฟความเร็วสูงฯ ของ รฟท. ตามประกาศ สกรศ. เรื่อง รูปแบบและรายละเอียดของรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการ พ.ศ. 2560 ข้อ 3 (ก) สรุปสาระสำคัญ ได้ดังนี้

                1.วัตถุประสงค์ของโครงการรถไฟความเร็วสูงฯ

                        1.1 เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

                        1.2 เชื่อมต่อ 3 ท่าอากาศยานในเขตกรุงเทพฯ และระเบียบเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก คือ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานอู่ตะเภา แบบไร้รอยต่อ

                        1.3 พัฒนาพื้นที่เพื่อสนับสนุนบริการรถไฟของโครงการรถไฟความเร็วสูงฯ และบริการผู้โดยสาร บริเวณสถานีรถไฟแอร์พอร์ต เรลลิงก์  มักกะสัน ให้เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงกรุงเทพฯ กับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC Gateway)  และพื้นที่สถานีรถไฟความเร็วสูงศรีราชาเพื่อสนับสนุนบริการรถไฟและบริการผู้โดยสาร

                2. ขอบเขตของโครงการรถไฟความเร็วสูงฯ ประกอบด้วย 2 ส่วน

                        2.1 ส่วนของระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานอู่ตะเภา เป็นระบบขนส่งทางรถไฟขนาดมาตรฐาน 1.435 เมตร รวมระยะทางประมาณ 220 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ด้วยบริการรถไฟแบบด่วนพิเศษจอดบางสถานี และใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที ด้วยบริการรถไฟแบบปกติจอดทุกสถานี ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณผู้โดยสารประมาณ 147,000 คนต่อวัน ในปีที่เปิดให้บริการ (ปี 2566) ซึ่งส่วนของระบบขนส่งทางรถไฟดังกล่าว ประกอบด้วย

                                (1) โครงการแอร์พอร์ต เรลลิงก์เดิมช่วงพญาไทถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำนวน 8 สถานี ใช้ความเร็วรถไฟในเมืองสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

                                (2) โครงการแอร์พอร์ต เรลลิงก์ ส่วนต่อขยายช่วงท่าอากาศยานดอนเมืองถึง พญาไท จำนวน 2 สถานี ใช้ความเร็วรถไฟในเมืองสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

                                (3) โครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ ถึงท่าอากาศยานอู่ตะเภา จำนวน 5 สถานี ใช้ความเร็วรถไฟระหว่างเมือง สูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

                                โดยมีศูนย์ซ่อมบำรุงจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ซ่อมบำรุงคลองตัน [ศูนย์ซ่อมบำรุงที่มีอยู่ในปัจจุบัน ภายใต้โครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง (Suvarnabhumi Airport Rail Link and City Air Terminal: ARL)] และศูนย์ซ่อมบำรุงในบริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา (ศูนย์ซ่อมบำรุงแห่งใหม่)

                        2.2 ส่วนของการพัฒนาพื้นที่เพื่อสนับสนุนบริการรถไฟและบริการผู้โดยสารและการดำเนินกิจการทางพาณิชย์ ประกอบด้วย

                                (1) บริเวณสถานีแอร์พอร์ต เรลลิงก์ มักกะสันขนาดพื้นที่รวมประมาณ 150 ไร่ เป็นสถานีศูนย์กลางการเดินทางเชื่อมโยงกรุงเทพมหานครกับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Main Station for EEC Gateway) โดยพื้นที่ดังกล่าวติดกับบริเวณโดยรอบ ดังนี้ ด้านทิศเหนือติดกับถนนจตุรทิศ ด้านทิศตะวันออกติดกับถนนอโศกมนตรี ด้านทิศใต้ติดกับถนนกำแพงเพชร 7 และด้านทิศตะวันตกติดกับที่ดิน รฟท. ในส่วนศูนย์ซ่อมบำรุงของ รฟท. ทั้งนี้ รูปแบบการพัฒนาที่ดินดังกล่าวจะเป็นลักษณะการเช่า  ซึ่งมีกำหนดระยะเวลาการเช่าเท่ากับ 50 ปี ซึ่งไม่เกินกว่าระยะเวลาของโครงการ

                                (2) บริเวณสถานีรถไฟความเร็วสูงศรีราชาขนาดพื้นที่ประมาณ 25 ไร่ เป็นที่ดินว่างเปล่าของ รฟท.โดยพื้นที่ดังกล่าวติดกับบริเวณโดยรอบ ดังนี้ ด้านทิศเหนือติดกับทางหลวง 3241 ที่เชื่อมต่อเข้ากับตัวเมืองของอำเภอศรีราชา ด้านทิศตะวันออกติดกับที่ดินเอกชน ด้านทิศใต้ติดกับถนนศรีราชา-หนองยายบู่ และด้านทิศตะวันตกติดกับที่ดินเอกชน ทั้งนี้ รูปแบบการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นลักษณะการเช่าซึ่งมีกำหนดระยะเวลาการเช่าเท่ากับ 50 ปี ซึ่งไม่เกินกว่าระยะเวลาของโครงการ

                        3. ระยะเวลาโครงการที่เหมาะสม คือ 50 ปี เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับภาครัฐและประหยัดงบประมาณ แบ่งเป็น

                                3.1 ระยะการพัฒนาโครงการฯ ได้แก่ งานการออกแบบและงานการก่อสร้าง เป็นระยะเวลา 5 ปี

                                3.2 ระยะการดำเนินงานของโครงการและงานการบำรุงรักษา เป็นระยะเวลา 45 ปี

                        ทั้งนี้ เงื่อนไขรายละเอียดเกี่ยวกับการเริ่มต้นและการสิ้นสุดการนับระยะเวลาดังกล่าว เป็นไปตามที่ รฟท. และเอกชนตกลงกัน

 

15. เรื่อง การปรับเพิ่มระยะเวลาการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ในการตรวจลงตรา (Visa) ประทับตราให้อยู่ในราชอาณาจักร ขออนุญาตทำงาน และจัดทำ/ปรับปรุงทะเบียนประวัติให้กับแรงงานต่างด้าว

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ ดังนี้

                1. ให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) ใช้อำนาจตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ออกประกาศ ดังนี้

                        1.1 ผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวที่ยังไม่ได้พิสูจน์สัญชาติและได้ยื่นเรื่องขอจัดทำ/ปรับปรุงทะเบียนประวัติไว้กับกรมการจัดหางาน ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2561 แล้ว อยู่ในราชอาณาจักรถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2561 เพื่อจัดทำ/ปรับปรุงทะเบียนประวัติ พิสูจน์สัญชาติ ขอรับตรวจลงตรา (Visa) และประทับตราให้อยู่ในราชอาณาจักร

                        1.2 ให้เจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองสามารถตรวจลงตรา (Visa) และประทับตราให้อยู่ในราชอาณาจักรแก่แรงงานต่างด้าวที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ ซึ่งได้ยื่นเรื่องขอจัดทำ/ปรับปรุงทะเบียนประวัติไว้กับกรมการจัดหางานภายในวันที่ 31 มีนาคม 2561 แล้ว โดยยกเว้นค่าปรับฐานอยู่ในราชอาณาจักรเกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากแรงงานต่างด้าวมีจำนวนมาก ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถตรวจลงตรา (Visa) และประทับตราให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ทันในระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ ไม่เกินวันที่ 30 มิถุนายน 2561

                2. ให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสามารถตรวจลงตรา (Visa) และประทับตราให้อยู่ในราชอาณาจักรแก่แรงงานต่างด้าวที่ได้ยื่นเรื่องขอจัดทำ/ปรับปรุงทะเบียนประวัติไว้กับกรมการจัดหางานภายในวันที่ 31 มีนาคม 2561 แล้ว โดยให้ตรวจลงตรา (Visa) และประทับตราให้อยู่ในราชอาณาจักรให้แก่แรงงานต่างด้าวดังกล่าว ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 หรือ 1 พฤศจิกายน 2562 ในกรณีแรงงานต่างด้าวในกิจการประมงทะเลและแปรรูปสัตว์น้ำ

                3. ให้กรมการจัดหางานกำหนดสถานที่รับคำร้องขอจัดทำ/ปรับปรุงทะเบียนประวัติ ณ ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service : OSS) สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 รวมถึงการยื่นเอกสารผ่านระบบออนไลน์

                4. ให้กรมการปกครองจัดทำ/ปรับปรุงทะเบียนประวัติ ออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรชมพู) แก่แรงงานต่างด้าวที่ได้ยื่นเรื่องขอจัดทำ/ปรับปรุงทะเบียนประวัติไว้กับกรมการจัดหางาน ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2561 แล้ว

                5. เพื่อให้การบริหารจัดการการทำงานของแรงงานต่างด้าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ให้ รง. (กรมการจัดหางาน) สามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการขั้นตอนกำหนดสถานที่ในการดำเนินการจัดทำ/ปรับปรุงทะเบียนประวัติ ออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรชมพู) ตรวจลงตรา (Visa) และประทับตราให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ตามความเหมาะสม

 

16. เรื่อง มาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการ

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบหลักเกณฑ์การดำเนินการเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการ ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเสนอ ดังนี้

                ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้มีนโยบายสำคัญและเร่งด่วนในการป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อปฏิรูประบบการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นที่เชื่อมั่นและไว้วางใจของประชาชน ซึ่งแม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะได้กำหนดมาตรการในการขับเคลื่อนการดำเนินการเรื่องดังกล่าวให้เกิดผลมาอย่างต่อเนื่อง แต่จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ทั้งจากข้อร้องเรียนและผลการตรวจสอบการทุจริตในระบบราชการ แสดงให้เห็นว่ายังคงมีความจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาและการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในระบบราชการอย่างจริงจังและเข้มงวด เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ กระบวนการยุติธรรม และเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ และสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจแก่ประชาชน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน และการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ

                อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 42 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินการเพื่อประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในระบบราชการดังต่อไปนี้

                ข้อ 1 ในกรณีที่มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบของข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ส่วนราชการต้นสังกัดดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน แล้วรายงานผลการพิจารณาต่อหัวหน้าส่วนราชการและรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเพื่อรับทราบทันที และให้พิจารณาดำเนินการทางวินัยหรือทางอาญาโดยเร็วซึ่งจะต้องให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ในระหว่างนี้ให้รายงานความคืบหน้าในการดำเนินการต่อหัวหน้าส่วนราชการหรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด เพื่อทราบเป็นระยะตามความเหมาะสม

                กรณีที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่ามีเหตุน่าเชื่อถือ และเป็นกรณีที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการหรือทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน แม้ผลการตรวจสอบยังไม่อาจสรุปความผิดได้ชัดเจนถึงขั้นชี้มูลความผิด ให้พิจารณาปรับย้ายข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ไปดำรงตำแหน่งอื่นเป็นการชั่วคราว เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบและป้องกันการกระทำที่อาจมีผลต่อการตรวจสอบโดยเร็ว และในกรณีที่เป็นเรื่องร้ายแรงหรือมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและไว้วางใจของประชาชน ให้เสนอให้มีการย้ายหรือโอนไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในอัตรากำลังชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษในสำนักนายกรัฐมนตรี และดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดขึ้นตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 16/2558 เรื่อง มาตรการแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบ และการกำหนดกรอบอัตรากำลังชั่วคราว ลงวันที่ 15 พฤษภาคม พุทธศักราช 2558 หรือคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 68/2559 เรื่องมาตรการแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานอื่นของรัฐและการกำหนดกรอบอัตรากำลังชั่วคราวลงวันที่ 16 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2559 แล้วแต่กรณี

                ข้อ 2 ในกรณีที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่ามีหลักฐานควรเชื่อได้ว่าสามารถสรุปความผิดได้ชัดเจนถึงขั้นชี้มูลความผิด ให้ส่วนราชการต้นสังกัดดำเนินการทางวินัยต่อข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาดโดยเร็ว และให้รายงานหัวหน้าส่วนราชการและรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเพื่อทราบความคืบหน้าและเร่งรัดการดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ อาจพิจารณาให้ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นออกจากราชการไว้ก่อนหรือออกจากตำแหน่งก็ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม และในกรณีที่พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทางอาญาด้วย ให้ส่งเรื่องให้หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบเพื่อพิจารณาดำเนินคดีโดยทันที

                กระบวนการพิจารณาดำเนินการตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ และระเบียบที่เกี่ยวข้องตามปกติ แต่ให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วโดยพิจารณาจัดลำดับตามความสำคัญ ความสนใจของประชาชน และมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น

                ในกรณีที่เป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง แต่ไม่ถึงขั้นให้ปลดออกจากราชการหรือไล่ออกจากราชการ ให้ส่วนราชการต้นสังกัดดำเนินการปรับย้ายจากตำแหน่งเดิม และห้ามปรับย้ายกลับไปดำรงตำแหน่งหน้าที่ในลักษณะเดิม หรือแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นภายในเวลา 3 ปี นับแต่วันที่มีการลงโทษทางวินัย

                ข้อ 3 การปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ทำให้การปฏิบัติราชการเกิดความล่าช้าหรือไม่มีประสิทธิภาพซึ่งทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ หรือทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน ให้ถือเป็นกรณีที่ต้องพิจารณาให้มีการย้ายหรือโอนไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอื่นตามข้อ 1 วรรคสองด้วย

                ข้อ 4 ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดให้มีมาตรการคุ้มครองพยาน หรือผู้ให้ข้อมูลหรือเบาะแสในการตรวจสอบอย่างเหมาะสม เพื่อให้การได้รับข้อมูลและหลักฐานในการดำเนินการต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

                ในกรณีที่ตรวจสอบพบว่ามีการจงใจให้ข้อมูลเพื่อใส่ร้ายหรือบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้มีการดำเนินการ ที่เป็นผลร้ายต่อบุคคลอื่น ให้พิจารณาดำเนินการลงโทษบุคคลดังกล่าวอย่างเด็ดขาดด้วย

                ข้อ 5 ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ยึดถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์นี้โดยเคร่งครัดตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

 

ต่างประเทศ

17. เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านศุลกากรระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลสหพันธรัฐมาเลเชีย

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านศุลกากรระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลสหพันธรัฐมาเลเซีย (Memorandum of Understanding Between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of Malaysia Concerning Cooperation and Mutual Assistance in Customs Matters) และให้ กค. รับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ ในกรณีที่มีความจำเป็นจะต้องปรับปรุงถ้อยคำหรือสาระสำคัญในภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบไปแล้ว หากการปรับเปลี่ยนดังกล่าวไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหรือให้ความเห็นชอบไว้ ให้สามารถดำเนินการได้โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลังพร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าวตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2558 (เรื่อง การจัดทำหนังสือสัญญาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ) ด้วย

                2. อนุมัติให้อธิบดีกรมศุลกากรหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านศุลกากรระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลสหพันธรัฐมาเลเซีย และอนุมัติให้ กต. จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่ผู้ลงนามตามหลักการของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2556 [ เรื่อง หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers)]

                สาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านศุลกากรระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลสหพันธรัฐมาเลเซีย มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือ และการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างศุลกากรไทยและศุลกากรมาเลเซียให้เกิดความเข้าใจในการติดต่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับพิธีการศุลกากร กฎหมาย ข้อบังคับ และพิธีการต่าง ๆ การแจ้งข่าวสารและแบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ระหว่างกัน เป็นต้น

 

18. เรื่อง ขอความเห็นชอบการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองทางกายภาพของวัสดุนิวเคลียร์

และที่แก้ไขเพิ่มเติม

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบการภาคยานุวัติอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองทางกายภาพของวัสดุนิวเคลียร์และการให้สัตยาบันข้อแก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญา โดยไม่รับกระบวนการระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการและการเสนอเรื่องสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

                2. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เป็นผู้ดำเนินการตามกระบวนการที่เกี่ยวข้องในการภาคยานุวัติอนุสัญญาฯ และการให้สัตยาบันข้อแก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญาฯ

                3. มอบหมายให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เป็นหน่วยประสานงานหลักระดับชาติของการดำเนินการตามพันธกรณีของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองทางกายภาพของวัสดุนิวเคลียร์และที่แก้ไขเพิ่มเติม ภายหลังจากที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาแล้ว

                4. อนุมัติในหลักการสำหรับการจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ให้แก่ ปส. ในฐานะหน่วยประสานงานหลักระดับชาติ และหน่วยงานราชการไทยที่เกี่ยวข้อง

                ทั้งนี้ สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามพันธกรณีของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองทางกายภาพของวัสดุนิวเคลียร์และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ วท. (สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ที่ได้รับจัดสรรไว้แล้ว โดยปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณมาดำเนินการเป็นลำดับแรกก่อน สำหรับค่าใช้จ่ายในปีต่อ ๆ ไป ให้เสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีรองรับตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

               สาระสำคัญของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองทางกายภาพของวัสดุนิวเคลียร์ และที่แก้ไขเพิ่มเติมมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองทางกายภาพที่มีประสิทธิภาพทั่วโลกของวัสดุนิวเคลียร์ที่ใช้ในทางสันติและของสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ที่ใช้ในทางสันติ ตลอดจนเพื่อป้องกันและต่อต้านการกระทำความผิดเกี่ยวกับวัสดุและสถานประกอบการ

               ขอบเขตของอนุสัญญาฯ ใช้บังคับกับวัสดุนิวเคลียร์ที่ใช้ในทางสันติในขณะใช้งาน เก็บรักษาและระหว่างการขนส่งระหว่างประเทศและสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ที่ใช้ในทางสันติ แต่ไม่ใช้บังคับกับวัสดุนิวเคลียร์ที่ใช้หรือเก็บรักษาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร (ข้อ 2 ของอนุสัญญา)

 

19. เรื่อง ร่างหนังสือแสดงเจตนารมณ์ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานตำรวจเนเธอร์แลนด์ว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (Letter of Intent between the Royal Thai Police and the Netherlands Police on Combating Transnational Crime)

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.) เสนอ  ดังนี้

                1. เห็นชอบร่างหนังสือแสดงเจตนารมณ์ระหว่าง ตช. และสำนักงานตำรวจเนเธอร์แลนด์ว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (Letter of Intent between the Royal Thai Police and the Netherlands Police on Combating Transnational Crime) (หนังสือแสดงเจตนารมณ์ฯ)

                2. อนุมัติให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามหนังสือแสดงเจตนารมณ์ฯ

ดังกล่าว

                3. อนุมัติให้ ตช. สามารถดำเนินการแก้ไขปรับปรุงร่างหนังสือแสดงเจตนารมณ์ฯ ในส่วนที่ไม่ใช่

สาระสำคัญ หากมีความจำเป็นต้องมีการแก้ไขในภายภาคหน้าโดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบอีกครั้งทั้งนี้ ในกรณีมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างหนังสือแสดงเจตนารมณ์ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานตำรวจเนเธอร์แลนด์ว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (Letter of Intent between the Royal Thai Police and the Netherlands Police on Combating Transnational Crime) ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย และไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบหรือมีมติอนุมัติไปแล้ว  ให้ ตช. สามารถดำเนินการได้โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง  พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์ของมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2558 (เรื่อง การจัดทำหนังสือสัญญาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ) ด้วย

              สาระสำคัญของร่างหนังสือแสดงเจตนารมณ์ฯ มีวัตถุประสงค์และความมุ่งหมาย เพื่อสร้างกรอบ

การทำงานพื้นฐานเพื่อความร่วมมือระหว่างผู้เข้าร่วมทั้งสองฝ่ายในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติและในเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือของตำรวจ

                รูปแบบของกิจกรรมความร่วมมือ ครอบคลุมในด้านต่าง ๆ ดังนี้ (1) การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงกลยุทธ์และปฏิบัติการการบังคับใช้กฎหมาย และการวิเคราะห์ (2) การปฏิบัติการประสานงาน (3) การสร้างความเข้มแข็งและเป็นปึกแผ่นให้กับเครือข่ายความร่วมมือที่มีอยู่ และ (4) ความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด และการสนับสนุนร่วมกัน โดยผ่านเจ้าหน้าที่ประสานงานและที่ปรึกษาทางด้านเอกสาร

 

20. เรื่อง การเพิ่มทุนของหน่วยงานค้ำประกันเครดิตและการลงทุนแห่งภูมิภาคอาเซียน+3

                คณะรัฐมนตรีพิจารณาการเพิ่มทุนของหน่วยงานค้ำประกันเครดิตและการลงทุนแห่งภูมิภาคอาเซียน+3 ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ แล้วมีมติ ดังนี้

                1. เห็นชอบกรอบวงเงินสำหรับการเพิ่มทุนของหน่วยงานค้ำประกันเครดิตและการลงทุนแห่งภูมิภาคอาเซียน+3 (Credit Guarantee and Investment Facility : CGIF) ตามสัดส่วนที่ประเทศได้รับจัดสรรจำนวน 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือภายในกรอบวงเงินไม่เกิน 360 ล้านบาท) โดยให้ กค. ทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป

                2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้แทนลงนามในแบบแสดงความจำนงในการเพิ่มทุนตามสัดส่วนที่ได้รับจัดสรร (Instrument of Subscription) โดยกระทรวงการต่างประเทศพิจารณาจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่ผู้ลงนามตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2556 [เรื่อง หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers)] ต่อไป

                สาระสำคัญของเรื่อง

                การเพิ่มศักยภาพในการค้ำประกันด้วยวิธีการเพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะส่งผลให้ CGIF สามารถให้บริการค้ำประกันบริษัทเอกชนในภูมิภาคต่อไปได้โดยไม่กระทบอันดับความน่าเชื่อถือ และการเพิ่มทุนมีแนวโน้มจะทำให้ผลประกอบการและกำไรดีขึ้น และทำให้ในระยะต่อไป CGIF จะสามารถเพิ่ม Leverage Ratio ได้เป็น 3.5 เท่า รวมถึงสามารถพึ่งพาตนเองต่อไปได้ในระยะยาว ทั้งนี้ CGIF ประมาณการว่า การเพิ่มศักยภาพการค้ำประกันจะช่วยให้อัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Return on Equity : ROE) เพิ่มขึ้นจาก 3 เท่า เป็น 6 เท่าได้ เนื่องจากในปี 2560 – 2567 CGIF มีแผนการดำเนินงานซึ่งเน้นกิจกรรม ดังนี้

                1. การขยายฐานนักลงทุน

                2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น พันธบัตรสำหรับโครงการลงทุนโครงการพื้นฐาน (Infrastructure Project) และพันธบัตรที่ใช้ในการรุมทุนเพื่อพัฒนาพลังงานทดแทน (Green Bond)

                3. ส่งเสริมการทำ Securitization เช่น การทำ Solar Bond โดยใช้กระแสเงินสดจากกระบวนการผลิตไฟฟ้าจากแผงพลังงานแสงอาทิตย์

                4. ผลักดันให้นักลงทุนจากประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เข้ามาระดมทุนใน ASEAN6 (สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์) มากขึ้น

                5. จัดตั้งและส่งเสริมให้มีการออก Local Bond ในตลาด BCLM (บรูไน กัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา)

 

21. เรื่อง การเปิดตลาดสินค้าเกษตรตามกรอบความตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) ปี 2561 – ปี 2563

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ตามมติคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ในคราวประชุมครั้งที่ 2/2560 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2560 ตามที่คณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ เสนอดังนี้

                1. สินค้าเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ ภายใต้กรอบความตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) ให้เปิดตลาดนำเข้าในช่วงปี 2561 – 2563 ปริมาณในโควตาปีละ 3.15 ตัน (6,944 ปอนด์) อัตราภาษีในโควตา ร้อยละ 0 และอัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 218 (เปิดตลาด ปริมาณนำเข้าในโควตาและอัตราภาษีเหมือนกับในช่วงปี 2558 – 2560 ส่วนอัตราภาษีนอกโควตาเป็นไปตามข้อผูกพันภายใต้กรอบความตกลง WTO)

               2. สินค้าหอมหัวใหญ่ (แห้งเป็นผงและแห้งไม่เป็นผง) ภายใต้กรอบความตกลง WTO ให้เปิดตลาดนำเข้าในช่วงปี 2561 -2563 ปริมาณในโควตาปีละ 764 ตัน อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 27 และอัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 142 (เปิดตลาด ปริมาณนำเข้าในโควตาและอัตราภาษีเหมือนกับในช่วงปี 2558 – 2560 ส่วนอัตราภาษีนอกโควตาเป็นไปตามข้อผูกพันภายใต้กรอบความตกลง WTO)

                3. หัวพันธุ์มันฝรั่ง ภายใต้กรอบความตกลง WTO ให้เปิดตลาดนำเข้าในช่วงปี 2561 – 2563 ปริมาณในโควตาไม่จำกัดจำนวน อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 0 และอัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 125 (เปิดตลาด ปริมาณนำเข้าในโควตา และอัตราภาษีเหมือนกับในช่วงปี 2558 – 2560 ส่วนอัตราภาษีนอกโควตาเป็นไปตามข้อผูกพันภายใต้กรอบความตกลง WTO)

                4. หัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป ภายใต้กรอบความตกลง WTO ให้เปิดตลาดนำเข้าในช่วงปี 2561 – 2563 ปริมาณในโควตาปีละ 52,000 ตัน อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 27 และอัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 125 (เปิดตลาด ปริมาณนำเข้าในโควตาและอัตราภาษีเหมือนกับปี 2560 ส่วนอัตราภาษีนอกโควตาเป็นไปตามข้อผูกพันภายใต้กรอบความตกลง WTO)

                ทั้งนี้ การบริหารการนำเข้าให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการจัดการการผลิตและการตลาดกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง กำหนด

 

22. เรื่อง การปรับปรุงกลไกการทบทวนนโยบายการค้าขององค์การการค้าโลก

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการขยายกำหนดระยะเวลาการทบทวนนโยบายการค้าของประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (World Trade Organization : WTO) ทุกประเทศ รวมทั้งไทยออกไปรอบละ 1 ปี และจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มกราคม 2562 ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

                พณ. รายงานว่า

                1. สมากชิก WTO ทุกประเทศจะต้องได้รับการทบทวนนโยบายการค้าผ่านที่ประชุมองค์กรทบทวนนโยบายการค้า (Trade Policy Review Body : TPRB) เป็นระยะ ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิก WTO อื่น ๆ ได้รับทราบและเข้าใจนโยบายการค้า มาตรการและกฎระเบียบต่าง ๆ ของประเทศสมาชิกที่ได้รับการทบทวนฯ อันจะเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และช่วยลดความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศลงได้ โดยกระบวนการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความโปร่งใสของการดำเนินนโยบายและมาตรการทางการค้าของประเทศสมาชิก ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการ WTO จะประกาศกำหนดการและรายชื่อสมาชิกที่จะมีการทบทวนนโยบายการค้าเป็นประจำทุกปี และสมาชิกที่มีการเปลี่ยนกลุ่มจะได้รับแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี ก่อนที่จะมีการทบทวน

                2. โดยที่จำนวนสมาชิก WTO เพิ่มขึ้นจากเดิมจนถึงปัจจุบันมีจำนวน 164 ประเทศ ฝ่ายเลขาธิการ WTO ซึ่งเป็นผู้จัดทำรายการทบทวนนโยบายทางการค้ามีทรัพยากรและบุคลากรจำกัดไม่สามารถจัดทำรายงานฯ ได้ตามกรอบเวลาเดิม ดังนั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีใหญ่ (General Council) อาศัยอำนาจตามความตกลงมาร์ราเกซเพื่อจัดตั้ง WTO ข้อ 10 วรรค 8 (กำหนดให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีใหญ่มีอำนาจในการให้ความเห็นชอบการแก้ไขภาคผนวก 3 ของความตกลงฯ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดระยะเวลาทบทวนนโยบายการค้า เพื่อให้มีผลใช้บังคับโดยที่ไม่ต้องมีการลงนามหรือให้สัตยาบันโดยประเทศสมาชิก WTO เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนินงานของ WTO) และ ข้อ 4 วรรค 2 [กำหนดให้ที่ประชุมคณะมนตรีใหญ่ปฏิบัติหน้าที่แทนที่ประชุมรัฐมนตรี] (Ministerial Conference) เกี่ยวกับกฎเกณฑ์และระเบียบการดำเนินงานระหว่างช่วงที่ไม่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี] จึงมีมติเห็นชอบร่างรายงานการทบทวนกลไก

การทบทวนนโยบายการค้า ครั้งที่ 6 (The 6th TPRM Appraisal) และให้ขยายกำหนดระยะเวลาทบทวนนโยบายการค้าของสมาชิก WTO ทุกประเทศออกไปรอบละ 1 ปี ดังนี้

ประเทศสมาชิก

เดิม

ใหม่

1. สมาชิกที่มีส่วนแบ่งการค้าในตลาดโลก 4 ลำดับแรก (สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น)

ทุกระยะ 2 ปี

ทุกระยะ 3 ปี

2. สมาชิกที่มีสัดส่วนแบ่งการค้าในตลาดโลกลำดับที่ 5 – 20 (อาทิ อินเดีย บราซิล ออสเตรเลีย แคนาดา ไทย ตุรกี เม็กซิโก เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย)

ทุกระยะ 4 ปี

ทุกระยะ 5 ปี

3. สมาชิกที่เหลือ

ทุกระยะ 6 ปี

ทุกระยะ 7 ปี

ทั้งนี้ ไทยได้รับการทบทวนครั้งล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 และการทบทวนนโยบายการค้าของไทยในครั้งต่อไป คือ ปี 2563

                3. การขยายกำหนดระยะการทบทวนนโยบายการค้าของสมาชิก WTO มิได้ส่งผลกระทบในทางลบแก่ไทย เนื่องจากเป็นการขยายระยะเวลาให้ไทยสามารถพิจารณาดำเนินการศึกษานโยบายการค้าของประเทศต่าง ๆ รวมทั้งจัดทำรายงานการทบทวนนโยบายทางการค้าของไทยให้รอบครอบและรัดกุมยิ่งขึ้น

 

23. เรื่อง ประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (6thGMS Summit) ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบต่อประเด็นหารือของไทยและเอกสารที่จะมีการรับรองในการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (The Greater Mekong Subregion Economic Coordination : GMS) ครั้งที่ 6 ได้แก่

                        (1) ร่างแถลงการณ์ร่วมระดับผู้นำ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 6

                        (2) ร่างแผนปฏิบัติการฮานอยปี 2561-2565

                        (3) กรอบการลงทุนในภูมิภาค ปี 2565

ซึ่งจะได้มีการรับรองโดยไม่มีการลงนามในการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงาน GMS ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 29-31 มีนาคม 2561 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยให้ สศช. สามารถปรับปรุงถ้อยคำในแถลงการณ์ร่วมฯ ได้ในกรณีที่มิใช่การเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบอีก

                2. ให้นายกรัฐมนตรีได้ร่วมกับผู้นำประเทศของประเทศลุ่มแม่น้ำโขงให้การรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมระดับผู้นำ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 6 ร่างแผนปฏิบัติการฮานอย ปี 2561-2565 และกรอบการลงทุนในภูมิภาค ปี 2565

                สาระสำคัญของเรื่อง

                สศช. รายงานว่า กำหนดการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงาน GMS ครั้งที่ 6 สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามร่วมกับธนาคาร ADB จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงาน GMS ครั้งที่ 6 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติกรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างวันที่ 29-31 มีนาคม 2561โดยประเด็นหารือและข้อเสนอของประเทศไทย สศช. ได้กำหนดท่าทีของไทยในการเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำแผนงาน GMS ครั้งที่ 6 เพื่อแสดงถึงการผลักดัน การเน้นย้ำ และการสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมตามแผนงาน GMS ครั้งที่ 6 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. กรอบการลงทุนของภูมิภาค ปี 2565 (Regional Investment Framework : RIF2022) 2. โครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่ง 3. นโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 4. การซื้อขายไฟฟ้าในอนุภูมิภาค GMS 5. การส่งเสริมการลงทุนให้กับภาคเอกชนในภูมิภาค และ 6. การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการภัยพิบัติ

                เอกสารที่จะมีการรับรองระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงาน GMS ครั้งที่ 6 รวม 3 ฉบับมี ดังนี้

                ร่างแถลงการณ์ร่วมระดับผู้นำ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 6 (Joint Summit Declaration: JSD) มีสาระสำคัญเป็นการแสดงความชื่นชมการดำเนินงานตามแผนงาน GMS ในช่วงระยะเวลา 25 ปี ที่ผ่านมา และแสดงถึงแนวทางการดำเนินงานของแผนงาน GMS ในอนาคต

                ร่างแผนปฏิบัติการฮานอยปี 2561-2565 (Hanoi Action Plan 2018-2022) GMSได้ดำเนินการประเมินผลระยะกลางรอบของกรอบยุทธศาสตร์แผนงาน GMS ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2555-2560) และนำผลการประเมินดังกล่าวมาจัดทำเป็นร่างแผนปฏิบัติการฮานอยเพื่อปรับปรุงให้การดำเนินการของ GMS ยังคงมีประสิทธิภาพสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประเทศสมาชิกในบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปได้ โดยร่างแผนปฏิบัติการดังกล่าวมีองค์ประกอบหลักสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1. ยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่และการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ 2. การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์รายสาขาและการจัดลำดับสำคัญของแต่ละสาขา 3. การปรับปรุงกระบวนการวางแผนและระบบการติดตามและประเมินผล และ 4. การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเชิงสถาบัน และการเป็นหุ้นส่วน

                กรอบการลงทุน RIF2022 ถูกจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนแผนปฏิบัติการฮานอย ประกอบด้วย โครงการความร่วมมือจำนวน 227 โครงการ ในสาขาความร่วมมือ 10 สาขา (ประกอบด้วยโครงการลงทุนจำนวน 143 โครงการ และโครงการความช่วยเหลือทางวิชาการอีก 84 โครงการ ซึ่งแผนงานด้านคมนาคมยังคงเป็นส่วนสำคัญของกรอบการลงทุน โดยกรอบ RIF2022 ถือเป็น “แผนงาน/โครงการที่มีความเคลื่อนไหว” (Living Document) ซึ่งสามารถทบทวน เพิ่มเติม และปรับปรุงได้

 

24. เรื่อง ขอความเห็นชอบต่อร่างเอกสารสุดท้ายของการประชุมกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 18 และร่างปฏิญญากรุงบากู

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบร่างเอกสารสุดท้าย (Draft Final Document) ของการประชุมกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 18 (18thMid-Term Ministerial Meeting of the Non-Aligned Movement – NAM) และร่างปฏิญญากรุงบากู (Draft Baku Declaration) และให้ กต. ร่วมรับรองร่างเอกสารทั้งสองฉบับในการประชุมดังกล่าวที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 6 เมษายน 2561 ณ กรุงบากู สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน

                2. หากถ้อยคำเรื่องทะเลจีนใต้ในเอกสารสุดท้ายของการประชุมฯ ไม่สอดคล้องกับข้อเสนอของกลุ่มอาเซียนให้รัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศร่วมลงนามในหนังสือแจ้งข้อสงวน (reservation) ต่อถ้อยคำดังกล่าวในเอกสารสุดท้ายฯ เช่นเดียวกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอื่น ๆ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนต่อเอกสารสุดท้ายของการประชุมสุดยอด NAM ครั้งที่ 17 ณ เกาะมาร์การิตา สาธารณรัฐโบลีวาร์ เวเนซุเอลา เมื่อปี 2559

                3. หากถ้อยคำเกี่ยวกับสถานการณ์ในรัฐยะไข่ที่ถูกบรรจุในเอกสารสุดท้ายของการประชุมฯ ไม่สอดคล้องกับท่าทีไทย แสดงท่าทีเชิงลบ หรือมีถ้อยคำรุนแรงประณาม สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีหนังสือแจ้งข้อสงวนของไทย (reservation) หรือแสดงท่าทีที่อธิบายอย่างระมัดระวังถึงเหตุผลของไทย ซึ่งทำให้ไม่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับถ้อยคำดังกล่าวได้

                4. หากมีการแก้ไขร่างเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวที่มิใช่สาระสำคัญหรือขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ กต. ใช้ดุลยพินิจในการเจรจาและดำเนินการแก้ไขโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีหนังสือแจ้งข้อสงวนของไทย (reservation) ด้วย หากพิจารณาแล้วเห็นว่ามีถ้อยคำที่อาจไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์และท่าทีของไทยโดยรวมในสาระสำคัญ

                สาระสำคัญของร่างเอกสารฯ และร่างปฏิญาฯ มีดังนี้

                1. ร่างเอกสารสุดท้ายฯ เน้นให้ประเทศสมาชิกยึดมั่นในพันธกิจและวัตถุประสงค์ของ NAM กฎบัตรสหประชาชาติ และกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น การไม่แทรกแซงกิจการภายใน การเคารพในสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน การปลดปล่อยอาณานิคม การงดเว้นการใช้กำลังในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี เป็นต้น เพื่อยับยั้งความพยายามในการชี้นำหรือครอบงำของประเทศพัฒนาแล้ว และมุ่งเน้นการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนา โดยพยายามสร้างสมดุลระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาแล้วในทุกมิติ และให้กลุ่ม NAM มีบทบาทในการปฏิรูปสหประชาชาติ

                ร่างเอกสารแบ่งเป็น 3 บท คือ (1) ประเด็นระหว่างประเทศ (2) ประเด็นการเมืองภูมิภาคและอนุภูมิภาค และ (3) ประเด็นด้านการพัฒนา สังคม และสิทธิมนุษยชน

                2. ร่างปฏิญากรุงบากู เน้นย้ำถึงหลักการต่าง ๆ ที่กลุ่ม NAM ให้ความสำคัญ เช่น การเคารพในอำนาจอธิปไตย สิทธิการกำหนดใจตนเองของประชาชน (Self-Determination คือ สิทธิของประชาชนในการกำหนดสถานะทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของตนเอง มักใช้กับกรณีการเลือกที่จะปกครองตนเองของชนกลุ่มน้อย) การระงับกรณีพิพาทโดยสันติ การงดเว้นจากการคุกคามและใช้กำลัง การพัฒนาที่ยั่งยืน การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ร่างปฏิญญากรุงบากูยังอยู่ระหว่างการเจรจาปรับถ้อยคำและหากประเทศสมาชิกตกลงได้ จะเสนอให้ที่ประชุมฯ รับรองต่อไป ในส่วนของไทย คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์กแจ้งว่า หลักการของเอกสารดังกล่าวไม่ขัดกับท่าทีและผลประโยชน์ของไทย จึงสามารถยอมรับเอกสารดังกล่าวได้

 

แต่งตั้ง

25. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอแต่งตั้ง นางพัชรินทร์ ศรีนพนิคม ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และการวางแผนเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2560 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

 

26. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงมหาดไทย)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้ง นายมานัส ฉั่วสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมที่ดิน ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

27. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอแต่งตั้ง นางเกศินี วิฑูรชาติ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (จากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง) ในคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ แทน นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ ที่ลาออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป

 

28. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย พ.ศ. 2551

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอแต่งตั้ง นายกรีพงศ์ เทียมเศวต เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านศิลปะร่วมสมัย สาขาศิลปะการแสดงในคณะกรรมการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย แทนผู้ที่ลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป

 

29. เรื่อง การแต่งตั้งผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง ศาสตราจารย์ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ เป็นผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) (ตามมติคณะกรรมการ สสวท.ครั้งที่ 515/3/2561 เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2561) ตามความในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ.2541 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่กำหนดในสัญญาจ้าง แต่ไม่ก่อนวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ และให้ ศาสตราจารย์ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ลาออกจากการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยก่อนลงนามในสัญญาจ้างด้วย

[NEW] สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่27มีนาคม2561 | มติ ครม แรงงานต่างด้าว 2561 – POLLICELEE

27 มี.ค.61 เมื่อเวลา 09.00 น.ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมแถลงผลการประชุม ครม.ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้

 

กฎหมาย

1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติการประเมินมูลค่าทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ พ.ศ. …. รวม 2 ฉบับ               

 

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการและรับทราบ ดังนี้

                1. อนุมัติหลักการ

                        1.1 ร่างพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

                        1.2 ร่างพระราชบัญญัติการประเมินมูลค่าทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงยุติธรรมไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

                2. รับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลาและกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

                3. ให้กระทรวงการคลังรับความเห็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                4. อนุมัติให้ถอนร่างพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุและการประเมินราคาทรัพย์สิน พ.ศ. …. ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2547 ออกจากชั้นการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

                สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

                1. ร่างพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. …. แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518 เป็นการปรับปรุงพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518 โดยแก้ไขเพิ่มเติมคำนิยามให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น กำหนดข้อยกเว้นอสังหาริมทรัพย์ที่มิใช่ที่ราชพัสดุ แก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการที่ราชพัสดุ กำหนดวิธีการของการโอนกรรมสิทธิ์ของที่ราชพัสดุ ที่ราชพัสดุอื่น และที่ราชพัสดุซึ่งตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรไทย กำหนดให้ กค. มีหน้าที่ปกครอง ดูแล บำรุงรักษา และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุทั้งที่อยู่ในราชอาณาจักรและนอกราชอาณาจักร และการจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุที่ไม่ถือเป็นการร่วมลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ และเพิ่มเติมบทกำหนดโทษในกรณีที่บุคคลเข้าไปในที่ราชพัสดุที่ไม่ได้รับอนุญาต 

                2. ร่างพระราชบัญญัติการประเมินมูลค่าทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ พ.ศ. …. เป็นการนำเนื้อหาในหมวด 11 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ (มาตรา 105-105 อัฏฐ) มาบัญญัติเป็นกฎหมายอีกฉบับหนึ่งซึ่งมีสาระสำคัญคือ กำหนดวัตถุประสงค์ของการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการประเมินมูลค่าทรัพย์สินและคณะกรรมการประเมินมูลค่าทรัพย์สินประจำจังหวัด กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการประกาศใช้บัญชีกำหนดมูลค่าประเมินของทรัพย์สิน กำหนดสิทธิคัดค้านของเจ้าของที่ดินในการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน กำหนดอำนาจในการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน และกำหนดให้กรรมการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน กรรมการประเมินมูลค่าทรัพย์สินประจำจังหวัด และพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

 

2. เรื่องร่างพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ..)  พ.ศ. ….

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการและรับทราบ ดังนี้

                1. อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณารวมกับร่างพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามมติคณะรัฐมนตรี (9 สิงหาคม 2559) ที่อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

                2. ให้กระทรวงพาณิชย์รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                3. รับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลาและกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว

                พณ. เสนอว่า

                1. เนื่องจากบทบัญญัติในส่วนของการอุดหนุนตามพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน พ.ศ. 2542 มีโครงสร้างที่ไม่สอดคล้องกับความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนและมาตรการตอบโต้การอุดหนุนภายใต้ WTO  ส่งผลให้ต้องมีการพิสูจน์เงื่อนไขเพื่อใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Measures: CVD) มากกว่าที่ความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนและมาตรการตอบโต้การอุดหนุนภายใต้ WTO กำหนด เป็นภาระต่ออุตสาหกรรมภายในผู้ได้รับความเสียหายและต่อหน่วยงานไต่สวนของไทย ดังนั้น สมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน พ.ศ. 2542 ในส่วนที่เกี่ยวกับหมวดการอุดหนุน ให้สอดคล้องกับความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนและมาตรการตอบโต้การอุดหนุนภายใต้ WTO  ดังนี้

                        1.1 แก้ไขเพิ่มเติมลักษณะของการอุดหนุนที่มีลักษณะเจาะจงตามมาตรา 64 ให้รวมถึง 1) การให้การอุดหนุนแก่การส่งออก และ 2) การให้การอุดหนุนเพื่อให้มีการใช้สินค้าในประเทศมากกว่าสินค้านำเข้า เนื่องจาก Article 2 (2.3) ของความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนและมาตรการตอบโต้การอุดหนุนภายใต้ WTO กำหนดให้การอุดหนุนทั้ง 2 ลักษณะเป็นการอุดหนุนที่เจาะจงโดยไม่ต้องพิสูจน์เงื่อนไข (deemed to be specific)

                        1.2 แก้ไของค์ประกอบของการอุดหนุนที่ตอบโต้ได้ตามมาตรา 65 ให้ประกอบด้วย           (1) การให้อุดหนุนที่มีลักษณะเจาะจงตามมาตรา 64 และ (2) การให้การอุดหนุนที่มีผลเสียต่อประโยชน์ของประเทศที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายใน เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การพิจารณาใช้มาตรการตอบโต้           การอุดหนุนตามความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนและมาตรการตอบโต้การอุดหนุนภายใต้ WTO

                2. การแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น จะทำให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ ลดปัญหาและอุปสรรคให้กับอุตสาหกรรมภายในและหน่วยงานไต่สวนของไทย อีกทั้งสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาความเสียหายของอุตสาหกรรมภายในประเทศที่เกิดจากสินค้าต่างประเทศที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลของประเทศผู้ผลิตหรือผู้ส่งออก ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวจะทำให้การปฏิบัติภายใต้พระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้ความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนและมาตรการตอบโต้การอุดหนุนภายใต้ WTO

                3. พณ. โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัตินี้ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของกรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th และของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม www.lawamendment.go.th โดยได้มีการวิเคราะห์ผลการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายดังกล่าว โดยได้นำผลการวิเคราะห์นั้นเผยแพร่ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของกรมการค้าต่างประเทศ ตามแนวทางของมติคณะรัฐมนตรี (4 เมษายน 2560) เรื่อง แนวทางการจัดทำและการเสนอร่างกฎหมายตามบทบัญญัติมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วยแล้ว

                สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

                1. แก้ไขเพิ่มเติมลักษณะการอุดหนุนที่เจาะจงตามมาตรา 64 ให้รวมถึงลักษณะการอุดหนุนอีก 2 ลักษณะ คือ การให้การอุดหนุนแก่การส่งออกไม่ว่าโดยทางนิตินัย  หรือโดยทางพฤตินัยตามลักษณะที่กำหนดในกฎกระทรวง และการให้การอุดหนุนเพื่อให้มีการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศมากกว่าสินค้านำเข้า

                2. แก้ไของค์ประกอบของการอุดหนุนที่ตอบโต้ได้ตามมาตรา 65 ให้ประกอบด้วย 

                        2.1 การให้การอุดหนุนที่มีลักษณะเจาะจงตามมาตรา 64

                        2.2 การให้การอุดหนุนที่มีผลเสียต่อประโยชน์ของประเทศ ซึ่งหมายความรวมถึง

                                (ก) ก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุตสาหกรรมภายใน 

                                (ข) ทำให้ผลประโยชน์ทั้งในทางตรงและทางอ้อมของประเทศต้องสูญสิ้น หรือเสื่อมเสียโดยเฉพาะผลประโยชน์ของข้อลดหย่อนที่ผูกพันไว้ตามข้อตกลงขององค์การการค้าโลก หรือ

                                (ค) ผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์ของประเทศตามลักษณะที่กำหนดในกฎกระทรวง

และกำหนดให้การใช้บทบัญญัติตามมาตรานี้กับสินค้าเกษตรเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

3. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญามีนบุรี ศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลแพ่งพระโขนง และศาลอาญาพระโขนง พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญามีนบุรี ศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลแพ่งพระโขนง และศาลอาญาพระโขนง พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. รวม 2 ฉบับ ตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป และให้สำนักงานศาลยุติธรรมรับความเห็นของสำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงบประมาณไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

                1. ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญามีนบุรี ศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลอาญา ตลิ่งชัน ศาลแพ่งพระโขนง และศาลอาญาพระโขนง พ.ศ. …. มีสาระสำคัญ ดังนี้

เรื่อง

สาระสำคัญ

1. การจัดตั้งศาล

– ให้จัดตั้งศาลแพ่งขึ้นในเขตกรุงเทพมหานครเรียกว่า “ศาลแพ่งมีนบุรี” “ศาลแพ่งตลิ่งชัน” และ “ศาลแพ่งพระโขนง”

– ให้จัดตั้งศาลอาญาขึ้นในเขตกรุงเทพมหานครเรียกว่า “ศาลอาญามีนบุรี” “ศาลอาญาตลิ่งชัน” และ “ศาลอาญาพระโขนง”

– กำหนดให้การเปิดทำการของศาลดังกล่าวประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา

– เมื่อศาลดังกล่าวเปิดทำการแล้ว ให้ยุบเลิกศาลจังหวัดมีนบุรี ศาลจังหวัดตลิ่งชัน และศาลจังหวัดพระโขนง

2. อำนาจศาล

– กำหนดให้ศาลดังกล่าวเป็นศาลชั้นต้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และมีอำนาจพิพากษาคดีแพ่งหรือคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรมอื่น แล้วแต่กรณี

– กำหนดให้เมื่อมีการเปิดศาลดังกล่าวแล้ว ให้โอนบรรดาคดีของศาลจังหวัดมีนบุรี ศาลจังหวัดตลิ่งชัน ศาลจังหวัดพระโขนงไปยังศาลที่จัดตั้งตามร่างพระราชบัญญัตินี้ แล้วแต่กรณีกำหนดให้บรรดากระบวนพิจารณาที่ศาลจังหวัดมีนบุรี ศาลจังหวัดตลิ่งชัน และศาลจังหวัดพระโขนงที่ได้ดำเนินการก่อนวันเปิดทำการของศาลที่จัดตั้งใหม่ตามร่างพระราชบัญญัตินี้ เป็นกระบวนการพิจารณาของศาลที่จัดตั้งขึ้นใหม่ดังกล่าว แล้วแต่กรณี

3. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

– กำหนดให้กฎหมายที่อ้างถึงศาลจังหวัดมีนบุรี ศาลจังหวัดตลิ่งชัน และศาลจังหวัดพระโขนง ที่มีอยู่ก่อนวันเปิดทำการศาลที่จัดตั้งขึ้นตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ให้ถือว่ากฎหมายดังกล่าวอ้างถึงศาลที่จัดตั้งขึ้นตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วแต่กรณี

                2. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขบทบัญญัติว่าด้วยเขตอำนาจของศาลแพ่งและศาลอาญา ให้สอดคล้องกับการจัดตั้งศาลในร่างพระราชบัญญัติตามข้อ 1. รวมทั้งแก้ไขบทบัญญัติว่าด้วยการรับพิจารณาและการโอนคดีในกรณีที่คดีในศาลชั้นต้นเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงให้สอดคล้องกับการจัดตั้งศาลดังกล่าว และรองรับศาลที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ในอนาคตที่มีฐานะเป็นศาลชั้นต้นด้วย

 

4. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การวินิจฉัยปัญหาโดยที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีของศาลชั้นอุทธรณ์และศาลฎีกา และให้ผู้ซึ่งมีหน้าที่เข้าร่วมในการประชุมได้รับเบี้ยประชุมตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกำหนด)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงการคลังไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

                สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

                1. กำหนดให้ในศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ประธานศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกาจะให้มีการวินิจฉัยปัญหาในคดีใดโดยที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีก็ได้ หรือถ้ามีกฎหมายกำหนดให้วินิจฉัยปัญหาใดหรือคดีเรื่องใดโดยที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีก็ให้วินิจฉัยได้ แล้วแต่กรณี

                2. กำหนดให้ที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีของศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกาประกอบด้วยผู้พิพากษาทุกคนซึ่งอยู่ปฏิบัติหน้าที่แต่ต้องไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้พิพากษาในศาลนั้นหรือในแผนกคดีที่มีการประชุม และให้ประธานแผนกคดีของศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ประธานของศาลชั้นอุทธรณ์หรือประธานศาลฎีกา แล้วแต่กรณี หรือผู้ทำการแทน เป็นประธาน คำวินิจฉัยของที่ประชุมให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก และให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงชี้ขาดในกรณีที่คำวินิจฉัยของที่ประชุมมีคะแนนเสียงเท่ากัน

                3. กำหนดให้ผู้ซึ่งมีหน้าที่เข้าร่วมประชุมในที่ประชุมใหญ่และที่ประชุมแผนกคดีของศาลชั้นอุทธรณ์และศาลฎีกาได้รับเบี้ยประชุมตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกำหนด

 

5. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ….

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานศาลยุติธรรม (ศย.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

                สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

                1. กำหนดให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางมีเขตอำนาจเพียงกรุงเทพมหานคร

                  2. กำหนดให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีเขตศาลในจังหวัดชัยนาท จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดลพบุรี จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสระบุรี จังหวัดสิงห์บุรี และจังหวัดอ่างทอง

                3. กำหนดให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 มีเขตศาลในจังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดนครปฐม จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดสุพรรณบุรี

 

6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตใช้เรือและการประกันภัยเรือสำหรับโดยสาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตใช้เรือ และการประกันภัยเรือสำหรับโดยสาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….  ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้

                คค. เสนอว่า

                1. ได้มีกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตใช้เรือและการประกันภัยเรือสำหรับโดยสาร พ.ศ. 2552 ออกตามความในมาตรา 142 แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช 2456 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2525 มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตใช้เรือและการประกันภัยเรือสำหรับโดยสาร

                2. โดยที่ได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เพิ่มเติมครั้งที่ 4 ลงวันที่ 4 เมษายน พุทธศักราช 2560 ข้อ 16 กำหนดให้ใบอนุญาตใช้เรือประมงตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย มีอายุไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันที่ออก และกำหนดให้ในกรณีที่ใบอนุญาตใช้เรือหมดอายุก่อนใบอนุญาตทำการประมง การต่ออายุใบอนุญาตใช้เรือต้องกำหนดให้สิ้นอายุพร้อมใบอนุญาตทำการประมงด้วย ประกอบกับปัจจุบันมีปัญหาเรื่องการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ซึ่งต้องมีกระบวนการและขั้นตอนในการประสานเชื่อมโยงการดำเนินงานระหว่างกรมเจ้าท่าและกรมประมงในการขอและการออกใบอนุญาตใช้เรือ ให้สอดคล้องกับใบอนุญาตทำการประมงตามกฎหมายว่าด้วยการประมง

                3. ดังนั้น สมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงตามข้อ 1. เพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าว และเพื่อมิให้เกิดความสับสนและเหลื่อมล้ำกันในเรื่องระยะเวลาระหว่างอายุใบอนุญาตใช้เรือและอายุใบอนุญาตทำการประมง โดยให้มีผลใช้บังคับภายในวันที่ 30 มีนาคม 2561 ตามที่ประเทศไทยได้รับข้อสังเกตจากสหภาพยุโรป ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 18-19 ธันวาคม 2560 ณ กรุงบรัสเซลล์ ราชอาณาจักรเบลเยี่ยม ทั้งนี้ คค. ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนผู้มีส่วนได้เสียแล้ว ซึ่งเห็นด้วยในหลักการของร่างกฎกระทรวงดังกล่าว

                สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

                แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกใบอนุญาตใช้เรือและการประกันภัยเรือสำหรับโดยสาร พ.ศ. 2552 ดังนี้

ประเด็นการแก้ไข

กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2552

ร่างกฎกระทรวงฯ

การออกใบอนุญาตใช้เรือตามประเภทการใช้เรือ

   เอกสารและหลักฐานถูกต้องและครบถ้วนแล้ว ให้ออกใบอนุญาตใช้เรือให้แก่ผู้ยื่นคำขอตามประเภทการใช้เรือ

   เอกสารและหลักฐานถูกต้องและครบถ้วนแล้ว ให้ออกใบอนุญาตใช้เรือให้แก่ผู้ยื่นคำขอตามประเภทการใช้เรือที่ระบุไว้ในใบสำคัญรับรองการตรวจเรือ

อายุใบอนุญาตใช้เรือและเงื่อนไขการออกใบอนุญาต

   ใบอนุญาตใช้เรือให้มีอายุไม่เกินสิบสองเดือนนับแต่วันที่ออกใบอนุญาตสำหรับใบอนุญาตใช้เรือสำหรับโดยสารให้มีอายุไม่เกินกว่ากำหนดความคุ้มครอง ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสิบสองเดือนนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต

   ใบอนุญาตใช้เรือให้มีอายุไม่เกินสิบสองเดือนนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต สำหรับใบอนุญาตใช้เรือสำหรับโดยสารให้มีอายุไม่เกินกว่ากำหนดความคุ้มครองตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสิบสองเดือนนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต

ใบอนุญาตใช้เรือสำหรับเรือประมง นายทะเบียนต้องกำหนดให้สิ้นอายุไม่เกินอายุใบอนุญาตทำการประมง

   การออกใบอนุญาตใช้เรือสำหรับเรือประมง เรือขนถ่ายสัตว์น้ำ และเรือสนับสนุนการประมงตามกฎหมายว่าด้วยการประมง ต้องได้รับหนังสือจากกรมประมงว่าผู้ยื่นคำขอไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะได้รับใบอนุญาตทำการประมง หรือเรือประมงที่จะขอต่ออายุใบอนุญาตไม่อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี

 

7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงสถานที่บรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทห้องบรรจุ พ.ศ. ….

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงสถานที่บรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทห้องบรรจุ พ.ศ. ….  ตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

                พน. เสนอว่า

                1. เนื่องจากพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 กำหนดนิยามคำว่า “น้ำมันเชื้อเพลิง” ให้ครอบคลุมถึงก๊าซปิโตรเลียมเหลว ประกอบกับกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการแจ้ง การอนุญาตและอัตราค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2556 ข้อ 44 (13) กำหนดให้สถานที่บรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทห้องบรรจุเป็นกิจการควบคุมประเภทที่ 3 (กิจการที่ต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตก่อนจึงจะประกอบการได้) ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542

                2. ประกอบกับมาตรา 7 (1) (2) (3) และ (7) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 บัญญัติให้การกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับที่ตั้ง แผนผัง รูปแบบ และลักษณะของสถานที่บรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทห้องบรรจุ การเก็บรักษาก๊าซปิโตรเลียมเหลว ลักษณะของถัง หรือภาชนะที่ใช้ในการบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลว รวมทั้งการอื่นใดอันจำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้กระทำโดยการออกกฎกระทรวง

                3. ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัยในการประกอบกิจการก๊าซปิโตรเลียมเหลว และป้องกันมิให้เกิดอัคคีภัยหรือภยันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงสมควรกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการประกอบกิจการสถานที่บรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทห้องบรรจุ ซึ่ง พน. ได้จัดให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องประกอบด้วยผู้ค้าน้ำมัน และผู้ประกอบการสถานที่บรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทห้องบรรจุแล้ว และได้นำข้อเสนอแนะดังกล่าวมาพิจารณาปรับแก้ไขร่างกฎกระทรวงฯ ด้วยแล้ว

                4. ในการประชุมคณะกรรมการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ได้มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงดังกล่าว

                สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

                1. กำหนดบทนิยามคำว่า “ก๊าซปิโตรเลียมเหลว” “ห้องบรรจุ” “กระป๋องก๊าซ” “ถังก๊าซหุงต้ม” “ถังเก็บและจ่ายก๊าซ” “บริเวณอันตราย” “กำแพงกันไฟ” และ “พื้นที่บรรจุ”

                2. กำหนดให้การคิดปริมาณก๊าซปิโตรเลียมเหลวในถังก๊าซหุงต้มให้คิดคำนวณปริมาณ 1 ลิตร เท่ากับ 0.5 กิโลกรัม

                3. กำหนดลักษณะของกระป๋องก๊าซ ถังก๊าซหุงต้ม การออกแบบ การผลิตหรือสร้างและการทดสอบและตรวจสอบถังเก็บและจ่ายก๊าซ

                4. กำหนดลักษณะของแผนผัง แบบก่อสร้าง และรายการคำนวณความมั่นคง ความแข็งแรงของห้องบรรจุ กังเก็บและจ่ายก๊าซ เสารับถังเก็บและจ่ายก๊าซ ท่อก๊าซปิโตรเลียมเหลว กำแพงกันไฟ หรือสิ่งก่อสร้าง

อื่น ๆ รวมทั้งกำหนดลักษณะและระยะปลอดภัยของพื้นที่บรรจุและห้องบรรจุ

                5. กำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการตั้งถังก๊าซหุงต้ม ถังเก็บและจ่ายก๊าซหัวจ่าย ก๊าซปิโตรเลียมเหลว ระบบท่อและอุปกรณ์ของสถานที่บรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทห้องบรรจุ วิธีการบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลว รวมถึงการทดสอบและตรวจสอบกระป๋องก๊าซ

                6. กำหนดวิธีการป้องกันและระงับอัคคีภัย รวมถึงต้องจัดให้มีพนักงานที่ผ่านการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานตามกฎกระทรวงว่าด้วยคุณสมบัติและการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงในการประกอบกิจการสถานที่บรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทห้องบรรจุ

 

8. เรื่อง ร่างระเบียบคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะว่าด้วยหลักเกณฑ์การกู้เงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ….

              คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ

ว่าด้วยหลักเกณฑ์การกู้เงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสำนักงบประมาณและธนาคารแห่งประเทศไทยไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้

              สาระสำคัญของร่างระเบียบ

               1.กำหนดขอบเขตการบังคับใช้ โดยร่างระเบียบนี้ให้ใช้บังคับกับการกู้เงินขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตามกฎหมาย ยกเว้นการกู้เงินจากเงินทุนสะสมองค์การบริหารส่วนจังหวัด เงินทุนส่งเสริมกิจการเทศบาล เงินทุนส่งเสริมกิจการของ อปท. อื่น หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น

                    2. กำหนดวัตถุประสงค์การกู้เงิน โดยให้ อปท. กู้เงินได้เฉพาะเพื่อการดำเนินโครงการลงทุน เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียน โดยบรรดาเงินที่ได้รับจากการกู้เงินดังกล่าว ให้นำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของการกู้เงิน

                3. กำหนดกรอบเพดานการกู้เงิน โดยให้ อปท. จะกู้เงินได้ก็ต่อเมื่อมีภาระชำระหนี้ในแต่ละปีไม่เกินร้อยละ 15 ของรายได้เฉลี่ย (ประมาณการปีปัจจุบันและย้อนหลังสองปี) ทั้งนี้ อปท. สามารถกู้เงินเกินกรอบเพดานดังกล่าวได้หากเป็นการกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการลงทุนและ อปท. มีความสามารถในการชำระหนี้โดยไม่กระทบต่อรายจ่ายประจำ โดยต้องขอความเห็นของกระทรวงมหาดไทยประกอบก่อนเสนอผู้มีอำนาจอนุมัติการกู้เงิน

                4. กำหนดรูปแบบการกู้เงิน โดย อปท. อาจกู้เงินเป็นสกุลเงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศในรูปแบบของสัญญาหรือพันธบัตรได้ แต่จะกู้เงินผ่านบุคคลอื่นใดที่ไม่ใช่ผู้ให้กู้โดยตรงไม่ได้ ยกเว้นการกู้ต่อจาก กค. ทั้งนี้ การออกพันธบัตรต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

                5. กำหนดหลักเกณฑ์การบริหารหนี้ ดังนี้

                        5.1 การค้ำประกัน เป็นไปตามหลักการในกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะโดยรัฐบาลจะไม่ค้ำประกัน รวมทั้งไม่รับผิดชอบหรือตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชำระคืนเงินต้นหรือดอกเบี้ยดังกล่าว ทั้งนี้ อปท. อาจแสวงหาการค้ำประกันจากหน่วยงานอื่นที่มีอำนาจได้ตามกฎหมาย

                       5.2 การชำระหนี้ อปท. ต้องชำระหนี้เงินกู้ตามกำหนดเวลาโดยเคร่งครัด โดยต้องจัดให้มีการกำกับดูแลการชำระหนี้ โดยกระจายภาระการชำระหนี้ และคำนึงถึงต้นทุนในการชำระหนี้เพื่อไม่ให้กระทบกับความสามารถในการดำเนินการ ทั้งนี้ การตั้งงบประมาณเพื่อชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยต้องตั้งให้เพียงพอตามความจำเป็นในการชำระหนี้ในปีนั้น ๆ โดยสภาท้องถิ่นจะแปรญัตติเพื่อลดหรือตัดทอนไม่ได้

                        5.3 การปรับโครงสร้างหนี้ สามารถดำเนินการได้โดยการกู้เงินรายใหม่เพื่อชำระหนี้เดิม แปลงหนี้ ชำระหนี้ก่อนถึงกำหนดชำระ ขยายหรือย่นระยะเวลาการชำระหนี้ ต่ออายุ ซื้อคืน หรือไถ่ถอนพันธบัตร หรือทำธุรกรรมทางการเงินอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับโครงสร้างหนี้ โดยให้นำกฎกระทรวงว่าด้วยการทำธุรกรรมทางการเงินอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะมาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยวิธีการดังกล่าวเทียบเคียงมาจากวิธีการปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาลตามพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 มาตรา 14

                6. กำหนดมาตรการการกำกับดูแลและการรายงาน โดยให้ อปท. ที่จะกู้เงินต้องจัดให้มีแผนการเงินประจำปี ระบบบัญชีที่เป็นมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด และระบบการควบคุมภายใน ระบบบริหารการเงิน และการชำระหนี้

                7. กำหนดบทบังคับ โดยในกรณีที่ อปท. ใดไม่ปฏิบัติตามร่างระเบียบ ให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะรายงานต่อคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการต่อไป

 

9. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเล (ฉบับที่..)  พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างกฎหมาย เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเล พ.ศ. 2557 ให้สอดคล้องกับสภาพการจ้างงานในงานประมงทะเลและกฎหมายว่าด้วยการประมงเพื่อคุ้มครองแรงงานให้ได้รับความเป็นธรรม และแก้ปัญหาการใช้แรงงานบังคับและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน

 

เศรษฐกิจ-สังคม

10. เรื่อง ขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 ภายใต้มาตรการรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกร : ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบให้ กษ. ดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 ภายใต้มาตรการรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกร : ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

                2. อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น กรอบวงเงิน 1,400 ล้านบาท ให้ กษ. ดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2561/61 ภายใต้มาตรการรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกร : ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

                สาระสำคัญของเรื่อง

              กษ.รายงานว่า

                1. โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 มีวัตถุประสงค์เพื่อลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ที่ไม่ถูกต้องด้วยการส่งเสริมให้ปลูกทดแทนในพื้นที่ที่เหมาะสมกับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในฤดูแล้งหลังการทำนา ซึ่งนอกจากจะเพิ่มปริมาณการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนพื้นที่ที่ไม่ถูกต้องแล้ว ยังทำให้ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ออกสู่ตลาดสม่ำเสมอ ไม่กระจุกตัว สร้างเสถียรภาพต่อวงจรการผลิตในอุตสาหกรรม เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น จากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการปลูกข้าวที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่า และช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวมีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน จากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หมุนเวียนในระบบปลูกข้าว โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (26 กันยายน 2560) อนุมัติหลักการให้ กษ. ดำเนินโครงการดังกล่าวแล้ว

                2. กษ. ได้จัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 ภายใต้มาตรการรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกร : ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ดำเนินการใน 31 จังหวัด พื้นที่ 700,000 ไร่ เกษตรกร 47,000 ราย มีรายละเอียด ดังนี้

                        2.1 วัตถุประสงค์: เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เพียงพอกับความต้องการใช้ภายในประเทศ กระจายผลผลิตให้ออกสู่ตลาดสม่ำเสมอ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการปลูกข้าวที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่า และช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวมีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน จากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หมุนเวียนในระบบปลูกข้าว

                        2.2 เป้าหมายพื้นที่ดำเนินการ: ดำเนินการในพื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลางสำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในฤดูแล้งทดแทนพื้นที่นาปรัง พื้นที่ 700,000 ไร่ เกษตรกร 47,000 ราย ใน 31 จังหวัด

                3. คุณสมบัติเกษตรกร: เป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเป็นหัวหน้าครัวเรือนในทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งมีความประสงค์เข้าร่วมโครงการด้วยความสมัครใจที่จะเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนาในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์และเหมาะสมกับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา รายละไม่เกิน 15 ไร่

 

11. เรื่อง ขออนุมัติโครงการเพิ่มศักยภาพกำลังคนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสนับสนุนการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมในประเทศและภูมิภาค

                คณะรัฐมนตรีพิจารณาการขออนุมัติโครงการเพิ่มศักยภาพกำลังคนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสนับสนุนการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมในประเทศและภูมิภาค ตามที่กระทวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ  แล้วมีมติดังนี้

                1. อนุมัติในหลักการโครงการเพิ่มศักยภาพกำลังคนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสนับสนุนการ

ลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมในประเทศและภูมิภาค ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ส่วนรายละเอียดโครงการที่ดำเนินการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)  ให้เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกด้วย ทั้งนี้ รายละเอียดงบประมาณในการดำเนินโครงการ ให้ตกลงกับกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณต่อไป โดยให้คำนึงถึงความประหยัด คุ้มค่า และต้องไม่มีความซ้ำซ้อนกับโครงการอื่น ๆ ด้วย 

                2. ให้ ศธ.  ร่วมกับสำนักงาน ก.พ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาในรายละเอียดให้เกิดความ

ชัดเจนเกี่ยวกับทุนการศึกษาตั้งแต่การเตรียมความพร้อมของผู้เรียน เงื่อนไขในการให้/ชดใช้ทุนประเภทต่าง ๆ อัตราตำแหน่งรองรับครูของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาภายหลังจากที่นักเรียนจบการศึกษา ให้เป็นไปด้วยความรัดกุม  และเป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้ง พิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินการในลักษณะการร่วมจ่าย (Co-sharing) หรือรูปแบบประชารัฐ เพื่อเป็นการลดภาระงบประมาณภาครัฐ  

                3. ให้ ศธ. รับความเห็นของกระทรวงการคลัง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวง

อุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก  และคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษาไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย 

                สาระสำคัญของโครงการเพิ่มศักยภาพกำลังคนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสนับสนุนการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมในประเทศและภูมิภาค  มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมผู้สำเร็จอาชีวศึกษาในทุกระดับให้มีศักยภาพและขีดความสามารถสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ  และทันต่อเทคโนโลยีการประกอบอาชีพที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  โดยร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ พัฒนาสถานศึกษาต้นแบบในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา  จำนวน 20 แห่ง ทั่วประเทศ ที่มีคุณภาพสำหรับการขยายผลต่อไป และเพื่อสนับสนุนการต่อยอดกลุ่มอุตสาหกรรมเดิม   (First S curve)  การเติมอุตสาหกรรมอนาคต (New S Curve)  และตอบสนองการพัฒนาประเทศตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ซึ่งคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีมติเห็นชอบโครงการฯ ในการประชุมครั้งที่ 9/2560 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2560

 

12. เรื่อง การผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา เดินทางกลับประเทศต้นทางเพื่อร่วมงานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี พ.ศ. 2561

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ ขอผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา ที่ได้รับอนุญาตทำงานในประเทศไทยในตำแหน่งงานกรรมกร  รับใช้ในบ้าน  ช่างเครื่องยนต์ในเรือประมงทะเล  และผู้ประสานงานด้านภาษากัมพูชา  ลาว หรือเมียนมา  เดินทางกลับประเทศต้นทางเพื่อร่วมงานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี พ.ศ. 2561 ระหว่างวันที่ 5 เมษายน 2561 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2561 และต้องเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยภายในวันที่ 30 เมษายน 2561 โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมในกระบวนการที่เกิดขึ้นจากการเดินทางออกจากราชอาณาจักรเพื่อไปร่วมงานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2561 และเดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักรภายในระยะเวลาที่กำหนด

                ทั้งนี้ ให้หน่วยงานต่างๆ  ดำเนินการ ดังนี้

  1. กระทรวงมหาดไทย (มท.) 
    1. อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ออกกฎกระทรวงเพื่อยกเว้น

ค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากกระบวนการเดินทางออกจากราชอาณาจักรเพื่อไปร่วมงานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2561 และเดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักรภายในระยะเวลาที่กำหนด

  1. ออกประกาศกระทรวงโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง

พ.ศ. 2522 โดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี ดังนี้

  1. ผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานในประเทศไทยในตำแหน่ง

งานกรรมกร รับใช้ในบ้าน ช่างเครื่องยนต์ในเรือประมงทะเลและผู้ประสานงานด้านภาษากัมพูชา  ลาว เมียนมา ดังต่อไปนี้  โดยให้เดินทางกลับประเทศต้นทาง เพื่อไปร่วมงานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2561 ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2561 ถึงวนที่ 30 เมษายน 2561 และกลับเข้าในราชอาณาจักรในช่วงเวลาดังกล่าว หากพ้นกำหนด ให้ดำเนินการตามกฎหมายปกติ

  1. แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา ซึ่งถือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มี

สัญชาติไทย (บัตรสีชมพู)  รวมถึงผู้ติดตามซึ่งเป็นบุตรของแรงงานต่างด้าวดังกล่าวที่อายุไม่เกิน 18 ปี  ซึ่งบัตรประจำตัวฯ (บัตรสีชมพู) ดังกล่าวออกให้ตามมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561 โดยด้านหลังบัตรประจำตัวฯ (บัตรสีชมพู)  ยังไม่สิ้นอายุการอนุญาตทำงาน หรือระบุวันสิ้นอายุวันที่ 30 มิถุนายน 2561

  1. แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา ซึ่งถือหนังสือเดินทาง เอกสาร

ใช้แทนหนังสือเดินทาง หรือเอกสารรับรองบุคคล ที่ได้รับการตรวจลงตรา (Visa)  ประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant L-A)  และระยะเวลาการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรยังไม่หมดอายุ  รวมถึงผู้ติดตามซึ่งเป็นบุตรของแรงงานต่างด้าวดังกล่าวที่อายุไม่เกิน 18 ปี ซึ่งถือหนังสือเดินทาง เอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง  หรือเอกสารรับรองบุคคล  ที่ได้รับการตรวจลงตรา (Visa)  ประเภทผู้ติดตามและระยะเวลาการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรยังไม่หมดอายุ (แรงงานต่างด้าวที่นำเข้าอย่างถูกกฎหมายภายใต้บันทึกความตกลงหรือบันทึกความเข้าใจที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ (MOU)  และแรงงานต่างด้าวที่ผ่านการตรวจสัญชาติหรือพิสูจน์สัญชาติ)

  1. การเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อไปร่วมงานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี พ.ศ. 2561

ไม่ถือว่าเป็นการออกนอกเขตพื้นที่จังหวัดที่จัดทำทะเบียนประวัติ หรือจังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน

                        1.2.3 กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ซึ่งประจำ ณ ด่านตรวจคนเข้าเมืองทุกแห่ง ซึ่งแรงงานต่างด้าวเดินทางออกประทับตรา วัน เดือน ปี ที่แรงงานต่างด้าวเดินทางออกจากราชอาณาจักร  และประทับตราวัน เดือน ปี  ที่แรงงานต่างด้าวเดินทางออกจากราชอาณาจักร และประทับตราวัน เดือน ปีที่เดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักร ในเอกสารดังต่อไปนี้ ทั้งนี้ เมื่อแรงงานต่างด้าวเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร ณ ด่านตรวจคนเข้าเมืองแห่งใด ให้กลับเข้ามาในราชอาณาจักร ณ ด่านตรวจคนเข้าเมืองแห่งนั้น

                                (1) หนังสือรับรองที่กรมการจัดหางานหรือหน่วยงานในสังกัดออกให้กับแรงงานต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันฯ ตามข้อ 1.2.1 (1)

                                (2) หนังสือเดินทาง หรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางของรงงานต่างด้าว

ตามข้อ 1.2.1 (2)

                2. รง. โดยกรมการจัดหางาน หรือหน่วยงานในสังกัดออกหนังสือรับรองให้กับแรงงานต่างด้าวตามข้อ 1.2.1 (1) ที่จะเดินทางกลับประเทศต้นทางเพื่อไปร่วมงานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี พ.ศ.2561  เพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงต่อเจ้าหน้าที่ระหว่างเดินทาง และให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ประทับตรา เข้า – ออก

                3. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.) ดำเนินการ ดังนี้

                        3.1 ให้ ตม. ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว และให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากกระบวนการเดินทางออกจากราชอาณาจักรเพื่อไปร่วมงานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี พ.ศ.2561  และเดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักรภายในระยะเวลาที่กำหนด

                        3.2  ในระหว่างดำเนินการและสิ้นสุดการดำเนินการแล้ว ให้ ตม. รายงานผลการเดินทางให้ รง. ทราบ เพื่อสรุปสถิติการเดินทางเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป

                4. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา เดินทางกลับประเทศต้นทางเพื่อร่วมงานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี พ.ศ.2561 ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ หรือกระทำ หรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง โดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น  ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการกระทำการหรือเพิกเฉยหรือละเลยไม่กระทำการหรืองดเว้นกระทำการของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นดำเนินการทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครองกับพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นโดยทันที

                5. กระทรวงการต่างประเทศประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง 3 ประเทศ (กัมพูชา ลาวและเมียนมา) เพื่อให้การดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

                6. กระทรวงสาธารณสุข ติดตาม เฝ้าระวัง  โรคที่ติดมากับแรงงานต่างด้าว

                7. ตช. และหน่วยงานด้านความมั่นคงแจ้งข้อมูลแนวทางการดำเนินการให้หน่วยงานในสังกัดได้รับทราบการดำเนินนโยบายของรัฐบาล และปฏิบัติให้ถูกต้อง

 

13. เรื่อง  การกำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนในคู่มือการดำเนินงานโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ ตาม “โครงการไทยนิยม ยั่งยืน” (หมู่บ้าน/ชุมชนละสองแสนบาท)

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการกำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนในคู่มือการดำเนินงานโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ ตาม “โครงการไทยนิยม ยั่งยืน” (หมู่บ้าน/ชุมชนละสองแสนบาท) ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ

                ทั้งนี้  ให้ มท. กำชับให้หน่วยงานในพื้นที่เร่งรัดหรือกำกับหมู่บ้าน/ชุมชนให้เตรียมความพร้อมเพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินโครงการของชุมชน  หรือสามารถดำเนินโครงการในช่วงเวลาที่เหมาะสม ตามที่กำหนด โดยเฉพาะโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำหรือกำจัดผักตบชวา/วัชพืชและขยะสิ่งปฏิกูลเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำที่ควรต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนเข้าฤดูฝน  รวมทั้งให้พิจารณากำหนดมาตรการในการกำกับดูแลและติดตามประเมินผลการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การดำเนินโครงการบรรลุตามวัตถุประสงค์ต่อไปด้วย

                สาระสำคัญของเรื่อง

                มท. รายงานว่า กรมการปกครอง สงป. และกระทรวงการคลัง (กค.) (กรมบัญชีกลาง) ได้ร่วมกันจัดทำคู่มือการดำเนินงานโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ ตาม “โครงการไทยนิยม ยั่งยืน” (หมู่บ้าน / ชุมชนละ 200,000 บาท) โดยโครงการฯ มีระยะเวลาดำเนินการ 120 วัน (เดือนเมษายน-กรกฎาคม 2561) มีเป้าหมาย 82,371 หมู่บ้าน/ชุมชน สนับสนุนงบหมู่บ้าน/ชุมชนละไม่เกิน 200,000 บาท เป็นเงิน 16,474.20 ล้านบาท  มีสาระสำคัญ ดังนี้ 

  1. หลักเกณฑ์/เงื่อนไขของโครงการที่จะเสนอขอรับเงินอุดหนุน มีดังนี้ 
    1. ที่มาของโครงการ เป็นโครงการ/กิจกรรมที่คณะกรรมการหมู่บ้าน/ชุมชนได้รับข้อมูล

ปัญหาความต้องการจากเวทีประชาคมไทยนิยม ยั่งยืน หรือจากแผนพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชน

  1. จำนวนโครงการ หมู่บ้าน/ชุมชนแต่ละแห่งสามารถเสนอโครงการได้ไม่เกิน 2 โครงการ

โดยให้หมู่บ้าน/ชุมชน ดำเนินการเอง (หมู่บ้าน/ชุมชนละไม่เกิน 200,000 บาท)

  1. ลักษณะของโครงการ โครงการที่จะเสนอขอรับเงินอุดหนุนจะต้องสอดคล้องกับ

วัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 

  1. เป็นโครงการที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชน หรือเป็น

โครงการที่สามารถทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก 

  1. เป็นโครงการที่จะช่วยยกระดับหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในหมู่บ้าน/

ชุมชนให้ดีขึ้น

  1. เป็นโครงการน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้

ในการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปะรรม

  1. เป็นโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนความต้องการของประชาชนใน

หมู่บ้าน/ชุมชน

                     1.4 ความพร้อมและเงื่อนไขในการดำเนินโครงการ

                        1.4.1 โครงการ/กิจกรรมต้องมีความพร้อมในเรื่องสถานที่ดำเนินการ โดยต้องได้รับการอนุญาตใช้พื้นที่จากผู้มีอำนาจหน้าที่ก่อนที่คณะกรรมการบริหารงานอำเภอ/คณะกรรมการพิจารณาโครงการฯ ที่กรุงเทพมหานครแต่งตั้ง จะพิจารณาอนุมัติโครงการ และเป็นโครงการที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2561

                        1.4.2 กรณีเป็นโครงการที่จ้างแรงงาน ให้ใช้แรงงานคนไทยในพื้นที่หมู่บ้าน/ชุมชน หากไม่เพียงพอให้ใช้แรงงานในพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งอยู่ในจังหวัดเดียวกัน  ห้ามจ้างแรงงานต่างด้าว โดยต้องจ้างแรงงานภายในวงเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของงบประมาณตามโครงการหมู่บ้าน/ชุมชน

                        1.4.3 กรณีการดำเนินโครงการร่วมกันระหว่างหมู่บ้าน/ชุมชน ตั้งแต่ 2 แห่ง ขึ้นไป ให้ดำเนินการร่วมกันได้เฉพาะกรณีเป็นโครงการที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันและจะต้องมีพื้นที่ดำเนินการติดต่อกัน โดยให้ทำเป็น 1 สัญญาจ้าง และต้องใช้งปบระมาณของทุกหมู่บ้าน/ชุมชน ที่ร่วมกัน ในจำนวนที่เท่ากัน

                1.5 โครงการ/กิจกรรมที่ห้ามดำเนินการ

                        1.5.1 ห้ามนำงบประมาณไปต่อยอดเงินกองทุนหมู่บ้าน/ชุมชน หรือในลักษณะกองทุนหมุนเวียน

                        1.5.2 ห้ามนำงบประมาณไปดำเนินโครงการ/กิจกรรม โดยวิธีหารเฉลี่ยหรือแบ่งเงิน สิ่งของ ให้กับประชาชนหรือครัวเรือนในหมู่บ้าน/ชุมชน

                        1.5.3 ห้ามแจกจ่ายเป็นเงินหรือสิ่งของให้กับประชาชนหรือครัวเรือนในหมู่บ้าน/ชุมชน

                        1.5.4 ห้ามนำไปใช้ในลักษณะให้ประชาชนกู้ยืม

                        1.5.5 ห้ามดำเนินโครงการฝึกอบรม สัมมนา ศึกษาดูงาน การจัดนิทรรศการ

                        1.5.6 ไม่เป็นโครงการที่ซ้ำซ้อนแผนงานโครงการ/กิจกรรมของส่วนราชการ/หน่วยงาน/องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ได้ตั้งงบประมาณไว้เพื่อจะดำเนินการในพื้นที่ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 หรือในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562

                        1.5.7 ห้ามมิให้ดำเนินการที่เป็นสิ่งก่อสร้างในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เว้นแต่ได้รับการอนุญาตตามระเบียบกฎหมายก่อนดำเนินโครงการ

                        1.5.8 ห้ามก่อสร้าง ปรับปรุง ซ่อมแซม เกี่ยวกับศาสนสถาน สถานศึกษา/สถานที่ของทางราชการ ยกเว้น การดำเนินโครงการโดยใช้พื้นที่ภายในบริเวณศาสนสถาน สถานศึกษา/สถานที่ของทางราชการเป็นที่ตั้งโครงการที่เป็นสาธารณประโยชน์และได้รับอนุญาตให้ใช้สถานที่จากผู้มีอำนาจในสถานที่นั้น ๆ ก่อน

                        1.5.9 ห้ามดำเนินโครงการในที่สาธารณประโยชน์ ยกเว้น ซ่อมแซมสาธารณประโยชน์ที่มีอยู่แล้วในที่สาธารณประโยชน์ หรือโครงการที่เป็นการดูแลป้องกันที่สาธารณประโยชน์

                        1.5.10 ห้ามจัดทำโครงการซื้อครุภัณฑ์ เว้นแต่ เป็นการจัดซื้อครุภัณฑ์จำเป็นเพื่อประกอบโครงการและจะต้องจัดทำแผนการใช้งาน บำรุงรักษาและมีคณะกรรมการหมู่บ้าน/ชุมชน หรือคณะกรรมการกลุ่ม หรือคณะกรรมการบริหารโครงการรับผิดชอบที่ชัดเจนเพื่อประกอบการพิจารณา ทั้งนี้ ครุภัณฑ์ที่จัดซื้อต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)  หรือมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.)

                        1.5.11 ห้ามจัดซื้อครุภัณฑ์ยานพาหนะประเภทใช้เครื่องยนต์หรือเครื่องไฟฟ้า รถยนต์ รถจักรยานยนต์ อุปกรณ์สื่อสาร  (เช่น วิทยุสื่อสาร โทรศัพท์มือถือ  เป็นต้น) กล้องวงจรปิด แผงโซล่าร์เซลล์  (พลังงานแสงอาทิตย์) วัสดุครุภัณฑ์ที่ผ่านการใช้แล้วและเครื่องออกกำลังกานที่ใช้พลังงานไฟฟ้า

                2. ขั้นตอนการดำเนินโครงการฯ

                   2.1 กรมการปกครองแจ้งหลักเกณฑ์ แนวทาง ขั้นตอน คู่มือการจัดทำโครงการฯ ให้จังหวัด/กรุงเทพมหานคร อำเภอ/เขต และคณะกรรมการหมู่บ้าน/ชุมชน ดำเนินการ

                   2.2 คณะกรรมการหมู่บ้าน/ชุมชน  เรียกประชุมประชาคมเพื่อนำปัญหาความต้องการของหมู่บ้าน/ชุมชนที่ได้จากการประชุมประชาคมโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ ตาม “โครงการไทยนิยม  ยั่งยืน” มาพิจารณาคัดเลือกปัญหาความต้องการที่ตรงกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการตามข้อ 1 และจัดทำรายละเอียดโครงการตามแบบที่กำหนด รวมทั้งคัดเลือกคณะผู้รับผิดชอบโครงการ 3 คณะ แต่ละคณะจะต้องประกอบด้วยบุคคลที่ไม่ซ้ำกันเพื่อทำหน้าที่ต่าง ๆ ประกอบด้วย คณะผู้รับผิดชอบการจัดซื้อจัดจ้าง จำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน  คณะผู้รับผิดชอบการตรวจรับพัสดุไม่น้อยกว่า 3 คน  และคณะผู้รับผิดชอบการเบิกจ่ายเงินและจัดทำบัญชี ไม่น้อยกว่า 3 คน

                   2.3 คณะกรรมการบริหารงานอำเภอ  หรือคณะกรรมการพิจารณาโครงการฯ ที่กรุงเทพมหานครแต่งตั้ง ประชุมพิจารณาอนุมัติโครงการและค่าใช้จ่ายของหมู่บ้าน/ชุมชน  โดยให้ภาคเอกชน  ภาคประชาสังคม และสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ในพื้นที่มีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็น  ข้อเสนอแนะ ประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการด้วย  โดยการพิจารณางบประมาณโครงการต่าง ๆ ที่หมู่บ้าน/ชุมชนเสนอ  กรณีที่ทางราชการมีการกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายหรือราคามาตรฐานเรื่องใดไว้แล้ว ให้ใช้หลักเกณฑ์ของทางราชการเป็นหลักในการพิจารณา และเมื่อคณะกรรมการฯ พิจารณาโครงการเสร็จสิ้นทุกหมู่บ้าน/ชุมชน ในอำเภอ/เขต  ให้ที่ทำการปกครองอำเภอ/สำนักงานเขต จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณตามแบบที่                 สงป. กำหนด

                   2.4 ผู้ว่าราชการจังหวัด/ปลัดกรุงเทพมหานคร พิจารณาแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อเสนอให้ สงป. (กองจัดทำงบประมาณเขตพื้นที่ 1-18) พิจารณาให้ความเห็นชอบ เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้ว ให้ที่ทำการปกครองจังหวัด/กรุงเทพมหานคร โอนเงินตามวงเงินที่ได้รับอนุมัติเข้าบัญชีของหมู่บ้าน/ชุมชน (ธนาคารออมสิน  ธนาคารกรุงไทย  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารอิสลาม) และแจ้งคณะกรรมการระดับอำเภอ/เขตและคณะกรรมการหมู่บ้าน/ชุมชนทราบ

                   2.5 คณะกรรมการหมู่บ้าน/ชุมชน  ดำเนินโครงการตามที่ได้รับอนุมัติ เมื่อดำเนินโครงการ แล้วเสร็จ ให้จัดประชุมประชาคม เพื่อให้ความเห็นชอบผลการดำเนินโครงการและอนุมัติการเบิกจ่ายงบประมาณจากธนาคาร การดำเนินโครงการให้เบิกจ่ายได้เท่าที่ใช้จ่ายจริง หากมีเงินเหลือจากการดำเนินโครงการให้ส่งคืน ที่ทำการปกครองอำเภอ/สำนักงานเขต เพื่อส่งคืนที่ทำการปกครองจังหวัด/กรุงเทพมหานคร

                   2.6 ธนาคารแจ้งผลการเบิกจ่ายให้อำเภอ/เขตทราบ

                   2.7 อำเภอ/เขตรายงานผลการดำเนินโครงการให้จังหวัด/กรุงเทพมหานคร ทราบ เพื่อจังหวัด/กรุงเทพมหานครรายงานกรมการปกครอง มท. สงป. และ กค. ทราย

                   2.8 สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยรายงานผลตามแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ต่อ สงป.

                3. สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยจัดทำและเสนอขอความเห็นชอบแผนการปฏิบัติงาน  และแผนการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 รวมทั้งเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณโครงการฯ ตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 เพื่อให้ สงป. จัดสรรงบประมาณ โดยให้กรมการปกครองและกรุงเทพมหานครขอทำความตกลงกับกรมบัญชีกลางเพื่อเบิกจ่ายแทนกันให้เป็นไปตามที่ กค. กำหนด

 

14. เรื่อง ขออนุมัติโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และการกำหนด “พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก” เพิ่มเติม

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) เสนอ ดังนี้

                1. อนุมัติโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ในรูปแบบ PPP Net Cost โดยภาครัฐลงทุนค่างานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และภาคเอกชนลงทุนค่างานโยธา ค่างานระบบรถไฟฟ้าและขบวนรถไฟฟ้า ค่าพัฒนาพื้นที่เพื่อสนับสนุนบริการรถไฟและบริการผู้โดยสาร และค่าจ้างที่ปรึกษาโครงการ รวมทั้งดำเนินงานบริหารและซ่อมบำรุงโครงการ โดยให้เอกชนร่วมลงทุนรวมเป็นเวลา 50 ปี และเอกชนเป็นผู้จัดเก็บค่าโดยสารและความเสี่ยงด้านจำนวนผู้โดยสารของโครงการ (RidershipRisk) จัดเก็บรายได้จากการพัฒนาพื้นที่โครงการ ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กนศ.) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งนี้ ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนของประกาศ กนศ. โดยเคร่งครัดต่อไป

                2. อนุมัติให้ รฟท. มีอำนาจร่วมลงทุนกับเอกชนที่ได้รับคัดเลือก โดยรายละเอียดของการร่วมลงทุนอยู่ภายใต้หลักการของโครงการรถไฟความเร็วสูง ที่ได้รับอนุมัติไว้ในข้อ 1

                3. อนุมัติค่างานที่เกี่ยวข้องกับการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและค่าสำรวจอสังหาริมทรัพย์โครงการรถไฟความเร็วสูงฯ ในกรอบวงเงินจำนวน 3,570.29 ล้านบาท โดยให้สำนักงบประมาณ (สงป.) จัดสรรงบประมาณให้ รฟท. ตามความจำเป็นและเหมาะสมต่อการใช้จ่ายเงินจริงต่อไป

                4. อนุมัติกรอบวงเงินที่รัฐร่วมลงทุนกับเอกชน ในวงเงินไม่เกิน 119,425.75 ล้านบาท ที่เป็นมูลค่าปัจจุบันตามที่ตกลงในสัญญาร่วมลงทุน โดยทยอยจ่ายให้เอกชนหลักจากเริ่มเปิดเดินรถไฟความเร็วสูงฯ ทั้งระบบแล้ว และแบ่งจ่ายเป็นรายปี โดยกำหนดระยะเวลาแบ่งจ่ายไม่ต่ำกว่า 10 ปี โดยให้กำหนดเงื่อนไขการชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุนกับเอกชนตามผลการดำเนินงาน เกณฑ์ประเมินผลผลิตที่เอกชนต้องส่งมอบ (Output Specification) ระดับในการบริการ (Level of Service) และระยะทางของการเดินรถไฟความเร็วสูงฯ ทั้งนี้ กรณีมีเหตุจำเป็น อาจให้ทยอยจ่ายเงินดังกล่าวให้เอกชนหลังจากเริ่มเปิดเดินรถไฟความเร็วสูงฯ บางส่วน โดยแบ่งจ่ายเงินที่รัฐร่วมลงทุนกับเอกชนกับเอกชนตามระยะทางของการเดินรถไฟความเร็วสูงฯ โดยในกรณีดังกล่าว กนศ. จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ

                5. เห็นชอบให้รัฐบาลรับภาระหนี้โครงสร้างพื้นฐานของโครงการแอร์พอร์ต เรลลิงก์ ของ รฟท. เป็นจำนวนเงิน 22,558.06 ล้านบาท

                6. เห็นชอบให้พื้นที่โครงการรถไฟความเร็วสูงฯ ตั้งแต่สนามบินดอนเมืองถึงสุดเขตกรุงเทพฯ และรวมถึงสถานีสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นพื้นที่ภายนอกระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เป็นพื้นที่ “ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก” เพิ่มเติม ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 2/2560 เรื่อง การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก

                7. มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม (คค.) กระทรวงการคลัง (กค.) สงป. รฟท. สกรศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

                สาระสำคัญของหลักการของโครงการรถไฟความเร็วสูงฯ ของ รฟท. ตามประกาศ สกรศ. เรื่อง รูปแบบและรายละเอียดของรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการ พ.ศ. 2560 ข้อ 3 (ก) สรุปสาระสำคัญ ได้ดังนี้

                1.วัตถุประสงค์ของโครงการรถไฟความเร็วสูงฯ

                        1.1 เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

                        1.2 เชื่อมต่อ 3 ท่าอากาศยานในเขตกรุงเทพฯ และระเบียบเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก คือ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานอู่ตะเภา แบบไร้รอยต่อ

                        1.3 พัฒนาพื้นที่เพื่อสนับสนุนบริการรถไฟของโครงการรถไฟความเร็วสูงฯ และบริการผู้โดยสาร บริเวณสถานีรถไฟแอร์พอร์ต เรลลิงก์  มักกะสัน ให้เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงกรุงเทพฯ กับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC Gateway)  และพื้นที่สถานีรถไฟความเร็วสูงศรีราชาเพื่อสนับสนุนบริการรถไฟและบริการผู้โดยสาร

                2. ขอบเขตของโครงการรถไฟความเร็วสูงฯ ประกอบด้วย 2 ส่วน

                        2.1 ส่วนของระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานอู่ตะเภา เป็นระบบขนส่งทางรถไฟขนาดมาตรฐาน 1.435 เมตร รวมระยะทางประมาณ 220 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ด้วยบริการรถไฟแบบด่วนพิเศษจอดบางสถานี และใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที ด้วยบริการรถไฟแบบปกติจอดทุกสถานี ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณผู้โดยสารประมาณ 147,000 คนต่อวัน ในปีที่เปิดให้บริการ (ปี 2566) ซึ่งส่วนของระบบขนส่งทางรถไฟดังกล่าว ประกอบด้วย

                                (1) โครงการแอร์พอร์ต เรลลิงก์เดิมช่วงพญาไทถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำนวน 8 สถานี ใช้ความเร็วรถไฟในเมืองสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

                                (2) โครงการแอร์พอร์ต เรลลิงก์ ส่วนต่อขยายช่วงท่าอากาศยานดอนเมืองถึง พญาไท จำนวน 2 สถานี ใช้ความเร็วรถไฟในเมืองสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

                                (3) โครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ ถึงท่าอากาศยานอู่ตะเภา จำนวน 5 สถานี ใช้ความเร็วรถไฟระหว่างเมือง สูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

                                โดยมีศูนย์ซ่อมบำรุงจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ซ่อมบำรุงคลองตัน [ศูนย์ซ่อมบำรุงที่มีอยู่ในปัจจุบัน ภายใต้โครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง (Suvarnabhumi Airport Rail Link and City Air Terminal: ARL)] และศูนย์ซ่อมบำรุงในบริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา (ศูนย์ซ่อมบำรุงแห่งใหม่)

                        2.2 ส่วนของการพัฒนาพื้นที่เพื่อสนับสนุนบริการรถไฟและบริการผู้โดยสารและการดำเนินกิจการทางพาณิชย์ ประกอบด้วย

                                (1) บริเวณสถานีแอร์พอร์ต เรลลิงก์ มักกะสันขนาดพื้นที่รวมประมาณ 150 ไร่ เป็นสถานีศูนย์กลางการเดินทางเชื่อมโยงกรุงเทพมหานครกับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Main Station for EEC Gateway) โดยพื้นที่ดังกล่าวติดกับบริเวณโดยรอบ ดังนี้ ด้านทิศเหนือติดกับถนนจตุรทิศ ด้านทิศตะวันออกติดกับถนนอโศกมนตรี ด้านทิศใต้ติดกับถนนกำแพงเพชร 7 และด้านทิศตะวันตกติดกับที่ดิน รฟท. ในส่วนศูนย์ซ่อมบำรุงของ รฟท. ทั้งนี้ รูปแบบการพัฒนาที่ดินดังกล่าวจะเป็นลักษณะการเช่า  ซึ่งมีกำหนดระยะเวลาการเช่าเท่ากับ 50 ปี ซึ่งไม่เกินกว่าระยะเวลาของโครงการ

                                (2) บริเวณสถานีรถไฟความเร็วสูงศรีราชาขนาดพื้นที่ประมาณ 25 ไร่ เป็นที่ดินว่างเปล่าของ รฟท.โดยพื้นที่ดังกล่าวติดกับบริเวณโดยรอบ ดังนี้ ด้านทิศเหนือติดกับทางหลวง 3241 ที่เชื่อมต่อเข้ากับตัวเมืองของอำเภอศรีราชา ด้านทิศตะวันออกติดกับที่ดินเอกชน ด้านทิศใต้ติดกับถนนศรีราชา-หนองยายบู่ และด้านทิศตะวันตกติดกับที่ดินเอกชน ทั้งนี้ รูปแบบการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นลักษณะการเช่าซึ่งมีกำหนดระยะเวลาการเช่าเท่ากับ 50 ปี ซึ่งไม่เกินกว่าระยะเวลาของโครงการ

                        3. ระยะเวลาโครงการที่เหมาะสม คือ 50 ปี เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับภาครัฐและประหยัดงบประมาณ แบ่งเป็น

                                3.1 ระยะการพัฒนาโครงการฯ ได้แก่ งานการออกแบบและงานการก่อสร้าง เป็นระยะเวลา 5 ปี

                                3.2 ระยะการดำเนินงานของโครงการและงานการบำรุงรักษา เป็นระยะเวลา 45 ปี

                        ทั้งนี้ เงื่อนไขรายละเอียดเกี่ยวกับการเริ่มต้นและการสิ้นสุดการนับระยะเวลาดังกล่าว เป็นไปตามที่ รฟท. และเอกชนตกลงกัน

 

15. เรื่อง การปรับเพิ่มระยะเวลาการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ในการตรวจลงตรา (Visa) ประทับตราให้อยู่ในราชอาณาจักร ขออนุญาตทำงาน และจัดทำ/ปรับปรุงทะเบียนประวัติให้กับแรงงานต่างด้าว

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ ดังนี้

                1. ให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) ใช้อำนาจตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ออกประกาศ ดังนี้

                        1.1 ผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวที่ยังไม่ได้พิสูจน์สัญชาติและได้ยื่นเรื่องขอจัดทำ/ปรับปรุงทะเบียนประวัติไว้กับกรมการจัดหางาน ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2561 แล้ว อยู่ในราชอาณาจักรถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2561 เพื่อจัดทำ/ปรับปรุงทะเบียนประวัติ พิสูจน์สัญชาติ ขอรับตรวจลงตรา (Visa) และประทับตราให้อยู่ในราชอาณาจักร

                        1.2 ให้เจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองสามารถตรวจลงตรา (Visa) และประทับตราให้อยู่ในราชอาณาจักรแก่แรงงานต่างด้าวที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ ซึ่งได้ยื่นเรื่องขอจัดทำ/ปรับปรุงทะเบียนประวัติไว้กับกรมการจัดหางานภายในวันที่ 31 มีนาคม 2561 แล้ว โดยยกเว้นค่าปรับฐานอยู่ในราชอาณาจักรเกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากแรงงานต่างด้าวมีจำนวนมาก ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถตรวจลงตรา (Visa) และประทับตราให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ทันในระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ ไม่เกินวันที่ 30 มิถุนายน 2561

                2. ให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสามารถตรวจลงตรา (Visa) และประทับตราให้อยู่ในราชอาณาจักรแก่แรงงานต่างด้าวที่ได้ยื่นเรื่องขอจัดทำ/ปรับปรุงทะเบียนประวัติไว้กับกรมการจัดหางานภายในวันที่ 31 มีนาคม 2561 แล้ว โดยให้ตรวจลงตรา (Visa) และประทับตราให้อยู่ในราชอาณาจักรให้แก่แรงงานต่างด้าวดังกล่าว ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 หรือ 1 พฤศจิกายน 2562 ในกรณีแรงงานต่างด้าวในกิจการประมงทะเลและแปรรูปสัตว์น้ำ

                3. ให้กรมการจัดหางานกำหนดสถานที่รับคำร้องขอจัดทำ/ปรับปรุงทะเบียนประวัติ ณ ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service : OSS) สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 รวมถึงการยื่นเอกสารผ่านระบบออนไลน์

                4. ให้กรมการปกครองจัดทำ/ปรับปรุงทะเบียนประวัติ ออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรชมพู) แก่แรงงานต่างด้าวที่ได้ยื่นเรื่องขอจัดทำ/ปรับปรุงทะเบียนประวัติไว้กับกรมการจัดหางาน ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2561 แล้ว

                5. เพื่อให้การบริหารจัดการการทำงานของแรงงานต่างด้าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ให้ รง. (กรมการจัดหางาน) สามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการขั้นตอนกำหนดสถานที่ในการดำเนินการจัดทำ/ปรับปรุงทะเบียนประวัติ ออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรชมพู) ตรวจลงตรา (Visa) และประทับตราให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ตามความเหมาะสม

 

16. เรื่อง มาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการ

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบหลักเกณฑ์การดำเนินการเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการ ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเสนอ ดังนี้

                ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้มีนโยบายสำคัญและเร่งด่วนในการป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อปฏิรูประบบการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นที่เชื่อมั่นและไว้วางใจของประชาชน ซึ่งแม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะได้กำหนดมาตรการในการขับเคลื่อนการดำเนินการเรื่องดังกล่าวให้เกิดผลมาอย่างต่อเนื่อง แต่จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ทั้งจากข้อร้องเรียนและผลการตรวจสอบการทุจริตในระบบราชการ แสดงให้เห็นว่ายังคงมีความจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาและการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในระบบราชการอย่างจริงจังและเข้มงวด เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ กระบวนการยุติธรรม และเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ และสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจแก่ประชาชน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน และการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ

                อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 42 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินการเพื่อประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในระบบราชการดังต่อไปนี้

                ข้อ 1 ในกรณีที่มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบของข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ส่วนราชการต้นสังกัดดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน แล้วรายงานผลการพิจารณาต่อหัวหน้าส่วนราชการและรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเพื่อรับทราบทันที และให้พิจารณาดำเนินการทางวินัยหรือทางอาญาโดยเร็วซึ่งจะต้องให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ในระหว่างนี้ให้รายงานความคืบหน้าในการดำเนินการต่อหัวหน้าส่วนราชการหรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด เพื่อทราบเป็นระยะตามความเหมาะสม

                กรณีที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่ามีเหตุน่าเชื่อถือ และเป็นกรณีที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการหรือทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน แม้ผลการตรวจสอบยังไม่อาจสรุปความผิดได้ชัดเจนถึงขั้นชี้มูลความผิด ให้พิจารณาปรับย้ายข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ไปดำรงตำแหน่งอื่นเป็นการชั่วคราว เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบและป้องกันการกระทำที่อาจมีผลต่อการตรวจสอบโดยเร็ว และในกรณีที่เป็นเรื่องร้ายแรงหรือมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและไว้วางใจของประชาชน ให้เสนอให้มีการย้ายหรือโอนไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในอัตรากำลังชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษในสำนักนายกรัฐมนตรี และดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดขึ้นตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 16/2558 เรื่อง มาตรการแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบ และการกำหนดกรอบอัตรากำลังชั่วคราว ลงวันที่ 15 พฤษภาคม พุทธศักราช 2558 หรือคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 68/2559 เรื่องมาตรการแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานอื่นของรัฐและการกำหนดกรอบอัตรากำลังชั่วคราวลงวันที่ 16 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2559 แล้วแต่กรณี

                ข้อ 2 ในกรณีที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่ามีหลักฐานควรเชื่อได้ว่าสามารถสรุปความผิดได้ชัดเจนถึงขั้นชี้มูลความผิด ให้ส่วนราชการต้นสังกัดดำเนินการทางวินัยต่อข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาดโดยเร็ว และให้รายงานหัวหน้าส่วนราชการและรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเพื่อทราบความคืบหน้าและเร่งรัดการดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ อาจพิจารณาให้ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นออกจากราชการไว้ก่อนหรือออกจากตำแหน่งก็ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม และในกรณีที่พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทางอาญาด้วย ให้ส่งเรื่องให้หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบเพื่อพิจารณาดำเนินคดีโดยทันที

                กระบวนการพิจารณาดำเนินการตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ และระเบียบที่เกี่ยวข้องตามปกติ แต่ให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วโดยพิจารณาจัดลำดับตามความสำคัญ ความสนใจของประชาชน และมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น

                ในกรณีที่เป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง แต่ไม่ถึงขั้นให้ปลดออกจากราชการหรือไล่ออกจากราชการ ให้ส่วนราชการต้นสังกัดดำเนินการปรับย้ายจากตำแหน่งเดิม และห้ามปรับย้ายกลับไปดำรงตำแหน่งหน้าที่ในลักษณะเดิม หรือแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นภายในเวลา 3 ปี นับแต่วันที่มีการลงโทษทางวินัย

                ข้อ 3 การปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ทำให้การปฏิบัติราชการเกิดความล่าช้าหรือไม่มีประสิทธิภาพซึ่งทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ หรือทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน ให้ถือเป็นกรณีที่ต้องพิจารณาให้มีการย้ายหรือโอนไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอื่นตามข้อ 1 วรรคสองด้วย

                ข้อ 4 ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดให้มีมาตรการคุ้มครองพยาน หรือผู้ให้ข้อมูลหรือเบาะแสในการตรวจสอบอย่างเหมาะสม เพื่อให้การได้รับข้อมูลและหลักฐานในการดำเนินการต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

                ในกรณีที่ตรวจสอบพบว่ามีการจงใจให้ข้อมูลเพื่อใส่ร้ายหรือบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้มีการดำเนินการ ที่เป็นผลร้ายต่อบุคคลอื่น ให้พิจารณาดำเนินการลงโทษบุคคลดังกล่าวอย่างเด็ดขาดด้วย

                ข้อ 5 ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ยึดถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์นี้โดยเคร่งครัดตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

 

ต่างประเทศ

17. เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านศุลกากรระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลสหพันธรัฐมาเลเชีย

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านศุลกากรระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลสหพันธรัฐมาเลเซีย (Memorandum of Understanding Between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of Malaysia Concerning Cooperation and Mutual Assistance in Customs Matters) และให้ กค. รับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ ในกรณีที่มีความจำเป็นจะต้องปรับปรุงถ้อยคำหรือสาระสำคัญในภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบไปแล้ว หากการปรับเปลี่ยนดังกล่าวไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหรือให้ความเห็นชอบไว้ ให้สามารถดำเนินการได้โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลังพร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าวตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2558 (เรื่อง การจัดทำหนังสือสัญญาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ) ด้วย

                2. อนุมัติให้อธิบดีกรมศุลกากรหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านศุลกากรระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลสหพันธรัฐมาเลเซีย และอนุมัติให้ กต. จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่ผู้ลงนามตามหลักการของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2556 [ เรื่อง หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers)]

                สาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านศุลกากรระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลสหพันธรัฐมาเลเซีย มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือ และการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างศุลกากรไทยและศุลกากรมาเลเซียให้เกิดความเข้าใจในการติดต่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับพิธีการศุลกากร กฎหมาย ข้อบังคับ และพิธีการต่าง ๆ การแจ้งข่าวสารและแบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ระหว่างกัน เป็นต้น

 

18. เรื่อง ขอความเห็นชอบการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองทางกายภาพของวัสดุนิวเคลียร์

และที่แก้ไขเพิ่มเติม

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบการภาคยานุวัติอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองทางกายภาพของวัสดุนิวเคลียร์และการให้สัตยาบันข้อแก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญา โดยไม่รับกระบวนการระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการและการเสนอเรื่องสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

                2. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เป็นผู้ดำเนินการตามกระบวนการที่เกี่ยวข้องในการภาคยานุวัติอนุสัญญาฯ และการให้สัตยาบันข้อแก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญาฯ

                3. มอบหมายให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เป็นหน่วยประสานงานหลักระดับชาติของการดำเนินการตามพันธกรณีของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองทางกายภาพของวัสดุนิวเคลียร์และที่แก้ไขเพิ่มเติม ภายหลังจากที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาแล้ว

                4. อนุมัติในหลักการสำหรับการจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ให้แก่ ปส. ในฐานะหน่วยประสานงานหลักระดับชาติ และหน่วยงานราชการไทยที่เกี่ยวข้อง

                ทั้งนี้ สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามพันธกรณีของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองทางกายภาพของวัสดุนิวเคลียร์และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ วท. (สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ที่ได้รับจัดสรรไว้แล้ว โดยปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณมาดำเนินการเป็นลำดับแรกก่อน สำหรับค่าใช้จ่ายในปีต่อ ๆ ไป ให้เสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีรองรับตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

               สาระสำคัญของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองทางกายภาพของวัสดุนิวเคลียร์ และที่แก้ไขเพิ่มเติมมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองทางกายภาพที่มีประสิทธิภาพทั่วโลกของวัสดุนิวเคลียร์ที่ใช้ในทางสันติและของสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ที่ใช้ในทางสันติ ตลอดจนเพื่อป้องกันและต่อต้านการกระทำความผิดเกี่ยวกับวัสดุและสถานประกอบการ

               ขอบเขตของอนุสัญญาฯ ใช้บังคับกับวัสดุนิวเคลียร์ที่ใช้ในทางสันติในขณะใช้งาน เก็บรักษาและระหว่างการขนส่งระหว่างประเทศและสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ที่ใช้ในทางสันติ แต่ไม่ใช้บังคับกับวัสดุนิวเคลียร์ที่ใช้หรือเก็บรักษาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร (ข้อ 2 ของอนุสัญญา)

 

19. เรื่อง ร่างหนังสือแสดงเจตนารมณ์ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานตำรวจเนเธอร์แลนด์ว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (Letter of Intent between the Royal Thai Police and the Netherlands Police on Combating Transnational Crime)

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.) เสนอ  ดังนี้

                1. เห็นชอบร่างหนังสือแสดงเจตนารมณ์ระหว่าง ตช. และสำนักงานตำรวจเนเธอร์แลนด์ว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (Letter of Intent between the Royal Thai Police and the Netherlands Police on Combating Transnational Crime) (หนังสือแสดงเจตนารมณ์ฯ)

                2. อนุมัติให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามหนังสือแสดงเจตนารมณ์ฯ

ดังกล่าว

                3. อนุมัติให้ ตช. สามารถดำเนินการแก้ไขปรับปรุงร่างหนังสือแสดงเจตนารมณ์ฯ ในส่วนที่ไม่ใช่

สาระสำคัญ หากมีความจำเป็นต้องมีการแก้ไขในภายภาคหน้าโดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบอีกครั้งทั้งนี้ ในกรณีมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างหนังสือแสดงเจตนารมณ์ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานตำรวจเนเธอร์แลนด์ว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (Letter of Intent between the Royal Thai Police and the Netherlands Police on Combating Transnational Crime) ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย และไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบหรือมีมติอนุมัติไปแล้ว  ให้ ตช. สามารถดำเนินการได้โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง  พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์ของมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2558 (เรื่อง การจัดทำหนังสือสัญญาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ) ด้วย

              สาระสำคัญของร่างหนังสือแสดงเจตนารมณ์ฯ มีวัตถุประสงค์และความมุ่งหมาย เพื่อสร้างกรอบ

การทำงานพื้นฐานเพื่อความร่วมมือระหว่างผู้เข้าร่วมทั้งสองฝ่ายในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติและในเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือของตำรวจ

                รูปแบบของกิจกรรมความร่วมมือ ครอบคลุมในด้านต่าง ๆ ดังนี้ (1) การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงกลยุทธ์และปฏิบัติการการบังคับใช้กฎหมาย และการวิเคราะห์ (2) การปฏิบัติการประสานงาน (3) การสร้างความเข้มแข็งและเป็นปึกแผ่นให้กับเครือข่ายความร่วมมือที่มีอยู่ และ (4) ความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด และการสนับสนุนร่วมกัน โดยผ่านเจ้าหน้าที่ประสานงานและที่ปรึกษาทางด้านเอกสาร

 

20. เรื่อง การเพิ่มทุนของหน่วยงานค้ำประกันเครดิตและการลงทุนแห่งภูมิภาคอาเซียน+3

                คณะรัฐมนตรีพิจารณาการเพิ่มทุนของหน่วยงานค้ำประกันเครดิตและการลงทุนแห่งภูมิภาคอาเซียน+3 ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ แล้วมีมติ ดังนี้

                1. เห็นชอบกรอบวงเงินสำหรับการเพิ่มทุนของหน่วยงานค้ำประกันเครดิตและการลงทุนแห่งภูมิภาคอาเซียน+3 (Credit Guarantee and Investment Facility : CGIF) ตามสัดส่วนที่ประเทศได้รับจัดสรรจำนวน 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือภายในกรอบวงเงินไม่เกิน 360 ล้านบาท) โดยให้ กค. ทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป

                2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้แทนลงนามในแบบแสดงความจำนงในการเพิ่มทุนตามสัดส่วนที่ได้รับจัดสรร (Instrument of Subscription) โดยกระทรวงการต่างประเทศพิจารณาจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่ผู้ลงนามตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2556 [เรื่อง หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers)] ต่อไป

                สาระสำคัญของเรื่อง

                การเพิ่มศักยภาพในการค้ำประกันด้วยวิธีการเพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะส่งผลให้ CGIF สามารถให้บริการค้ำประกันบริษัทเอกชนในภูมิภาคต่อไปได้โดยไม่กระทบอันดับความน่าเชื่อถือ และการเพิ่มทุนมีแนวโน้มจะทำให้ผลประกอบการและกำไรดีขึ้น และทำให้ในระยะต่อไป CGIF จะสามารถเพิ่ม Leverage Ratio ได้เป็น 3.5 เท่า รวมถึงสามารถพึ่งพาตนเองต่อไปได้ในระยะยาว ทั้งนี้ CGIF ประมาณการว่า การเพิ่มศักยภาพการค้ำประกันจะช่วยให้อัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Return on Equity : ROE) เพิ่มขึ้นจาก 3 เท่า เป็น 6 เท่าได้ เนื่องจากในปี 2560 – 2567 CGIF มีแผนการดำเนินงานซึ่งเน้นกิจกรรม ดังนี้

                1. การขยายฐานนักลงทุน

                2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น พันธบัตรสำหรับโครงการลงทุนโครงการพื้นฐาน (Infrastructure Project) และพันธบัตรที่ใช้ในการรุมทุนเพื่อพัฒนาพลังงานทดแทน (Green Bond)

                3. ส่งเสริมการทำ Securitization เช่น การทำ Solar Bond โดยใช้กระแสเงินสดจากกระบวนการผลิตไฟฟ้าจากแผงพลังงานแสงอาทิตย์

                4. ผลักดันให้นักลงทุนจากประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เข้ามาระดมทุนใน ASEAN6 (สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์) มากขึ้น

                5. จัดตั้งและส่งเสริมให้มีการออก Local Bond ในตลาด BCLM (บรูไน กัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา)

 

21. เรื่อง การเปิดตลาดสินค้าเกษตรตามกรอบความตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) ปี 2561 – ปี 2563

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ตามมติคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ในคราวประชุมครั้งที่ 2/2560 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2560 ตามที่คณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ เสนอดังนี้

                1. สินค้าเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ ภายใต้กรอบความตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) ให้เปิดตลาดนำเข้าในช่วงปี 2561 – 2563 ปริมาณในโควตาปีละ 3.15 ตัน (6,944 ปอนด์) อัตราภาษีในโควตา ร้อยละ 0 และอัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 218 (เปิดตลาด ปริมาณนำเข้าในโควตาและอัตราภาษีเหมือนกับในช่วงปี 2558 – 2560 ส่วนอัตราภาษีนอกโควตาเป็นไปตามข้อผูกพันภายใต้กรอบความตกลง WTO)

               2. สินค้าหอมหัวใหญ่ (แห้งเป็นผงและแห้งไม่เป็นผง) ภายใต้กรอบความตกลง WTO ให้เปิดตลาดนำเข้าในช่วงปี 2561 -2563 ปริมาณในโควตาปีละ 764 ตัน อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 27 และอัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 142 (เปิดตลาด ปริมาณนำเข้าในโควตาและอัตราภาษีเหมือนกับในช่วงปี 2558 – 2560 ส่วนอัตราภาษีนอกโควตาเป็นไปตามข้อผูกพันภายใต้กรอบความตกลง WTO)

                3. หัวพันธุ์มันฝรั่ง ภายใต้กรอบความตกลง WTO ให้เปิดตลาดนำเข้าในช่วงปี 2561 – 2563 ปริมาณในโควตาไม่จำกัดจำนวน อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 0 และอัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 125 (เปิดตลาด ปริมาณนำเข้าในโควตา และอัตราภาษีเหมือนกับในช่วงปี 2558 – 2560 ส่วนอัตราภาษีนอกโควตาเป็นไปตามข้อผูกพันภายใต้กรอบความตกลง WTO)

                4. หัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป ภายใต้กรอบความตกลง WTO ให้เปิดตลาดนำเข้าในช่วงปี 2561 – 2563 ปริมาณในโควตาปีละ 52,000 ตัน อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 27 และอัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 125 (เปิดตลาด ปริมาณนำเข้าในโควตาและอัตราภาษีเหมือนกับปี 2560 ส่วนอัตราภาษีนอกโควตาเป็นไปตามข้อผูกพันภายใต้กรอบความตกลง WTO)

                ทั้งนี้ การบริหารการนำเข้าให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการจัดการการผลิตและการตลาดกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง กำหนด

 

22. เรื่อง การปรับปรุงกลไกการทบทวนนโยบายการค้าขององค์การการค้าโลก

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการขยายกำหนดระยะเวลาการทบทวนนโยบายการค้าของประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (World Trade Organization : WTO) ทุกประเทศ รวมทั้งไทยออกไปรอบละ 1 ปี และจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มกราคม 2562 ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

                พณ. รายงานว่า

                1. สมากชิก WTO ทุกประเทศจะต้องได้รับการทบทวนนโยบายการค้าผ่านที่ประชุมองค์กรทบทวนนโยบายการค้า (Trade Policy Review Body : TPRB) เป็นระยะ ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิก WTO อื่น ๆ ได้รับทราบและเข้าใจนโยบายการค้า มาตรการและกฎระเบียบต่าง ๆ ของประเทศสมาชิกที่ได้รับการทบทวนฯ อันจะเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และช่วยลดความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศลงได้ โดยกระบวนการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความโปร่งใสของการดำเนินนโยบายและมาตรการทางการค้าของประเทศสมาชิก ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการ WTO จะประกาศกำหนดการและรายชื่อสมาชิกที่จะมีการทบทวนนโยบายการค้าเป็นประจำทุกปี และสมาชิกที่มีการเปลี่ยนกลุ่มจะได้รับแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี ก่อนที่จะมีการทบทวน

                2. โดยที่จำนวนสมาชิก WTO เพิ่มขึ้นจากเดิมจนถึงปัจจุบันมีจำนวน 164 ประเทศ ฝ่ายเลขาธิการ WTO ซึ่งเป็นผู้จัดทำรายการทบทวนนโยบายทางการค้ามีทรัพยากรและบุคลากรจำกัดไม่สามารถจัดทำรายงานฯ ได้ตามกรอบเวลาเดิม ดังนั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีใหญ่ (General Council) อาศัยอำนาจตามความตกลงมาร์ราเกซเพื่อจัดตั้ง WTO ข้อ 10 วรรค 8 (กำหนดให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีใหญ่มีอำนาจในการให้ความเห็นชอบการแก้ไขภาคผนวก 3 ของความตกลงฯ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดระยะเวลาทบทวนนโยบายการค้า เพื่อให้มีผลใช้บังคับโดยที่ไม่ต้องมีการลงนามหรือให้สัตยาบันโดยประเทศสมาชิก WTO เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนินงานของ WTO) และ ข้อ 4 วรรค 2 [กำหนดให้ที่ประชุมคณะมนตรีใหญ่ปฏิบัติหน้าที่แทนที่ประชุมรัฐมนตรี] (Ministerial Conference) เกี่ยวกับกฎเกณฑ์และระเบียบการดำเนินงานระหว่างช่วงที่ไม่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี] จึงมีมติเห็นชอบร่างรายงานการทบทวนกลไก

การทบทวนนโยบายการค้า ครั้งที่ 6 (The 6th TPRM Appraisal) และให้ขยายกำหนดระยะเวลาทบทวนนโยบายการค้าของสมาชิก WTO ทุกประเทศออกไปรอบละ 1 ปี ดังนี้

ประเทศสมาชิก

เดิม

ใหม่

1. สมาชิกที่มีส่วนแบ่งการค้าในตลาดโลก 4 ลำดับแรก (สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น)

ทุกระยะ 2 ปี

ทุกระยะ 3 ปี

2. สมาชิกที่มีสัดส่วนแบ่งการค้าในตลาดโลกลำดับที่ 5 – 20 (อาทิ อินเดีย บราซิล ออสเตรเลีย แคนาดา ไทย ตุรกี เม็กซิโก เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย)

ทุกระยะ 4 ปี

ทุกระยะ 5 ปี

3. สมาชิกที่เหลือ

ทุกระยะ 6 ปี

ทุกระยะ 7 ปี

ทั้งนี้ ไทยได้รับการทบทวนครั้งล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 และการทบทวนนโยบายการค้าของไทยในครั้งต่อไป คือ ปี 2563

                3. การขยายกำหนดระยะการทบทวนนโยบายการค้าของสมาชิก WTO มิได้ส่งผลกระทบในทางลบแก่ไทย เนื่องจากเป็นการขยายระยะเวลาให้ไทยสามารถพิจารณาดำเนินการศึกษานโยบายการค้าของประเทศต่าง ๆ รวมทั้งจัดทำรายงานการทบทวนนโยบายทางการค้าของไทยให้รอบครอบและรัดกุมยิ่งขึ้น

 

23. เรื่อง ประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (6thGMS Summit) ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบต่อประเด็นหารือของไทยและเอกสารที่จะมีการรับรองในการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (The Greater Mekong Subregion Economic Coordination : GMS) ครั้งที่ 6 ได้แก่

                        (1) ร่างแถลงการณ์ร่วมระดับผู้นำ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 6

                        (2) ร่างแผนปฏิบัติการฮานอยปี 2561-2565

                        (3) กรอบการลงทุนในภูมิภาค ปี 2565

ซึ่งจะได้มีการรับรองโดยไม่มีการลงนามในการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงาน GMS ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 29-31 มีนาคม 2561 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยให้ สศช. สามารถปรับปรุงถ้อยคำในแถลงการณ์ร่วมฯ ได้ในกรณีที่มิใช่การเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบอีก

                2. ให้นายกรัฐมนตรีได้ร่วมกับผู้นำประเทศของประเทศลุ่มแม่น้ำโขงให้การรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมระดับผู้นำ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 6 ร่างแผนปฏิบัติการฮานอย ปี 2561-2565 และกรอบการลงทุนในภูมิภาค ปี 2565

                สาระสำคัญของเรื่อง

                สศช. รายงานว่า กำหนดการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงาน GMS ครั้งที่ 6 สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามร่วมกับธนาคาร ADB จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงาน GMS ครั้งที่ 6 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติกรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างวันที่ 29-31 มีนาคม 2561โดยประเด็นหารือและข้อเสนอของประเทศไทย สศช. ได้กำหนดท่าทีของไทยในการเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำแผนงาน GMS ครั้งที่ 6 เพื่อแสดงถึงการผลักดัน การเน้นย้ำ และการสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมตามแผนงาน GMS ครั้งที่ 6 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. กรอบการลงทุนของภูมิภาค ปี 2565 (Regional Investment Framework : RIF2022) 2. โครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่ง 3. นโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 4. การซื้อขายไฟฟ้าในอนุภูมิภาค GMS 5. การส่งเสริมการลงทุนให้กับภาคเอกชนในภูมิภาค และ 6. การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการภัยพิบัติ

                เอกสารที่จะมีการรับรองระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงาน GMS ครั้งที่ 6 รวม 3 ฉบับมี ดังนี้

                ร่างแถลงการณ์ร่วมระดับผู้นำ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 6 (Joint Summit Declaration: JSD) มีสาระสำคัญเป็นการแสดงความชื่นชมการดำเนินงานตามแผนงาน GMS ในช่วงระยะเวลา 25 ปี ที่ผ่านมา และแสดงถึงแนวทางการดำเนินงานของแผนงาน GMS ในอนาคต

                ร่างแผนปฏิบัติการฮานอยปี 2561-2565 (Hanoi Action Plan 2018-2022) GMSได้ดำเนินการประเมินผลระยะกลางรอบของกรอบยุทธศาสตร์แผนงาน GMS ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2555-2560) และนำผลการประเมินดังกล่าวมาจัดทำเป็นร่างแผนปฏิบัติการฮานอยเพื่อปรับปรุงให้การดำเนินการของ GMS ยังคงมีประสิทธิภาพสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประเทศสมาชิกในบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปได้ โดยร่างแผนปฏิบัติการดังกล่าวมีองค์ประกอบหลักสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1. ยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่และการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ 2. การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์รายสาขาและการจัดลำดับสำคัญของแต่ละสาขา 3. การปรับปรุงกระบวนการวางแผนและระบบการติดตามและประเมินผล และ 4. การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเชิงสถาบัน และการเป็นหุ้นส่วน

                กรอบการลงทุน RIF2022 ถูกจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนแผนปฏิบัติการฮานอย ประกอบด้วย โครงการความร่วมมือจำนวน 227 โครงการ ในสาขาความร่วมมือ 10 สาขา (ประกอบด้วยโครงการลงทุนจำนวน 143 โครงการ และโครงการความช่วยเหลือทางวิชาการอีก 84 โครงการ ซึ่งแผนงานด้านคมนาคมยังคงเป็นส่วนสำคัญของกรอบการลงทุน โดยกรอบ RIF2022 ถือเป็น “แผนงาน/โครงการที่มีความเคลื่อนไหว” (Living Document) ซึ่งสามารถทบทวน เพิ่มเติม และปรับปรุงได้

 

24. เรื่อง ขอความเห็นชอบต่อร่างเอกสารสุดท้ายของการประชุมกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 18 และร่างปฏิญญากรุงบากู

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบร่างเอกสารสุดท้าย (Draft Final Document) ของการประชุมกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 18 (18thMid-Term Ministerial Meeting of the Non-Aligned Movement – NAM) และร่างปฏิญญากรุงบากู (Draft Baku Declaration) และให้ กต. ร่วมรับรองร่างเอกสารทั้งสองฉบับในการประชุมดังกล่าวที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 6 เมษายน 2561 ณ กรุงบากู สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน

                2. หากถ้อยคำเรื่องทะเลจีนใต้ในเอกสารสุดท้ายของการประชุมฯ ไม่สอดคล้องกับข้อเสนอของกลุ่มอาเซียนให้รัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศร่วมลงนามในหนังสือแจ้งข้อสงวน (reservation) ต่อถ้อยคำดังกล่าวในเอกสารสุดท้ายฯ เช่นเดียวกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอื่น ๆ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนต่อเอกสารสุดท้ายของการประชุมสุดยอด NAM ครั้งที่ 17 ณ เกาะมาร์การิตา สาธารณรัฐโบลีวาร์ เวเนซุเอลา เมื่อปี 2559

                3. หากถ้อยคำเกี่ยวกับสถานการณ์ในรัฐยะไข่ที่ถูกบรรจุในเอกสารสุดท้ายของการประชุมฯ ไม่สอดคล้องกับท่าทีไทย แสดงท่าทีเชิงลบ หรือมีถ้อยคำรุนแรงประณาม สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีหนังสือแจ้งข้อสงวนของไทย (reservation) หรือแสดงท่าทีที่อธิบายอย่างระมัดระวังถึงเหตุผลของไทย ซึ่งทำให้ไม่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับถ้อยคำดังกล่าวได้

                4. หากมีการแก้ไขร่างเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวที่มิใช่สาระสำคัญหรือขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ กต. ใช้ดุลยพินิจในการเจรจาและดำเนินการแก้ไขโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีหนังสือแจ้งข้อสงวนของไทย (reservation) ด้วย หากพิจารณาแล้วเห็นว่ามีถ้อยคำที่อาจไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์และท่าทีของไทยโดยรวมในสาระสำคัญ

                สาระสำคัญของร่างเอกสารฯ และร่างปฏิญาฯ มีดังนี้

                1. ร่างเอกสารสุดท้ายฯ เน้นให้ประเทศสมาชิกยึดมั่นในพันธกิจและวัตถุประสงค์ของ NAM กฎบัตรสหประชาชาติ และกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น การไม่แทรกแซงกิจการภายใน การเคารพในสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน การปลดปล่อยอาณานิคม การงดเว้นการใช้กำลังในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี เป็นต้น เพื่อยับยั้งความพยายามในการชี้นำหรือครอบงำของประเทศพัฒนาแล้ว และมุ่งเน้นการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนา โดยพยายามสร้างสมดุลระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาแล้วในทุกมิติ และให้กลุ่ม NAM มีบทบาทในการปฏิรูปสหประชาชาติ

                ร่างเอกสารแบ่งเป็น 3 บท คือ (1) ประเด็นระหว่างประเทศ (2) ประเด็นการเมืองภูมิภาคและอนุภูมิภาค และ (3) ประเด็นด้านการพัฒนา สังคม และสิทธิมนุษยชน

                2. ร่างปฏิญากรุงบากู เน้นย้ำถึงหลักการต่าง ๆ ที่กลุ่ม NAM ให้ความสำคัญ เช่น การเคารพในอำนาจอธิปไตย สิทธิการกำหนดใจตนเองของประชาชน (Self-Determination คือ สิทธิของประชาชนในการกำหนดสถานะทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของตนเอง มักใช้กับกรณีการเลือกที่จะปกครองตนเองของชนกลุ่มน้อย) การระงับกรณีพิพาทโดยสันติ การงดเว้นจากการคุกคามและใช้กำลัง การพัฒนาที่ยั่งยืน การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ร่างปฏิญญากรุงบากูยังอยู่ระหว่างการเจรจาปรับถ้อยคำและหากประเทศสมาชิกตกลงได้ จะเสนอให้ที่ประชุมฯ รับรองต่อไป ในส่วนของไทย คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์กแจ้งว่า หลักการของเอกสารดังกล่าวไม่ขัดกับท่าทีและผลประโยชน์ของไทย จึงสามารถยอมรับเอกสารดังกล่าวได้

 

แต่งตั้ง

25. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอแต่งตั้ง นางพัชรินทร์ ศรีนพนิคม ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และการวางแผนเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2560 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

 

26. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงมหาดไทย)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้ง นายมานัส ฉั่วสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมที่ดิน ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

27. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอแต่งตั้ง นางเกศินี วิฑูรชาติ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (จากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง) ในคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ แทน นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ ที่ลาออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป

 

28. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย พ.ศ. 2551

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอแต่งตั้ง นายกรีพงศ์ เทียมเศวต เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านศิลปะร่วมสมัย สาขาศิลปะการแสดงในคณะกรรมการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย แทนผู้ที่ลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป

 

29. เรื่อง การแต่งตั้งผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง ศาสตราจารย์ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ เป็นผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) (ตามมติคณะกรรมการ สสวท.ครั้งที่ 515/3/2561 เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2561) ตามความในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ.2541 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่กำหนดในสัญญาจ้าง แต่ไม่ก่อนวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ และให้ ศาสตราจารย์ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ลาออกจากการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยก่อนลงนามในสัญญาจ้างด้วย


INSIGHT ครม. \”แก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว\” วันที่ 16 มกราคม 2561 ข่าวค่ำ #NBT2HD


การจัดระเบียบแรงงานด่างด้าวให้ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฏหมาย ซึ่งกระทรวงแรงงานได้ดำเนินการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวทั้ง 3 สัญชาติตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 31 ธันวาคม2560 แต่ยังมีแรงงานที่ยังพิสูจน์สัญชาติไม่แล้วเสร็จกว่า 8 แสนคนจากจำนวนแรงงานทั้งหมดกว่า 2 ล้านคน คณะรัฐมนตรี จึงมีมติขยายระยะเวลาให้แรงงานต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรออกไปอีก 6 เดือน เพื่อทำการพิสูจน์สัญชาติให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2561

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

INSIGHT ครม. \

การอนุญาตแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ตามมติ ครม 13 ก.ค. 64


เมื่อคืนพี่จิ๊บลงโพสต์ของเพจ ต.ม. ที่แชร์เรื่องการอยู่ต่อของคนถือวีซ่าทำงานที่หมดอายุ และกำลังจะหมดอายุ สามารถอยู่ต่อในไทยได้ตามมติ ครม วันที่ 13 ก.ค. 64 และประกาศเป็นกฎกระทรวงวันที่ 4 สิงหาคม 64 วันนี้เอามาเล่าให้ฟังคร่าวๆ ค่ะ แต่บอกก่อนนะคะ พี่จิ๊บไม่ได้รับทำแรงงาน แต่มาให้คำแนะนำได้จ้าาาา รายการพี่จิ๊บพบปะพูดคุยอัพเดต จดทะเบียนสมรสไทยลาว แรงงานต่างด้าว

การอนุญาตแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ตามมติ ครม 13 ก.ค. 64

ขึ้นทะเบียนต่อใบอนุญาตแรงงานต่างด้าววันแรก ปรับขั้นตอนเร็วขึ้น | สำนักข่าวไทย อสมท


วันนี้เป็นวันแรก ที่กรมการจัดหางานเปิดให้แรงงาน 3 สัญชาติ กัมพูชา เมียนมาร์ และลาว ที่ครบกำหนดผ่อนผัน ขึ้นทะเบียนต่อใบอนุญาต และเพื่ออำนวยความสะดวกและรวดเร็ว จึงปรับเปลี่ยนขั้นตอนการขึ้นทะเบียน
อ่านรายละเอียด►http://www.tnamcot.com/?p=437990
☺ติดตาม สำนักข่าวไทย อสมท (ช่อง 9MCOT HD เลข 30 | โมเดิร์นไนน์ทีวี) Thai News Agency MCOT
► เว็บ http://www.tnamcot.com
► เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/tnamcot
► แอดไลน์ (LINE) สำนักข่าวไทย ไปที่ ► เพิ่มเพื่อน ► พิมพ์ @TNAMCOT หรือคลิก http://line.me/ti/p/%40tnamcot
► ทวิตเตอร์ https://www.twitter.com/tnamcot
► อินสตาแกรม https://instagram.com/tnamcot
► ยูทูบ https://www.youtube.com/tnamcot
ชมข่าวย้อนหลัง ► https://www.tnamcot.com/programs

ขึ้นทะเบียนต่อใบอนุญาตแรงงานต่างด้าววันแรก ปรับขั้นตอนเร็วขึ้น | สำนักข่าวไทย อสมท

มติ ครม.ผ่อนผัน แรงงานต่างด้าว3สัญชาติ พม่า ลาว กัมพูชา อยู่ต่อได้ถึงวันที่ 27 กค.2565


ที่มา เวปไซด์ กรมประชาสัมพันธ์
1. กลุ่มมติ ครม.20 สค.62
(กลุ่มPassportเล่มเขียว)
1.ผ่อนผันให้ทำงานและอยู่ต่อถึง 27กค.65
2.ถ้าทำงานต่อให้ดำเนินการขอใบอนุญาตทำงานภายใน 30กย.64 31 มีค.65
3. ถ้าPassport หมดอายุ ให้ดำเนินการทำPassportใหม่ ภายใน 27 กค.65
4. เมื่อได้Passportใหม่ ให้ติดต่อ ตม.เพื่อย้ายตราวีซ่า เพื่ออยู่ทำงานต่อได้
ถึง 13 กพ.66
2. กลุ่มมติ ครม. 4 สค.63
(กลุ่ม บต.23)
1. ให้ดำเนินการตามขั้นตอนเดิมในระบบจนได้รับ บัตรชมพู ภายใน 31 มีค.65
2.หากต้องการทำงานต่อให้ขอใบอนุญาตทำงานและวีซ่า ภายใน 31 มีค.65
3. ถ้าPassport หมดอายุ ให้ดำเนินการทำPassportใหม่ ภายใน 27 กค.65
4. เมื่อได้Passportใหม่ ให้ติดต่อ ตม.เพื่อย้ายตราวีซ่า เพื่ออยู่ทำงานต่อได้
ถึง 13 กพ.66
3. กลุ่มมติ ครม. 10 พย.63
(กลุ่มMOUครบ4ปี ตั้งแต่ 1พย6331ธค.64 )
1.ผ่อนผันให้ทำงานและอยู่ต่อถึง 27กค.65
2.ถ้าPassport หมดอายุ ให้ดำเนินการทำPassportใหม่ ภายใน 27 กค.65
3. เมื่อได้Passportใหม่ ให้ติดต่อ ตม.เพื่อย้ายตราวีซ่า เพื่ออยู่ทำงานและอยู่ต่อได้ระยะเวลา 2 ปี
นับจากใบอนุญาตเดิมหมดอายุ
4. กลุ่มต่างด้าว 3 สัญชาติ
ใบอนุญาตหมดอายุ และไม่สามารถหานายจ้างได้ภายใน 30 วัน
1.ผ่อนผันให้ทำงานและอยู่ต่อถึง 27กค.65 เพื่อขอใบอนุญาตภายใน 60 วัน
2.ถ้าPassport หมดอายุ ให้ดำเนินการทำPassportใหม่ ภายใน 27 กค.65
3. เมื่อได้Passportใหม่ ให้ติดต่อ ตม.เพื่อย้ายตราวีซ่า
เพื่ออยู่ทำงานต่อได้ ถึง 13 กพ.66

มติ ครม.ผ่อนผัน แรงงานต่างด้าว3สัญชาติ พม่า ลาว กัมพูชา อยู่ต่อได้ถึงวันที่ 27 กค.2565

\”ยังไม่ได้ถ่ายบัตรชมพู\” ให้รับใบอนุญาตทำงานเล่มน้ำเงิน บต.39 แทนบัตรชมพูชั่วคราวก่อน


📌 บริการ ยื่นขอใบอนุญาตทำงาน บต.39 เล่มน้ำเงิน (แทนบัตรชมพู)
แรงงานต่างด้าว ทั้ง 3 กลุ่ม นี้
1. มติ ครม. วันที่ 20 ส.ค. 2562
2. มติ ครม. วันที่ 4 ส.ค. 2563
3. มติ ครม. วันที่ 29 ธ.ค. 2563
📍 ในสถานการณ์ปรกติ ต้องไปถ่ายบัตรประจำตัวคนต่างด้าว (บัตรชมพู)
แต่จากสถานการณ์ โควิด19 ทำให้ไม่สามารถไปถ่ายบัตรชมพูได้
จึงมีความจำเป็นต้องยื่นขอรับ
ใบอนุญาตทำงาน บต.39 เล่มสีน้ำเงิน เพื่อใช้แทนบัตรชมพูชั่วคราว
👉 ขั้นตอนขอรับใบอนุญาตทำงาน บต.39
1.ยื่นเอกสารขอรับใบอนุญาตทำงาน บต.39 แทนแรงงานต่างด้าว
2. รอจัดหางานออกเอกสารใบอนุญาตทำงาน และนัดหมาย
เพื่อเข้าไปรับใบอนุญาตทำงาน บต.39
3. แรงงานต่างด้าวไปรับใบอนุญาตทำงาน บต.39 ที่จัดหางานด้วยตนเอง
ค่าบริการขอรับใบอนุญาตทำงาน บต.39
✅ คน ละ 1,000 บาทเท่านั้น
(ถ้านายจ้างดำเนินการเองไม่มีค่าธรรมเนียม)
รายละเอียดเอกสารที่ต้องใช้กดที่ลิ้งค์
https://www.passport.co.th/service/workpermitbt39/
โทร 028215965
นนทบุรี (สี่แยกแคราย) กด1
https://lin.ee/6JMHpxg
รัชดาซอย22 (MRT รัชดา) กด2
https://lin.ee/s7oT5Hj
สมุทรปราการ บางพลี (รพ.บางนา2) กด3
https://lin.ee/5ieFkR4

\

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่General news

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ มติ ครม แรงงานต่างด้าว 2561

4 thoughts on “[NEW] สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่27มีนาคม2561 | มติ ครม แรงงานต่างด้าว 2561 – POLLICELEE”

  1. FOX TV’nin 2022 sezonunda ekranlara getirdiği dönem dizisi
    Kanunsuz Topraklar İstanbul dışında çekilen dizilerden birisi.

    Peki, Kanunsuz Topraklar hangi şehirde çekiliyor? 1939 yıllarında haksızlığa ve karşı mücadele
    eden madenci Davut’un hikayesinin anlatıldığı Kanunsuz Topraklar dizisi maden şehri olan Zonguldak’ta çekiliyor.
    Dizinin seti Zonguldak’ta madenlerin olduğu bir kasabada
    bulunuyor. Dizinin setinin ilerleyen bölümlerde İstanbul’a.

    Reply
  2. Watch rus anne ogul sikis tube porn rus anne ogul sikis movie and download to
    phone. Lexington Steele fucks Lisa Ann, Julia Ann, Eva Karera, Mellanie
    Monroe, India Summer, Nikki Sexx rus anne ogul sikis porn videos.

    07:54. Sexy amateur brunette Anne suckign a small dick of the young guy.
    Tags: couple small tits amateur blowjob.

    Reply

Leave a Comment