[NEW] เชียร์ผู้นำ-ถล่มฝ่ายตรงข้าม ทำความรู้จักปฏิบัติการ IO กองทัพคีย์บอร์ดในฟิลิปปินส์ที่มาแรงจนทั่วโลกจับตามอง – THE STANDARD | ข่าว กองทัพ ทั่ว โลก – POLLICELEE

ข่าว กองทัพ ทั่ว โลก: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

    ช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หนึ่งในข่าวที่คนไทยให้ความสนใจก็คือการออกมาเปิดเผยของสื่อสังคมออนไลน์ชั้นนำอย่างทวิตเตอร์ ถึงการตรวจเจอบัญชีผู้ใช้ที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ หรือที่เรียกว่าปฏิบัติการ IO (Information Operations) ใน 5 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการเปิดโปงเกี่ยวกับปฏิบัติการ IO ตามสื่อโซเชียลมีเดีย ช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายองค์กรวิชาการ สำนักข่าว และบริษัทที่ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์เองได้สืบสวนและเปิดเผยถึงปฏิบัติการประเภทนี้มาแล้วหลายครั้ง และยังพบว่ามีรัฐบาลที่ข้องเกี่ยวกับปฏิบัติการนี้อยู่เกินกว่า 30 ประเทศ ในบรรดาประเทศเหล่านี้ หนึ่งในประเทศที่มีความน่าสนใจที่สุดก็คืออีกหนึ่งประเทศอาเซียนอย่างฟิลิปปินส์

    ปฏิบัติการ IO ในฟิลิปปินส์ถูกสืบสวนและเปิดโปงออกมาแล้วหลายระลอก สื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และทวิตเตอร์ได้ตามปิดบัญชีผู้ใช้ แฟนเพจและกลุ่มที่ถูกตรวจพบความเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมืองในฟิลิปปินส์ และมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเท็จปั่นหัวประชาชนไปแล้วรวมกันหลายร้อยบัญชี แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าปฏิบัติการพวกนี้ในฟิลิปปินส์จะอ่อนแรงลงไป แถมยังมีแนวโน้มว่ากำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ  

    ฟิลิปปินส์ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งโซเชียลมีเดียของโลก เพราะมีจำนวนประชากรที่ใช้งานสื่อโซเชียลและใช้เวลาอยู่กับสื่อเหล่านี้มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกติดต่อกันมาหลายปี แต่นี่ก็ทำให้ฟิลิปปินส์กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของปฏิบัติการ IO และปฏิบัติการการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารปลอมเช่นกัน ชาวฟิลิปปินส์เองก็รู้กันดีว่าปฏิบัติการเหล่านี้แพร่กระจายอยู่ตามหน้าสื่อโซเชียลในประเทศตัวเองจำนวนมาก แต่ที่นั่นคำว่า IO ไม่ได้เป็นคำที่นิยมใช้มากนัก คนฟิลิปปินส์มักจะเรียกปฏิบัติการเหล่านี้ติดปากกันว่า Keyboard Armies หรือ Troll Armies ซึ่งมีความหมายในภาษาไทยประมาณว่ากองทัพนักเลงคีย์บอร์ด 

    ปรากฏการณ์การเติบโตของกองทัพคีย์บอร์ดในฟิลิปปินส์จัดว่ามีความพิเศษกว่าในประเทศอื่นๆ จนเรียกได้ว่าเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในระดับโลก หากมองย้อนไปในปี 2559 การลงประชามติออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรหรือ Brexit และการเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่ทำให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ขึ้นครองอำนาจ ถูกมองว่าคือจุดเริ่มต้นของการเติบโตของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารบนสื่อโซเชียลทั่วโลก แต่ถ้าลองดูดีๆ ปฏิบัติการเหล่านี้ได้แพร่กระจายในฟิลิปปินส์อย่างรวดเร็วมาตั้งแต่ช่วงระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีนับย้อนไปตั้งแต่ปี 2557 จนถึงวันเข้าคูหาในช่วงกลางปี 2559 ซึ่งนับว่าเกิดขึ้นก่อน Brexit และการเลือกตั้งสหรัฐฯ ในปีเดียวกัน ที่ทำให้ เคที ฮาร์บาท ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการเลือกตั้งระดับโลกของเฟซบุ๊กเปรียบเปรยว่า ถ้าสงครามปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเท็จบนโลกออนไลน์คือโรคระบาดระดับโลก ฟิลิปปินส์ก็คือผู้ติดเชื้อหมายเลข 0 (Patient Zero) และที่ผ่านมาปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารแทรกแซงการเลือกตั้งจากหลายแหล่งก็ได้ใช้ฟิลิปปินส์เป็นสถานที่ทดสอบปฏิบัติการก่อนที่จะนำออกไปใช้ในประเทศอื่นๆ เพราะจำนวนผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่สูงมาก รวมไปถึงปัจจัยเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันฟิลิปปินส์ก็ได้ถูกยกให้เป็นพื้นที่แนวหน้าของบรรดาบริษัทผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียในการทำสงครามต่อต้านกับปฏิบัติการกองทัพคีย์บอร์ดเผยแพร่ข้อมูลเท็จ

    การเลือกตั้งประธานาธิบดี 2559: จุดกำเนิดกองทัพคีย์บอร์ดในการเมืองฟิลิปปินส์

    การใช้กองทัพคีย์บอร์ดสร้างโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองในฟิลิปปินส์ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในการหาเสียงเลือกตั้งชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีในปี 2559 ผู้ที่ใช้กลยุทธ์นี้ก็คือหนึ่งในผู้สมัครที่หลายคนรู้จักกันดีก็คือ โรดริโก ดูเตร์เต และวิธีนี้ยังมีส่วนช่วยให้เขาคว้าเก้าอี้ผู้นำประเทศไปครองได้สำเร็จด้วย 

    บุคคลผู้ปลุกปั้นกองทัพคีย์บอร์ดปั่นกระแสให้กับดูเตร์เตคือ นิค กาบูนาดา อดีตผู้บริหารสื่อมวลชนคนดังของฟิลิปปินส์ ผู้ผันตัวมาเป็นนักยุทธศาสตร์ด้านการสื่อสารทางโซเชียลมีเดียให้กับทีมหาเสียงของดูเตร์เต ภายหลังจากชัยชนะของดูเตร์เต กาบูนาดาออกมาเปิดเผยด้วยตัวเองในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Rappler ว่าเขาสร้างเครือข่ายปฏิบัติการบนโลกออนไลน์ขึ้นมาด้วยเงินลงทุนประมาณ 10 ล้านเปโซ (ประมาณ 6.4 ล้านบาท) โดยใช้คนประมาณ 400-500 คนเป็นแกนหลัก ซึ่งมีทั้งคนฟิลิปปินส์ที่อาศัยอยู่ในประเทศ และที่ไปใช้แรงงานอยู่ตามประเทศอื่นๆ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีเครือข่ายคนของตัวเองช่วยกระจายข้อมูลแยกย่อยออกไปอีก แต่ละเครือข่ายมีการทำงานที่แยกกันเป็นเอกเทศ มีระบบบริหารจัดการต่างกัน และมีการจ่ายค่าจ้างที่ไม่เท่ากัน สำนักข่าวท้องถิ่นฟิลิปปินส์บางแห่งได้สืบสวนและพบว่าคนที่รับจ้างเป็นกองทัพคียบอร์ดเท่าที่สำรวจได้จะได้รับค่าจ้างอยู่ในช่วงประมาณ 1,000-10,000 เปโซต่อเดือน (640-6,400 บาท) หรือบางคนอาจจะได้มากถึงเดือนละ 100,000 เปโซ (64,000 บาท) 

    กองทัพคีย์บอร์ดรับจ้างมีทั้งในรูปแบบของการสร้างเพจหรือกลุ่มขึ้นมาใหม่ และการสร้างบัญชีผู้ใช้ปลอมที่มักใช้รูปโปรไฟล์เป็นคนดัง มีจำนวนเพื่อนเพียงไม่กี่คน และมักจะกดไลก์เพจคล้ายๆ กัน นอกจากนี้ยังมีการว่าจ้างเน็ตไอดอล อินฟลูเอนเซอร์ และเพจดังๆ ที่มีคนติดตามมาก่อนอยู่แล้ว และอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองมาก่อนให้ช่วยเผยแพร่ข้อมูลด้วย โดยมีเนื้อหาอวยดูเตร์เตหลายรูปแบบ ชื่นชมในนโยบายที่เขาใช้หาเสียง ใช้ข้อมูลเท็จต่างๆ มาสร้างภาพให้ดูเตร์เตดูดี ช่วยกันปั่นแฮชแท็กให้ติดเทรนด์ แถมยังโจมตีคนเห็นต่างด้วยถ้อยคำรุนแรงจนถึงขั้นข่มขู่คุกคาม และปั้นแต่งทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ รวมทั้งยังบิดเบือนประวัติศาสตร์ โดยเน้นพูดถึงข้อดีของอดีตผู้นำเผด็จการ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส เนื่องจากตระกูลมาร์กอสถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญของดูเตร์เตในการสู้ศึกประธานาธิบดีในตอนนั้น รูปแบบการเผยแพร่ข้อมูลบ่อยครั้งมักจะใช้วิธี Copy-Paste มาจากแหล่งเดียวกัน ทำให้มักจะเห็นหลายบัญชีโพสต์ข้อความที่ซ้ำๆ กัน และบางสำนักข่าวท้องถิ่นยังสืบพบว่ามีการใช้ระบบอัตโนมัติหรือบอตช่วยเผยแพร่ข้อมูลด้วย

    กาบูนาดาเคยพูดด้วยว่าเขาจำเป็นต้องใช้วิธีนี้ เพราะงบประมาณในการหาเสียงมีจำกัดมาก และวิธีนี้ก็ทำให้ข้อมูลที่ต้องการสื่อสารเข้าถึงคนฟิลิปปินส์ได้จำนวนมากโดยไม่ต้องใช้งบมากเกินไป นอกจากกาบูนาดาแล้ว ดูเตร์เตเองก็เคยพูดยอมรับถึงเรื่องนี้เหมือนกันหลังจากที่ได้เข้ารับตำแหน่งแล้ว เขาบอกว่าเขาใช้กลยุทธ์นี้เฉพาะในช่วงหาเสียงเลือกตั้งเท่านั้น และไม่เคยได้เอามาใช้อีกในระหว่างที่เขาเป็นประธานาธิบดี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับไม่ได้เป็นอย่างที่ดูเตร์เตอ้าง

    ยกระดับสู่ปฏิบัติการ IO โดยภาครัฐ

    หลังผ่านพ้นการเลือกตั้งที่ดูเตร์เตสามารถคว้าชัยได้สำเร็จ ปฏิบัติการของกองทัพคีย์บอร์ดอวยดูเตร์เตกลับยังคงปรากฏให้เห็นว่อนตามหน้าสื่อโซเชียลมีเดียของฟิลิปปินส์ และดูจะมากขึ้นกว่าเดิมด้วย โดยการเปิดโปงปฏิบัติการโดยสื่อและสำนักวิชาการต่างๆ ก็ได้เกิดขึ้นหลายระลอกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา  

    กาบูนาดาไม่ได้หยุดทำงานให้กับดูเตร์เตหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปสิ้นสุดลง เขายังขยายเครือข่ายของกองทัพคีย์บอร์ดใหญ่ขึ้นไปอีก เมื่อเดือนมีนาคม 2562 เฟซบุ๊กได้ออกแถลงการณ์ยืนยันในข้อเท็จจริงนี้ที่ว่าเครือข่ายของกาบูนาดาบนโซเชียลมีเดียยังคงทำงานอยู่ พร้อมกับสั่งปิดบัญชีผู้ใช้ แฟนเพจ และกลุ่มที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับกาบูนาดาด้วย  

    นอกจากเครือข่ายกองทัพคีย์บอร์ดที่กาบูนาดาเอาต์ซอร์สประชาชนและอินฟลูเอนเซอร์หลายร้อยคนแล้ว รายงานทางวิชาการรวมถึงสำนักข่าวบางแหล่งยังเปิดเผยว่าปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อให้ประธานาธิบดีดูเตร์เตได้ถูกทำขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ตามหน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เท่ากับว่าปฏิบัติการกองทัพคีย์บอร์ดของดูเตร์เตได้ยกระดับขึ้นมาเป็นปฏิบัติการ IO โดยภาครัฐอย่างเต็มตัว แต่ก็ยังมีวิธีการและเนื้อหาที่คล้ายๆ เดิมคือสรรเสริญเยินยอดูเตร์เต ปกป้องนโยบายของเขา และโจมตีฝ่ายตรงข้าม นอกจากนี้ยังเริ่มมีเนื้อหาที่สนับสนุนให้ ซาราห์ ดูเตร์เต ลูกสาวของประธานาธิบดีดูเตร์เตลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในปี 2565 ด้วย

    ล่าสุดเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา เฟซบุ๊กได้ออกมาเปิดโปงว่าพบบัญชีผู้ใช้ แฟนเพจและกลุ่มที่ยังสามารถเชื่อมโยงไปถึงบุคคลในกองทัพและกรมตำรวจ โดยมักจดเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ผลงานกองทัพ การต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้าย การสนับสนุนการออกกฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย โดยดูเตร์เตที่ถูกวิจารณ์ว่านำไปสู่เพิ่มอำนาจประธานาธิบดี และการละเมิดสิทธิมนุษยชนง่ายขึ้น และยังมีการวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มนักเคลื่อนไหวที่เป็นนักศึกษาและบุคคลต่างๆ จากขั้วการเมืองฝั่งตรงข้ามรัฐบาล และทางกองทัพก็ได้ออกมาปฏิเสธในเรื่องนี้   

    กองทัพคีย์บอร์ดฟิลิปปินส์ ธุรกิจดาวรุ่งมาแรง เตรียมโกอินเตอร์

    ปัจจุบันนี้การใช้กลยุทธ์กองทัพคีย์บอร์ดปั่นกระแสให้ตัวเองไม่ได้ถูกใช้โดยดูเตร์เตและนักการเมืองขั้วเดียวกันกับเขาเท่านั้น เมื่อเห็นดูเตร์เตประสบความสำเร็จในการใช้กลยุทธ์นี้ นักการเมืองในขั้วตรงข้ามและบุคคลฝั่งต่อต้านรัฐบาลต่างๆ ก็กลับเลือกที่จะใช้วิธีเดียวกันกับดูเตร์เตด้วย บางคนที่มีกำลังทรัพย์และกำลังคนมากพอก็ดำเนินการด้วยตัวเอง แต่หลายๆ คนที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ก็ได้ใช้วิธีว่าจ้างบรรดาบริษัทด้านการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือกระทั่งคอลเซ็นเตอร์ช่วยทำให้ หลายบริษัทไม่ได้รับจ้างให้กับนักการเมืองแค่คนเดียว แต่ทำให้กับนักการเมืองหลายคนในคราวเดียวกัน และไม่จำเป็นว่าต้องอยู่ในขั้วการเมืองเดียวกัน นี่ทำให้ธุรกิจกองทัพคีย์บอร์ดกำลังเป็นธุรกิจดาวรุ่งที่มูลค่ามหาศาลในฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะในช่วงของการเลือกตั้งกลางเทอมเมื่อปี 2562 แต่ดูเหมือนว่านักการเมืองคนอื่นๆ จะยังทำได้ไม่ประสบความสำเร็จมากเท่าดูเตร์เต

    ความเฟื่องฟูของธุรกิจกองทัพคีย์บอร์ดกำลังทำให้ฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในประเทศที่น่าสนใจที่สุดในการศึกษาเกี่ยวกับปฏิบัติการแพร่กระจายข้อมูลข่าวสารปลอมและโฆษณาชวนเชื่อบนโลกออนไลน์ องค์กรคลังปัญญาที่สนับสนุนโดยองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ได้ศึกษาถึงปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจดังกล่าวรุ่งเรืองในฟิลิปปินส์ โดยสรุปออกมาได้เป็น 3 ปัจจัยหลัก 

    ประการแรกคือการเมืองฟิลิปปินส์เน้นภาพลักษณ์และตัวตนของนักการเมืองมากกว่าตัวนโยบายหรืออุดมการณ์ ทำให้บรรดานักการเมืองฟิลิปปินส์ต้องใช้สื่อสังคมออนไลน์ช่วยโปรโมตความเป็นตัวเองกันมาก 

    ประการที่สองคือคนฟิลิปปินส์สั่งสมความไม่พอใจในความย่ำแย่ของการเมืองและสภาพบ้านเมืองของตัวเองมายาวนาน กองทัพคียบอร์ดจึงเห็นช่องทางตรงนี้เผยแพร่ข้อมูลที่จี้จุดความไม่พอใจประชาชน และโหมโฆษณาชวนเชื่อให้กับนักการเมืองสายประชานิยมอย่างเช่นดูเตร์เตว่าเขาจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองอย่างไร 

    และประการสุดท้ายก็คือฟิลิปปินส์อุดมไปด้วยแรงงานในภาคดิจิทัล แต่ส่วนมากกลับไม่ได้มีรายได้ สวัสดิการและสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี อีกทั้งตัวงานก็ไม่ค่อยเอื้อให้พัฒนาทักษะและเติบโตในสายงานมากนัก นี่ทำให้แรงงานในภาคดิจิทัลหลายคนยอมรับจ้างสร้างโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองออนไลน์เป็นช่องทางทำกินเสริม

    ในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว สำนักข่าว Washington Post ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง ‘Why crafty Internet trolls in the Philippines may be coming to the website near you’ โดยมีเนื้อความว่าธุรกิจกองทัพคีย์บอร์ดเพื่อโน้มน้าวแนวคิดทางการเมืองในฟิลิปปินส์กำลังจะไม่ได้จำกัดแค่ในระดับประเทศเท่านั้น แต่มีแนวโน้มจะถูกส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ หลายธุรกิจที่ให้บริการดังกล่าวให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวว่า หลังจากที่ประสบความสำเร็จในประเทศตัวเอง พวกเขามีแผนที่จะรับจ้างให้กับต่างชาติด้วย โดยมีข้อได้เปรียบคือแรงงานหนุ่มสาวในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษกันคล่องแคล่ว บางธุรกิจยังออกมาเปิดเผยว่าตอนนี้มีลูกค้าต่างชาติเริ่มเข้าไปติดต่อพวกเขาแล้ว หลายปีมานี้ฟิลิปปินส์ได้ใช้ความได้เปรียบด้านภาษาส่งให้ตัวเองเป็นฮับของธุรกิจคอลเซ็นเตอร์ของโลก แต่ในอนาคตอันใกล้ฟิลิปปินส์อาจใช้ข้อได้เปรียบเดียวกันขยับขึ้นเป็นฮับของปฏิบัติการกองทัพคีย์บอร์ดโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองทั่วโลกด้วย

    กองทัพคีย์บอร์ด เสรีภาพของประชาชนที่หดหาย และความแตกแยกที่ร้าวลึก   

    ปฏิบัติการกองทัพคีย์บอร์ดที่เข้าครอบงำภูมิทัศน์การเมืองของฟิลิปปินส์ในยุคของดูเตร์เตสะท้อนถึงสถานการณ์ประชาธิปไตยและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนที่กำลังหดแคบลงทุกขณะ แม้ดูเตร์เตจะมาจากการเลือกตั้งแบบเสรีและระบบการเมืองของฟิลิปปินส์ก็ยังจัดว่าเป็นประชาธิปไตยอยู่ แต่ดูเตร์เตกลับมีแนวคิดและการกระทำหลายอย่างที่โน้มเอียงไปในทางเผด็จการ จนถูกคนฟิลิปปินส์ส่วนหนึ่งมองว่าเขากำลังพาฟิลิปปินส์กลับไปในยุคของเผด็จการเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส การจัดตั้งปฏิบัติการกองทัพคีย์บอร์ดโดยเครือข่ายอำนาจของดูเตร์เตก็เป็นส่วนหนึ่ง การใช้กองทัพ IO ถล่ม ข่มขู่คุกคามประชาชน นักเคลื่อนไหว นักการเมืองฝ่ายตรงข้าม รวมถึงบรรดาเอ็นจีโอต่างๆ ก็คือความพยายามปิดปากผู้คนไม่ให้แสดงความเห็นที่แตกต่างในทางอ้อม

    ทุกวันนี้คนฟิลิปปินส์แตกแยกออกเป็น 2 ฝ่ายหลักๆ คือฝ่ายที่เชียร์กับฝ่ายที่ต่อต้านดูเตร์เต คนที่เชียร์ดูเตร์เตมักจะถูกเรียกว่า ‘Dutertard’ ซึ่งเป็นคำสนธิระหว่างคำว่า Duterte (ดูเตร์เต) กับ Retard (คนโง่) ขณะที่ฝั่งที่ไม่เอาดูเตร์เตก็ถูกอีกกลุ่มเรียกว่า ‘Yellowtard’ ที่มาจาก Yellow (สีเหลืองซึ่งเป็นสีสัญลักษณ์ของพรรคลิเบอรัล คู่ปรับของดูเตร์เต) กับ Retard 

    ตอนนี้ปฏิบัติการ IO ของฝั่งรัฐบาลดูเตร์เตกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น เราอาจยังมองไม่เห็นผลลัพธ์ที่แน่ชัดว่าปฏิบัติการนี้ชักจูงคนฟิลิปปินส์ให้หันไปเชียร์ดูเตร์เตมากขนาดไหน หากเป็นคนที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ต่อต้านดูเตร์เตเหนียวแน่นก็ไม่อาจถูก IO ของรัฐหว่านล้อมได้ง่ายๆ แต่ที่เห็นได้ชัดแน่ๆ ก็คือว่าปฏิบัติการกองทัพคีย์บอร์ดกำลังโหมไฟแห่งความเกลียดชัง ซ้ำเติมความแตกแยกทางการเมืองระหว่างคนต่างฝ่ายในฟิลิปปินส์ให้ร้าวลึกลงไปทุกวัน

    พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

    อ้างอิง:

  • Samantha Bradshaw & Philip N. Howard,

    . Samuel Woolley and Philip N. Howard, Eds. Working Paper 2017.12. Oxford, UK: Project on Computational Propaganda.

  • Janjira Sombatpoonsiri.

    . German Institute of Global and Area Studies (GIGA), 2018

    .

  • Jonathan Ong, Ross Tapsell & Nicole Curato.

    , 2019.

  • Jonathan Corpus Ong, Jason Vincent A.Cabañes.

    , NATO Strategic Communication of Excellence, 2019.

[Update] วิธีคิดผู้นำ-ความแตกต่างเชิงนโยบายจัดซื้ออาวุธสมัยใหม่ ‘กองทัพไทย-กองทัพโลก’ หลังโควิด | ข่าว กองทัพ ทั่ว โลก – POLLICELEE

“…ในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 พื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของโลก อยู่ในสภาวะการรบขนาดย่อย ทั้งปฏิบัติการณ์การทหาร การดำเนินยุทธการทำลายฐานปฏิบัติการและบุคลากรของฝ่ายตรงข้าม รวมไปถึงภัยจากการก่อการร้ายทั้งในระดับนานาชาติและในระดับประเทศ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พบเห็นกันอยู่ในหน้าสื่อหลักทั่วโลก เศรษฐกิจของโลกนั้นประกอบไปด้วยงบประมาณด้านการทำสงครามเป็นสำคัญ แต่พอการระบาดของไวรัสโคโรน่ามาถึง ก็ทำให้สถานการณ์ความรุนแรงเหล่านี้ลดหรือยุติลง และทำให้กองทัพทั่วโลกจำเป็นต้องปรับบทบาทให้เหมาะสมกับการระบาดในครั้งนี้ …”

 

“กองทัพมีภารกิจที่ต้องดูแลป้องกันอธิปไตยตามแนวชายแดน ซึ่งจะต้องเตรียมความพร้อมทางด้านกำลังและอาวุธยุทโธปกรณ์ไว้ แม้จะไม่มีเหตุอะไรเกิดขึ้นก็ตาม สิ่งสำคัญคือวันนี้เทคโนโลยีต่างๆ มีความก้าวหน้า หากมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ไม่มีความทันสมัยอาจทำให้เกิดปัญหาในอนาคตได้”

คือ คำชี้แจงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม บางช่วงบางตอนในระหว่างการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ในวาระ 1 เกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ วงเงิน 4,395.7 ล้านบาท ในช่วงวันที่ 1 ก.ค.2563 ที่ผ่านมา 

ซึ่งควันหลงจากการอภิปรายดังกล่าว ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภาคส่วนการเมืองทั้งฝ่ายค้าน จนไปถึงพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกมาแสดงจุดยืนที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 หรือโคโรน่าไวรัส ในขณะนี้  

อ้างอิงวิดีโอจากช่องบีอีซีเทโร 

ในขณะที่ประเทศไทย ยืนยันว่าการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ยันเป็นสิ่งที่จำเป็นภายใต้วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิดในปัจจุบัน น่าสนใจว่ากองทัพทั่วโลก ดำเนินการเรื่องการจัดสรรงบประมาณในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ อย่างไรบ้าง? เหมือนหรือแตกต่างกับไทยอย่างไร? 

สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้สำรวจข้อมูลจากเว็บไซต์ข่าว และเว็บบล็อกทั่วโลก เกี่ยวกับท่าทีของกองทัพทั่วโลก ในเรื่องการจัดสรรงบประมาณจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ภายใต้วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิดในปัจจุบัน พบข้อมูลดังต่อไปนี้ 

ในช่วงปลายเดือน มิ.ย.เว็บไซต์ https://thinkml.ai/ ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมข่าวสารและเขียนบทวิเคราะห์เกี่ยวกับเทคโนโลยีต่างๆ ได้เขียนบทความชื่อว่า “โควิด 19 สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อรูปแบบการจัดซื้ออาวุธทั่วโลก ไปสู่เครื่องช่วยหายใจอย่างไรบ้าง” (How COVID-19 has changed world scenarios from weapons to ventilators) มีรายละเอียดดังนี้

ในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 พื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของโลก อยู่ในสภาวะการรบขนาดย่อย ทั้งปฏิบัติการณ์การทหาร การดำเนินยุทธการทำลายฐานปฏิบัติการและบุคลากรของฝ่ายตรงข้าม รวมไปถึงภัยจากการก่อการร้ายทั้งในระดับนานาชาติและในระดับประเทศ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พบเห็นกันอยู่ในหน้าสื่อหลักทั่วโลก เศรษฐกิจของโลกนั้นประกอบไปด้วยงบประมาณด้านการทำสงครามเป็นสำคัญ 

แต่พอการระบาดของไวรัสโคโรน่ามาถึง ก็ทำให้สถานการณ์ความรุนแรงเหล่านี้ลดหรือยุติลง และทำให้กองทัพทั่วโลกจำเป็นต้องปรับบทบาทให้เหมาะสมกับการระบาดในครั้งนี้ 

@ความต้องการเทคโนโลยีกับปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)ที่เพิ่มมากขึ้น ในช่วงเวลาของการแพร่ระบาด 

ในช่วงเวลาที่ทุกภาคส่วนถูกคุกคามจากโรคระบาดอย่างรุนแรง ทั้งภาคส่วนของธุรกิจในระดับมหภาคและจุลภาค  โรคระบาดนั้นได้กลายเป็นภัยคุกคามใหม่ที่ต้องใช้การดำรงชีวิตด้วยวิถีชีวิตใหม่หรือนิวนอร์มอลในการรับมือ

ในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ระบบเอไอถูกมองว่าจะเป็นภัย ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าเอไอจะเข้ามาแทนที่แรงงานในรูปแบบปกติ และจะทำให้มีแรงงานที่เป็นมนุษย์ต้องตกงานเป็นจำนวนมาก

แต่ ณ เวลานี้ ทุกภาคส่วนทางธุรกิจนั้นกลับมองเห็นแล้วว่าเทคโนโลยีเอไอและหุ่นยนต์จะกลายเป็นหนทางรอดเดียวในวิกฤตการณ์แพร่ระบาดครั้งนี้  

ซึ่งแน่นอนว่ารูปแบบการจัดซื้ออาวุธแบบเดิมๆนั้น ก็คงต้องมีความเปลี่ยนแปลง กลายเป็นรูปแบบการลงทุนและจัดหาเทคโนโลยีเอไอและหุ่นยนต์ต่างๆ เพื่อจะมารับมือกับความยากลำบากที่เกิดขึ้นในการใช้ชีวิตนี้ด้วยเช่นกัน 

@ประเทศจีนกับยุทธศาสตร์ด้านอุปกรณ์สาธารณสุข

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ก็คือ ที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ซึ่งเป็นสถานที่ต้นกำเนิดของการแพร่ระบาด  รัฐบาลจีนดำเนินการป้องกันปัญหาช้าจนเกินไปจนเป็นเหตุให้เกิดการแพร่ระบาดทั่วโลก

โดยเหตุการณ์นี้ทำให้รัฐบาลจีนจำเป็นที่จะต้องปรับรูปแบบแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐไปมุ่งเน้นในด้านของสาธารณสุขให้มากขึ้น และจำเป็นต้องหยุดการดำเนินนโยบายบางประการที่จะมุ่งเน้นในด้านการทหารลงไป

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ปรากฏในประเทศมหาอำนาจอื่นๆด้วยเช่นกัน  หลายประเทศจำเป็นจะต้องตัดลดงบประมาณทางการทหารลงและเพิ่มงบประมาณลงไปที่ระบบการให้บริการทางการแพทย์ในสภาวะฉุกเฉิน

อาทิ ประเทศจีน มีการกำหนดกรอบวงเงินในการใช้จ่ายงบประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (31,070,000,000,000 บาท) ไปกับการใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในปี 2563

ขณะที่งบประมาณในด้านกลาโหมจะอยู่ที่ 177.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (5,514,480,000,000 บาท) ซึ่งแม้ว่าสัดส่วนงบกลาโหมจะน้อยกว่าสาธารณสุขค่อนข้างมาก

แต่ก็ยังทำให้ประเทศจีนอยู่ในอันดับ 2 ของโลกในด้านการใช้จ่ายงบกลาโหมอยู่ดี

ซึ่งการปรับงบประมาณของประเทศจีนนั้น สอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของเว็บไซต์ Globaldata.com ที่ประเมินเอาไว้ว่าจะมีการขาดแคลนเครื่องช่วยหายใจอย่างน้อย 880,000 เครื่อง  ในช่วงเวลาที่วิกฤติไวรัสโควิด 19 นี้ 

ประเทศจีนจึงได้ประยุกต์การใช้จ่ายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อที่จะหาผลประโยชน์เข้าประเทศ โดยเร่งการผลิตเครื่องช่วยหายใจในประเทศให้ได้มากที่สุด เพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ  ซึ่งขณะนี้มีคำสั่งซื้อเครื่องช่วยหายใจจากต่างประเทศมาถึงประเทศจีนอย่างน้อยจำนวน 20,000 รายการแล้ว และก็มีบริษัทอีกอย่างน้อย 21 แห่งทั่วประเทศจีนที่พร้อมจะผลิตเครื่องช่วยหายใจให้เพียงพอต่อความต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

โดยมีอย่างน้อย 8 บริษัทที่มีขีดความสามารถในการผลิตเครื่องช่วยหายใจจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ ของกำลังการผลิตเครื่องช่วยหายใจทั่วโลก ซึ่งจะอยู่ที่ 2,200 เครื่องใน 1 สัปดาห์   

เนื่องจากไวรัสโควิด 19 ได้กลายเป็นศัตรูอันดับ 1 ของมนุษยชาติไปโดยปริยาย ทำให้บริษัทเอกชนหลายแห่งทั่วโลกซึ่งรับสัญญารัฐบาลในด้านยุทโธปกรณ์กองทัพ ได้รับสัญญาใหม่ในด้านของความมั่นคงทางด้านระบบสาธารณสุขรวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์แทน เพื่อที่จะช่วยเหลือในการบรรเทาวิกฤติครั้งนี้ให้เร็วที่สุด

China's ventilator firms gain 20,000-plus overseas orders - Global ...

โรงงานผลิตเครื่องช่วยหายใจในประเทศจีน (อ้างอิงรูปภาพจากสำนักข่าวโกลบอลไทม์)

แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของประเทศจีนอย่างอาลีบาบาและไป่ตู้ บริษัทเท็นเซ็นต์และบริษัทหัวเหว่ย ทั้งหมดนี้ก็ต้องปรับตัวเพื่อเป็นบริษัทที่จะให้บริการในด้านเอไอ และการประมวลผลทางด้านสาธารณสุขขนาดใหญ่ เพื่อที่จะรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ทั่วโลกเช่นกัน 

@การปรับลดงบประมาณด้านกลาโหมของสหรัฐอเมริกา และการใช้งบประมาณเพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิด 19

ข้ามมาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทางด้านของกระทรวงกลาโหมสหรัฐหรือเพนตากอนเอง  ก็มีการยื่นของบประมาณกลาโหมในปีงบประมาณ 2564 อยู่ที่ 7.05 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (21,897,300,000,000 บาท) 

แต่รัฐบาลกลาง ก็ยังมีความกังวลว่า ตัวเลขการของบของเพนตากอนจะไม่สอดคล้องกับสภาวะการขาดดุลงบประมาณที่คาดว่าจะขาดดุลเป็นระยะเวลา 5 ปี โดยมีที่มาจากการระบาดของไวรัสโควิด 19

ดังนั้น จึงมีการคาดการณ์ว่ารัฐบาลน่าจะตัดงบประมาณในส่วนของเพนตากอนลงไปอีกอย่างน้อย 3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นจำนวนที่มหาศาล และหลายๆ โครงการที่ใช้เงินเป็นจำนวนมาก เช่นโครงการจัดซื้อเครื่องบินรบสมรรถนะสูงอย่างเอฟ 35 ก็จะถูกระงับการจัดซื้อไว้ก่อนเช่นกัน   

Denmark To Buy 27 Lockheed Martin F-35A Fighter Jets

เครื่องบินรบรุ่น  F-35A รุ่นย่อยที่ราคาถูกที่สุดคือลำละ 98 ล้านดอลลาร์ (3.5 พันล้านบาท ราคานี้ไม่รวมเครื่องยนต์) (อ้างอิงรูปภาพจาก https://www.defenseworld.net)

ขณะที่กระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์สหรัฐฯหรือ HHS ซึ่งเป็นกระทรวงหน้าด่านในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส ก็ได้มีการจัดสรรงบประมาณไปยังโรงพยาบาลและศูนย์สุขภาพทั่วสหรัฐฯ เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 1.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (5,435,500,000,000 บาท) เพื่อรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างรุนแรง ณ เวลานี้

ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลสหรัฐฯล้มเหลวในเรื่องของการจัดหาเครื่องช่วยหายใจและอุปกรณ์ทางการแพทย์จากบริษัทต่างๆเพื่อให้สอดรับกับความต้องการในช่วงต้นของการแพร่ระบาด 

แต่ล่าสุดทาง HHS ก็สามารถที่จะจัดซื้อเครื่องช่วยหายใจได้เป็นจำนวนนับพันเครื่องเพื่อที่จะใช้ในการรักษาผู้ป่วยโควิด 19 แล้ว  

ทั้งนี้ นอกเหนือจากการปรับปรุงนโยบายเกี่ยวกับการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ในการรับมือสถานการณ์การแพร่ระบาดของ HHS แล้ว นโยบายด้านหุ่นยนต์ของสหรัฐฯ ก็เป็นสิ่งที่ถูกเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19

โดยก่อนหน้าที่จะมีการแพร่ระบาดของไวรัสนั้น มีประเด็นถกเถียงกันอย่างรุนแรงว่าหุ่นยนต์กำลังจะเข้ามาแย่งงานของแรงงานที่เป็นมนุษย์ไปจนหมด

แต่พอเกิดการระบาดขึ้น ภาคส่วนธุรกิจของสหรัฐฯต่างก็ยอมรับว่าหุ่นยนต์นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับภาคเอกชนในการที่จะอยู่รอดในช่วงวิกฤติการแพร่ระบาดนี้ ส่งผลทำให้ความต้องการการใช้งานหุ่นยนต์ในภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นมากด้วยเช่นกัน

@การตอบสนองด้านการคลังต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสในประเทศรัสเซีย

ประเทศรัสเซีย เป็นอีกประเทศที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด 19 อย่างรุนแรงทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อที่มากกว่า 6.5 แสนราย และยังได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ตกลงเนื่องจากความต้องการในการใช้พลังงานนั้นลดลงทั่วโลก ในช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด 19 ที่ผ่านมา 

ทำให้ รัสเซีย ซึ่งแม้ว่าจะมีการใช้งบประมาณทางทหารอยู่ที่ 6.92 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (2,148,660,000,000 บาท) และงบประมาณทางด้านสาธารณสุขของประเทศรัสเซียอยู่ที่ 3.9 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณด้านกลาโหม

แต่กองทัพรัสเซีย ก็มีการปรับงบประมาณและการปฏิบัติการณ์ของกองทัพให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดให้ได้มากที่สุด

ทั้งการสร้างศูนย์สุขภาพแบบองค์รวมใน 15 พื้นที่ทั่วประเทศรัสเซีย การตั้งจุดตรวจสำหรับฆ่าเชื้อทั่วประเทศ การปรับปรุงความพร้อมของกองกำลังทหารที่จะปฏิบัติการณ์ในสภาวะปนเปื้อนในด้านนิวเคลียร์ เคมี และชีวภาพ เพื่อจะให้กองทหารเหล่านั้นเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วในการทำความสะอาดสถานที่ติดเชื้อต่างๆ 

โดยมีรายงานว่าในช่วงปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา รัสเซียได้จัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วเป็นจำนวน 5 หน่วย เพื่อจะรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศ และยังได้ส่งกองกำลังพิเศษซึ่งรับผิดชอบในด้านการฆ่าเชื้อโควิด 19 ออกไปปฏิบัติการณ์ยังประเทศต่างๆทั่วภูมิภาคยุโรปด้วยเช่นกัน

กองกำลังทหารซึ่งรับผิดชอบด้านการฆ่าเชื้อโควิด 19 กำลังปฏิบัติหน้าที่ในประเทศอิตาลีในช่วงปลายเดือน มี.ค. (อ้างอิงวิดีโอจากช่อง Ruptly)

มีรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า ในช่วง 3 เดือนหลังจากนี้ ประเทศรัสเซีย ได้วางกรอบเอาไว้ว่าจะต้องผลิตเครื่องช่วยหายใจให้ได้อย่างน้อย 6,000 เครื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการทั่วประเทศ พร้อมกับการผลิตยา Avifavir ซึ่งทางรัสเซียอ้างว่าเป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยโควิด 19 ด้วยเช่นกัน  

ทั้งหมดนี้ คือ ความพยายามของกองทัพและหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศมหาอำนาจหลักๆทั่วโลก ซึ่งมีทั้งการที่จะปรับลดงบประมาณ ปรับรูปแบบการดำเนินการทางทหารและระบบสาธารณสุขของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนให้มีความเหมาะสมเพื่อที่จะรับมือกับไวรัสโควิด 19 ซึ่งถือว่าเป็นภัยคุกคามอันดับ 1 ในปี 2563 และอาจจะลากยาวไปจนถึงปี 2564

ส่วนกองทัพไทย จะมีการปรับรูปแบบการใช้จ่ายเงินงบประมาณ เพื่อจะรับมือกับโรคโควิดซึ่งเป็นภัยคุกคามอันดับ 1 ของทั่วโลกเวลานี้แบบไหน เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

สาธารณชนน่าจะมีคำตอบที่ชัดเจนกันดีอยู่แล้ว 

เรียบเรียงจาก: https://thinkml.ai/how-covid-19-has-changed-world-scenarios-from-weapons-to-ventilators/, https://warontherocks.com/2020/05/how-is-the-russian-military-responding-to-covid-19/

#กดคลิก ติดตาม ส่งแชร์ข่าวอิศรา ได้ที่นี่ https://www.facebook.com/isranewsfanpage


เพลงสรรเสริญพระบารมี อลังการบนเรือหลวงจักรีนฤเบศร (Official)


เชิญชมสารคดีที่กองทัพเรือจัดทำเป็นพิเศษ “พระมหากรุณาธิคุณจารึกไว้ในราชนาวีตราบนิจนิรันดร์” ความยาว 16 นาที ได้ที่
https://youtu.be/mLqRZd1sSDc

กองทัพเรือได้จัดให้มีการขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีบนดาดฟ้าเรือหลวงจักรีนฤเบศร กลางทะเลอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยกำลังพลรวมกว่า ๔,๐๐๐ นาย จากเรือหลวงที่เข้าร่วมอีกจำนวน ๓ ลำ เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
เนื่องในวันกองทัพเรือ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๙
กองทัพเรือ โดย พลเรือเอก ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ร่วมกับข้าราช การ ทหาร ชั้นยศตั้งแต่นายพลเรือถึงพลทหาร ขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีร่วมกับ วงดุริยางค์ราชนาวี (วงออเคสตร้า) เต็มวง โดยมีเรือตรี สันติ ลุนเผ่ ร่วมร้องนํา บนเรือ หลวงจักรีนฤเบศร โดยมีเรือรบที่เข้าร่วมกระบวนเรืออีก ๓ ลํา ได้แก่ เรือหลวงนเรศวร เรือ หลวงตากสิน และเรือหลวงปิ่นเกล้า ซึ่งเป็นเรือยิงสลุต ที่ผ่านมาได้ทําาหน้าที่ยิงสลุตถวาย พระบาทสมเด็จพระปรมนิทรมหาภูมิพลอดลุยเดช หลายครั้ง ซึ่ง พระองค์ ยัง ทรงบันทึกภาพ และพระราชทานภาพเรือ หลวงปิ่นเกล้า ขณะกำลัง ทำการยิงสลุตถวาย พระราชทานให้แก่กองทัพเรือ
สําหรับเรือหลวงจักรีนฤเบศร นั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดําเนินทรงประกอบพิธีเจิมเรือ พร้อมทรงเจิมป้ายเรือหลวงนเรศวร และเรือหลวง ตากสินด้วย เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๐
การจัดให้มีการขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีของทางกองทัพเรือ ซึ่งนําโดยผู้บัญชาการทหารเรือ เนื่องในวันกองทัพเรือ ๒๐ พฤศจิกายน เป็นการแสดงความอาลัย และแสดงออกถึงการสำนึก ในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อกองทัพเรือและเหล่าพสกนิกรนานับประการมาโดยตลอดช่วงรัชสมัย
ผลิตโดยทีมงานผลิตสื่อสารคดีของกองทัพเรือ กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ
อำนวยการผลิตโดย พลเรือโท อดิเรก ชมภูนุช เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ
ควบคุมการผลิต/บทสารคดี/กำกับภาพ โดย นาวาเอก สุวิทย์ จันทร์เพ็ญศรี
ผู้ช่วยควบคุมการผลิต/ประสานงาน : นาวาโทหญิง รศนา สมพงษ์
นาวาโท กำชัย เจริญพงศ์ชัย น.ส.รจิตพัชญ์ ศรีทรัพโยภาส
ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล กรุณาให้เสียงบรรยาย

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

เพลงสรรเสริญพระบารมี อลังการบนเรือหลวงจักรีนฤเบศร  (Official)

ทันโลก กับ ที่นี่ Thai PBS : ประเด็นข่าว (12 พ.ย. 64)


ประเด็นวันนี้…
• ภารกิจ DART ปกป้องภัยคุกคามโลก
• วิกฤตผู้อพยพเบลารุส ชนวนการเผชิญหน้าในยุโรป
• ช่วยเหลือทางมนุษยธรรม เปิดทางแก้วิกฤตในเมียนมา
ติดตามชมรายการทันโลก กับ ที่นี่ Thai PBS วันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 เวลา 21.30 22.15 น. ทางไทยพีบีเอส หรือรับชมย้อนหลังได้ทาง http://www.thaipbs.or.th/ThisisThaipbs

กด Subscribe ติดตามรายการดี ๆ ของช่อง ได้ที่ : http://thaip.bs/YSBht5j
และ ติดตามไทยพีบีเอสออนไลน์ ได้ที่
Website : http://www.thaipbs.or.th
Facebook : http://www.fb.com/ThaiPBS
Twitter : http://www.twitter.com/ThaiPBS
Instagram : http://www.instagram.com/ThaiPBS
LINE : http://www.thaipbs.or.th/AddLINE
YouTube : http://www.youtube.com/ThaiPBS

ทันโลก กับ ที่นี่ Thai PBS : ประเด็นข่าว (12 พ.ย. 64)

อัจฉริยะ ล่าสุด! งานนี้…ดังทั่วโลกแน่! #สังขละบุรี #กองทัพบก #ลุงพล #ป้าแต๋น #บ้านกกกอก #ทนายดัง


อัจฉริยะ ล่าสุด! งานนี้...ดังทั่วโลกแน่! #สังขละบุรี #กองทัพบก #ลุงพล #ป้าแต๋น #บ้านกกกอก #ทนายดัง

เปิดภาพ 2 นักบินจีน เดินนอกสถานีอวกาศครั้งแรก | TNN ข่าวเย็น | 04-07-21


สถานีโทรทัศน์ CCTV ของทางการจีน แพร่ภาพนักบินอวกาศจีน 2 คน จากทั้งหมด 3 คน ออกมาเดินนอกสถานีอวกาศเทียนกงของจีนเป็นครั้งแรกในวันนี้ เพื่อติดตั้งแขนกลยาว 15 เมตร
ช่องทางติดตามสถานีข่าว TNN ช่อง16
https://www.tnnthailand.com
https://tv.trueid.net/live/tnn16
https://www.youtube.com/c/tnn16
https://www.facebook.com/TNNthailand/
https://www.facebook.com/TNN16LIVE/
https://twitter.com/tnnthailand
https://www.instagram.com/tnn_online/
https://www.tiktok.com/@tnnonline
Line @TNNONLINE หรือคลิก https://lin.ee/4fP2tltIo
ทันโลก ทันเศรษฐกิจ ทันทุกความจริง กับ TNNช่อง16 สถานีข่าวที่ถือหลักการของการนำเสนอข่าวตรงประเด็น รวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นกลาง โดยทีมข่าวมืออาชีพ

เปิดภาพ 2 นักบินจีน เดินนอกสถานีอวกาศครั้งแรก  | TNN ข่าวเย็น | 04-07-21

นักร้องสาวอินโดฯ ถูกงูจงอางฉกขณะโชว๋ l one news


รับชมช่อง one ที่หมายเลข 31
ดูฟรี คมชัด ทั่วประเทศ
ชม Online ได้ทาง : http://www.onehd.net/live
ดูย้อนหลังที่แรกทาง : http://www.onehd.net/replay
ติดตามข่าวสารจากช่อง one
Fan Page : https://www.facebook.com/gmmonetv
Instagram : https://instagram.com/onehdthailand
Twitter : https://twitter.com/onehdthailand

นักร้องสาวอินโดฯ ถูกงูจงอางฉกขณะโชว๋ l one news

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่General news

ขอบคุณที่รับชมกระทู้ครับ ข่าว กองทัพ ทั่ว โลก

Leave a Comment