[NEW] เปิดเผยกลยุทธ์และวิธีการเล่น TFEX ที่ทำให้เราได้กำไรในปีที่ผ่านมา | สภาวะ หุ้น วัน นี้ – POLLICELEE

สภาวะ หุ้น วัน นี้: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

หลังจากที่เราได้ทำการแชร์ Mindset ในการลงทุน TFEX ผ่านกระทู้

https://pantip.com/topic/39540435 >> แชร์ประสบการณ์เทรด TFEX ด้วยเงิน 3 ล้านบาทใน 1 ปีที่ผ่านมา 

          ทำให้มีนักลงทุนหลังไมค์มาสอบถามพวกเรา ทั้งเรื่องของวิธีการลงทุน, ระบบเทรดที่ใช้, การส่งคำสั่งอัตโนมัติ (Robot Trade) ตลอดจนขอเป็นพาร์ทเนอร์ร่วม เราจึงขออนุญาติตอบคำถาม ผ่านการแชร์ข้อมูลและประสบการณ์ของเราในกระทู้นี้ โดยหวังว่าจะสร้างประโยชน์ให้กับใครหลายคนที่เล่น TFEX 

หลักการลงทุนที่สำคัญ 3 ประการ

          ไม่ว่าพวกท่านจะอ่านตำราสากลที่สอนเกี่ยวกับการเทรดเล่มใดก็ตาม หน้าแรก ๆ ผู้เขียนมักจะบอกปรัชญาของการเทรดไว้เสมอว่า “ถ้าใครอยากเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จต้องมีหลักการสำคัญ 3 ประการ”  ซึ่งจากประสบการณ์ตลอดชีวิตในการเล่น TFEX พวกเราเห็นด้วยอย่างไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ โดยเราตั้งใจที่จะมาเผยแพร่วิธีการลงทุนของเราผ่านหลักการทั้ง 3 ในบทความชุดต่อเนื่องจากนี้

<<< สำหรับใครที่มาสัมมนาฟรีที่เราจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 16 ก.พ. หรือวันเสาร์ที่ 22 ก.พ. อยากให้ทุกท่านอ่านกระทู้นี้ให้จบ เพราะนี้เป็น 1 ในเนื้อหาเบื้องต้นของงานสัมมนา >>>

1.หลักการในการตัดสินใจซื้อขาย (Trading Method) เจ้าเริงร่า

          นักลงทุนแต่ละท่านคงมีเครื่องมือในการซื้อขายที่แตกต่างกัน บางคนใช้ข้อมูลพื้นฐานอย่างตัวเลขทางเศรษฐกิจ,ข่าวต่าง ๆ หรือข้อมูลภายใน บางคนใช้อาจแค่กราฟราคาเพียงอย่างเดียว หรือบางคนที่มีความสามารถพิเศษมากกว่านั้นอาจใช้ศาสตร์บางแขนงมาประยุกต์อย่างโหราศาสตร์หรือดาราศาสตร์ เป็นต้น โดยเราเองคิดว่าไม่ว่าจะเป็นเครื่องมืออะไรก็ตาม ทุกคนต่างมีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือ “การกำหนดจุดเข้าซื้อขาย”

          ดังนั้นเรื่องสำคัญของนักลงทุนท่าน คือ ต้องกำหนดวิธีการใช้ให้กลายเป็นจุดตัดสินใจซื้อขายและสร้างแบบแผน (Trade Setup) ที่ชัดเจนออกมาให้ได้ และอย่างที่เคยบอกไปว่า พวกเราใช้เครื่องมือทางเทคนิคในการตัดสินใจซื้อขาย 100% โดยเราจะทำการนำ Trade Setup ที่ใช้ในการลงทุน TFEX มาเปิดเผย โดยมีรายละเอียดดังนี้

เราแบ่งจังหวะการซื้อขายออกหลักออกเป็น 3 ประเภท
                    
          ในเรื่องของการใช้เทคนิคหากสอบถามคน 100 คน เรามั่นใจว่าทุกคนคงตอบไม่เหมือนกัน บางคนอาศัยประสบการณ์อย่างการตีเทรนไลน์ นับคลื่นเวฟ แต่สำหรับพวกเรา เราเลือกตัดสินใจโดยใช้หลักการทางเทคนิคที่เรียบง่าย โดยอาศัยความรู้ทางด้านสถิติ+การเขียนโปรแกรมเพื่อหา Indicator และค่า Paremeter ที่เหมาะสม โดยได้กลยุทธ์หลัก (Main Logic) ออกมา 3 รูปแบบ ดังนี้

1.การตัดกันของ Indicator เม่าเคาะซื้อ

          ในส่วนนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพราะนักลงทุนที่ใช้ Technical คงคุ้นกับการใช้ในรูปแบบนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเอา Moving Average ระยะสั้น ตัดกับ Moving Average ระยะยาว , การใช้ MACD ตัด 0  หรือการใช้ Indicator อย่าง Stochastic ตัดกับ Signal ซึ่งไม่ว่าจะเป็นตัวใดก็ตามมักจะมีพฤติกรรมเหมือนกัน แตกต่างกันตรงความเร็ว-ช้าของสัญญาณตามสมการ โดยมีตัวอย่างดังรูป
 
รูปแสดงตัวอย่างการใช้ Indicator ในการตัดกันเพื่อสร้างจังหวะซื้อขาย

          จากรูปเป็นการนำ Indicator พื้นฐานอย่าง Moving Average 2 เส้นมาทำการตัดกันเพื่อสร้างจังหวะการซื้อขาย โดยเส้นสั้น (เส้นสีเหลือง) จะใช้ค่าเฉลี่ยของราคา 5 แท่งย้อนหลัง และเส้นยาว (เส้นสีฟ้า) จะใช้ค่าเฉลี่ยของราคา 100 แท่งย้อนหลัง โดยถ้าเส้นสั้นตัดขึ้นเหนือเส้นยาวให้ทำการเปิดสถานะซื้อ (Open Long) และตัดลงให้ปิดสถานะ (Close Long) และเปิดสถานะขาย (Open Short) ตามทันที วิธีนี้มีข้อดี คือ ให้สัญญาณที่ค่อนข้างไว มีความชัดเจน ตรงไปตรงมา และทุกคนเห็นเหมือนกันจึงทำบอกต่อและนำไปใช้กันได้ง่าย แต่มันก็มีข้อเสียอยู่เยอะพอสมควร ทั้งเรื่องของตอนที่ Sideway ในกรอบแคบ จะทำให้เส้นพันกันและตัดขึ้น-ลงไปมา จนเกิด False Signal ติด ๆ กัน โดยปัญหานี้จะสร้างความรำคาญใจให้กับผู้ใช้ และแม้มันจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่นัก เพราะสร้างความเสียหายต่อครั้งต่ำ แต่มันอาจส่งผลต่อจิตใจทำให้เราท้อและเลือกจะหยุดเทรดได้ นอกจากนี้ข้อเสียอีกประการ คือจังหวะซื้อขายในรูปแบบนี้จะปรากฏเพียงแค่ 1 ครั้งต่อ 1 รอบ ดังนั้น หากถ้าเรานำ Logic เหล่านี้ไปประยุกต์เข้ากับการใช้กับ Stop loss , Take Profit หรือ Trailing Stop ก็อาจทำให้หลุดจังหวะและไม่มี Signal ให้ตามต่อได้ โดยเรามาทำการทดสอบย้อนหลัง (Back test) จำนวน 5 ปีล่าสุด (2015-2019) เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องมือ จะได้ผลลัพธ์ ดังนี้

ผลลัพธ์ของการใช้ MA 5 แท่ง ตัดกับ MA 100 แท่ง ในราย 15 นาทีตั้งแต่ ม.ค. 2015 – ธ.ค. 2019


*การคิดจะอ้างอิงจากราคาปิดของแท่งที่เกิดสัญญาณและใส่ค่าธรรมเนียมที่ 0.2 จุดหรือ 40 บาทต่อขา

          จากรูปจะพบว่ากลยุทธ์ที่ใช้จะใช้เส้น Moving Average 2 เส้น ตัดกันในช่วง 5 ปีล่าสุด สามารถทำกำไรได้ 360 จุด (หมายเลข 1) หรือเฉลี่ยปีละ 72 จุด โดยมีจุดสังเกต คือ มีความถี่ในการซื้อในระดับปานกลางที่ประมาณ 500 ครั้ง (หมายเลข 2) หรือเฉลี่ยปีละประมาณ 100 ครั้ง และมีจุดที่ทุกคนต้องรับมือ คือ เป็นเครื่องมือที่มีความแม่นยำต่ำที่สุด โดยคิดเป็นเพียง 26% เท่านั้น (หมายเลข 3) ทั้งนี้เกิดจากเมื่อถึงช่วงตลาด Sideway ในกรอบแคบ เส้นจะส่งสัญญาณซื้อขายให้ เข้า ๆ ออก ๆ บ่อยจน % ความแม่นยำในการซื้อขายถูกลดทอนลงจากเหตุการณ์เหล่านี้ ซึ่งหากใครที่โชคร้ายพบเจอกับช่วงเวลานั้นก็จะทำให้เกิดการขาดทุนสะสมติด ๆ สูงสุด (Max Drawdown) สูงถึง 150 จุด (หมายเลข 4) 
           
          สรุปแล้วสำหรับใครที่ใช้การตัดขึ้น-ลงของ Indicator เป็นตัวให้จังหวะซื้อขายจะมีข้อได้เปรียบตรงที่เข้าได้กลางเทรนได้ แต่ก็ต้องเผชิญปัญหาเรื่อง Sideway กรอบแคบที่ขาดทุนติด ๆ กัน ทำให้ความแม่นยำในการซื้อขายน้อย  และพวกท่านต้องเผื่อใจและเผื่อเงินยอมรับกับความเสียหายในระดับ 150 จุด

<<< เราใช้การซื้อขายรูปแบบนี้เป็นสัดส่วน 20% ของพอร์ต >>>

2.การ Break แนวรับ-แนวต้าน เจ้าหอบเงิน

          สำหรับการซื้อขายในส่วนนี้จะเป็นการที่เรากำหนดแนวรับ-แนวต้านขึ้นมา เพื่อที่จะรอให้การเคลื่อนไหวของราคาผ่านแนวนั้นได้ แล้วทำการเข้าสถานะตาม โดยแนวต่าง ๆ นั้นเราสามารถกำหนดขึ้นเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ประสบการณ์ตี Trend Line , การใช้ตัวเลข Fibonacci หรือการกำหนดจากจุดต่ำสุด-สูงสุดของกรอบการเคลื่อนไหวในอดีต ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน 

รูปแสดงตัวอย่างการใช้ Break แนวรับ-แนวต้าน ในการตัดกันเพื่อสร้างจังหวะซื้อขาย

          จากรูปเป็นการกำหนดแนวต้านโดยใช้จุดสูงสุดของการเคลื่อนไหวในรอบ  50 แท่งที่ผ่านมา (เส้นสีฟ้า) และแนวรับโดยใช้จุดต่ำสุดของการเคลื่อนไหวในรอบ 75 แท่งที่ผ่านมา (เส้นสีเหลือง) โดยถ้าราคาปิดยืนเหนือเส้นสีฟ้าให้เปิดสถานะซื้อ (Open Long) และถ้าราคาปิดต่ำกว่าเส้นสีเหลืองให้ทำการปิดสถานะ (Close Long) และเปิดสถานะขาย (Open Short) ตามทันที โดยวิธีนี้มีข้อดี คือ ค่อนข้างชัวร์เพราะราคามีการผ่านแนวราคาที่สำคัญที่ทุกคนเห็นเหมือนกัน และสามารถเข้าซื้อ-ขายตามต่อได้เรื่อย ๆ จึงทำให้ไม่ตกเทรนใหญ่ แต่ก็มีข้อเสียหลายประการเช่นกัน คือ กรอบการเคลื่อนไหวระหว่าง High-Low ในแต่ละรอบค่อนข้างกว้างทำให้เมื่อผิดทางจะมีการตัดขาดทุนต่อรอบสูง ทำให้ไม่กล้าตัดสินใจตัดขาดทุน นอกจากนี้การซื้อขายในรูปแบบนี้ยังมีการตัดสินใจยากกว่ารูปแบบอื่น เพราะมักจะต้องเข้าซื้อในจุดที่แพงที่สุดในขณะนั้น (Long @New High , Short @New Low)  

ผลลัพธ์ของการใช้ราคา Break High 50 แท่งและ Break Low 75 แท่ง ในราย 15 นาทีตั้งแต่ ม.ค. 2015 – ธ.ค. 2019

          จากรูปจะพบว่ากลยุทธ์ที่ใช้จะใช้การ Break แนวรับ-แนวต้าน ในช่วง 5 ปีล่าสุด สามารถทำกำไรได้ 387 จุด (หมายเลข 1) หรือเฉลี่ยปีละ 77 จุด โดยมีจุดสังเกต คือ มีความถี่ในการซื้อในต่ำที่สุดเพียง 244 ครั้ง (หมายเลข 2) หรือเฉลี่ยปีละประมาณ 50 ครั้งเท่านั้น เนื่องจากการซื้อขายแบบนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อราคามีความเทรนที่ชัดเจนแล้วค่อยเข้าตาม โดยมีความแม่นยำที่ระดับ 41% (หมายเลข 3) เพราะเกิดสัญญาณหลอกที่ยากกว่า Indicator ตัวอื่น ๆ แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงข้อเสียในการขาดทุนต่อครั้งที่ลึกได้ ดังนั้นหากตลาด Sideway ในกรอบกว้าง ก็จะทำให้เกิดการขาดทุนสะสมติด ๆ สูงสุด (Max Drawdown) สูงถึง 150 จุด (หมายเลข 4) 

           สรุปแล้วสำหรับใครที่ใช้การ Break แนวต้าน-แนวต้าน เป็นตัวให้จังหวะซื้อขายจะมีข้อได้เปรียบตรงที่ซื้อขายเมื่อผ่านแนวสำคัญจึงมีความแม่นยำมากกว่าตัวอื่น แต่ก็ต้องเผชิญปัญหาเรื่องการตัดสินใจที่ค่อนข้างยาก และเมื่อเผชิญช่วง Sideway กรอบกว้างต้องทำใจกับการตัดขาดทุนต่อครั้งที่ค่อนข้างลึก และต้องเผื่อเงินยอมรับกับความเสียหายในระดับ 150 จุด

<<< เราใช้การซื้อขายรูปแบบนี้เป็นสัดส่วน 50% ของพอร์ต >>>

 

3.การใช้ Price Pattern เม่าออกรถ

          สำหรับการดู Price Pattern นี้ เราพิจารณาการเคลื่อนไหวของราคาย้อนหลังเพียง 2-5 ช่วงเวลา (2-5 แท่งเทียน) เพื่อดูการฟอร์มตัวของราคาและทำการซื้อขายตาม ทั้งรูปแบบการกลับตัว-หรือการฟอร์มตัวเพื่อไปต่อ โดยทุกท่านสามารถศึกษารูปแบบราคาต่าง ๆ ได้ตามตำราทั่วไป

รูปแสดงตัวอย่างการใช้ Price Pattern ในการตัดกันเพื่อสร้างจังหวะซื้อขาย

          จากรูปพบว่ามีเพียงแค่กราฟแท่งเทียนเท่านั้น เพราะเราใช้วิธีการซื้อขาย โดยดูจากราคาปิดมีการปรับตัวเพิ่มขี้น 3 แท่งติด ๆ กัน (แท่งเขียว 3 แท่ง) ให้ทำการเปิดสถานะซื้อ (Open Long) และถ้าราคาปิดมีการปรับตัวลดลง 3 แท่งติด ๆ กัน (แดง 3 แท่ง) ให้ปิดสถานะ (Close Long) และเปิดสถานะขาย (Open Short) ตามทันที โดยวิธีนี้มีข้อดี คือให้จังหวะที่รวดเร็วกว่าการซื้อขายรูปแบบอื่น ๆ (ซ้ายล่างของกราฟ) เนื่องจากเราพิจารณาเพียงแค่การเคลื่อนไหวของราคาย้อนหลังเพียงแค่ไม่กี่แท่งเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้ตลาด Confirm Trend เหมือน 2 รูปแบบการซื้อขายที่กล่าวไปข้างต้น แต่ก็มีข้อเสียหลายประการ คือ มีการซื้อขายที่บ่อยตามไปด้วย และด้วยเหตผลนี้จึงทำให้การซื้อขายในรูปแบบนี้ รันเทรนได้ต่ำ เพราะหากพิจารณาในระยะสั้นก็อาจทำให้เกิดสัญญาณขายออกมาแม้จะยังไม่จบเทรนก็ตาม เป็นต้น

ผลลัพธ์ของการซื้อขายเมื่อราคาปรับตัวขึ้นหรือลดลง 3 แท่งติดกัน ในราย 15 นาทีตั้งแต่ ม.ค. 2015 – ธ.ค. 2019

          จากรูปจะพบว่ากลยุทธ์ที่ใช้ Price Pattern ในช่วง 5 ปีล่าสุด สามารถทำกำไรได้ 348 จุด (หมายเลข 1) หรือเฉลี่ยปีละ 70 จุด โดยมีจุดสังเกต
คือ มีความถี่ในการซื้อขายมากที่สุด ถึง 719 ครั้ง (หมายเลข 2) หรือเฉลี่ยปีละประมาณ 150 ครั้ง การพิจารณาซื้อขายที่ค่อนข้างสั้น ดังนั้นจึงเกิดสัญญาณซื้อขายบ่อย โดยมีความแม่นยำที่ค่อนข้างสูงประมาณ 42% (หมายเลข 3) เนื่องจากสัญญาณขายมาเร็ว จึงมีการปิดทำกำไรบ่อยโดยไม่จำเป็นต้องรอจบเทรน แต่อย่างก็ตามหากถ้าราคาเคลื่อนไหว Sideway ระหว่างวันก็อาจทำให้เกิดสัญญาณซื้อขายไปมา และ ก็จะทำให้เกิดการขาดทุนสะสมติด ๆ สูงสุด (Max Drawdown) สูงถึง 150 จุด (หมายเลข 4)

          สรุปแล้วสำหรับใครที่ใช้แท่งเทียน จะให้สัญญาณซื้อขายที่ค่อนข้างเร็ว โดยเฉพาะช่วงตลาดกำลังกลับตัวในขณะที่ตัวอื่นต้องรอฟอร์มเทรนก่อน และสามารถประยุกต์เข้ากับการซื้อขายแบบ Day Trade ได้ แต่ก็มีข้อเสียคือจำเป็นต้องมีเวลาดูหน้าจอค่อนข้างบ่อย เพราะมีจังหวะซื้อขายที่ค่อนข้างถี่ และเมื่อเจอช่วง Sideway ภายในวัน อาจเข้า ๆ ออก ๆ จนการขาดทุนติด ๆ กันเสียหายในระดับ 150 จุด

<<< เราใช้วิธีนี้เป็นสัญญาณการซื้อขาย 30% ของพอร์ต >>>

          สรุปแล้วไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายรูปแบบไหนทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็น “Trend Follow” ซึ่งแต่ละตัวจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน โดยสามารถเปรียบเทียบกันได้ ดังนี้

ผลลัพธ์ของการซื้อขายทั้ง 3 รูปแบบ ในราย 15 นาทีตั้งแต่ ม.ค. 2015 – ธ.ค. 2019

จากรูปพบว่าทุกกลยุทธ์สามารถแบ่งการพิจารณาออกเป็นแง่มุมต่าง ๆ ได้ดังนี้

วิเคราะห์การทำกำไร : ทั้ง 3 กลยุทธ์สามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นกำไรได้ทั้งหมด โดยเฉลี่ยแล้วทำกำไรได้ปีละ 70-80 จุด (หมายเลข 1) แต่พิจารณาการเทรดรวมพบว่ามีความแตกต่างกันชัดเจน โดยการใช้แท่งเทียนมีการซื้อขายที่ถี่กว่าแบบ Break แนวรับ-แนวต้าน ถึง 3 เท่าตัว (หมายเลข 2) และเมื่อพิจารณาจากความแม่นยำจะพบว่า ทุกตัวต่ำกว่า 50% (หมายเลข  3) ซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวของสายรันเทรนที่ต้องทำใจยอมรับกับความแม่นยำที่ไม่ถึงครึ่ง โดยตัวที่ต่ำสุด คือ การตัดกันของ MA ที่มีช่วง Sideway เส้นพันกันทำให้เกิด False Signal บ่อยกว่ากลยุทธ์อื่น ๆ

วิเคราะห์ความเสี่ยง : เมื่อพิจารณารอบการถือกำไร/ขาดทุน จะสังเกตว่ากลยุทธ์ Break High-Low จะมีการถือกำไรต่อรอบได้มากสุด (หมายเลข 4) โดยเฉลี่ยสูงถึงรอบละเกือบ 20 จุด แตกต่างจากการซื้อขายโดยใช้ Price Pattern ที่ที่ถือกำไรเฉลี่ยได้เพียง 10 จุดต่อรอบเท่านั้น และในทางตรงกันข้ามการขาดทุนต่อรอบของกลยุทธ์ Break High-Low ก็ลึกที่สุด โดยมีการตัดขาดทุนเฉลี่ยประมาณ 10 จุดต่อรอบ (หมายเลข 5) โดยกลยุทธ์การตัดขึ้น-ลงของ Indicator สามารถควบคุมความเสียหายต่อครั้งได้ดีที่สุด โดยจะเสียเฉลี่ยพียง 4 จุดต่อรอบ สุดท้ายเมื่อพิจารณาความเสี่ยงจากการขาดทุนสะสมสูงสุด (Max Drawdown)  ทุกตัวมีค่าใกล้เคียงกันที่ระดับ 150 จุด

          จากข้อมูลจะพบว่า ทุกตัวล้วนแล้วแต่ให้ผลตอบแทนและความเสี่ยงที่ใกล้เคียงกัน แต่รายละเอียดแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งจำนวนการเทรด , ความแม่นยำ , ช่วงเวลาการรันเทรน สาเหตุเป็นเพราะว่าทุกรูปแบบการซื้อขายจะมีประสิทธิภาพคนละช่วงสภาวะตลาด บางตัวเหมาะกับการรันเทรนยาว , บางตัวเหมาะกับช่วงเทรนสั้น และตลาดก็จะเปลี่ยนไป-มาสลับกันไปตลอดเวลา ดังนั้นหากใครที่สามารถจัดพอร์ตได้อย่างเหมาะสม พวกท่านจะมีพอร์ต Trend Follow ที่เอาชนะตลาดโดยรวมได้

 

หากใครที่อ่านข้อมูลมาถึงจุดนี้ … ผมเชื่อว่าคงมีมากกว่าครึ่งที่สงสัยว่า “การทำกำไรในระดับ 70-80 จุด โดยต้องแบกรับความเสี่ยงมากกว่า 150 จุดนั้น เป็นเรื่องที่เราควรใช้ยอมรับได้จริงหรือ” โดยพวกเราขอยืนยันว่า แทบจะไม่มีใครยอมรับกับมันได้อย่างแน่นอน ดังนั้นพวกท่าน “จำเป็น” ต้องหาวิธีที่การที่จะทำให้เครื่องมือหลักเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และ 1 ในทางเลือกที่ดีที่สุด คือการนำ Data Analyst หรือ Data Science มาประยุกต์ใช้เพื่อคัดกรองกลยุทธ์หลัก (Main Logic) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเราจะทำการแชร์ Data สำคัญที่เราใช้ในการลงทุน โดยเรียงลำดับจากสำคัญมากที่สุดไปน้อยที่สุดต่อจากนี้

 

1.ข้อมูลการซื้อขายหุ้น/TFEX ของนักลงทุนกลุ่มต่าง ๆ เจ้าคิกคัก

    หากใครได้เคยอ่านบทความของพวกเรา จะสังเกตว่ามีหลายบทความบทความที่เรามุ่งเน้นเกี่ยวกับ “ปริมาณการซื้อขายของกลุ่มต่างๆ” ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายของต่างชาติ, การทำ Window Dressing ของกองทุน เพราะจากประสบการณ์และผลการพิสูจน์ที่ผ่านมา เราเชื่อในข้อมูลตัวหนึ่ง นั่นคือ “ในระยะยาวผู้ชนะในตลาดมักจะเป็นกลุ่มเดิม ๆ เสมอ” โดยเราจึงอยากนำข้อมูลเหล่านี้มาเปิดเผยให้ทุกคนได้รับรู้กัน ผ่านการทำ Back test ตามสมมติฐาน ดังนี้

กรณีที่ 1 กรณีปกติ => ใช้การซื้อขายแบบ Price Pattern คือ เปิดสถานะซื้อ (Open Long) ก็ต่อเมื่อราคาปรับตัวขึ้น 3 แท่งติดกัน และจะปิดสถานะ (Close Long) ก็ต่อเมื่อราคาปรับตัวลดลง 3 แท่งติดกัน พร้อมทั้งเปิดสถานะขาย (Open Short) ตามทันที

กรณีที่ 2 กรณีกรองด้วยยอดการซื้อขายต่างชาติ => เปิดสถานะซื้อ (Open Long) ก็ต่อเมื่อราคาปรับตัวขึ้น 3 แท่งติดกันและต่างชาติต้องซื้อสุทธิในวันทำการก่อน (T-1) และจะปิดสถานะ (Close Long) ก็ต่อเมื่อราคาปรับตัวลดลง 3 แท่ง ส่วนจะเปิดสถานะขาย (Open Short) ก็ต่อเมื่อราคาปรับตัวขึ้น 3 แท่งติดกันและต่างชาติต้องซื้อสุทธิในวันทำการก่อน (T-1)

โดยได้ผลลัพธ์ดังนี้

ผลลัพธ์ของการซื้อขายเมื่อราคาปรับตัวขึ้นหรือลดลง 3 แท่งติดกัน โดยแบ่งเป็น 2 กรณี คือ กรณีปกติ กับกรองด้วยยอดการซื้อขายหุ้นของต่างชาติ

          จากรูปจะพบว่าเมื่อทำการกรองด้วยยอดการซื้อขายหลักทรัพย์ของต่างชาติเข้าไปจะทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยกำไรเพิ่มขึ้นจาก 348 จุด มาเป็น 427 จุด เพิ่มขึ้น 75 จุด หรือคิดเป็น 20% (หมายเลข 1) ส่วนจำนวนการเทรดลดลง 200 ครั้ง (หมายเลข 2) เนื่องจากหลายจังหวะถูกกรองตามต่างชาติที่ยังคงแนวโน้มซื้อขายในทิศทางหลักในตลาดหุ้น และมี %ความแม่นยำเพิ่มขึ้นกว่า 3% (หมายเลข 3) ในส่วนสุดท้ายความเสี่ยงจากการขาดทุนสูงสุด (หมายเลข 4) ปรับตัวลดลงมาเหลือ 100 จุด หรือหายไปกว่า 30% ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้นักลงทุนสามารถควบคุมความเสี่ยงได้ดีขึ้น

นอกจากนี้หากเราทำการ “เปลี่ยนข้อมูลคัดกรอง” โดยทำการทดสอบในรูปแบบเดียวกัน แต่เปลี่ยนจากยอดการซื้อขายหุ้นเป็น TFEX จะได้ผลลัพธ์ ดังนี้

ผลลัพธ์ของการซื้อขายเมื่อราคาปรับตัวขึ้นหรือลดลง 3 แท่งติดกัน โดยแบ่งเป็น 2 กรณี คือ กรณีปกติ กับกรองด้วยยอดการซื้อขาย TFEX ของต่างชาติ

          จากรูปจะพบว่าเมื่อทำการกรองด้วยยอดการซื้อขาย SET50 Index Futures ของต่างชาติเข้าไปจะทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ดีขึ้นมากกว่ากรองด้วยยอดการซื้อขายหุ้น โดยกำไรเพิ่มขึ้นจาก 348 จุด มาเป็น 595 จุด เพิ่มขึ้น 247 จุด หรือคิดเป็น 70% ! (หมายเลข 1) ส่วนจำนวนการเทรดลดลง 300 ครั้ง (หมายเลข 2) เนื่องจากหลายจังหวะถูกกรองตามต่างชาติที่ยังคงแนวโน้มในทิศทางหลักในตลาด TFEX และมี %ความแม่นยำเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 3% (หมายเลข 3) ในส่วนสุดท้ายความเสี่ยงจากการขาดทุนสูงสุด (หมายเลข 4) ปรับตัวลดลงมาต่ำกว่าระดับ 100 จุด เหลือ 92 จุด หรือหายไปกว่า 40%

          สรุปแล้วนักลงทุนท่านคงเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การใช้ข้อมูลการซื้อขายสุทธิมาทำการช่วยคัดกรองจังหวะซื้อขาย สามารถทำให้ประสิทธิภาพการลงทุนดีขึ้นมาก ทั้งกำไรที่เพิ่มขึ้นและความเสี่ยงที่ลดลง โดยเราเข้าใจว่าทุกท่านคงสงสัยว่าทำไมเป็นเช่นนั้น ทั้งที่บางครั้งพวกเราเห็นรายย่อยชนะบ่อยกว่าในระยะสั้น แต่ต้องอย่าลืมว่าตอนนี้เรากำลังพิสูจน์ Logic ที่เป็น Trend Follow ซึ่งต้องยอมรับว่าเมื่อสถานการณ์ที่เทรนมาเมื่อไหร่ พวกกลุ่มใหญ่อย่างต่างชาติหรือกองทุนมักมีแนวโน้มถูกทางมากกว่า การคัดกรองในรูปแบบนี้มันจึงช่วยเสริมประสิทธิภาพของกลยุทธ์เราได้

2.เวลาระหว่างวัน เม่ารดน้ำ

          “การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นมีพฤติกรรมบางอย่างซ้ำ ๆ ในทุกวัน” นี้เป็นเรื่องที่นักลงทุนหลายคนอาจจะสังเกตเห็นแต่ไม่เคยเก็บข้อมูลอย่างจริงจัง ทั้งที่หากถ้าพวกท่านลองศึกษาดูก็จะพบว่า มันทำให้เกิดความได้เปรียบในการหาจังหวะเข้าซื้อ-ขายพอสมควร โดยเราทำการรวบรวมข้อมูลมาให้ทุกท่านได้พิจารณากันดังนี้

รูปแสดงการเคลื่อนไหวของ SET50 Index Futures ในราย 15 นาที 5 ปีย้อนหลัง


*ข้อมูลถูกคิดจาก SET50 Index Futures ที่มีสภาพคล่องมากที่สุดในแต่ละวันทำการจำนวน 5 ปี (1220 วันทำการ)

         จากรูปพบว่าในการเคลื่อนไหวราย 15 นาทีของ SET50 Index Futures ในแต่ละวันทำการ จะมีทั้งหมด 22 แท่ง โดยเริ่มตั้งแต่ 9.45 น.จนไปถึงแท่งสุดท้ายที่ 16.45 น. และเมื่อดูผลลัพธ์ในช่อง Average High-Low แล้ว จะสังเกตว่า ช่วงเวลาที่ตลาดมีพิสัยแกว่งตัวมากที่สุดคือ 2 แท่งแรก โดยส่วนต่างระหว่างจุดสูงสุดถึงจุดต่ำสุดมีค่าเฉลี่ยสูงถึง 2.85 , 2.74 จุด ตามลำดับ จากนั้นค่อย ๆ มีการเคลื่อนไหวที่ลดลงมาอย่างมีนัยสำคัญจนเหลือเพียง 1.5 จุด หรือต่ำลงเกือบเท่าตัวในช่วงเวลาก่อนปิดตลาดภาคเช้า จนมีบางคนมักเปรียบเปรยว่า เป็นช่วงเวลาที่ฝรั่งหรือรายใหญ่ยังไม่ตื่น  และในช่วงบ่ายทุกแท่งจะมีการเคลื่อนไหวเฉลี่ยมากกว่า 2 จุด โดยมีจุด Peak สุดในช่วง 16.00 น. หรือที่พวกเรามักเรียกกันว่า แก๊ง 4 โมงเย็น นั่นเอง โดยแม้การแกว่งตัวจะไม่ได้แรงกว่าช่วงเปิดตลาดเช้า แต่มันมีข้อมูลบางอย่างที่ทำให้ทุกคนสนใจกับช่วงบ่ายมากกว่า เพราะถ้าหากเราดูพิจารณาเรื่อง “การเคลื่อนไหวต่อเนื่อง” (ช่อง % No.Correlate) จะพบว่าในช่วงบ่าย มีทิศทางการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับแท่งที่แล้ว (T-1) มากกว่าช่วงเช้า (หากถ้าแท่งก่อนปิดบวก แท่งต่อมาก็จะมีแนวโน้มไปในทางบวก เป็นต้น) โดยมีค่าความสัมพันธ์มากกว่า 45% ผิดจากช่วงเช้าทีมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่า 40% เราจึงมักจะเห็นจังหวะ Panic ในช่วงบ่ายมากกว่า

    ดังนั้นพวกท่านคงทราบกันแล้วใช่ไหมครับ ว่าหากถ้าตัวเองเป็นสายย่อแล้วรับ ช่วงเวลาไหนที่เราควรเข้าไปสวนเพื่อเพิ่ม %ลุ้นในการดีด/ย่อตัวกลับ และหากใครที่เป็นสายตามแนวโน้มช่วงเวลาไหนที่ควรให้น้ำหนักในการขึ้นขบวนรถตาม นอกจากนี้ หากใครที่ศึกษาข้อมูลพฤติกรรมการเคลื่อนไหวระหว่างวันโดยละเอียด จะพบว่าการเกิด “False Signal” มักจะเกิดบ่อย ๆ ณ ตอนช่วงเวลาใด และจะทำให้พวกท่านสามารถหลีกเลี่ยงการซื้อขายในช่วงนั้นได้

3.ความผันผวน เม่าตาสว่าง

          สำหรับความผันผวนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อนค่อนข้างมากในการนำมาใช้ เนื่องจากการหาตัวแทนที่ดีของความผันผวนถือเป็นเรื่องที่ยาก โดยเฉพาะใน Time Flame เล็ก ๆ เพราะว่า Indicator ส่วนใหญ่มักถูกคำนวนด้วยสมการที่ค่อนข้าง Sensitive โดยหากพูดถึงความผันผวนแล้ว นักลงทุนส่วนใหญ่คงนึกถึง Average True Range (ATR) มาเป็นอันดับแรก แต่ในความจริงแล้ว Indicator มีข้อบกพร่องที่ นำมาใช้งานในรายนาทีได้ยาก ดังรูป

รูปแสดงการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นและ ATR (14) ใน Time flame 15 นาที

          จากรูปจะเห็นว่าหากพิจารณาในราย 15 นาทีแล้ว ค่า ATR (กราฟล่าง) จะมีแนวโน้มกระชากตัวขึ้นแรงในช่วงเปิดตลาด และจะค่อย ๆ ปรับตัวลดลงเมื่อเวลาผ่านไป แม้ว่าเมื่อเราดูจากกราฟราคาช่วงบ่ายจะมีความผันผวนไม่แตกต่างจากช่วงเช้า โดยสาเหตุว่าจากสมการการคิดค่า ATR มีการอ้างอิงกับค่าในแท่งก่อน (T-1) และมีความอ่อนไหวค่อนข้างมาก ดังนั้นเมื่อเวลาเกิดการเปิดกระโดดจึงทำให้ค่ากระโดดตาม จึงทำให้ผู้ที่ใช้ต้องเจอกับการ Bias ของสมการและไม่สามารถวัดความผันผวนได้อย่างถูกต้อง จึงควรหลีกเลี่ยงในการนำไปใช้ และนี้คือเหตผลที่ทุกคนต้องทำความเข้าใจกับ Indicator ของตัวก่อนนำไปใช้งานจริง

    ในส่วนของ Indicator ที่วัดความผันผวนรองลงมาหลายคนคงนึกถึง ADX , Standard Devation (S.D.) ซึ่งเป็น Indicator ที่มีความไวต่ำกว่า ATR ก็สามารถนำมาใช้ได้ดีระดับหนึ่ง (แม้จะมีผลกระทบจากการเปิดกระโดด แต่เนื่องจากสมการมีการหน่วงที่เยอะกว่าจึงลด Effect ในส่วนนี้ลงได้) โดยสามารถพิสูจน์ได้จากการเปรียบเทียบ ผ่านการทำ Back test ตามสมมุติฐาน ดังนี้

กรณีที่ 1 กรณีปกติ => ใช้การซื้อขาย Break High-Low คือ เปิดสถานะซื้อ (Open Long) ก็ต่อเมื่อราคาปิดยืนเหนือ High ในรอบ 50 แท่งก่อน และจะปิดสถานะ (Close Long) ก็ต่อเมื่อราคาปิดต่ำกว่า Low ในรอบ 75 แท่งก่อน พร้อมทั้งเปิดสถานะขาย (Open Short) ตามทันที

กรณีที่ 2 กรณีกรอง ADX => เปิดสถานะซื้อ (Open Long) ก็ต่อเมื่อราคาปิดยืนเหนือ High ในรอบ 50 แท่งก่อนและ ADX ต้องมีค่า > 20 และจะปิดสถานะ (Close Long) ก็ต่อเมื่อราคาปิดต่ำกว่า Low ในรอบ 75 แท่งก่อน ส่วนจะเปิดสถานะขาย (Open Short) ก็ต่อเมื่อ ราคาปิดต่ำกว่า Low ในรอบ 75 แท่งก่อนและ ADX ต้องมีค่า > 20

โดยได้ผลลัพธ์ ดังนี้

ผลลัพธ์ของการซื้อขายเมื่อ Break แนวรับ-แนวต้าน โดยแบ่งเป็น 2 กรณี คือ กรณีปกติ กับกรองด้วย ADX

          จากรูปจะพบว่าเมื่อทำการกรองด้วย ADX > 20 เข้าไป จะทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยกำไรเพิ่มขึ้นจาก 387 จุด มาเป็น 456 จุด เพิ่มขึ้น 49 จุด หรือคิดเป็น 15% ส่วนจำนวนการเทรดลดลงเล็กน้อยเพียง 14 ครั้ง หรือกว่า 5% เนื่องจากลักษณะการซื้อขายแบบ Break แนวรับ-แนวต้านมีคุณสมบัติเข้าทุกจังหวะ ดังนั้นเมื่อ ADX ผ่านเงื่อนไข > 20 และราคาทำ New High หรือ New Low อีกครั้งก็จะเกิดการซื้อขาย และมี %ความแม่นยำเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 1% ในส่วนสุดท้ายความเสี่ยงจากการขาดทุนสูงสุด ก็ปรับตัวลดลงเล็กน้อยเช่นกัน เนื่องจากกำจัดบางครั้งที่ Sideway ออกไปได้

          แต่อย่างไรก็ตามข้อเสียที่สำคัญที่สุดของการใช้ Indicator จำพวกวัดความผันผวนพวกนี้ ต้องยอมรับว่ามันเป็นการนำค่าในอดีตที่ผ่านมามาคำนวณดังนั้น จึงเกิดความล่าช้าในการบอกผล และเมื่อนำไปประยุกต์ใช้กับจังหวะซื้อขายที่ค่อนข้างเร็ว อาจจะทำให้เกิดการกรองและหลุดบ่อย จนเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ดังรูป

ผลลัพธ์ของการซื้อขายเมื่อ MA 2 เส้นตัดกัน โดยแบ่งเป็น 2 กรณี คือ กรณีปกติ กับกรองด้วย ADX

          จากรูปจะพบว่า หากเราเปลี่ยนสัญญาณหลักจาก Break High-Low เป็นการ Cross กันของ Indicator ที่ให้สัญญาณที่เร็วกว่าและให้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นต่อรอบ โดยเทียบกับระหว่างกรณีปกติกับกรณีที่กรองด้วย ADX เช่นเดียวตัวอย่างก่อน โดยผลลัพธ์ที่ได้กลับแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยกำไรลดลงจาก 351 จุด เหลือเพียง 100 จุดเท่านั้น เนื่องจากจังหวะที่ MA ตัดขึ้นในบางครั้งเป็นจังหวะต้นเทรน ที่ ADX ยังปรับตัวขึ้นมาไม่ทัน ทำให้ถูกกรองและหลุดจังหวะออกไป ดังนั้นนี้เป็นอีกข้อควรระวังว่าทุกท่านต้องใช้มันอย่างถูกต้องและเหมาะสม

นอกจากนี้วิธีการใช้ความผันผวนที่นิยมที่สุด คือนำมาประยุกต์กับการกำหนดจุดตัดขาดทุน เพราะตลาดที่มีความผันผวนที่แตกต่างกันย่อมมีจังหวะ cut Loss ที่มีประสิทธิภาพต่างกัน โดยรายละเอียดเราจะยังไม่พูดถึงในบทความนี้

4.การเปิดกระโดดและช่องว่างของการเปิดกระโดด (gap) เม่าเริงร่า

          จากบทความก่อนที่เราติดค้างกับคำถามที่ว่า “ในรอบ 10 ปี ตลาดหุ้นไทยมีการเปิด Gap ไว้กี่ครั้ง” โดยนิยามของ GAP ในที่นี้เราจะอ้างอิงเฉพาะตอนเปิดตลาดช่วงเช้า โดยมี 2 รูปแบบ คือ Gap ขาขึ้น (เปิดสูงกว่า High เมื่อวาน) และ Gap ขาลง (เปิดต่ำกว่า Low เมื่อวาน) ดังรูป

รูปแสดงการเปิด Gap ทั้งขาขึ้นและขาลง

          ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2010-2019) มีวันทำการทั้งสิ้น 2440 วันทำการ ดัชนี SET มีการเปิด Gap ทั้งหมด 1021 ครั้ง หรือคิดเป็น 41.84% โดยแบ่งเป็นขาขึ้น (Gap UP) จำนวน 677 ครั้ง และขาลง (Gap DOWN) จำนวน 344 ครั้ง โดยสามารถรายละเอียดข้อมูลได้ ดังตาราง

ตารางแสดงข้อมูลการเปิด-ปิด GAP ทั้งขาขึ้นและขาลงตั้งแต่ ม.ค. 2010 – ธ.ค. 2019

          จากรูปจะพบว่าตลาดหุ้นไทยเปิด GAP ขาขึ้นทั้งหมด 677 ครั้ง โดยมีการปรับตัวย่อลงมาปิดในวันถึง 434 ครั้ง หรือคิดเป็น 64% และปิดในวันทำการต่อมา, 2 วันต่อมาเท่ากับ 66 , 35 ครั้ง (9.75% , 5.17%) ตามลำดับ มีการเปิด GAP ขาลงทั้งหมด 344 ครั้ง โดยมีการปรับตัวขึ้นไปปิดในวันถึง 210 ครั้ง หรือคิดเป็น 61% และปิดในวันทำการต่อมา และ 2 วันต่อมาเท่ากับ 41 , 13 ครั้ง (11.92% , 3.78%) ตามลำดับ โดยจากข้อมูลนี้บ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการปิด GAP ทั้งขาขึ้นและขาลง และเมื่อทำการรวมข้อมูลแล้วจะพบว่าการเปิด GAP จะถูกปิดไม่เกิน 2 วัน สูงถึงกว่า 80% ซึ่งนี้คือพฤติกรรมของการเปิด-ปิด Gap ที่บางครั้งเราสามารถใช้เป็นประโยชน์ในการลดความผิดพลาดในการลงทุนการตามแนวโน้มในเวลาที่ตลาดมีการเปิดสูง/ต่ำเกินไปเกินไปได้

          หลังจากที่เราได้รู้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ GAP แล้ว เราลองมาทำการทดสอบการซื้อ-ขาย โดยนำข้อมูลเรื่อง GAP เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเราจะทำการเปิดสถานะเฉพาะในวันที่เปิด Gap ไม่เกิน 3 จุด ตามสมมุติฐาน ดังนี้

กรณีที่ 1 กรณีปกติ => ใช้การซื้อขาย Break High-Low คือ เปิดสถานะซื้อ (Open Long) ก็ต่อเมื่อราคาปิดยืนเหนือ High ในรอบ 50 แท่งก่อน และจะปิดสถานะ (Close Long) ก็ต่อเมื่อราคาปิดต่ำกว่า Low ในรอบ 75 แท่งก่อน พร้อมทั้งเปิดสถานะขาย (Open Short) ตามทันที

กรณีที่ 2 กรณีกรอง Gap => เปิดสถานะซื้อ (Open Long) ก็ต่อเมื่อราคาปิดยืนเหนือ High ในรอบ 50 แท่งก่อนและเปิด Gap กระโดดขึ้นไม่เกิน 3 จุด และจะปิดสถานะ (Close Long) ก็ต่อเมื่อราคาปิดต่ำกว่า Low ในรอบ 75 แท่งก่อน ส่วนจะเปิดสถานะขาย (Open Short) ก็ต่อเมื่อ ราคาปิดต่ำกว่า Low ในรอบ 75 แท่งก่อนและเปิด Gap กระโดดลงไม่เกิน 3 จุด

โดยได้ผลลัพธ์ ดังนี้

ผลลัพธ์ของการซื้อขายเมื่อ Break แนวรับ-แนวต้าน โดยแบ่งเป็น 2 กรณี คือ กรณีปกติ กับกรองด้วย Gap

          จากรูปพบว่า เมื่อทำการกรองด้วยการเล่นเฉพาะวันที่เปิด GAP ไม่เกิน 3 จุด (ทั้งฝั่ง Long และ Short) จะทำให้กำไรเพิ่มขึ้นจาก 387 จุด เป็น 447 จุด เพิ่มขึ้น 60 จุด หรือคิดเป็น 15% โดยมีจำนวนการซื้อขายที่ลดลงเล็กน้อย เนื่องจากคัดกรองครั้งที่เปิดสูง/ต่ำเกินไปออก และมีการขาดทุนสะสมสูงสุดลดลงจาก 150 จุด เหลือ 127 จุด

          เนื่องจากเราตั้งใจกำหนดค่าแบบสุ่มโดยไม่ได้ทำการ Optimize ค่าที่ดีที่สุด และอย่างที่รู้กันในบทความก่อนว่าพฤติกรรมการการเปิดประโดดของขาขึ้นและขาลงมีความแตกต่างกัน ดังนั้นหากกำหนดค่าให้เหมาะสมก็จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น รวมถึงยังสามารถหาการเปิดประโดดที่ทำให้เกิดแรงส่งให้ราคามีแนวโน้มไปในทิศทางนั้นต่อได้อีกด้วย

5.Volume และ OI เม่าอ่าน

          เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จำเป็นต้องหยิบนำมาใช้ เพราะการที่ Volume เข้าก็ถือเป็นเรื่องที่นักลงทุนใส่ใจค่อนข้างมาก โดยคงไม่ต้องละเอียดมากสำหรับการใช้ Volume เพราะทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า “แนวโน้มราคาและปริมาณการซื้อขายจะมีความสัมพันธ์กันเสมอ” โดยสามารถทดสอบได้ตามสมมุติฐาน ดังนี้

กรณีที่ 1 กรณีปกติ => ใช้การซื้อขาย Break High-Low คือ เปิดสถานะซื้อ (Open Long) ก็ต่อเมื่อราคาปิดยืนเหนือ High ในรอบ 50 แท่งก่อน และจะปิดสถานะ (Close Long) ก็ต่อเมื่อราคาปิดต่ำกว่า Low ในรอบ 75 แท่งก่อน พร้อมทั้งเปิดสถานะขาย (Open Short) ตามทันที

กรณีที่ 2 กรณีกรอง Volume => เปิดสถานะซื้อ (Open Long) ก็ต่อเมื่อราคาปิดยืนเหนือ High ในรอบ 50 แท่งก่อนและปริมาณการซื้อขายมากกว่าค่าเฉลี่ย 5 แท่งย้อนหลัง และจะปิดสถานะ (Close Long) ก็ต่อเมื่อราคาปิดต่ำกว่า Low ในรอบ 75 แท่งก่อน ส่วนจะเปิดสถานะขาย (Open Short) ก็ต่อเมื่อ ราคาปิดต่ำกว่า Low ในรอบ 75 แท่งก่อนและปริมาณการซื้อขายมากกว่าค่าเฉลี่ย 5 แท่งย้อนหลัง

โดยได้ผลลัพธ์ ดังนี้

ผลลัพธ์ของการซื้อขายเมื่อ Break แนวรับ-แนวต้าน โดยแบ่งเป็น 2 กรณี คือ กรณีปกติ กับกรองด้วย Volume

         จากรูปพบว่า เมื่อทำการกรองด้วยปริมาณการซื้อขาย (ทั้งฝั่ง Long และ Short) จะทำให้กำไรที่ได้รับ “ลดลง” จาก 387 จุด เหลือ 374 จุด ลดลงประมาณ  10 จุด แต่เมื่อพิจารณาความเสี่ยงจากการขาดทุนสะสมสูงสุด (Max Dawndown) กลับมาพบว่าลดลงจาก 150 จุด เหลือประมาณ 120 จุด โดยแม้ว่ากำไรลดลงแต่ความเสี่ยงโดยรวมกลับหายไปมากกว่า ก็คือเป็นการทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมดีขึ้น

         ซึ่งนี่คือเหตุผลที่เราให้น้ำหนักของการกรองด้วย Volume เป็นลำดับท้าย ๆ เนื่องจากคำกล่าวที่ว่า วอลุ่มเข้าจะทำให้ตลาดมีเทรนเป็นเรื่องจริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าช่วงนี้ตลาดไม่มี Volume จะต้องไม่มีเทรนเสมอ เพราะอาจเป็นช่วงเวลาที่รายใหญ่บางกลุ่มสบโอกาสในการทำราคาให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ โดยใช้เงินในปริมาณที่น้อยลงได้เช่นกัน ดังนั้นการใช้ Volume คัดกรองจังหวะการซื้อขายจึงเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีนัยสำคัญมากนัก

          ในส่วนของ OI ที่เป็นดูเหมือนจะเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับตลาด TFEX แต่พวกเรา “ไม่ได้มีการนำมาใช้เลย” เพราะในทางปฏิบัติพบว่าการวิเคราะห์ OI นั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ทั้งมิติเรื่องที่ไม่มีใครรู้ว่า OI ที่เพิ่ม/ลดเกิดจากคนกลุ่มไหน และเรื่องของการเคลื่อนไหวที่มีลักษณะแบบ Seasonal (เช่นการ Roll Over) จึงทำให้นำมาประยุกต์ใช้ลำบาก โดยเนื้อหาในส่วนนี้เราจะมาอธิบายในฟังในบทความชุดถัด ๆ ไป

6.การกรองเทรนปกติ กระทิงเริงร่า

          นักลงทุนหลายคนคงจะแปลกใจ เพราะคิดว่าเรื่องนี้ควรจะเป็นเรื่องที่สำคัญอันดับแรก ๆ ไม่ใช่หรือ ? เพราะตำราแทบทุกเล่มมักสอนให้นักลงทุนที่ลงทุนตามแนวโน้ม “ลงทุนตามทิศทางหลักเสมอ” โดยอาศัยเครื่องมือสักตัวหนึ่งมาทำการแบ่งเทรน เช่น การใช้ Time Flame ใหญ่ (ราย Day) มาคัดกรองสัญญาณการซื้อขายว่าควรเล่นเฉพาะฝั่งไหน แต่ในทางปฏิบัติผลลัพธ์มันไม่ได้สวยอย่างในทฤษฎี เพราะมีบางเรื่องที่คนชอบความชัวร์เหล่านั้นต้องยอมแลกได้แลกเสีย เพราะถ้าเรากรอง Trend เข้าไปอีกชั้นหนึ่ง บางจังหวะที่ตลาดกำลังเปลี่ยนเทรนเราจะพลาดโอกาสเหล่านั้นไป ดังนั้น ผลลัพธ์ที่ออกมา กำไรโดยรวมจึงต่ำกว่าปล่อยไปตามปกติ โดยสามารถพิสูจน์ได้ดังนี้

กรณีที่ 1 กรณีปกติ => ใช้การซื้อขาย Break High-Low คือ เปิดสถานะซื้อ (Open Long) ก็ต่อเมื่อราคาปิดยืนเหนือ High ในรอบ 50 แท่งก่อน และจะปิดสถานะ (Close Long) ก็ต่อเมื่อราคาปิดต่ำกว่า Low ในรอบ 75 แท่งก่อน พร้อมทั้งเปิดสถานะขาย (Open Short) ตามทันที

กรณีที่ 2 กรณีกรองเทรน => เปิดสถานะซื้อ (Open Long) ก็ต่อเมื่อราคาปิดยืนเหนือ High ในรอบ 50 แท่งก่อนและราคาปิดในราย Day ต้องยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 25 วัน และจะปิดสถานะ (Close Long) ก็ต่อเมื่อราคาปิดต่ำกว่า Low ในรอบ 75 แท่งก่อน ส่วนจะเปิดสถานะขาย (Open Short) ก็ต่อเมื่อ ราคาปิดต่ำกว่า Low ในรอบ 75 แท่งก่อนและราคาปิดในราย Day ต้องอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 25 วัน

ผลลัพธ์ของการซื้อขายเมื่อ Break แนวรับ-แนวต้าน โดยแบ่งเป็น 2 กรณี คือ กรณีปกติ กับกรองด้วยเทรน


*ข้อมูลที่ใช้จะเป็นข้อมูลย้อนหลัง 5 ปีในช่วง ม.ค. 2010- ธ.ค.2014

          จากรูปพบว่ากำไรที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาเรากรองด้วยเทรนแล้วจะ “น้อยกว่า” กรณีไม่กรอง เพราะเป็นอย่างที่บอกไว้ ว่าเราจะต้องเสียบางจังหวะที่ตลาดกำลังฟอร์มตัวเพื่อสร้างเทรนขึ้นมาในระยะสั้น แต่เทรนหลักยังคงไม่มีเป็นทางนั้น จึงทำให้เรา “เสียโอกาส” ในการทำกำไร โดยดูจากการเทรดที่เทรดจาก 243 ครั้ง เหลือเพียง 122 ครั้ง หายไปครึ่งนึงพอดี แต่สิ่งที่เราจะได้มา คือ “ความแม่นยำ” ที่สูงขึ้นมาในระดับ 10% เพราะมันไปกำจัด False Signal ในหลายครั้งที่ผิดทางจากเทรนหลัก และความเสี่ยงก็จะต่ำลง ดังนั้น ใครที่จะใช้วิธีกรองเทรน ทุกท่านต้องทราบถึงเงื่อนไขเหล่านี้ ว่าเราจะได้รับความสบายใจ (เพราะแม่นขึ้น เสี่ยงน้อยลง เทรดน้อยลง) แต่กำไรโดยรวมก็จะหายไปด้วย

          นอกจากนี้ ทุกท่านจะสังเกตว่าเราทำการทดสอบย้อนหลังไปใน 10 ปีก่อน นั้นเป็นเพราะแท้จริงแล้วการกรองเทรนยังมีอุปสรรคที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง โดยให้ทุกท่านลองนึกย้อนไปดูว่าหากพิจารณาเฉพาะ 5 ปีที่ผ่านมา พวกท่านเคยเห็นตลาดหุ้นไทยเป็นเทรนยาว ๆ เมื่อเทียบกับในอดีตก่อนหน้าหรือไม่ ซึ่งหลายคนคงคิดเหมือนกันว่า เราได้เห็นเทรนยาว ๆ น้อยลงมากเมื่อเทียบกับอดีต ซึ่งนี่เป็นอุปสรรคอย่างแท้จริงสำหรับการเอาเทรนมากรอง เพราะบางครั้งหากไม่มีเทรนหลักแล้ว เราอาจไม่ได้ความแม่นยำที่เพิ่มขึ้นแถมยังเสียโอกาสเพิ่มด้วย ดังผลลัพธ์ต่อจากนี้

ผลลัพธ์ของการซื้อขายเมื่อ Break แนวรับ-แนวต้าน โดยแบ่งเป็น 2 กรณี คือ กรณีปกติ กับกรองด้วยเทรน

          จากรูปพบว่ากำไรที่เกิดขึ้นมีค่าน้อยลงค่อนข้างมากเนื่องจากการกรองด้วยเทรนหลักจะทำให้รอบการทำกำไรตอนต้นเทรนหายไปด้วย และนอกจากนี้พิจารณาถึงความแม่นยำก็ลดลง และมีความเสี่ยงการขาดทุนสะสม (Max Dawndown) สูงขึ้นด้วย เนื่องจากใน 5 ปีปัจจุบันเทรนหลักไม่ได้แข็งแรงเท่ากับในอดีต จึงทำให้ข้อดีของการกรองเทรนนั้นหายไป กลายเป็นเหลือแต่ข้อบกพร่องในการหลุดจังหวะต้นออกไป และไม่คุ้มค่ากับการกรองเทรน ดังนั้นจึงเป็นคำถามว่า การกรองสัญญาณด้วยเทรนยังเหมาะสมกับสภาวะตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันและอนาคตอีกหรือไม่ ?

 “สัมมนาฟรี” ที่เราจัดขึ้น และเนื่องจากสัมมนา Class 2 เป็นการสอนหลักการปฏิบัติ จึงทำให้มีนักลงทุนสนใจเป็นจำนวนมาก โดยเหลือที่ว่างในวันที่อาทิตย์นี้ (16 ก.พ.) อีกเพียง 9 ที่ และวันเสาร์หน้า (22 ก.พ.) อีกเพียง 22 ที่ ใครสนใจกรอกรายละเอียดก่อนวันศุกร์เวลา 18.00 น.ของทั้ง 2 สัปดาห์ได้ที่ลิ้ง

https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSchs4oFVRRHrsFdV_2Wv_ukwK_uxyXDNz7aTgSaApBR-t6CmQ/viewform

          สุดท้ายเราหากถ้านักลงทุนท่านใดที่เห็นว่าข้อมูลที่เรานำมาเผยแพร่นี้เป็นประโยชน์ พวกท่านสามารถให้กำลังใจพวกเราได้ด้วยการขอบคุณ และกดไลค์แชร์เพจ รวมถึงหากใครที่อยากรู้ข้อมูลการลง TFEX ในทางปฏิบัติสามารถมาร่วมกลุ่มพูดคุยกับพวกเราได้ที่ Line Square สำหรับบทความนี้อาจจะยาวไปสักหน่อย และหวังว่าคงมีประโยชน์กับบางท่านที่เล่น TFEX โดยในบทความถัดไปเราจะเปิดเผยถึงหลักการที่ 2 ในเรื่องของการบริหารความเสี่ยง (Risk & Money Management) ของพวกเราหากยังมีคนสนใจ เราขออวยพรให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการลงทุน ขอบคุณครับ

Credit : 

Line Sqaue : TFEX For Future  

https://line.me/ti/g2/btLW138AZRRYIUeuCe-5GQ

 Line : @Tfexff

พาพันขอบคุณ

ข้อมูลทั้งหมดยังไม่จบเท่านี้ เนื่องจากเป็นแค่ข้อมูลเบื้องต้นที่เราต้องการแสดงตัวอย่างให้ทุกท่านได้ทำความเข้าใจ โดยยังไม่ได้หา Logic หรือค่าที่ดีที่สุด และพวกท่านยังสามารถทำได้ดียิ่งขึ้นกว่านี้ได้อีก 100-300% เมื่อทำการ Optimize หาค่าที่เหมาะสม โดยหากใครมีข้อสงสัย หรือคิดว่ามี Logic ที่น่าสนใจสามารถแอดไลน์มาสอบถามเป็นการส่วนตัวได้ นอกจากนี้เราจะเปิดเผยข้อมูลที่มากกว่าในงานที่เราจัดขึ้น และเนื่องจากสัมมนา Class 2 เป็นการสอนหลักการปฏิบัติ จึงทำให้มีนักลงทุนสนใจเป็นจำนวนมาก โดยเหลือที่ว่างในวันที่อาทิตย์นี้ (16 ก.พ.) อีกเพียง 9 ที่ และวันเสาร์หน้า (22 ก.พ.) อีกเพียง 22 ที่ ใครสนใจกรอกรายละเอียดของทั้ง 2 สัปดาห์ได้ที่ลิ้งสุดท้ายเราหากถ้านักลงทุนท่านใดที่เห็นว่าข้อมูลที่เรานำมาเผยแพร่นี้เป็นประโยชน์ พวกท่านสามารถให้กำลังใจพวกเราได้ด้วยการขอบคุณ และกดไลค์แชร์เพจ รวมถึงหากใครที่อยากรู้ข้อมูลการลง TFEX ในทางปฏิบัติสามารถมาร่วมกลุ่มพูดคุยกับพวกเราได้ที่ Line Square สำหรับบทความนี้อาจจะยาวไปสักหน่อย และหวังว่าคงมีประโยชน์กับบางท่านที่เล่น TFEX โดยในบทความถัดไปเราจะเปิดเผยถึงหลักการที่ 2 ในเรื่องของการบริหารความเสี่ยง (Risk & Money Management) ของพวกเราหากยังมีคนสนใจ เราขออวยพรให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการลงทุน ขอบคุณครับCredit : https://www.facebook.com/tfexforfuture Line Sqaue : TFEX For FutureLine : @Tfexff

[NEW] รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์: เศรษฐกิจพอเพียงเป็นคำตอบของประเทศหรือไม่ ไม่มีใครตอบได้ นอกจากประชาชนจะเป็นคนตอบ | สภาวะ หุ้น วัน นี้ – POLLICELEE

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา สัมภาษณ์
ชนานันต์ โชติรุ่งโรจน์ ถ่ายภาพ

ตีพิมพ์ครั้งแรก: October No. 6: ปฏิวัติ 2549, openbooks, 2550
สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2549 ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จาก http://www.onopen.com

ทศวรรษ 2520 ระบบเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะถดถอย ก่อนที่จะฟื้นตัวตามระบบเศรษฐกิจโลกในระยะต่อมา

ทศวรรษ 2530 เป็นทศวรรษของภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ ก่อนที่จะนำไปสู่วิกฤตการณ์การเงินในปี 2540

ทศวรรษ 2540 เป็นทศวรรษแห่งการฟื้นฟู และปลายทศวรรษ รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ประกาศว่า รัฐบาลจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

แต่ทศวรรษ 2550 ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า ระบบเศรษฐกิจไทยจะพบกับวิกฤตครั้งใหม่อีกหรือไม่ และเมื่อใด

ในวาระครบรอบ 30 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เรานั่งลงคุยกับ ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ถึงภาพรวมของระบบเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ วิเคราะห์ตัวละครทุกตัวบนเวทีเศรษฐกิจไทยอย่างตรงไปตรงมา ก่อนจะนำไปสู่ข้อสรุปที่ชัดเจน โดยมีข้อมูลและหลักวิชาเป็นพื้นฐาน

และนี่คือบทวิเคราะห์ของนักวิชาการผู้เฝ้าดูสังคมเศรษฐกิจการเมืองไทยมาตลอดทั้งชีวิต

………………..

ปีนี้จะครบรอบ 30 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จากวันนั้นจนกระทั่งวันนี้ อาจารย์มองเห็นความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการทางเศรษฐกิจของไทยอย่างไรบ้าง

ในปี 2519 ระบบเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญคือวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 1 ในปี 2516 แต่ผมอยากจะเตือนความจำว่า ที่จริงแล้ววิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจมีมาก่อนวิกฤตการณ์น้ำมัน คือมีมาตั้งแต่ปี 2515 ในช่วงนั้นมีปัญหาฝนแล้งรุนแรงมาก เป็นฝนแล้งทั่วโลก มีผลต่อการผลิตโภคภัณฑ์ขั้นปฐมทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาลี ข้าวโพด หรือแม้กระทั่งเยื่อที่จะนำมาทำกระดาษ ข้าวก็ไม่พอกิน คนไทยต้องเข้าคิวซื้อข้าว ผมคิดว่าการที่คนไทยต้องเข้าคิวซื้อข้าวมีส่วน แม้จะไม่มาก ต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเดือนตุลาคม 2516 เพราะฉะนั้น ปี 2519 จะอยู่ระหว่างวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 1 ในช่วงปี 2516-2517 กับวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 ในปี 2522

30 ปีที่ผ่านมา เป็น 30 ปีที่ระบบเศรษฐกิจโลกไม่ค่อยมีเสถียรภาพ และระบบเศรษฐกิจไทยก็ไม่ค่อยมีเสถียรภาพ เราเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจค่อนข้างถี่ เราเผชิญกับวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 1 ในช่วงปี 2516-2517 วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 ในช่วงปี 2522-2523 และเราก็ถูกซ้ำเติมโดยภาวะโภคภัณฑ์ขั้นปฐมราคาตกตั้งแต่ปี 2524 ยืดเยื้อไปจนถึงปี 2529 ข้าวสาลี มันสำปะหลัง อ้อย น้ำตาล โภคภัณฑ์ขั้นปฐมราคาตกหมด

ต่อมาก็มีสงครามอัตราดอกเบี้ยในช่วงปี 2522-2523 ตอนนั้นสหรัฐอเมริกาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด หมายความว่าเงินดอลลาร์โดยสุทธิไหลออกนอกสหรัฐอเมริกา เงินดอลลาร์ท่วมโลก ตามหลัก demand-supply เมื่อ supply ดอลลาร์นอกสหรัฐฯเพิ่มขึ้น ราคาดอลลาร์จะต้องตก แต่รัฐบาลเรแกน (Ronald Reagan)ไม่ยอมให้ราคาดอลลาร์ตก รัฐบาลเรแกนก็ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อดึงเงินกลับ ดึงเงินกลับมาจากที่ไหน ก็ดึงกลับมาจากยุโรปตะวันตก ยุโรปตะวันตกก็ขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู้

นี่เป็นสงครามอัตราดอกเบี้ยในช่วงปี 2522-2523 และสงครามอัตราดอกเบี้ยก็ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้เศรษฐกิจโลกเกิดภาวะถดถอยที่รุนแรงมากตั้งแต่ปี 2523 ยืดเยื้อไปจนถึงปี 2529 สงครามอัตราดอกเบี้ยทำให้ดอกเบี้ยแพง ในตอนนั้นดอกเบี้ยในเมืองไทยสูงเกิน 15 เปอร์เซ็นต์ เกินขีดจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กับพระราชบัญญัติห้ามเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ซึ่งห้ามเก็บดอกเบี้ยเกิน 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แต่ตอนนั้นอัตราดอกเบี้ยมันเกิน 15 เปอร์เซ็นต์ ต้นปี 2523 รัฐบาลเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ จึงต้องออกกฎหมายอนุญาตให้เก็บดอกเบี้ยเกิน 15 เปอร์เซ็นต์ได้

เศรษฐกิจโลกเองก็ถดถอยยาวนาน ทุกๆ ปี IMF ก็จะให้คำทำนายว่าเศรษฐกิจจะฟื้น แต่ก็ไม่ฟื้น ระบบเศรษฐกิจไทยก็มีปัญหา จนกระทั่งมี Plaza Accord ในปี 2528 ประเทศมหาอำนาจ 5 ประเทศหรือกลุ่ม G 5 คือสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และญี่ปุ่น ตกลงกันให้เงินดอยช์มาร์กกับเงินเยนขึ้นค่า โดยนัยยะก็คือเงินดอลลาร์มีค่าลดลงเมื่อเทียบกับเงินดอยช์มาร์กและเงินเยน ซึ่งก็ทำให้เหตุการณ์ดีขึ้น พอปลายปี 2529 เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว เศรษฐกิจไทยก็ฟื้นตัว

จะเห็นได้ว่า ทศวรรษ 2520 เกือบทั้งทศวรรษ ระบบเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะถดถอย พูดได้ว่าเกือบตลอดยุครัฐบาลเปรม ผมคิดว่ามาฟื้นตัวในช่วงรัฐบาลเปรม 4-เปรม 5 ก่อนที่จะมีโมเมนตัมการเติบโตในรัฐบาลชาติชาย รัฐบาลชาติชายเข้ามาในจังหวะที่ระบบเศรษฐกิจโลกกำลังเติบโต ระบบเศรษฐกิจไทยก็เติบโตตาม

ทศวรรษ 2530 เป็นทศวรรษของภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ (bubble economy) ซึ่งก็เป็นปัญหาเสถียรภาพในอีกแง่มุมหนึ่ง เพราะเราปล่อยให้เศรษฐกิจฟองสบู่เติบโต ขยายตัว และรัฐบาลก็ไม่คิดเหยียบเบรก เทคโนแครตก็ไม่คิดเหยียบเบรก คือเทคโนแครตทั้งในกระทรวงการคลังและในธนาคารแห่งประเทศไทยไม่คิดจะเหยียบเบรก ทั้งๆ ที่ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกสอนเราว่า เมื่อฟองสบู่เติบโต มันต้องมีวันแตก และเมื่อมันแตก มันก็จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรืออาจจะรุนแรงถึงขั้นเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่เนื่องจากผู้นำรัฐบาลหาประโยชน์จากเศรษฐกิจฟองสบู่ เทคโนแครตก็หาประโยชน์จากเศรษฐกิจฟองสบู่ เทคโนแครตทั้งที่สังกัดกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย หาประโยชน์จากการเก็งกำไรซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ บางคนหาประโยชน์จากการเก็งกำไรซื้อขายที่ดิน เพราะฉะนั้น พวกนี้มีผลประโยชน์ทับซ้อน จึงไม่คิดจะเหยียบเบรกเศรษฐกิจฟองสบู่ พอฟองสบู่แตก ผลกระทบจึงรุนแรง

ผมคิดว่าฟองสบู่แตกเมื่อประมาณปี 2539 ก่อนที่จะเกิดวิกฤตการณ์การเงินปี 2540 การเติบโตของภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ ผมคิดว่ามี 2 ส่วนที่เกี่ยวพันกัน คือตลาดหลักทรัพย์กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ ผมคิดว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยคล้ายๆ กับที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น ทำไมทศวรรษ 2530 ตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียตะวันออกจึงเติบโต ผมคิดว่าเป็นเพราะ Black October ปี 2530 เมื่อตลาดหุ้น Wall Street พัง ฟองสบู่แตกใน Wall Street ราคาหุ้นดิ่งลง ทำให้อัตราผลตอบแทน (rate of return) ของการเล่นหุ้นใน Wall Street และในยุโรปตะวันตกต่ำลง เงินทุนซึ่งมีตีนจึงย้ายมาเล่นหุ้นที่เอเชียตะวันออก

หลัง Black October ปี 2530 ตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียตะวันออกโต นักเล่นหุ้นระหว่างประเทศก็เข้าไปข่มขืนตลาดหลักทรัพย์ทีละประเทศ เมื่อข่มขืนจนได้ที่ เมื่อราคาหุ้นตก พวกนี้ก็ย้ายประเทศ วนเวียนกันอยู่ในเอเชียตะวันออก รวมทั้งในอุษาคเนย์ด้วย

การเคลื่อนย้ายเงินทุนจากลุ่มสมุทรแอตแลนติกมาเล่นหุ้นในลุ่มสมุทรแปซิฟิก มีส่วนในการสร้างฟองสบู่ในประเทศไทย ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ในเมืองไทยโต เมื่อมีส่วนเกินจากการเล่นหุ้น ส่วนเกินนี้จะเอาไปทำอะไร ก็มี 2 ทางเลือก ทางเลือกหนึ่งคุณก็เอาไปลงทุนทางตรง (direct investment) สร้างโรงงานผลิตสินค้าและบริการ อีกทางเลือกหนึ่งที่ง่ายกว่า คุณก็เอาไปเก็งกำไรซื้อขายที่ดิน

ผมคิดว่าคนที่เล่นหุ้นได้ส่วนใหญ่ก็เอาไปเก็งกำไรซื้อขายที่ดิน เพราะฉะนั้น ฟองสบู่ที่เกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์ก็ไปสัมพันธ์กับฟองสบู่ที่เกิดขึ้นในตลาดที่ดิน ประกอบกับในช่วงนั้นเป็นจังหวะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นรุ่งเรืองมาก คนญี่ปุ่นต้องการรีสอร์ต ประเทศญี่ปุ่นพัฒนาเป็นรัฐสันทนาการ (Resort State) คนญี่ปุ่นออกไปเล่นกอล์ฟในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเรื่องนี้มีคนเขียนบทความลงใน New Left Review ที่คนญี่ปุ่นบินจากโตเกียว โอซาก้า ไปตีกอล์ฟในเกาหลีใต้ ในไต้หวัน ตอนเย็นวันศุกร์ พอบ่ายวันอาทิตย์ก็บินกลับ แต่ในตอนหลังเขาบินมาอุษาคเนย์ เพราะค่าเช่าสนามกอล์ฟถูกกว่า ค่าเช่าสนามกอล์ฟในญี่ปุ่นแพงมาก เพราะฉะนั้นจึงมี demand ต่อสนามกอล์ฟ สนามกอล์ฟในเมืองไทยผุดขึ้นมากในทศวรรษ 2530 ผมเคยทำข้อมูลเรื่องนี้ไว้ แต่ยังไม่มีเวลาเขียน ผมทำข้อมูลให้เห็นเลยว่าแต่ละปีๆ สนามกอล์ฟผุดขึ้นมาเท่าไหร่

เมื่อมี demand ในการเล่นกอล์ฟ มันก็มี demand ต่อรีสอร์ต รีสอร์ตก็เติบโต คนไทยก็ทุ่มการลงทุนไปในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในท้ายที่สุดก็ไปไกลถึงกับคิดจะขนคนแก่ชาวญี่ปุ่นมาอยู่เมืองไทย ยกตัวอย่างโรงแรม Ambassador City ที่จอมเทียม สร้าง section หนึ่งสำหรับคนแก่ แต่บังเอิญฟองสบู่ญี่ปุ่นแตกก่อนตอนประมาณปี 2534 คนแก่ชาวญี่ปุ่นก็เลยไม่มา เพราะไม่มีเงินมาแล้ว

นี่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างฟองสบู่ที่เกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์กับตลาดที่ดิน มีการเก็งกำไรซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แล้วก็เอาส่วนเกินจากการเก็งกำไรนี้ไปเก็งกำไรซื้อขายที่ดิน ส่วนเกินจากการเก็งกำไรซื้อขายที่ดินก็ผันไปเล่นหุ้น ตลาดสองตลาดนี้มันสัมพันธ์กัน จึงยิ่งทำให้ฟองสบู่โต และผู้บริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคก็ไม่คิดไปเหยียบเบรก พอมันแตก มันก็รุนแรง

คุณลองนึกภาพดู ที่ดินราคา 1 ล้านบาท ถ้าคุณไปกู้เงินจากสถาบันการเงิน คุณกู้ได้ประมาณ 8 แสนบาท แต่เมื่อที่ดินถูกปั่นราคาให้สูงกว่าราคาพื้นฐาน สมมติราคาที่ดินถูกปั่นเป็น 10 ล้านบาท คุณกู้ได้ 8 ล้านบาท แต่เมื่อฟองสบู่แตก ราคามันลงมาเหลือประมาณ 1 ล้านบาท ที่คุณกู้ 8 ล้านบาทมันเกินกว่าหลักทรัพย์ค้ำประกัน สถาบันการเงินก็มีปัญหา ผมคิดว่านี่เป็นอาการที่เริ่มเกิดขึ้นในปี 2539

วิกฤตการณ์การเงินปี 2540 เป็นสองวิกฤต คือวิกฤตการณ์สถาบันการเงินกับวิกฤตการณ์เงินบาท วิกฤตการณ์สถาบันการเงินเกิดขึ้นก่อน มันมีอาการให้เห็น ส่วนวิกฤตการณ์เงินบาทมาสิ้นสุดลงในเดือนกรกฎาคม 2540 ที่จริงแล้วเงินบาทมีอาการของวิกฤตมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2538 เพราะอะไร เพราะในเดือนธันวาคม 2537 มันเกิด Tequila Crisis ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์เงินเปโซของเม็กซิโก

Tequila Crisis เกิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2537 พอเดือนมกราคม 2538 ก็มีคนเก็งกำไรทุบเงินบาท เก็งว่าเงินบาทจะไม่รอด ตอนนั้นน่าจะเป็นสัญญาณเตือนธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยมองไม่เห็นนัยยะของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทยกับกระทรวงการคลังก็จะออกมาบอกว่าเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง และเวลาที่บอกว่าเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งก็จะบอกว่าเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเรายังมีอยู่เยอะ ไม่ต้องกลัว

ตั้งแต่ปี 2538 ไล่มาจนถึงก่อนจะเกิดวิกฤตปี 2540 Credit Rating Agency ก็ออกมาขู่หลายครั้งว่าจะลด rating ประเทศไทย แต่ทุกครั้งที่ขู่ รัฐบาลไทยโดยกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทยก็มี defensive mechanism บอกว่าเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง fundamentals ก็ยังดี โดยไม่วิเคราะห์ให้ถึงแก่นที่แท้จริงว่าดีจริงหรือเปล่า แล้ววิกฤตปี 2540 ก็เกิด

เพราะฉะนั้น 30 ปีที่ผ่านมา ระบบเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงของการเผชิญกับปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและปัญหาการฟื้นฟูจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ หลังจากปี 2540 ก็เป็นยุคของการฟื้นฟู และการฟื้นฟูก็เห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ปี 2546 แต่เวลานี้ผมไม่แน่ใจว่าจะมีวิกฤตระลอกใหม่หรือเปล่า

นี่เป็นภาพคร่าวๆ ผมเพียงแต่โฟกัสไปที่ปัญหาเรื่องเสถียรภาพ (stability) ของระบบเศรษฐกิจ

หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาแก้ปัญหาอะไรบ้าง และหลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์พ้นไปแล้ว พรรคไทยรักไทยเข้ามาทำอะไรบ้าง

ข้อเท็จจริงก็คือ เรามีความจำเป็นต้องกู้เงินจาก IMF เพราะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของเรา ณ วันที่ 2 กรกฎาคม เหลืออยู่ 800 ล้านดอลลาร์ จากที่เคยมีประมาณ 38,000 ล้านดอลลาร์ ในตอนนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้เปิดเผยฐานะสุทธิให้ประชาชนโดยทั่วไปทราบ IMF บังคับให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยฐานะสุทธิ คือเอาเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่หักด้วยภาระการขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (SWAP) ที่ต้องจ่าย มันเหลืออยู่ประมาณ 800 ล้านดอลลาร์ หมายความว่าอะไร หมายความว่าระบบเศรษฐกิจไทยล้มละลายแล้ว เพราะภาระหนี้ต่างประเทศมีมากกว่า 800 ล้านดอลลาร์ เพราะฉะนั้น ระบบเศรษฐกิจไทยไม่มีทางเลือก ต้องกู้เงินจาก IMF ที่กู้มาก็ไม่ได้กู้มาเพื่อใช้จ่ายนะ กู้มาใส่ไว้ในเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพื่อให้ดูดีเท่านั้นเอง เพื่อให้ชุมชนการเงินระหว่างประเทศมีความมั่นใจในค่าเงินบาท มั่นใจในเสถียรภาพทางการเงินของรัฐบาล จะได้ตัดสินใจว่าจะลงทุนในเมืองไทยต่อไปหรือไม่

การกู้เงินจากต่างประเทศ ผมคิดว่าเป็นภาวะจำยอมที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ที่จริงธนาคารแห่งประเทศไทยหลบหลีกที่จะไม่กู้เงินจาก IMF จุดยืนของธนาคารแห่งประเทศไทยในตอนแรกต้องการไปกู้เงินจากญี่ปุ่น ต้องการไปกู้เงินจากประเทศเพื่อนบ้าน ให้ญี่ปุ่นเป็นพี่เอื้อยในการจัดหาเงินกู้ให้ ต่อมารัฐบาลชวลิตก็ต้องการให้จีนทำหน้าที่เป็นพี่เอื้อย แต่ทั้งสองประเทศไม่พร้อมที่จะเป็นพี่เอื้อย

ผมจำได้ว่าหลังจากเกิดวิกฤตในเดือนกรกฎาคม 2540 สแตนลีย์ ฟิชเชอร์ (Stanley Fischer) ซึ่งตอนนั้นเป็นรองผู้ว่าการ IMF ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเมื่อไหร่รัฐบาลไทยจะมากู้ IMF เตรียมให้กู้แล้ว ทำไมจึงยังไม่มาขอกู้ เราจะพบว่าในตอนนั้นทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยและรัฐบาลชวลิตหลีกเลี่ยงการกู้เงินจาก IMF รัฐบาลชวลิตอาจจะไม่รู้ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยรู้อยู่เต็มอกว่าถ้ากู้เงินจาก IMF เขาต้องบีบ ต้องบดขยี้ เวลาที่กู้เงินจาก IMF ถ้าวิกฤตของคุณไม่รุนแรง คุณมีอำนาจต่อรอง แต่เมื่อวิกฤตคุณรุนแรง อำนาจต่อรองของคุณเหลือศูนย์ วิกฤตปี 2540 อำนาจต่อรองของเราเหลือศูนย์ IMF บังคับให้ดำเนินนโยบายอะไร คุณต้องดำเนิน ถ้าไม่ดำเนิน เขาไม่ให้เงินกู้ คุณไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว และคุณก็รู้ว่าไม่สามารถไปกู้จากญี่ปุ่น ไม่สามารถไปกู้จากจีนได้

ผมคิดว่ารัฐบาลชวลิตอาจจะไม่รู้ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยรู้อยู่เต็มอก เพราะฉะนั้น พอเริ่มกระบวนการที่จะกู้เงินจาก IMF เขาก็สั่งให้เปิดเผยฐานะสุทธิของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ค่าเงินบาทอ่อนตัวไปถึง 50 กว่าบาท เกือบ 60 บาท บางวันอาจจะ 60 บาท มันอาจจะ over shoot แต่นี่คือปัญหาของมัน

ข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์ทำตาม IMF มากไปก็เป็นข้อกล่าวหาที่ตรงต่อข้อเท็จจริง เพราะใน letter of intent ฉบับแรกๆ IMF บังคับให้เรารัดเข็มขัดทางการคลัง ลดส่วนขาดดุลของงบประมาณ ให้งบประมาณเกินดุลด้วยซ้ำ ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่โจเซฟ สติกลิตซ์ (Joseph Stiglitz) ออกมาวิพากษ์ IMF ว่า ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจถดถอย และถึงขั้นตกต่ำ รัฐบาลควรจะอัดฉีดการเติบโต แต่ IMF ดันบอกว่าให้รัดเข็มขัด และสิ่งที่โจเซฟ สติกลิตซ์ ทำก็ผิดจารีตธรรมเนียมขององค์กรน้องพี่แห่ง Bretton Woods IMF กับธนาคารโลกไม่เคยมีความขัดแย้งกัน ในฐานะองค์กรน้องพี่แห่ง Bretton Woods แต่สติกลิตซ์ออกมาวิพากษ์ IMF ผมจำ letter of intent ไม่ได้ว่าเป็นฉบับไหน ที่ IMF เริ่มยอมให้รัฐบาลดำเนินนโยบายการคลังแบบผ่อนคลาย ยอมให้มีส่วนขาดดุลทางการคลัง

นี่เป็นความผิดพลาดของรัฐบาลประชาธิปัตย์ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาค คือเดินตาม IMF และพยายามปฏิบัติตามเงื่อนไขเกือบทุกเรื่อง ในตอนนั้นผมเขียนบทความเตือนว่า เราไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขทุกเรื่อง เราทำตามซัก 70-80 เปอร์เซ็นต์ก็พอจะพูดกันได้ IMF มีวิธีการที่จะควบคุมให้ประเทศลูกหนี้ทำตามนโยบายที่ IMF กำหนด โดยจ่ายเงินกู้เป็นงวด และมีการประเมินว่าคุณทำตามนโยบายที่สั่งหรือเปล่า (policy review) ถ้าคุณไม่ทำตามนโยบายที่สั่ง เขาก็จะตัดเงินกู้ส่วนที่เหลือ ซึ่งรัฐบาลไทยเคยโดนมาแล้วเมื่อปี 2524 สมัยรัฐบาลเปรม เรามีปัญหาเรื่องดุลบัญชีเดินสะพัด เราก็กู้ Stand-By Arrangement จาก IMF ในเงินกู้งวดแรกเราไม่ทำตามนโยบาย เขาสั่งสอนเลย ตัดเงินกู้ และเราก็คลานกลับไปกู้ใหม่ในปี 2525 แต่ตอนรัฐบาลพลเอกเปรม เราไม่ได้ทำตาม 100 เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่รัฐบาลชวนทำก็คือ พยายามทำตามทุกเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมไม่เข้าใจ ผมคิดว่าในบางเรื่องไม่น่าจะทำ

ต่อมารัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ออกกฎหมาย 11 ฉบับ ซึ่งเป็นไปตามใบสั่งของ IMF การออกกฎหมาย 11 ฉบับนี้บั่นทอนพละกำลัง บั่นทอนศักยภาพทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะมันถูกตีตราว่าเป็นกฎหมายขายชาติ และการตีตรานี้มีประสิทธิผลมาก บรรดาผู้คนที่มาร่วมตีตราว่าเป็นกฎหมายขายชาติก็เป็นพ่อค้านายทุนที่บาดเจ็บมาจากวิกฤตการณ์การเงิน 2540 ซึ่งในความเห็นของผม กฎหมายหลายฉบับเป็นกฎหมายที่ดี ผมไม่มีข้อคัดค้าน ผมมีข้อคัดค้านรุนแรงอยู่ฉบับเดียว คือกฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 ผมไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้

ในตอนนั้นผมเขียนว่าการ privatization ไม่จำเป็นต้องทำตามใบสั่ง มันควรจะมีการพิจารณาอย่างรอบคอบว่ารัฐวิสาหกิจอะไรที่รัฐควรจะเป็นผู้ประกอบการ รัฐวิสาหกิจอะไรที่ควรจะนำออกขาย แต่รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ไปออกกฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจซึ่งให้อำนาจฝ่ายบริหารในการออกกฎหมายลูก คือพระราชกฤษฎีกา ในการยุบรัฐวิสาหกิจ ทั้งๆ ที่รัฐวิสาหกิจนั้นอาจจะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติ ซึ่งไม่ถูกต้อง ถ้าเป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งจัดตั้งโดยพระราชบัญญัติ เวลาคุณล้ม คุณก็ต้องออกพระราชบัญญัติบอกยกเลิก แต่นี่ใช้อำนาจฝ่ายบริหารไป overrule ฝ่ายนิติบัญญัติ แต่พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ได้ใช้กฎหมายนี้ พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ทันได้ดูดส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากการขายรัฐวิสาหกิจ พรรคไทยรักไทยเป็นคนเอาไปกิน ดังนั้น ข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์ไม่มีความคิดของตัวเอง และทำตาม IMF อย่างไม่ลืมหูลืมตา ผมคิดว่ามีมูลแห่งความเป็นจริง

ส่วนความแตกต่างของการแก้วิกฤตเศรษฐกิจของสองรัฐบาล รัฐบาลประชาธิปัตย์ในตอนหลังเมื่อเริ่มตั้งตัวได้ ก็ใช้นโยบายอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ วิธีอัดฉีดเงินของประชาธิปัตย์กับวิธีอัดฉีดเงินของไทยรักไทยไม่เหมือนกัน ประชาธิปัตย์อัดฉีดเงินโดยไปกู้จากโครงการเงินกู้มิยาซาวา ซึ่งมีภาระต้องชำระคืนเงินกู้เป็นเงินตราต่างประเทศ และมีภาระดอกเบี้ย แล้วก็เอามาใช้อีลุ่ยฉุยแฉก เช่น เอามาปูฟุตบาทสนามหลวง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเอามาสร้างรั้ว นี่เป็นวิธีอัดฉีดเงินเพื่อจะให้ระบบเศรษฐกิจฟื้นตัว ซึ่งการอัดฉีดเงินมีต้นทุนที่ต้องเสีย ในตอนนั้นผมก็เขียนบทความว่า เราอยากอัดฉีดเงินก็ไม่ว่ากัน แต่โครงการที่จะใช้ในการอัดฉีดน่าจะเป็นโครงการที่จะเพิ่มศักยภาพในการผลิตให้กับระบบเศรษฐกิจไทย ไม่ใช่ให้หน่วยราชการไปใช้อีลุ่ยฉุยแฉก สิ่งที่เขาทำมันอีลุ่ยฉุยแฉก โดยไม่ได้คิดว่าเงินกู้ต่างประเทศมีต้นทุนที่จะต้องเสีย ไม่ใช่เฉพาะต้นทุนทางการเงิน คือไม่ใช่เฉพาะดอกเบี้ย มันมีต้นทุนทางเศรษฐกิจ เพราะในอนาคตคุณต้องประหยัด คุณต้องหารายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ แล้วเอาไปชำระคืนเงินกู้

ส่วนวิธีการของไทยรักไทยคือใช้ consumption-led growth ใช้วิธีการทั้งมวลในการปลุกระดมให้คนไทยใช้จ่ายเงิน พยายามที่จะใช้ทรัพยากรภายในประเทศ (domestic resource) ในการฟื้นเศรษฐกิจ เช่น พยายามปลุกให้ประชาชนระดับรากหญ้าเพิ่มการใช้จ่ายในการบริโภค มีนโยบายพักหนี้เกษตรกร มีนโยบายส่งเสริมการใช้เครดิตการ์ด โดยลดเงื่อนไขการได้มาซึ่งบัตรเครดิต มีนโยบายส่งเสริมให้คนซื้อสินค้าเงินผ่อน ซึ่งก็มีส่วนในการช่วยอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรม เช่น ซื้อรถยนต์โดยไม่ต้องวางเงินดาวน์ หรือซื้อบ้านผ่อนส่งโดยไม่ต้องวางเงินดาวน์ หรือมีนโยบายทางด้าน microfinance ธนาคารประชาชนสำหรับพ่อค้าแม่ค้า มีธนาคาร SMEs ทั้งหมดนี้รวมทั้งการอัดฉีดเงินเข้ากองทุนหมู่บ้าน

จริงอยู่ การฟื้นตัวในปี 2546 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของระบบเศรษฐกิจโลก แต่ผมคิดว่าเราต้องให้เครดิตกับรัฐบาลไทยรักไทยในเรื่องของการฟื้นตัว จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ แต่เมื่อดูจากการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของสองรัฐบาล เราจะเห็นความแตกต่าง ในขณะที่รัฐบาลประชาธิปัตย์อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยอาศัยเงินกู้จากต่างประเทศ ซึ่งมีทั้งต้นทุนทางการเงินและต้นทุนทางเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลไทยรักไทยพยายามใช้ทรัพยากรภายในประเทศในการกระตุ้นการบริโภค กระตุ้นการใช้จ่าย และการกระตุ้นการใช้จ่ายที่สำคัญนอกเหนือจากที่ผมพูดไปแล้วก็คือ การใช้นโยบายกึ่งการคลัง (quasi-fiscal policy) เช่น การสั่งการให้สถาบันการเงินของรัฐเพิ่มการใช้จ่าย สั่งให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ปล่อยเงินกู้ในการซื้อบ้าน หรือสั่งให้ ธกส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) พักหนี้เกษตรกร ต่อมา ธกส. ก็มาทำเรื่องกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเริ่มจากการสั่งให้ ธกส. กู้เงินจากธนาคารออมสินไปจัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน 74,000 หมู่บ้าน

นี่เป็นความแตกต่างของการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค และระบบเศรษฐกิจไทยก็ฟื้นตัว แต่อย่างที่ผมพูดไว้ตอนต้น ระบบเศรษฐกิจไทยอาจจะเข้าสู่วิกฤตรอบใหม่ เพราะวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง ปัญหาราคาน้ำมัน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อตามมา และอาจจะมีโมเมนตัมของวิกฤตการณ์เศรษฐกิจรอบใหม่

ความจริงของสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไร เพราะที่ผ่านมารัฐบาลก็บอกว่าดี แต่ฝ่ายค้านกลับบอกตรงกันข้าม

30 ปีหลัง 6 ตุลาฯ มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง หนึ่ง ขนาดของระบบเศรษฐกิจใหญ่ขึ้นเยอะ เนื่องจากผมให้สัมภาษณ์โดยไม่ได้ดูข้อมูล ผมเลยไม่สามารถบอกได้ว่ามันใหญ่ขึ้นมากี่เท่า ผมคิดว่ามันใหญ่มากกว่าเท่าตัว สอง ระบบเศรษฐกิจซับซ้อนกว่าเก่าเยอะ บริหารจัดการยากกว่าเก่าเยอะ ถ้าคุณมาบริหารเศรษฐกิจไทย ณ ปี 2549 กับบริหารเศรษฐกิจไทย ณ ปี 2519 ความยากลำบากในการบริหารไม่เหมือนกัน ความยากลำบากที่เห็นเด่นชัดคือความยากลำบากเกี่ยวกับเรื่องการเคลื่อนไหวของเงินทุนระหว่างประเทศ ในปี 2519 ตลาดการเงินระหว่างประเทศยังเชื่อมโยงกันไม่มาก แต่ในขณะนี้ตลาดการเงินระหว่างประเทศเชื่อมโยงกันมาก เวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงในตลาดการเงินระหว่างประเทศที่เป็นศูนย์กลางของระบบเศรษฐกิจโลก มันส่งผลสะเทือนไปสู่ตลาดการเงินของประเทศอื่นๆ

กระบวนการเชื่อมโยงตลาดการเงินระหว่างประเทศเป็นปรากฏการณ์ของทศวรรษ 2530 และกระบวนการนี้มีส่วนสร้างความยากลำบากในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจ เราได้บทเรียนจากเรื่องนี้ในตอนเกิดวิกฤตปี 2540 ทั้งกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้ตระหนักถึงความยากลำบากของการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในยุคที่ตลาดการเงินระหว่างประเทศมันเชื่อมสัมพันธ์กันอย่างค่อนข้างสนิทแนบแน่น ผมคิดว่านี่เป็นข้อเท็จจริงที่สำคัญ

ภาคเกษตรกรรมก็เล็กลงไปเยอะ เวลานี้ภาคเกษตรกรรมให้ผลผลิตไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ซึ่งเล็กกว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้วเยอะ และระบบเศรษฐกิจไทยก็กำลังเปลี่ยนโครงสร้างไปเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ผมคิดว่านี่เป็นความแตกต่างของระบบเศรษฐกิจไทยในปี 2549 กับปี 2519

ขนาดของการเปิดประเทศ (degree of openness) เวลานี้มัน 100 กว่าเปอร์เซ็นต์ และรัฐบาลไทยรักไทยมีส่วนในการทำให้ขนาดของการเปิดประเทศกว้างขวางกว่าเก่าเยอะ ซึ่งที่จริงในปี 2544 คุณทักษิณออกมาวิพากษ์แบบจำลองการพัฒนาเอเชียบูรพาที่ยึด outward orientation แต่ในท้ายที่สุด ตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา คุณทักษิณก็หันมาเดินตามฉันทมติวอชิงตัน (Washington Consensus)

ขนาดของการเปิดประเทศในรัฐบาลทักษิณสูงกว่าในรัฐบาลชวน และเทียบไม่ได้เลยกับเมื่อปี 2519 การที่ขนาดของการเปิดประเทศกว้างใหญ่ไพศาลขนาดนี้ ก็มีนัยสำคัญว่า เวลาที่เกิดวิกฤตในประเทศศูนย์อำนาจของโลก วิกฤตนั้นจะส่งผลต่อประเทศไทยอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำไมจึงบอกว่ารุนแรง ก็เพราะระบบเศรษฐกิจไทยมีขนาดเล็กมาก คุณลองนึกถึงแรงผลักต่อเด็กกับแรงผลักต่อผู้ใหญ่ ถึงแม้จะใช้แรงผลักเท่ากัน แต่เด็กจะได้รับผลสะเทือนสูงกว่าผู้ใหญ่ GDP ของไทยแค่ประมาณ 0.5-0.6 เปอร์เซ็นต์ของ world GDP เราเป็น small economy และเมื่อขนาดของการเปิดประเทศมันกว้างใหญ่ไพศาล เวลาเกิดวิกฤตจากต่างประเทศ วิกฤตนั้นก็จะส่งผลกระทบที่รุนแรง

นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะและโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือความแตกต่างในกระบวนการกำหนดนโยบาย ในปี 2519 เทคโนแครตยังมีบทบาทสูงในกระบวนการกำหนดนโยบาย เราจะพบว่าเทคโนแครตทรงอิทธิพลมากในระบอบเผด็จการคณาธิปไตย แต่ทุกครั้งที่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็จะมีการยื้อแย่งอำนาจในการกำหนดนโยบาย เราเห็นปรากฏการณ์นี้ครั้งแรกในรัฐบาลคึกฤทธิ์ ตอนนั้นคุณบุญชู โรจนเสถียร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณบุญชูก็พยายามที่จะยื้อแย่งอำนาจในการกำหนดนโยบายการคลัง

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นอีกครั้งในรัฐบาลเปรม 1 เมื่อปี 2523 ตอนนั้นพรรคกิจสังคมส่งคุณบุญชูมาเป็นรองนายกฯ หนังสือพิมพ์ก็เรียกคุณบุญชูว่าซาร์เศรษฐกิจ พรรคกิจสังคมคุมนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญส่วนใหญ่ และนโยบายเงินผันของรัฐบาลคึกฤทธิ์ก็มาดำเนินการในรัฐบาลเปรม แต่เปลี่ยนชื่อเป็นนโยบายการสร้างงานในชนบท แต่ข้อที่น่าสังเกตก็คือ ถึงแม้จะมีการยื้อแย่งอำนาจในการกำหนดนโยบายระหว่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับเทคโนแครต เทคโนแครตก็ยังคงสามารถกุมการกำหนดนโยบายที่เป็นแก่นแกน (core policy) นโยบายเหล่านี้ยังอยู่ในมือเทคโนแครต แม้กระทั่งในรัฐบาลชาติชายที่กลุ่มทุนสามารถเข้าไปยึดพื้นที่สาธารณะ (public space) ในกระบวนการกำหนดนโยบายได้มากขึ้น หรือมีรัฐมนตรีที่มีภูมิหลังเป็นพ่อค้านายทุนในสัดส่วนที่สูง และกลุ่มทุนก็สามารถเข้าไปยึดพื้นที่ในวุฒิสภาได้

ในตอนนั้นนักรัฐศาสตร์จำนวนหนึ่งก็จะบอกว่าระบอบอำมาตยาธิปไตยตายแล้ว รวมทั้งเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่บอกว่าอำนาจในการกำหนดนโยบายกำลังเปลี่ยนมือไปสู่พ่อค้านายทุน แต่ผมก็เถียงกับเอนกในประเด็นนี้ ผมบอกว่าไม่ใช่ ผมยังเชื่อว่าเทคโนแครตยังกุมอำนาจในการกำหนดนโยบายที่เป็นแก่นแกน

นโยบายที่เป็นแก่นแกนของสังคมเศรษฐกิจของผมหมายถึงอะไร ก็หมายถึงการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนา การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจมหภาค นี่เป็นนโยบายแก่นแกนซึ่งยังคงอยู่ในมือของเทคโนแครต รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ถึงแม้จะพยายามยื้อแย่งอำนาจในการกำหนดนโยบาย อย่างมากก็กำหนดได้เฉพาะ marginal policy เช่น นโยบายเงินผันของรัฐบาลคึกฤทธิ์ นโยบายการสร้างงานในชนบทของรัฐบาลเปรม 1 นโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าของรัฐบาลชาติชาย แต่รัฐบาลที่ผมเอ่ยชื่อมาเหล่านี้ยังไม่สามารถเข้าไปกุมการกำหนดนโยบายที่เป็นแก่นแกนได้ แต่รัฐบาลทักษิณกำหนดได้แล้ว

ในการเลือกตั้ง รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอดีต ไม่สามารถเสนอขาย policy menu ทั้ง package แต่ไทยรักไทยสามารถเสนอขายทั้ง package และไทยรักไทยสามารถนำนโยบายที่เสนอขายมาดำเนินการเป็น package ผมคิดว่านี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งคือ ไทยรักไทยมีความรับผิดชอบต่อนโยบายที่หาเสียง เรื่องนี้ปฏิเสธไม่ได้ ผมความจำดี ถึงแม้ผมจะแก่แล้ว ในการเลือกตั้งปี 2535 เมื่อมีรัฐบาลชวน 1 ประชาธิปัตย์โฆษณาเรื่องนโยบายการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดใหญ่ แล้วประชาธิปัตย์ก็เบี้ยว ไม่มีความรับผิดชอบ

ผมเลือกประชาธิปัตย์เพราะผมอยากจะเห็นการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ผมจ่ายเงินไปแล้ว ผมหย่อนบัตรเลือกตั้งไปแล้ว แต่ประชาธิปัตย์ไม่ส่งมอบสินค้า คือตลาดการเมืองเป็นตลาดการแลกเปลี่ยนระหว่างนโยบายกับคะแนนเสียง นี่เป็นตลาดการเมืองในอุดมคติ แล้วประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีความเสี่ยงว่าจ่ายเงินไปแล้วอาจจะไม่ได้รับมอบสินค้า นี่คือสิ่งที่ประชาธิปัตย์ทำในปี 2535

การเปลี่ยนแปลงกระบวนการกำหนดนโยบายของรัฐบาลทักษิณ นอกจากประเด็นที่รัฐบาลทักษิณสามารถขายนโยบายเป็น package และดำเนินนโยบายเป็น package ไม่ใช่ดำเนินนโยบายเป็น marginal policy เหมือนกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งรัฐบาลอื่นๆ แล้ว รัฐบาลทักษิณยังรุกคืบไปยึดบางภาคส่วนของนโยบายที่เป็นแก่นแกน ไปยึดกุมการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนา แม้รัฐบาลทักษิณจะยังไม่สามารถยึดกุมการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจมหภาคส่วนที่เป็นนโยบายการเงินได้ แต่ส่วนที่เป็นนโยบายการคลังอยู่ในมือรัฐบาลทักษิณแล้ว นี่เป็นการเปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนแปลงนี้มีด้านเสีย ซึ่งก็อาจจะมาจากบุคลิกภาพของคุณทักษิณ มาจากภูมิหลังของคุณทักษิณ รวมทั้งบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญปี 2540

กระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของเรากำลังเปลี่ยนไปสู่ระบบวีรชนเอกชน คือคุณทักษิณเป็นคนกำหนดนโยบายแต่เพียงผู้เดียว รัฐมนตรีเป็นเพียงหลงจู๊ คอยรับคำสั่งเถ้าแก่ไปดำเนินนโยบาย เพราะหลงจู๊มีสภาวะความไม่แน่นอนว่าจะอยู่ในตำแหน่งนานเท่าไหร่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ให้อำนาจนายกฯในการถอดถอนและแต่งตั้งรัฐมนตรี คุณชวนมีอำนาจนี้ แต่คุณ


📋 รับฟัง Podcast สรุปภาวะตลาดหุ้นไทย 30 มิ.ย. 2564


สรุปภาวะตลาดหุ้นไทย 30 มิ.ย. 2564
📈 SET Index ปิดที่ 1,587.79 จุด (3.64 จุด/0.23%) มูลค่าการซื้อขาย 8.3 หมื่นลบ. SET แกว่งผันผวน โดยปรับขึ้นได้ในช่วงเช้า ก่อนจะมีแรงขายทำกำไรกดดันดัชนีลงมาปิดในแดนลบ ทางด้านจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่วันนี้อยู่ที่ 4,786 ราย โดยที่ประชุม ศปก.ศบค.เป็นห่วงสายพันธุ์เดลตาหากแพร่กระจายรวดเร็ว อาจทำให้เกิดการระบาดระลอก 4 ได้ ทางด้านตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนใหญ่ปรับลดลง หลังทางการจีนรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตบริการเดือน มิ.ย. ชะลอตัวลง
💸 กลุ่มที่ปรับเพิ่มขึ้นแรง😄 คือ กลุ่มเครื่องจักร บรรจุภัณฑ์ ยานยนต์ ส่วนกลุ่มที่ปรับลดลงแรง😭 คือ กลุ่มเหล็ก ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรฯ ของใช้บุคคลฯ การเงิน ขนส่ง เกษตร
👍🏻 หุ้นที่มี impact ต่อตลาดเชิงบวก
SCGP (+3.77%) ซื้อกิจการบริษัทวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ในสเปน เบื้องต้นเราประเมินกำไรส่วนเพิ่มราว 3%
KCE (+4.41%) คาดกำไร 2Q64 โตทั้ง YoY และ QoQ อานิสงส์บาทอ่อน และเข้า SET50 รอบ 2H64 เริ่ม 1 ก.ค.31 ธ.ค. 64
STARK (+5.88%) คาดกำไร 2Q64 โตเด่น เตรียมขยายธุรกิจเข้าสู่ธุรกิจแบตเตอรี่
JWD (+10.56%) ผู้ถือหุ้นใหญ่ JWD ขาย Big Lot 49 ล้านหุ้น คิดเป็น 4.80% ให้พันธมิตรธุรกิจและนักลงทุนรายใหญ่
STPI (+6.84%) เตรียมที่ดิน 1 พันไร่ ปลูกตั้งโรงสกัดกัญชง และอยู่ระหว่างการศึกษาธุรกิจใหม่หลายธุรกิจ เพื่อหนุนให้บริษัทมีผลการดำเนินงานดีขึ้น
VPO (+5.30%) ราคาน้ำมันปาล์มปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
INGRS (+14.58%) คาดผลประกอบการครึ่งปีหลังฟื้นตัวชัดเจน ยอดขายต่างประเทศเร่งตัวแรง
👎🏻 หุ้นที่มี impact ต่อตลาดเชิงลบ
TBSP (9.78%) ปรับลงต่อเนื่อง หลังจากช่วงก่อนหน้าทีแรงเก็งกำไร SABUY เข้า takeover
CITY (4.88%) TGPRO (6.06%) TSTH (6.63%) MILL (4.44%) SAM (4.35%) PERM (4.14%) หุ้นเหล็กถูกขายทำกำไรหลังจากวานนี้ปรับขึ้นแรง
NCAP (5.83%) FSS (5.60%) III (4.55%) JMART (4.23%) CRC (2.90%) KTC (2.90%) ถูกขายทำกำไรหลังจากวานนี้ปรับขึ้นแรง

SCBSResearch

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

📋 รับฟัง Podcast สรุปภาวะตลาดหุ้นไทย 30 มิ.ย. 2564

📋 รับฟัง Podcast สรุปภาวะตลาดหุ้นไทย 30 พ.ย. 2563


📈 SET Index ปิดที่ 1,408.31 จุด (29.47 จุด/2.05%) มูลค่าการซื้อขาย 1.2 แสนลบ. SET ปรับลดลงค่อนข้างลึกในวันนี้ หลังจากสัปดาห์ที่แล้วปรับขึ้นเกือบ 50 จุด โดยมีแรงขายในหุ้นขนาดใหญ่ออกมา เช่นเดียวกับตลาดหุ้นภูมิภาคที่ถูกขายออกมาเช่นกันหลังจากปรับขึ้นไปมาก แม้ว่าดัชนี PMI ภาคการผลิตของจีน พ.ย. จะดีกว่าคาด และยอดค้าปลีก ต.ค. ของญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้น ขณะที่ยังกังวลการแพร่ระบาดระลอกที่ 3 และ 4 ในเอเชีย ส่วนสถานการณ์ COVID19 ในประเทศวันนี้ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 21 ราย เป็นผู้เดินทางกลับจาก ตปท. จำนวนผู้ป่วยสะสม 3,998 ราย
💸 หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 ลำดับแรก คือ DELTA PTT STGT KBANK CPALL หุ้นที่มี impact ต่อตลาดเชิงบวก 5 ลำดับแรก คือ IVL SCGP GLOBAL TTW JR หุ้นที่มี impact ต่อตลาดเชิงลบ 5 ลำดับแรก คือ PTT AOT BDMS CPN GULF
👍🏻กลุ่มที่ปรับเพิ่มขึ้น คือ
กลุ่มบรรจุภัณฑ์ : PTL (+4.55%) TFI (+3.23%) หนุนจากความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่ยังมีแนวโน้มสูงขึ้นจากการแพร่ระบาด COVID19
กลุ่มเกษตร : GFPT (+2.94%) คาดกำไร 4Q63 โต หนุนจากกำไรพิเศษ ส่วนปีหน้ากำไรจะโตดีในช่วง 2H64
👎🏻กลุ่มที่ปรับลดลง :
กลุ่มธนาคาร : TMB (7.08%) KTB (4.46%) BAY (4.23%) SCB (4.2%) BBL (3.67%) KBANK (3.08%) ยังคงปรับลงต่อเนื่องจากแรงขายในหุ้นขนาดใหญ่
กลุ่มพลังงาน : TOP (4.52%) PTT (4.19%) PTTEP (3.73%) IRPC (3.55%) หลังราคาน้ำมันปรับลงก่อนการประชุม OPEC+ วันที่ 30 พ.ย. – 1 ธ.ค. นี้
กลุ่มขนส่ง : PSL (3.91%) RCL (2.91%) TTA (2.71%) ปรับลงตามค่าระวางเรือที่เริ่มนิ่ง
กลุ่มท่องเที่ยวโรงแรม : ERW (6.11%) CENTEL (2.8%) หลังพบผู้ป่วย COVID19 ในประเทศ
กลุ่มการแพทย์ : BDMS (4.44%) BH (1.58%) หลังจากประเด็น BDMS ขายหุ้น BH สะท้อนไปมากแล้ว
กลุ่มการเงิน : AEONTS (3.04%) หลังคาดกำไรฟื้นดีปี 64/65 จากต้นทุนการเงินมีแนวโน้มลดลง KTC (1.45%) หลังเก็งกำไรได้อานิสงส์ฤดูกาลจับจ่ายใช้สอยช่วงปลายปี หนุนงบ 4Q63 โตดี THANI (3.13%) MTC (4%) SAWAD (2.1%) ถูกขายหลังจากปรับขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้า
กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ : DELTA (2.12%) ปรับลงหลังกระแสเก็งกำไรดัชนี MSCI จะนำเข้าคำนวณในวันนี้ และมีโอกาสจะเข้าคำนวณ SET50 SET100 รอบ 1H64
📌 สรุปเดือน พ.ย. SET +17.9% SET100 +20.6% กลุ่มที่ปรับขึ้นมากสุด 3 ลำดับแรก คือ ปิโตรเคมี +37.1% ธนาคาร +28.9% อสังหาริมทรัพย์ +28.2% กลุ่มที่ติดลบมากสุด 3 ลำดับแรก คือ ของใช้ส่วนบุคคลและเวชภัณฑ์ 14.6% เกษตร 10.7% กระดาษ 2.2% ส่วนหุ้น SET100 ที่เดือนนี้ปรับขึ้นมากสุด 3 ลำดับแรก คือ AWC +63.7% MINT +48.5% ACE +48% หุ้น SET100 ที่เดือนนี้ปรับลงมากสุด 3 ลำดับแรก คือ STA 25.2% PTG 5.3% HANA 5%
SCBSResearch

📋 รับฟัง Podcast สรุปภาวะตลาดหุ้นไทย 30 พ.ย. 2563

📋 รับฟัง Podcast สรุปภาวะตลาดหุ้นไทย 20 ก.ค. 2564


📈 SET Index ปิดที่ 1,538.86 จุด (17.15 จุด/1.10%) มูลค่าการซื้อขาย 9.3 หมื่นลบ. SET ร่วงแรงต่อเนื่องอีกวัน วันนี้เป็นวันแรกที่มีการยกระดับมาตรการ lockdown เข้มข้น ท่ามกลางจำนวนผู้ติดเชื้อยังพุ่งสูง โดยจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่วันนี้อยู่ที่ 11,305 ราย ขณะที่ตลาดหุ้นภูมิภาคอยู่ในแดนลบทั้งภูมิภาค นักลงทุนหวั่นโควิดกระทบศก.ฟื้นตัว รวมทั้งราคาน้ำมันร่วงหนักหลังจากกลุ่ม OPEC+ มีมติเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน
💸 กลุ่มที่ปรับเพิ่มขึ้นแรง😄 คือ กลุ่ม ICT ส่วนกลุ่มที่ปรับลดลงแรง😭 คือ กลุ่มพลังงาน ขนส่ง ธนาคาร ปิโตรฯ อาหาร อสังหาฯ
👍🏻 หุ้นที่มี impact ต่อตลาดเชิงบวก
MEGA (+5.26%) คาดกำไร 2Q64 โต YoY และ QoQ จากสินค้าสุขภาพ
APURE (+9.73%) เปิดตลาดส่งออกลูกค้าใหม่ได้เป็นจำนวนมากทั้งในยุโรปและสหรัฐ คาดว่ากำไรปกติของบริษัทจะโตต่อเนื่องสู่จุดสูงสุดใหม่ในปี 25642565
NEX (+8.97%) ลงทุน 300 ลบ. เปลี่ยนรถร่วม บขส.เป็นบัสไฟฟ้า สายแรก กรุงเทพโคราช เริ่ม ก.ย.นี้
7UP (+4.23%) ตัดขายธุรกิจโทรคมนาคมและการสื่อสาร เหตุต้องการมุ่งเน้นสาธารณูปโภคและพลังงาน
BPP (+3.41%) ลงทุนต่อยอดธุรกิจพลังงานต่อเนื่อง อยู่ระหว่างทำโปรเจ็กต์ใหญ่ในสหรัฐ เตรียม COD 3 โครงการในญี่ป่นุและเวียดนาม รวมกว่า 60 เมกะวัตต์
👎🏻 หุ้นที่มี impact ต่อตลาดเชิงลบ
CENTEL (3.20%) MINT (4.31%) AWC (4.50%) FN (5.52%) ILM (3.52%) DOHOME (2.83%) BA (3.74%) AAV (4.48%) AOT (2.93%) กระทบมาตรการยกระดับ lockdown เริ่มวันนี้
BCP (5.42%) IRPC (3.83%) TOP (3.61%) ESSO (3.27%) ราคาน้ำมันลงแรงกว่า 8% วานนี้
JTS (6.87%) ตลท.ให้ JTS ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขายcash balance 20 ก.ค. – 9 ส.ค.
THG (5.47%) หลังข่าวสธ.เซ็นซื้อไฟเซอร์ 20 ล้านโดสจากไบออนเทค
ILINK (8.33%) บอร์ด ILINK ให้ขายหุ้นที่ซื้อคืน 2.79% ผ่าน SET ตั้งแต่ 2 ส.ค.6421 ต.ค.66
NRF (6.50%) คาดกำไร 2Q64 ลดลง YoY จากต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้น
KISS (3.48%) คาดกำไร 2Q64 ลดลง QoQ กิจกรรมการตลาดชะลอตัวลงและความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำ

SCBSResearch

📋 รับฟัง Podcast สรุปภาวะตลาดหุ้นไทย 20 ก.ค. 2564

หุ้นไทยวันนี้ I TNN ชั่วโมงทำเงิน I 02-11-64


หุ้นไทยวันนี้กับคุณกิจพณ ไพรไพศาลกิจ / ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
TNNช่อง16 หุ้น หุ้นสหรัฐ หุ้นยุโรปหุ้นเอเชีย หุ้นไทย หุ้นจีน อังกฤษ ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ปัจจัยพื้นฐาน น้ำมันดิบ หุ้นพลังงาน หุ้นเทคโนโลยี
ช่องทางติดตามสถานีข่าว TNN ช่อง16
https://www.tnnthailand.com
https://tv.trueid.net/live/tnn16
https://www.youtube.com/c/tnn16
https://www.facebook.com/TNNthailand/
https://www.facebook.com/TNN16LIVE/
https://twitter.com/tnnthailand
https://www.instagram.com/tnn_online/
https://www.tiktok.com/@tnnonline
Line @TNNONLINE หรือคลิก https://lin.ee/4fP2tltIo
ทันโลก ทันเศรษฐกิจ ทันทุกความจริง กับ TNNช่อง16 สถานีข่าวที่ถือหลักการของการนำเสนอข่าวตรงประเด็น รวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นกลาง โดยทีมข่าวมืออาชีพ

หุ้นไทยวันนี้ I TNN ชั่วโมงทำเงิน I 02-11-64

สรุปภาวะหุ้นไทยวันนี้ลบ 5.91 จุด รอความชัดเจนการเลือกตั้ง


ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยขยับลดลง 5.91 จุด ดัชนีปิดที่ 1,560.03 จุด มูลค่าการซื้อขาย 39,800.93 ล้านบาท

✮สมัครรับข้อมูลฟรี! Subscribe ► https://www.youtube.com/tnamcot
✮ชมทุกตอน \”ชัวร์ก่อนแชร์\” ►https://goo.gl/zmgfeG
✮ข่าวดังข้ามเวลา ► https://goo.gl/rKcCQq
✮สกู๊ปพิเศษ ► https://goo.gl/Yw0ZIw
✮เห็นแล้วอึ้ง ► https://goo.gl/zFvXUA
✮เกษตรทำเงิน ► https://goo.gl/zF5aWu
✮เกษตรสร้างชาติ ► https://goo.gl/iSr814
✮ภาพมุมมองใหม่ | ท่องเที่ยววิถีไทยเก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง ► https://goo.gl/Z9DVHZ

ติดตาม สำนักข่าวไทย อสมท (ช่อง 9MCOT HD หมายเลข 30 | Thai News Agency MCOT
► เว็บ http://www.tnamcot.com
► เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/tnamcot
► แอดไลน์ (LINE) @TNAMCOT หรือคลิก http://line.me/ti/p/%40tnamcot
► ทวิตเตอร์ https://www.twitter.com/tnamcot
► อินสตาแกรม https://instagram.com/tnamcot
► ยูทูบ https://www.youtube.com/tnamcot
► ชมข่าวย้อนหลัง https://www.youtube.com/tnamcot

สรุปภาวะหุ้นไทยวันนี้ลบ 5.91 จุด รอความชัดเจนการเลือกตั้ง

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่General news

ขอบคุณที่รับชมกระทู้ครับ สภาวะ หุ้น วัน นี้

Leave a Comment