[NEW] สินเชื่อภาคธนาคาร กับการส่งผ่านนโยบายการเงิน | นโยบายการเงิน 2559 – POLLICELEE

นโยบายการเงิน 2559: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

excerpt

การส่งผ่านนโยบายการเงินผ่านช่องทางสินเชื่อภาคธนาคารถือเป็นช่องทางที่สำคัญช่องทางหนึ่งในระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาสินเชื่อเป็นแหล่งเงินทุนหลักอย่างหลาย ๆ ประเทศในเอเชีย บทความนี้ศึกษาโดยใช้ข้อมูลรายธนาคารจากประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย เพื่อชี้ให้เห็นว่าธนาคารที่มีสถานะทางการเงินและรูปแบบธุรกิจที่แตกต่างกันจะมีการตอบสนองต่อนโยบายการเงินมากน้อยแตกต่างกันไป นอกจากนี้ ความเชื่อมโยงด้านการเงิน รวมทั้งบทบาทของธนาคารต่างชาติที่เพิ่มขึ้น ยังทำให้สินเชื่อตอบสนองต่อนโยบายการเงินในประเทศน้อยลงและอ่อนไหวต่อภาวะการเงินในต่างประเทศมากขึ้น

ความผันผวนในตลาดหุ้นจีนหรือตลาดการเงินยุโรปที่สร้างแรงกระเพื่อมไปยังตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกเมื่อไม่นานมานี้ หรือเหตุการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายที่ผันผวนและอ่อนไหว ต่อข่าวการเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักมากขึ้น ต่างเป็นอาการที่สะท้อนถึงความเชื่อมโยงทางการเงินโลกที่สูงขึ้น หรือที่เรียกว่าโลกาภิวัตน์ทางการเงิน (financial globalization) อันเป็นผลจากการเปิดเสรีทาง การเงินของประเทศต่าง ๆ ผนวกกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการเงินและการสื่อสารที่ช่วยลดอุปสรรคในการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินข้ามชาติ รวมทั้งพัฒนาการทางเศรษฐกิจการเงินที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคที่ผลักดันให้เกิดการแสวงหาผลตอบแทนที่ดีกว่าข้ามพรมแดนประเทศ

โลกาภิวัตน์ทางการเงินนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีแนวโน้มที่จะทวีความเข้มข้นขึ้น และรูปแบบอาจจะเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งหากพิจารณาการเปลี่ยนแปลงในภาคการเงินระหว่างประเทศที่มาพร้อมกับกระแสโลกาภิวัตน์ในระยะหลัง จะพบบริบทใหม่ที่ชัดเจนอย่างน้อย 3 ด้าน คือ

  1. การที่อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องจากความพยายามของประเทศเศรษฐกิจหลักที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจด้วยการลดดอกเบี้ยจนติดหรือทะลุขอบล่าง (zero bound) และการทำมาตรการผ่อนคลายพิเศษที่เรียกกันว่า quantitative easing ทำให้สภาพคล่องในตลาดการเงินโลก (global liquidity) ล้นตลาด
  2. กระแสเงินทุนจากต่างประเทศไปยังประเทศตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะหลัง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกที่อยู่ในระดับต่ำกว่าดอกเบี้ยภายในประเทศ (รูปที่ 1)
  3. บทบาทของธนาคารพาณิชย์ต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในช่วงหลังวิกฤตการเงินโลก (รูปที่ 2)

รูปที่ 1: มูลค่าหนี้สินต่างประเทศ (External liabilities) รูปที่ 2: สัดส่วนสินทรัพย์ของธนาคารต่างชาติ ของประเทศตลาดเกิดใหม่ ต่อสินทรัพย์ภาคธนาคารโดยรวม

แหล่งที่มา: ข้อมูลจาก Bank for International Settlements (BIS) และคำนวณโดย Ananchotikul and Seneviratne (2015)

ภาคการเงินการธนาคารที่ดูเหมือนจะไร้พรมแดนขึ้นเรื่อย ๆ ผนวกกับภาวะการเงินทั่วโลกที่ได้รับอิทธิพลจาก การดำเนินนโยบายการเงินในประเทศเศรษฐกิจหลักนำมาสู่คำถามที่ว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้จะกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงินของแต่ละประเทศอย่างไร งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาผลกระทบจากภาวะการเงินโลกภายใต้บริบทใหม่รวมทั้งบทบาทที่เพิ่มขึ้นของสถาบันการเงินต่างชาติในภูมิภาคเอเชีย ที่อาจส่งผลต่อกลไกการส่งผ่านนโยบายการเงินผ่านช่องทางสินเชื่อของภาคธนาคาร

เมื่อพูดถึงบทบาทของภาคธนาคารในการส่งผ่านนโยบายการเงินไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริง ช่องทางสินเชื่อ (Credit channel) เป็นช่องทางที่สำคัญช่องทางหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายสามารถส่งผลกระทบต่อ ‘ปริมาณ’ สินเชื่อในระบบเศรษฐกิจ และขยายผลของนโยบายการเงินต่อเศรษฐกิจ เพิ่มเติมจากการส่งผ่านในช่องทางอัตราดอกเบี้ย (Interest rate channel) ที่ส่งผลกระทบผ่าน ‘ราคา’ หรือ ‘ต้นทุน’ ของการกู้ยืมเพื่อประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

Bernanke and Gertler (1995) ได้แบ่ง Credit channel นี้ออกได้เป็น 2 ช่องทางย่อย คือ (1) ช่องทางงบดุลของภาคธุรกิจ และครัวเรือน (Balance sheet channel) และ (2) ช่องทาง การปล่อยสินเชื่อ (Bank lending channel) โดยทั้งสองช่องทางนี้อ้างอิงถึงความไม่สมบูรณ์ของการรับรู้ข้อมูล (imperfect information) ระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้ที่ทำให้เกิด ‘frictions’ ในตลาดกู้ยืมเงิน และทำให้เกิดต้นทุนของการระดมทุนจากภายนอก (external finance premium: EFP) เช่น การกู้ยืมจากสถาบันการเงิน การระดมทุนจากตลาดทุนสูงกว่าต้นทุน ของการใช้เงินทุนหมุนเวียนภายในบริษัท

ค่า EFP นี้โดยทั่วไปจะอยู่ในระดับต่ำสำหรับบริษัทหรือธนาคารที่มีสถานะทางการเงินแข็งแกร่ง แต่มักจะสูงสำหรับบริษัทหรือธนาคารที่มีสถานะทางการเงินอ่อนแอหรือ มีข้อจำกัดทางการเงิน (financial constraint) ทำให้ EFP เป็นตัวแปรสำคัญตัวแปรหนึ่งในการตัดสินใจขยายการลงทุน โดยเฉพาะสำหรับบริษัทหรือธนาคารที่มีข้อจำกัดทางการเงิน ทั้งนี้ นโยบายการเงินหรือระดับอัตราดอกเบี้ยในเศรษฐกิจ สามารถส่งผลกระทบต่อ EFP นี้ได้ และส่งผลให้เกิดการกระตุ้นหรือชะลอกิจกรรมทางเศรษฐกิจผ่านกลุ่มบริษัทหรือธนาคารที่มีความอ่อนไหวต่อ EFP เป็นสำคัญ

Balance sheet channel vs. Bank lending channel

ความแตกต่างระหว่าง Balance sheet channel กับ Bank lending channel อยู่ตรงที่กลไกในการส่งผ่านจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปยัง EFP โดยสำหรับในช่องทางแรก Balance sheet channel อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะทำให้สถานะทางการเงินหรือมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (net worth) ของบริษัทย่ำแย่ลงจาก การที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้นสำหรับหนี้สินที่มีอยู่ หรือการที่สินทรัพย์ที่สามารถใช้เป็นหลักประกันเงินกู้มีมูลค่าลดลงจากอัตราส่วนลด (discount rate) ที่สูงขึ้น เป็นต้น จึงทำให้ EFP เพิ่มขึ้นและความสามารถในการกู้ยืมจากแหล่งทุนภายนอกลดลงไปด้วย นำไปสู่การชะลอลงของการบริโภคและการลงทุน

สำหรับ Bank lending channel ค่า EFP ในการระดมทุนของธนาคารเพื่อนำไปปล่อยกู้ต่อจะขึ้นอยู่กับภาวะการเงินโดยรวมและสถานะทางการเงินของแต่ละธนาคาร โดยเมื่อธนาคารกลางขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้นจะกระทบต่อต้นทุนการระดมทุนของธนาคารพาณิชย์จากทั้ง net worth ที่ลดลง และจากความเสี่ยงที่สูงขึ้นในมุมมอง ของนักลงทุน (risk perception) (Disyatat, 2010) ส่งผลให้ EFP สูงขึ้นและทำให้ธนาคารพาณิชย์จำเป็นต้องลดปริมาณการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากต้นทุนการระดมทุนที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้การอุปโภคบริโภคและการลงทุนในประเทศลดลงในที่สุด

หัวใจสำคัญของทฤษฎี Bank lending channel นี้ คือ ขนาดของการเปลี่ยนแปลงปริมาณสินเชื่อจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสถานะทางการเงินของแต่ละธนาคาร โดยธนาคารที่มีฐานะทางการเงินที่อ่อนแอกว่าจะชะลอการให้สินเชื่อมากกว่าในภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้น การศึกษาที่ผ่านมามักพบว่า ธนาคารที่มีขนาดเล็ก มีสัดส่วนทุนต่ำ และ/หรือมี สภาพคล่องทางการเงินต่ำ จะมีข้อจำกัดทางการเงินมากกว่า และจำเป็นต้องลดการปล่อยสินเชื่อลงมากกว่าธนาคารขนาดใหญ่ และมีสภาพคล่องทางการเงินสูง รูปที่ 3 แสดงกลไกการส่งผ่านนโยบายการเงินในช่องทาง Bank lending โดยเมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับเพิ่มขึ้น Bank A ที่มีข้อจำกัดทางการเงินจะเผชิญกับ EFP ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า Bank B ทำให้ต้องลดอุปทานสินเชื่อลงมากกว่า และนำไปสู่การลดลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม

กรอบการศึกษา Bank lending channel

บทความนี้สรุปผลจากงานวิจัยของ Ananchotikul and Dulani (2015) ที่ศึกษา Bank lending channel โดยใช้การวิเคราะห์เชิงประจักษ์ด้วยข้อมูลรายธนาคารจาก 9 ประเทศในเอเชีย ได้แก่ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ อินเดีย และไทย ระหว่างปี ค.ศ. 2000–2013 รวมทั้งสิ้น 260 ธนาคาร และใช้แบบจำลองสมการถดถอยแบบ Panel fixed-effects เพื่อศึกษาการตอบสนองของอัตราการเติบโตของสินเชื่อต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ว่ามีความแตกต่างกันโดยขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของแต่ละธนาคารหรือไม่ โดย ‘ลักษณะเฉพาะ’(characteristics) ที่ทดสอบ ได้แก่ รูปแบบความเป็นเจ้าของ (ธนาคารเอกชน ธนาคารรัฐ ธนาคารต่างชาติ) ขนาดของธนาคาร และสถานะทางการเงิน (สัดส่วนทุน สภาพคล่อง และสัดส่วนการปล่อยกู้ต่อเงินฝาก) และรูปแบบธุรกิจ

รูปที่ 4 แสดงรูปแบบของแบบจำลองหลักที่ใช้ในการวิเคราะห์ผลของการตอบสนองของการขยายตัวของสินเชื่อ (L) ต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (MP) โดยมีตัวแปรไขว้ (Interaction) ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (MP) กับลักษณะเฉพาะต่าง ๆ ของแต่ละธนาคาร (BankChar) ซึ่งค่าสัมประสิทธิ์หน้าตัวแปรไขว้นี้ จะเป็นตัวบ่งบอกว่านโยบายการเงินกระทบธนาคารแต่ละแบบแตกต่างกันหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีตัวแปรควบคุม ได้แก่ อุปสงค์ต่อสินเชื่อซึ่งใช้ proxy ด้วยอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ รวมทั้งตัวแปรคงที่ bank fixed-effects และ time fixed-effects

รูปที่ 4: แบบจำลอง Bank-level Panel Fixed-Effects

ผลการศึกษายืนยันว่า ธนาคารที่มีสถานะการเงินที่แตกต่างกัน ตอบสนองต่อนโยบายการเงินแตกต่างกัน โดยพบว่า เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มสูงขึ้น ธนาคารที่มีสภาพคล่องต่ำและมีสัดส่วนการปล่อยกู้ต่อฐานเงินฝาก (Loan to deposit ratio: L/D) สูง จะลดการขยายตัวของสินเชื่อลงมากกว่าธนาคารที่มีสภาพคล่องสูงและ L/D ต่ำ ซึ่งสองตัวแปรนี้สะท้อนข้อจำกัดทางการเงิน (Financial constraint) ที่แตกต่างกันระหว่างธนาคารตามทฤษฎีที่กล่าวข้างต้น อย่างไรก็ตาม ไม่พบว่าขนาดของธนาคารหรือสัดส่วนทุนส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการตอบสนองของสินเชื่อของแต่ละธนาคารต่อการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการเงิน

การศึกษายังพบว่าธนาคารในประเทศ (domestic bank) ทั้งธนาคารของรัฐและธนาคารเอกชนตอบสนองต่อนโยบายการเงินในทิศทางที่เป็นไปตามทฤษฎี นั่นคือ การขยายตัวของสินเชื่อลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้น ในขณะที่ธนาคารต่างชาติมีพฤติกรรมที่แตกต่างไป โดยสินเชื่อของธนาคารต่างชาติยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นแม้นโยบายการเงินในประเทศจะตึงตัวขึ้น จากงานศึกษาในต่างประเทศเกี่ยวกับพฤติกรรมของธนาคารต่างชาติที่มีเครือข่ายสาขาทั่วโลก (global banks) พบว่าธนาคารต่างชาติมักมีการบริหารจัดการสภาพคล่องขององค์กรแบบรวมศูนย์ (global scale) ทำให้มีความยืดหยุ่นมากกว่าในด้านการบริหารทุนภายในของธนาคาร โดยสามารถพึ่งพิงแหล่งเงินทุนจาก ธนาคารแม่ (parent banks) ในต่างประเทศได้ (Cetorelli and Goldberg, 2012) ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดทางการเงินของธนาคารลูกที่อยู่ในประเทศต่าง ๆ และทำให้ธนาคารต่างชาติตอบสนองต่อภาวะการเงินน้อยกว่าธนาคารในประเทศ

นอกจากนี้ การตอบสนองของสินเชื่อต่อนโยบายการเงินยังขึ้นอยู่กับรูปแบบการทำธุรกิจของแต่ละธนาคารว่าดำเนินธุรกิจธนาคารแบบดั้งเดิม (traditional banking) กล่าวคือ พึ่งพิงฐานเงินฝากเป็นหลักในการระดมทุนและมีธุรกิจหลัก คือ การปล่อยสินเชื่อ หรือเป็น non-traditional banking คือ พึ่งพิงแหล่งทุนอื่น ๆ เช่น การกู้ยืมจากตลาดเงินหรือตลาดทุน (Interbank or wholesale funding) และทำธุรกิจอื่น ๆ เช่น การซื้อขายหลักทรัพย์หรืออัตราแลกเปลี่ยน ในอัตราที่มากกว่าธนาคารแบบดั้งเดิมทั่วไป

ผลการศึกษาพบว่า ธนาคารกลุ่มที่เป็น traditional banking ตอบสนองต่อนโยบายการเงินมากกว่าแบบอื่น ๆ และไม่มีความแตกต่างมากนักระหว่างธนาคารในประเทศและ ธนาคารต่างชาติที่อยู่ในกลุ่มนี้ ที่น่าสนใจ คือ ธนาคารที่มีลักษณะค่อนไปทาง non-traditional banking มากกว่า (โดยเฉพาะธนาคารต่างชาติ) มีพฤติกรรมการปล่อยสินเชื่อที่อ่อนไหวต่อนโยบายการเงินน้อยกว่า traditional banks สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะธุรกิจธนาคารแบบดั้งเดิม คือ การระดมเงินฝากภายในประเทศเพื่อปล่อยกู้ภายในประเทศ มีความสัมพันธ์ โดยเฉพาะในด้านต้นทุนที่ผูกพันกับภาวะการเงินภายใน ประเทศมากกว่า ในขณะที่ non-traditional banking อาจมีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับตลาดการเงินต่างประเทศมากกว่าโดยเปรียบเทียบ จึงได้รับอิทธิพลจากภาวะการเงินในประเทศน้อยกว่า

ในด้านผลกระทบจากปัจจัยภายนอก พบว่า สินเชื่อภาคธนาคารไม่เพียงแต่ตอบสนองต่อนโยบายการเงินภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังได้รับอิทธิพลโดยตรงจากภาวะการเงินโลกด้วย กล่าวคือ ในยามที่ภาวะการเงินโลกผ่อนคลาย อัตราการเติบโตของสินเชื่อในประเทศจะเพิ่มขึ้นด้วย แม้จะคำนึงถึงระดับความสัมพันธ์ระหว่างการขยายตัวของสินเชื่อกับระดับการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศแล้วก็ตาม ซึ่งส่วนหนึ่งอาจ สะท้อนความสามารถที่เพิ่มขึ้นในการหาแหล่งเงินทุนทดแทนจากต่างประเทศ (cross-border funding) ซึ่งมีทิศทางเพิ่มขึ้นในหลายประเทศในเอเชีย (รูปที่ 5) โดยเฉพาะในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำ ทำให้การปล่อยสินเชื่อของธนาคารขึ้นอยู่กับภาวะการเงินภายในประเทศน้อยลง

รูปที่ 5: สัดส่วนการระดมทุนจากต่างประเทศของภาคธนาคาร

หมายเหตุ : แสดงสัดส่วน Non-deposit liabilities ของภาคธนาคารที่มีแหล่งที่มาจากต่างประเทศ ต่อทุนโดยรวมของภาคธนาคารในแต่ละประเทศ แหล่งที่มา: Bank for International Settlements และ IMF’s International Financial Statistics คำนวณโดย Ananchotikul and Seneviratne (2015)

นอกจากนี้ ยังพบว่าบทบาทของธนาคารต่างชาติที่เพิ่มขึ้นในระบบการเงินในประเทศทำให้ธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ ในระบบตอบสนองต่อนโยบายการเงินน้อยลงด้วย ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลจากภาวการณ์แข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีธนาคารต่างชาติเข้ามาเป็นคู่แข่งมากขึ้น ทำให้แต่ละธนาคารพยายามรักษาฐานลูกค้าและเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในตลาดสินเชื่อให้ได้มากที่สุดแม้ในยามที่ต้นทุนการระดมทุนจะสูงขึ้นจากผลของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ความเชื่อมโยงที่สูงขึ้นในภาคการธนาคาร ไม่ว่าจะมาจากช่องทางการระดมทุนจากต่างประเทศ หรือบทบาทของธนาคารต่างชาติที่เพิ่มขึ้นทำให้การขยายตัวของสินเชื่อภาคธนาคารอาจขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกมากขึ้น และอาจลดทอนผลของนโยบายการเงินในยามที่ภาวะการเงินในประเทศและภาวะการเงินโลกอยู่ในทิศที่สวนทางกัน ส่งผลทำให้การทำงานของนโยบายการเงินผ่านช่องทางการปล่อยสินเชื่อของธนาคารมีข้อจำกัดมากขึ้น

ในการประเมินประสิทธิภาพการส่งผ่านของนโยบายการเงินผ่านช่องทางสินเชื่อในแต่ละช่วงเวลาธนาคารกลางควรต้องคำนึงถึง ทั้ง

  1. ผลโดยตรงจากภาวะการเงินในต่างประเทศที่อาจลดทอนผลของนโยบายการเงินในบางช่วงเวลา และ
  2. การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างในระบบสถาบันการเงินในประเทศ เนื่องจากองค์ประกอบที่แตกต่างกันทั้งในด้านสัดส่วนของธนาคารประเภทต่าง ๆ โครงสร้างงบดุลของธนาคาร รูปแบบธุรกิจ รวมถึงบทบาทของธนาคารต่างชาติ ต่างมีนัยที่แตกต่างกันต่อประสิทธิผลของ การส่งผ่านนโยบายการเงิน

Ananchotikul, N. and D. Seneviratne (2015), “Monetary Policy Transmission in Emerging Asia: The Role of Banks and the Effects of Financial Globalization,” IMF Working Paper No. 15/207, (Washington: International Monetary Fund).

Bernanke, B. S. and M. Gertler (1995), “Inside the Black Box: The Credit Channel of Monetary Policy Transmission,” Journal of Economic Perspectives, Vol. 9, No. 4, pp. 27–48.

Cetorelli, N. and L. Goldberg (2012), “Banking Globalization and Monetary Transmission,” The Journal of Finance, 67, pp. 1811–1843.

Disyatat, P. (2010), “The Bank Lending Channel Revisited,” BIS Working Paper No. 297 (Basel: Bank for International Settlements).

[NEW] | นโยบายการเงิน 2559 – POLLICELEE

excerpt

จริงหรือไม่ ที่ปัจจัยภายนอกสามารถส่งผลให้ราคาสินทรัพย์เคลื่อนไหวตามกันทั่วโลกจนบั่นทอนความสามารถของธนาคารกลางในการควบคุมภาวะทางการเงินภายในประเทศ บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าข้อสรุปดังกล่าวไม่เป็นจริงเสมอไป สิ่งที่สำคัญคือการแยกแยะสาเหตุที่ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์เคลื่อนไหวไปพร้อมกัน ว่าเกิดจากปัจจัยพื้นฐาน หรือพฤติกรรมที่ไม่สมเหตุสมผลของตลาดการเงิน (financial contagion)

เป็นที่ทราบกันดีว่าตลาดการเงินโลกในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงสูง เงินทุนสามารถเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็วในปริมาณมากจนสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินทั่วโลกได้ในวงกว้าง ในหลายครั้งความผันผวนดังกล่าวก็ดูจะมีสาเหตุจากปัจจัยภายนอกมากกว่าพื้นฐานเศรษฐกิจในประเทศ ดังที่มักปรากฏตามข่าวว่า การปรับนโยบายการเงินของสหรัฐฯ หรือภาวะเศรษฐกิจการเงินจีน มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อภาวะตลาดการเงินทั่วโลก

อิทธิพลจากปัจจัยนอกประเทศได้นำมาสู่ข้อถกเถียงว่านโยบายการเงินยังมีประสิทธิภาพเพียงใดในการควบคุมภาวะการเงินภายในประเทศ โดยในมุมหนึ่ง กฎพื้นฐานที่ทราบกันดีภายใต้นิยามของ “trilemma” ก็ให้ความมั่นใจว่าประเทศที่มีสกุลเงินเป็นของตัวเองนั้นมีอิสรภาพเต็มที่ในการกำหนดนโยบายการเงิน และยังสามารถปล่อยให้เงินทุนเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีด้วยตราบใดที่ไม่มีความพยายามจะควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน แต่ในระยะหลังเริ่มมีผู้เสนอหลักฐานแย้งว่าใน ความเป็นจริงประเทศเล็ก ๆ ไม่มีอิสรภาพในการกำหนดนโยบายการเงินของตัวเอง เนื่องจากภาวะการเงินได้ถูกกำหนดจากปัจจัยภายนอกประเทศที่อยู่นอกเหนือการควบคุมโดยตรงของธนาคารกลาง วิธีเดียวที่จะมีอิสรภาพเชิงนโยบายได้คือต้องยอมควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายเพื่อปิดช่องทางส่งผ่านจากปัจจัยภายนอกเสีย สถานการณ์จึงกลายเป็น dilemma มากกว่า trilemma คือต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างอิสรภาพของนโยบาย กับการเคลื่อนย้ายเงินทุนแบบเสรี Rey (2013) เป็นตัวอย่างของผู้เสนอแนวคิดดังกล่าว

Trilemma vs Dilemma ใครถูก ใครผิด

ข้อสังเกตแรกคือกฎ trilemma นั้นบอกเพียงว่าประเทศที่ไม่ได้ fix ค่าเงินของตนสามารถ กำหนดนโยบายการเงิน ได้อย่างมีอิสระ เช่น ในบริบทของไทยคือการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่คณะกรรมการนโยบายการเงินมีอิสระกำหนดที่ระดับใดก็ได้หากเห็นว่าสมควร และไม่ได้มีข้อจำกัดในเชิงปฏิบัติไม่ว่าปัจจัยภายนอกจะเป็นอย่างไร ในส่วนนี้จึงอาจสรุปได้ว่ากฎ trilemma ในรูปแบบดั้งเดิมนั้นถูกต้อง

สิ่งที่กฎ trilemma ไม่ได้ครอบคลุม แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งในโลกที่มีความเชื่อมโยงทางการเงินสูง คือ ความสามารถของนโยบายในการ ควบคุมภาวะการเงินโดยรวม เพราะหากราคาสินทรัพย์ทางการเงินต่าง ๆ ในประเทศถูกกำหนดจากปัจจัยภายนอกเสียเป็นส่วนใหญ่ การมีอิสรภาพในการกำหนดดอกเบี้ยนโยบายก็อาจไม่มีความหมายเท่าใดนัก ในประเด็นของการควบคุมนี้ จำเป็นต้องนำมาพิจารณาให้ถี่ถ้วน เพราะมีทางเป็นไปได้สองกรณี

กรณีแรก ต้องไม่ลืมว่าเศรษฐกิจโลกมีความเชื่อมโยงในด้านการค้าสูงไม่แพ้ด้านการเงิน พัฒนาการทางเศรษฐกิจในประเทศใหญ่ย่อมส่งผลในแง่อุปสงค์และรายได้โดยตรงต่อภาวะเศรษฐกิจโลก ดังนั้นการที่ราคาสินทรัพย์ทางการเงินในประเทศ ปรับตัวตามปัจจัยภายนอกนั้นจึงอาจเป็นการ ”ส่งสาร”สะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจในประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป หรือแม้แต่สะท้อนการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางของประเทศตนเองก็อาจต้องทบทวนแนวนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ในกรณีนี้ ภาวะการเงินสามารถเคลื่อนไหวคล้ายกันทั่วโลกจากความเชื่อมโยงกันของปัจจัยพื้นฐานที่อาจส่งผลให้นโยบายการเงินในแต่ละประเทศตอบสนอง ต่อปัจจัยดังกล่าวในลักษณะคล้าย ๆ กัน และไม่ได้มีนัยใด ๆ ต่อ ความเป็นเอกเทศของนโยบายการเงิน

กรณีที่สอง การปรับตัวอย่างไม่สมเหตุสมผลของตลาดการเงินเองอาจเป็นต้นกำเนิดของปัญหา ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมให้ราคาสินทรัพย์และภาวะการเงินทั่วโลกเปลี่ยนแปลงตามกันเป็นลูกโซ่ในลักษณะที่เรียกว่า “financial contagion” เช่น กองทุนขนาดใหญ่อาจประสบปัญหาขาดทุนในประเทศหนึ่งจนถูกนักลงทุนเร่งถอนเงิน จึงจำเป็นต้องลดการลงทุนทั่วโลกแม้ในประเทศที่ปัจจัยพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนแปลง หรือนักลงทุนนานาชาติอาจกลัวความเสี่ยงมากขึ้น จากปัจจัย ด้านจิตวิทยาหรือการตัดสินใจตาม ๆ กันโดยไม่ได้ยึดโยงกับปัจจัยพื้นฐานรายประเทศ ในกรณีนี้ ปัจจัยด้านการเงินภายนอกกำลังมีอิทธิพลต่อภาวะการเงินในประเทศในลักษณะที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับพัฒนาการของปัจจัยพื้นฐานภายใน และอาจสร้างความจำเป็นในการปรับนโยบายเพื่อรองรับหรือ offset การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ซึ่งเป็นการบั่นทอนความสามารถของนโยบายการเงินในการตรึงภาวะการเงินให้เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐานในประเทศ

ความน่ากังวลของปัญหาจึงขึ้นอยู่กับว่า financial contagion ในลักษณะหลังนี้มีความสำคัญมากน้อยเพียงใด และเกิดขึ้นบ่อยครั้งหรือไม่ ซึ่งการตอบคำถามดังกล่าวนี้จำเป็นต้องมีกระบวนการวัดทางสถิติ และคงด่วนสรุปไม่ได้ว่าทุกครั้งที่ตลาดการเงินเคลื่อนไหวหวือหวาตามกันจะเป็นกรณีที่เป็นปัญหาเสมอไป

Financial Contagion ในมิติของดอกเบี้ยระยะยาว

ตลาดพันธบัตรรัฐบาลเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะอัตราดอกเบี้ยระยะยาวของพันธบัตรแต่ละประเทศมีความสัมพันธ์กันค่อนข้างสูง (ค่าเฉลี่ย correlation ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอยู่ที่ประมาณ 0.8) และมักถูกใช้อ้างเป็นหลักฐานของการศูนย์เสียอิสรภาพทางการเงิน นอกจากนี้ ตลาดพันธบัตรรัฐบาลมีความใกล้ชิดกับนโยบายการเงินมากกว่าหลักทรัพย์อื่น ๆ เพราะให้ผลตอบแทนที่มีความเสี่ยงในการผิดชำระน้อย มีความคล้ายคลึงกับการฝากเงินข้ามคืนไว้กับธนาคารกลางโดยแตกต่างเพียงในแง่ของระยะเวลาของสัญญา จึงเหมาะกับการศึกษาเรื่องการส่งผ่านนโยบายการเงิน

อัตราดอกเบี้ยระยะยาวเป็นผลรวมของสององค์ประกอบ ได้แก่ การคาดการณ์นโยบายการเงิน และค่าชดเชยความเสี่ยงหรือ risk premium องค์ประกอบแรกนั้นขึ้นอยู่กับการกำหนดนโยบายและการสื่อสารของธนาคารกลาง รวมทั้งมุมมองของตลาดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับปัจจัยพื้นฐาน ดังนั้น ในการวัด financial contagion จึงจำเป็นต้องพิจารณาเฉพาะจากส่วนที่สอง คือ ค่าชดเชยความเสี่ยง

ในขณะเดียวกัน risk premium ดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นผลของ financial contagion ทั้งหมด นโยบายการเงินเองสามารถส่งผลต่อความต้องการรับความเสี่ยงของผู้เล่นในตลาดได้ เช่น อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำก็อาจเพิ่มแรงจูงใจให้นักลงทุนแสวงหาผลตอบแทนและลงทุนในพันธบัตรระยะยาวที่เสี่ยงมากขึ้น ทำให้ risk premium ลดลงได้ กลไกนี้มีนิยามว่า risk-taking channel (Borio and Zhu (2012)) ในทำนองเดียวกัน พัฒนาการทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศก็อาจส่งผลต่อมุมมองความเสี่ยงและช่วยอธิบาย risk premium ได้เช่นกัน หากได้นำปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้มาพยายามอธิบาย risk premium แล้ว แต่ยังพบว่าส่วนที่อธิบายไม่ได้มีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันทั่วโลก จึงจะสรุปได้ว่าเป็นหลักฐานของการเกิด financial contagion ขึ้น Disyatat and Rungcharoenkitkul (2015) ได้พยายามที่จะแยกแยะการเคลื่อนไหวของ risk premium ออกเป็นสองส่วนดังกล่าว

ขั้นตอนการคำนวณทางสถิติเริ่มด้วยการประมาณการ risk premium หรือผลตอบแทนส่วนเกินที่ตลาดต้องการจากการลงทุนในพันธบัตรระยะยาวเพื่อชดเชยความเสี่ยง โดยใช้แบบจำลองที่เรียบง่ายในการอธิบายโครงสร้างอัตราดอกเบี้ย (yield curve) เพื่อคำนวณ risk premium ออกมา ขั้นตอนที่สองคือการขจัดผลของนโยบายการเงินและปัจจัยพื้นฐานออกจากแต่ละตัวแปรในแบบจำลอง และคำนวณ “purged risk premium” ใหม่ที่ปราศจากผลของปัจจัยพื้นฐาน ขั้นตอนสุดท้ายคือการสกัดความสัมพันธ์ร่วมระหว่าง purged risk premium ในทุกประเทศทั่วโลก เพื่อใช้เป็นดัชนี financial contagion

รูปที่ 1 ดัชนี financial spillover ต่าง ๆ

รูปที่ 1 แสดงดัชนี financial contagion ที่คำนวณด้วยวิธีข้างต้น (เส้น “contagion” สีฟ้า) เทียบกับดัชนี VIX ซึ่งแสดงความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และเป็นตัววัดอุณหภูมิความเสี่ยงของตลาดการเงินโลก (เส้น “VIX” สีแดง) และสุดท้ายดัชนีของ Miranda-Agrippino and Rey (2015) ที่แสดงผลตอบแทนของราคาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก (เส้น “MAR” สีส้ม) สังเกตได้ว่าดัชนีทั้งสามแม้จะมีความสัมพันธ์กันบ้างแต่ก็ไม่ใช่ทุกช่วงเวลา โดยดัชนี financial contagion มี correlation กับ VIX ที่ต่ำมาก (ใกล้เคียง 0) ขณะที่มีความสัมพันธ์กับ MAR สูงกว่า (0.38) แต่ก็ยังมีความแตกต่างอยู่ แสดงถึงความสำคัญในการแยกผลจากปัจจัยพื้นฐานออกก่อนที่จะตีความการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ ดังนั้น การใช้ดัชนี VIX หรือราคาสินทรัพย์เสี่ยงเป็นตัวบ่งชี้ถึง financial contagion อาจให้ภาพที่บิดเบือนและไม่สมบูรณ์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป้าหมายคือการวิเคราะห์ความสามารถของนโยบายการเงินในการควบคุมภาวะการเงินในประเทศ

มาตรวัดใหม่นี้น่าจะช่วยสะท้อนถึงภาวะลักษณะของ spillovers ได้แม่นยำมากขึ้น และสามารถนำมาใช้วิเคราะห์เพื่อตอบโจทย์ต่าง ๆ ที่มีการกล่าวถึงบ่อยครั้ง เช่นดังต่อไปนี้

Frequently Asked Questions

ประเทศกำลังพัฒนาได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษจาก financial contagion จริงหรือไม่

ภายใต้ตรรกะในบทความนี้ ความสำคัญของ contagion ในแต่ละประเทศสามารถวัดได้จากสัดส่วนความผันผวนของ risk premium ในราคาพันธบัตรของประเทศนั้น ๆ ที่สามารถอธิบายได้ด้วยดัชนี financial contagion โดยหากสัดส่วนดังกล่าวเท่ากับ 1 หมายความว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดของ risk premium เกิดจาก contagion

รูปที่ 2 แสดงผลการคำนวณสัดส่วนดังกล่าวแยกตามสามกลุ่มประเทศ ได้แก่ ประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย และประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ทั้งนี้ ปรากฏว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้รับผลจาก contagion สูงกว่าอีกสองกลุ่มอย่างชัดเจน ขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้รับอิทธิพลจากดัชนี contagion เพียงประมาณร้อยละ 20 ของการเคลื่อนไหวของ risk premium เท่านั้น ผิดจากความเชื่อที่ว่าประเทศกำลังพัฒนาเป็นกลุ่มประเทศหลักที่ได้ผลกระทบจากความผันผวนในตลาดการเงินโลก

รูปที่ 2 บทบาทของ financial contagion ในแต่ละกลุ่มประเทศ

Financial contagion ทวีความรุนแรงขึ้นในระยะหลัง จริงหรือไม่

อีกความเชื่อหนึ่งที่มักได้ยินบ่อยคือ การดำเนินนโยบาย QE ในหลายประเทศหลักหลังวิกฤตโลกเป็นต้นมา เป็นผลให้เกิด financial spillovers ที่มีความรุนแรงมากขึ้น เช่น หากพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐฯ กับของประเทศอื่น ๆ ในลักษณะ rolling correlation ดังรูปที่ 3 ก็จะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นหลังปี 2008–2009 สำหรับทุกกลุ่มประเทศซึ่งสอดคล้องกับสมมุติฐานนี้

รูปที่ 3 ความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนพันธบัตร (rolling yield correlation)

อย่างไรก็ดี วิธีเดียวกันนี้ให้ผลที่แตกต่างไปหากใช้ purged risk premium แทนอัตราดอกเบี้ยระยะยาวในแต่ละประเทศ และใช้ดัชนี contagion เป็นตัวแปรอ้างอิงแทนดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ดังแสดงในรูปที่ 4 ซึ่งผลที่ได้ชี้ว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้รับผลจาก contagion ในระดับที่สูงต่อเนื่องและไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากตลอดช่วงที่พิจารณา ขณะที่สำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีความสัมพันธ์กับดัชนี contagion ในระดับที่ลดลงด้วยซ้ำไปหลังวิกฤตปี 2008 จึงเป็นอีกกรณีหนึ่งที่ผลของการคำนวณไม่สนับสนุนสมมุติฐานข้างต้น และกลับสอดคล้องมากกว่ากับแนวคิดที่ว่าตลาดได้ทำหน้าที่ ส่งสารสะท้อนแนวทางนโยบายการเงินของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่จำเป็นต้องผ่อนคลายเหมือน ๆ กันเพื่อต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซาพร้อม ๆ กัน จนทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวในกลุ่มประเทศนี้เคลื่อนไหวคล้ายกันมากขึ้น

รูปที่ 4 ความสัมพันธ์ระหว่าง purged risk premium กับ contagion index

อัตราแลกเปลี่ยนได้รับผลจาก financial spillovers อย่างไร

รูปที่ 5 แสดงให้เห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนกับ purged risk premium ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีความสัมพันธ์เป็นลบ หมายความว่า risk premium ในตลาดพันธบัตรของประเทศเหล่านี้มักจะลดลงพร้อมกับการแข็งขึ้นของค่าเงิน ส่วนหนึ่งอาจสะท้อนการปรับสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลก (portfolio rebalancing) ความสัมพันธ์ดังกล่าวในแง่หนึ่งบ่งบอกถึงบทบาทของอัตราแลกเปลี่ยนในการช่วยลดทอนผลกระทบจากปัจจัยภายนอก โดยภาวะการเงินที่ผ่อนคลายลงจาก risk premium ที่ลดลงถูกทดแทนด้วยค่าเงินที่แข็งขึ้น ซึ่งช่วยตรึงอุปสงค์ในประเทศไม่ให้เพิ่มขึ้นมากเกินไป อย่างไรก็ดี สำหรับประเทศที่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงินพร้อมกับภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา การเคลื่อนไหวลักษณะนี้อาจสร้างความท้าทายเนื่องจากเป็นการตอกย้ำทั้งความเสี่ยงด้านเสถียรภาพและด้านเศรษฐกิจพร้อม ๆ กัน นอกจากนี้ ในกรณีที่การอ่อนลงของค่าเงินทำให้ฐานะการเงินของบริษัทหรือรัฐบาลที่มีหนี้สินต่างประเทศอ่อนแอลงจนส่งผลให้ risk premium ปรับเพิ่มขึ้น อาจเกิด negative feedback loop ได้ ดังที่ได้เห็นในบางประเทศในแถบอเมริกาใต้ในช่วงปีที่ผ่านมา

รูปที่ 5 ความสัมพันธ์ระหว่าง risk premium กับอัตราแลกเปลี่ยน

ผลการศึกษาเสนอว่าสถานการณ์ในปัจจุบันยังห่างไกลจาก dilemma ตามที่มีนักเศรษฐศาสตร์บางรายเสนอ โดยกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ยังมีความสามารถในการควบคุมภาวะการเงินในประเทศได้ดีพอสมควร และมากกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วด้วยซ้ำ ความท้าทายที่มาจากความเชื่อมโยงทางการเงินจึงไม่ได้เกิดขึ้นจากการเสียอิสรภาพเชิงนโยบาย แต่น่าจะอยู่ที่ ความยากในการเลือกดำเนินนโยบายที่เหมาะสมในโลกที่พลวัตทางเศรษฐกิจการเงินมีความเกี่ยวเนื่องกันสูง ทำให้แต่ละทางเลือกนโยบายนั้นมีนัยและต้นทุนที่ซับซ้อนและหลากหลายมิติมากกว่าเดิม

Borio, C. and H. Zhu (2012), “Capital Regulation, Risk-taking and Monetary Policy: A Missing Link in the Transmission Mechanism?” Journal of Financial Stability, 8, 236–251.

Disyatat, P. and P. Rungcharoenkitkul (2015), “Monetary Policy and Financial Spillovers: Losing Traction?” PIER Discussion Papers, No. 9.

Miranda-Agrippino, S. and H. Rey (2015), “World Asset Markets and the Global Financial Cycle,” NBER Working Paper No. 21722.

Rey, H. (2013), “Dilemma not Trilemma: The Global Financial Cycle and Monetary Policy In-dependence,” 2013 Jackson Hole Symposium Proceedings. Kansas City, MO: Federal Reserve Bank of Kansas City.


นโยบายการเงินในการพัฒนาเศรษฐกิจ วันที่ 30 ต.ค.63


นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูเพิ่มเติม

นโยบายการเงินในการพัฒนาเศรษฐกิจ วันที่ 30 ต.ค.63

ข่าวช่อง 9 รูปแบบ ใหม่


เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555 สำนักข่าวไทย ได้ปรับรูปแบบการนำเสนอใหม่และเปิดตัวห้องส่งใหม่ที่มีVideoWall ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พร้อมทั้งเปิดตัว Bird eyes NEWS การรายงานข่าวทางมุมสูงของสำนักข่าวไทยด้วย และมาพร้อมกับสโลแกนใหม่ \”แม้โลกหมุนไว สำนักข่าวไทยก้าวทัน\”

สำนักข่าวไทยในรูปแบบใหม่ และใหม่ทั้งการนำเสนอ รูปแบบ เทคโนโลยีอย่าง VideoWall Immersive Virtual Studio ที่ทำงานร่วมกับ VideoWall ได้ พร้อมทั้งปรับกราฟฟิคใหม่ทั้งหมด(เฉพาะช่วงข่าวสำนักข่าวไทย)และเปิดตัว Bird Eyes NEWS ของสำนักข่าวไทยเองอีกด้วย ส่วนเรื่องโลโก้ยังไม่เปลี่ยนตามที่เป็นข่าว

ข่าวช่อง 9 รูปแบบ ใหม่

ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 5/2562


ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 5/2562

แถลงข่าว : ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน วันที่ 24 พฤษภาคม 2560


กนง. มีมติคงดอกเบี้ยนโยบาย 1.50% ต่อปี โดยเห็นว่าศก.ไทยมีแนวโน้มขยายตัว แม้ต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากตปท. แบงก์ชาติ http://bit.ly/2rSffgL

แถลงข่าว : ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน วันที่ 24 พฤษภาคม 2560

นโยบายการเงิน (Monetary Policy)


ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.ปรารถนา หลีกภัย
คณะพาณิชยศาสตร์และการจัดการ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง

นโยบายการเงิน (Monetary Policy)

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่General news

ขอบคุณที่รับชมกระทู้ครับ นโยบายการเงิน 2559

Leave a Comment