[NEW] | เศรษฐกิจอินเดีย – POLLICELEE

เศรษฐกิจอินเดีย: คุณกำลังดูกระทู้

ภาคเกษตรกรรมและการผลิตสินค้าอาหารของอินเดีย

ความสามารถในการผลิตสินค้าเกษตรกรรมของอินเดีย

อินเดียเป็นประเทศที่มีภาคเกษตรกรรมขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง โดยใช้พื้นที่มากกว่า ร้อยละ 52 ของประเทศในการเกษตร นับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยการใช้พื้นที่เพื่อการเกษตรของทั้งโลกซึ่งอยู่ที่ประมาณร้อยละ 11 เนื่องจากอินเดียมีความได้เปรียบด้านความหลากหลายของสภาพอากาศและสภาพภูมิศาสตร์ จึงทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงตามไปด้วยทั้งในด้านการเพาะปลูกพืชต่างๆ การปศุสัตว์ และการประมง โดยนับตั้งแต่ยุค Green Revolution ของอินเดียในช่วงปี 2503-2513 ความสามารถในการผลิตสินค้าเกษตรกรรมของอินเดียได้เพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับที่สามารถตอบสนองความต้องการภายในประเทศได้อย่างเพียงพอ ถึงแม้ว่าในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาภาคเกษตรกรรมของอินเดียจะประสบปัญหาการเสื่อมสภาพของทรัพยากรและขาดการสนับสนุนจากภาครัฐจนทำให้เกิดการชะลอตัวลงโดยมีอัตราการขยายตัวเพียงร้อยละ 0.4 ในปีเพาะปลูกที่ 2552-2553 และร้อยละ 5.4 ในปีเพาะปลูกที่ 2553-2554 แต่ก็ยังคงมีผลผลิตมากพอในระดับ ที่สามารถเลี้ยงตนเองได้

ตารางแสดงผลผลิตทางการเกษตร 10 อันดับแรกของอินเดีย (เรียงตามมูลค่า)

 ที่       สินค้า           อันดับโลก          ผลผลิต(ปีเพาะปลูกที่ 2551-2552)
                                    มูลค่า (ล้าน USD)    ปริมาณ (ล้านตัน)
 1    นมกระบือ             1              30.4              60.9
 2    ข้าว                 2              30.2             148.7
 3    นมวัว                2              11.7              44.1
 4    ข้าวสาลี              2              11.7              78.6
 5    อ้อย                 2               6.7             348.2
 6    ผักสด                2               5.9              31.4
 7    ฝ้าย                 2               5.6              3.78
 8    มันฝรั่ง               3               4.6              34.7
 9    พริกและพริกไทย        1               3.7               1.3
 10   กล้วย                1               3.7              26.2

ภาคเกษตรกรรมของอินเดียมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 24 ของผลผลิตมวลรวมของประเทศ (GDP) และใช้แรงงานในการผลิตมากกว่าร้อยละ 58 ของแรงงานทั้งประเทศ จากข้อมูลสถิติ อินเดียเป็นผู้ผลิตสินค้าผักและผลไม้รายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก นอกจากนี้ ยังสามารถผลิตนมได้มากเป็นอันดับ 2 ผลิตไข่ไก่ได้มากเป็นอันดับที่ 5 และมีการจับปลามากเป็นอันดับที่ 6 หรือเป็นปริมาณมากกว่า 5 ล้านตันต่อปี

การผลิตในภาคเกษตรกรรมที่สำคัญของอินเดีย

1. ธัญพืชและพืชน้ำมัน1. ธัญพืชและพืชน้ำมัน อาทิ ข้าว ข้าวสาลี พืชตระกูลถั่ว ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น การขยายตัวของผลผลิตสินค้ากลุ่มนี้ในระยะหลังค่อนข้างต่ำเนื่องจากข้อจำกัดในการขยายพื้นที่เพาะปลูก อย่างไรก็ตาม พืชกลุ่มนี้มีความสำคัญมากเนื่องจากเป็นอาหารหลักของคนทั้งประเทศ รัฐบาลอินเดียจึงต้องให้การสนับสนุนด้านต่างๆ เพื่อรักษาระดับผลผลิตไว้ให้เพียงพอ ในปีเพาะปลูกที่ 2553-2554 อินเดียสามารถผลิตสินค้าในกลุ่มนี้ได้ในปริมาณ 553 ล้านตัน

2. อ้อย เป็นพืชที่มีอัตราผลผลิตแกว่งตัวอยู่ตลอดเวลาตามความต้องการของตลาดและราคาผลผลิต ในปีเพาะปลูกที่ 2553-2554 อินเดียสามารถผลิตสินค้าในกลุ่มนี้ได้ในปริมาณ 3,405 ล้านตัน

3. ฝ้าย มีอัตราการขยายตัวของผลผลิตสูงมากจากการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้จนสามารถเพิ่มผลผลิตได้ถึงร้อยละ 13.58 ทำให้อินเดียสามารถเป็นผู้ส่งออกชั้นนำของโลกในสินค้านี้ ในปีเพาะปลูกที่ 2553-2554 อินเดียสามารถผลิตสินค้าในกลุ่มนี้ได้ในปริมาณ 339 ล้านตัน

4. ชาและกาแฟ เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของอินเดียโดยเฉพาะในด้านการส่งออก ในปี 2553 อินเดียส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้คิดเป็นมูลค่า 2,006 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

5. ผักและผลไม้ ซึ่งมีความต้องการสูงขึ้นในตลาดอินเดียเนื่องจากผู้บริโภคมีรายได้สูงขึ้นโดยเฉลี่ย ความสามารถในการผลิตผักของอินเดียมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นมากกว่าความสามารถในการผลิตผลไม้เนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีด้านเมล็ดพันธุ์มาใช้มากกว่า อินเดียสามารถผลิตสินค้าในกลุ่มนี้ได้ในปริมาณมากกว่า 130 ล้านตันในแต่ละปี

6. ปศุสัตว์ อินเดียมีประชากรวัวคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16 ของประชากรวัวรวมทั้งโลก และมีจำนวนประชากรกระบือ แพะ และแกะ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 57 ร้อยละ 17 และร้อยละ 5 ของโลกตามลำดับ การเลี้ยงสัตว์ในอินเดียมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของอินเดียเป็นอย่างมาก ทั้งเพื่อเป็นอาหารสำหรับการบริโภคโดยตรง และเพื่อการผลิตสินค้าอื่นๆ ที่เป็นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น ไข่ นม ขนสัตว์ และหนังสัตว์ รวมทั้งเพื่อ เป็นการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น การนำมูลสัตว์มาผลิตเป็นปุ๋ยและเชื้อเพลิง เป็นต้น

จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น อินเดียน่าจะเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเป็นผู้นำในด้านสินค้าเกษตรกรรมและสินค้าอาหารในตลาดโลกได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่ในข้อเท็จจริงแล้วปรากฏว่า ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาอินเดียไม่เคยติดอันดับผู้ส่งออกสินค้าเกษตรกรรมและสินค้าอาหารชั้นนำของโลกเลย นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าอินเดียจะมีความสามารถในการผลิตสินค้าเกษตรกรรมขั้นต้นได้เป็นจำนวนมากดังกล่าว แต่ปรากฏว่า มีผลผลิตปริมาณน้อยมากเพียงประมาณร้อยละ 2 เท่านั้นที่เข้าสู่กระบวนการจัดเก็บและแปรรูปตามมาตรฐานสากล โดยสัดส่วนการแปรรูปสินค้าเกษตรดังกล่าวในประเทศอื่นๆ อาทิ สหรัฐอเมริกาอยู่ที่ร้อยละ 80 ประเทศฝรั่งเศส ร้อยละ 70 ประเทศมาเลเซีย ร้อยละ 80 และสำหรับประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 30

การบริหารจัดการสินค้าเกษตรกรรมของอินเดีย

ปัญหาที่สำคัญที่สุดในภาคเกษตรกรรมของอินเดีย คือ อัตราการสูญเสียผลผลิตทางการเกษตร ที่สูงถึงร้อยละ 40 ของผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ทั้งหมด โดยสาเหตุหลักของการสูญเสียดังกล่าวนั้น ร้อยละ 80 เกิดขึ้นที่กระบวนการหลังการผลิต (Post Harvesting) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างขั้นตอนการขนส่งสินค้า ที่ผ่านมารัฐบาลอินเดียมุ่งเน้นให้ความสนใจเพิ่มกำลังการผลิตของเกษตรกรเพียงด้านเดียวโดยละเลยการพัฒนาโครงสร้างด้านอื่นที่เกี่ยวข้องจนทำให้ระบบต่างๆ ขาดประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น ระบบการขนส่งในอินเดียที่มีปัญหา ทั้งในด้านของเครือข่ายการขนส่ง สภาพภูมิประเทศ สภาพถนน และยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่ง ซึ่งนอกจากจะขาดมาตรฐานสุขอนามัยที่ดีแล้ว ผู้ปฏิบัติงานส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้และขาดทักษะในการดูแลรักษาสินค้าที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าเกษตรกรรมที่สามารถเน่าเสียได้ง่าย ผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ส่วนใหญ่ในอินเดียมักจะหลีกเลี่ยงการขนส่งสินค้าชนิดนี้เนื่องจากต้องมีค่าใช้จ่ายสูงมาก และมีขั้นตอนการดำเนินการที่ซับซ้อน จึงทำให้สินค้าเกษตรกรรมส่วนใหญ่ในประเทศอินเดียถูกขนส่งและกระจายต่อไปยังผู้บริโภคโดยผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่มีมาตรฐานในการดำเนินการใดๆ

การมีระบบการจัดเก็บสินค้าโดยการควบคุมอุณหภูมิเพื่อป้องกันการเน่าเสีย (Cold Storage) ที่ได้มาตรฐานเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สามารถลดอัตราการสูญเสียผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างมาก และเป็นที่ปรากฏอย่างชัดเจนว่า อินเดียยังขาดแคลนการจัดการในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก ประมาณการว่าจากผลผลิตผักและผลไม้มากกว่า 130 ล้านตันในแต่ละปี อินเดียมีระบบ Cold Storage ที่จะสามารถนำมาใช้จัดเก็บสินค้าดังกล่าวได้เพียงร้อยละ 10 ของผลผลิตทั้งหมด ทั้งนี้ การพัฒนาในด้านดังกล่าวต้องการความสามารถขั้นสูงในด้านเทคโนโลยีและการบริหารจัดการ และต้องการเงินทุนอีกเป็นจำนวนมากเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการและการบำรุงรักษาระบบให้มีประสิทธิภาพ

ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งในกระบวนการหลังการผลิตสินค้าเกษตรในประเทศอินเดีย คือ เรื่องบรรจุภัณฑ์ (Packaging) บรรจุภัณฑ์ที่ดีจะช่วยยืดอายุสินค้าเกษตรกรรมให้ยาวนานและลดความสูญเสียระหว่างการขนส่งได้อย่างมาก รวมทั้งสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านระบบการจัดเก็บสินค้าแบบ Cold Storage ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม อินเดียยังคงไม่มีการพัฒนาในด้านนี้มากนักและมีต้นทุนในการดำเนินการสูงมาก การลงทุนทำ บรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานสำหรับสินค้าเกษตรในอินเดีย อาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึงร้อยละ 10-60 ของต้นทุนการผลิตสินค้ารวมทั้งหมด

ตลาดสินค้าเกษตรกรรมและสินค้าอาหารของอินเดีย

ผลผลิตทางการเกษตรที่เหลือนอกจากที่สูญเสียไปดังกล่าวข้างต้นแล้ว จะถูกกระจายต่อและ ใช้สำหรับการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก เนื่องจากระดับความสามารถในการผลิตของอินเดียยังไม่สามารถผลิตสินค้าเกษตรกรรมเพื่อการส่งออกที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากลได้มากนัก ทั้งในด้านคุณภาพของผลิตผล ความสะอาด และความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ปัญหาหลักในเรื่องนี้มาจากผู้ผลิตที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจด้านการทำการเกษตรสมัยใหม่ โดยภาคเกษตรกรรมของอินเดียส่วนใหญ่เป็นการผลิตแบบดั้งเดิมโดยเกษตรกร รายย่อยเป็นจำนวนมาก ยังไม่ค่อยมีการนำระบบการบริหารจัดการที่ทันสมัยเข้ามาปรับใช้ ทำให้คุณภาพของผลิตภัณฑ์ไม่คงที่ และต้องเกษตรกรเผชิญกับความเสี่ยงด้านต่างๆ เป็นจำนวนมาก อาทิ ความเสี่ยงที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติ ความเสี่ยงทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม ความเสี่ยงด้านกลไกราคาของตลาดและอุปสงค์อุปทาน ความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการกระบวนการผลิต ความเสี่ยงด้านการเมืองและนโยบายของรัฐบาล เป็นต้น จากปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ทำให้อินเดียยังคงไม่สามารถก้าวไปสู่การเป็นผู้นำด้านการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรกรรมและสินค้าอาหารของโลกได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอินเดียในปัจจุบันได้ริเริ่มความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแนวทางที่จะกระตุ้นและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ โครงการ Free Trade Warehousing Zone โครงการ Food Processing Unit Scheme และโครงการ Food Testing Laboratories and R&D Scheme เป็นต้น โดยเชื่อว่าการดึงเอาภาคเอกชนเข้ามานั้น นอกจากจะเป็นการระดมทุนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงแล้ว จะทำให้มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ และมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรที่สามารถได้รับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาดังกล่าวโดยตรง

ตารางแสดงมูลค่าการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรของอินเดีย

หน่วย: ล้านเหรียญสหรัฐฯ

                       สินค้าเกษตร                  รวมทุกสินค้า                   จำนวนร้อยละของ
 ปีเพาะปลูก        ผลผลิตรวม     การส่งออก     ผลผลิตรวม       การส่งออก        (B) : (A)   (B) : (D)
                   (A)          (B)          (C)             (D)
2552-2553      200,918.8      17,904.4  1,173,662.2      169,025.0          8.91        10.59
2551-2552      179,675.6      17,192.2  1,045,730.0      168,150.8          9.56        10.22
2550-2551       163079.8      15,807.8    908,197.4      131,172.6          9.69        12.05

จากตารางข้างต้น จะเห็นได้ว่าอินเดียมีการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมในสัดส่วนที่น้อยมาก (ต่ำกว่าร้อยละ 10) เมื่อเทียบกับผลผลิตทางการเกษตรที่อินเดียผลิตได้ทั้งหมด และมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 เท่านั้น เมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกรวมทุกสินค้าของประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาคเกษตรกรรมของอินเดียมุ่งเน้นการผลิตเพื่อใช้บริโภคภายในประเทศเป็นหลัก และการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมไม่ได้เป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศแต่อย่างใด

ความต้องการนำเข้าสินค้าเกษตรกรรมของอินเดีย

นอกจากอินเดียจะมีความสามารถในการผลิตสินค้าเกษตรกรรมที่ค่อนข้างจะเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศอยู่แล้วนั้น พฤติกรรมการบริโภคของชาวอินเดียเองที่มีความต้องการในการบริโภคอาหารที่หลากหลายและแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม ศาสนา และความเชื่อในแต่ละพื้นที่ และส่วนใหญ่นิยมปรุงอาหารรับประทานเองในครัวเรือนโดยซื้อวัตถุดิบจากตลาดสดและร้านขายของชำแบบดั้งเดิมในท้องถิ่น (Kirana Stores) ทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าเกษตรกรรมและสินค้าอาหารของอินเดียมีสัดส่วนที่ต่ำมากอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับ GDP เท่านั้น

ตารางแสดงมูลค่าการนำเข้าสินค้าเกษตรกรรมของอินเดีย

หน่วย: ล้านเหรียญสหรัฐฯ

 ปีเพาะปลูก            GDP                  มูลค่าการนำเข้า                   จำนวนร้อยละของ
                     (A)           รวมทุกสินค้า       สินค้าเกษตร        (C) : (B)       (C) : (A)
                                      (B)             (C)
2552-2553        1,173,662.2      271,293.6        11,873.4            4.38            1.01
2551-2552        1,045,730.0      274,886.8         7,347.2            2.67            0.70
2550-2551          908,197.4      202,462.4         5,981.2            2.95            0.65

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 4-5 ปี ที่ผ่านมาซึ่งอินเดียมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงมากและ มีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มมากขึ้นอีกในอนาคต ทำให้สภาพสังคมและเศรษฐกิจของอินเดียเริ่มเปลี่ยนแปลงไป อินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของโลกด้วยจำนวนประชากรมากกว่า 1,200 ล้านคน และเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับสองของโลกรองจากจีน โดยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องมาหลายปี ทั้งนี้ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียเป็นผลมาจากการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก โดยมีการคาดการณ์ว่าภายใน 5 ปีนี้ ถ้าวัดจาก GDP อินเดียจะเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก

ในปีงบประมาณอินเดีย 2553-2554 (1 เมษายน 2553-31 มีนาคม 2554) ขนาดเศรษฐกิจของอินเดียอยู่ที่ 1,460,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 19.1 รายได้เฉลี่ยของผู้บริโภคอินเดีย (Per Capita Income) อยู่ที่ 1,097 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปี เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.9 จากในปีงบประมาณก่อนหน้า ทั้งนี้ ผู้บริโภคอินเดียจำนวนมากกว่า 40 ล้านคนมีรายได้ต่อเดือนสูงกว่าเดือนละ 1,495 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 45,000 บาท) และคาดว่าจำนวนผู้บริโภคดังกล่าวจะเพิ่มจำนวนเป็น 140 ล้านคนในปีงบประมาณ 2554-2555 นี้

ในด้านการเลือกใช้จ่ายเงินของผู้บริโภคอินเดียพบว่าผู้บริโภคในพื้นที่ชนบทจะใช้จ่ายเงินส่วนใหญ่สำหรับสินค้าอาหาร โดยยิ่งค่าเฉลี่ยของรายจ่ายต่อเดือนยิ่งต่ำ สัดส่วนของการใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าอาหารจะ ยิ่งสูงขึ้น จากการสำรวจพบว่าผู้บริโภคในพื้นที่ชนบทจะใช้จ่ายเงินเพื่อซื้ออาหารเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 57 ในขณะที่ผู้บริโภคในเขตเมืองจะใช้จ่ายเงินเพื่อซื้ออาหารในสัดส่วนที่ต่ำกว่าคือ ร้อยละ 44.4

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อความต้องการนำเข้าสินค้าต่างๆ ของอินเดีย เนื่องจากภาคการผลิตของอินเดียเองมีความสามารถในการผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น ไม่เฉพาะในด้านปริมาณแต่ในด้านคุณภาพเป็นประเด็นสำคัญด้วย

ตารางแสดงอัตราการขยายตัวของการนำเข้าสินค้าเกษตรกรรมของอินเดีย

หน่วย: ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    สินค้า                  มูลค่าการนำเข้า            อัตราการขยายตัว         (ร้อยละ)
                     ปี 2553     ปี 2552 ปี      2551 ปี    2553/2552    ปี 2552/2551
เกษตรกรรม          12,468.0     10,693.6     7,322.3        16.59          46.04
อื่นๆ               338,315.0    246,964.4   314,087.8        36.98         -21.37
รวมทั้งหมด          350,783.0    257,658.0   321,410.1        36.14         -19.83

จากตารางดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า อินเดียมีการนำเข้าสินค้าเกษตรกรรมและสินค้าอาหารเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าในกลุ่มนี้ที่มีการนำเข้าสูงสุด คือ น้ำมันจากสัตว์และพืช ผักและผลไม้สด ถั่วต่างๆ น้ำตาล ชาและกาแฟ เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์นม ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นสินค้าที่อินเดียเองสามารถผลิตได้อยู่แล้ว แต่ยังคงมีปริมาณและคุณภาพไม่เพียงพอที่จะตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้นได้จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าดังกล่าวเพิ่มเติม

การนำเข้าสินค้าอาหารจากประเทศไทยของอินเดีย

จากสถิติในปี 2553 อินเดียนำเข้าสินค้าเกษตรกรรมและสินค้าอาหารคิดเป็นมูลค่า 12,468 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีแหล่งนำเข้าจากประเทศอินโดนีเซีย อาร์เจนตินา บราซิล มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา มากที่สุดตามลำดับ สำหรับประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 12 คิดเป็นมูลค่า 202 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 1.09 ของการนำเข้าสินค้าในกลุ่มนี้ของอินเดีย ทั้งนี้ นอกจากสินค้าหลักในกลุ่มนี้ 2 รายการที่อินเดียมีความต้องการนำเข้าสูงสุด คือ น้ำมันจากสัตว์และพืช และน้ำตาลแล้ว สินค้าเกษตรกรรมและสินค้าอาหารของไทยที่มีแนวโน้มจะสามารถขยายตัวในตลาดอินเดียเพิ่มขึ้น ได้แก่ ผักผลไม้สด/แห้ง/แปรรูป ซอสและเครื่องปรุงรส ธัญพืชอบแห้งและแปรรูป และเครื่องดื่มชนิดต่างๆ

จุดแข็งสำหรับสินค้าในกลุ่มนี้ของประเทศไทยอยู่ที่ความสามารถในการบริหารจัดการและแปรรูปผลผลิตได้หลากหลายและมีคุณภาพดีกว่าที่ผู้ผลิตในประเทศอินเดียเองจะสามารถผลิตได้ อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคสินค้าในกลุ่มนี้เป็นตลาดที่มีปริมาณค่อนข้างจำกัด เนื่องจากสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศจะมีราคาค่อนข้าง สูงมากเมื่อเทียบกับสินค้าที่ผลิตได้ภายในประเทศ ทั้งนี้ จากข้อมูลทั้งหมดดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า อินเดียเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรกรรมสูงมาก แต่ในขณะเดียวกันยังขาดความสามารถในด้านการบริหารจัดการผลิตผลทางการเกษตร รวมทั้งการแปรรูปผลิตผลเหล่านั้นให้เป็นสินค้าอาหารที่มีคุณภาพ ดังนั้น อีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการไทยที่น่าจะนำมาพิจารณา คือ การนำเอาจุดแข็งในด้านการบริหารจัดการและการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรไปลงทุนในอุตสาหกรรมดังกล่าวในประเทศอินเดียเอง และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศอินเดียเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคทั่วไปซึ่งเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีแนวโน้มที่จะสามารถขยายตัวได้อีกมากในอนาคต

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ

พฤษภาคม 2555

[NEW] อินเดียกำลังมุ่งหน้าไปสู่ “New India” ภายใน ค.ศ. 2022 | เศรษฐกิจอินเดีย – POLLICELEE

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2560 นายนเรนทรา โมดี เคยประกาศในคำปราศรัยโอกาสวันครบรอบเอกราช (Independence Day) ว่าจะสร้างอินเดียใหม่ หรือ New India ภายใน ค.ศ. 2022 ซึ่งเป็นปีที่อินเดียจะครบรอบ 75 ปีแห่งการประกาศเอกราช

เวลาผ่านไป 1 ปี รัฐบาลได้มอบหมายให้สถาบัน National Institution for Transforming India – NITI Aayog (เทียบได้กับ สศช. ของไทย) เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ตามวิสัยทัศน์ ดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2561 สถาบัน NITI Aayog ได้เผยแพร่รายละเอียด Strategy for New India@75 ซึ่งศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทย – อินเดีย ขอนำมาสรุปและวิเคราะห์ให้ทุกท่านได้รับทราบพัฒนาการที่น่าจับตามองของอินเดียในครั้งนี้ ดังนี้

แนวคิดและเป้าหมายที่สำคัญของ Strategy for New India @ 75

– ทำให้อินเดียกลายเป็น “อินเดียใหม่” ภายในปี ค.ศ. 2022 และส่งเสริมให้อินเดียมีขนาดเศรษฐกิจ 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี ค.ศ. 2030 (อินเดียมีขนาดเศรษฐกิจ 2.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี ค.ศ. 2018)

– เน้นการพัฒนาแบบองค์รวม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนพร้อมกับส่งเสริมความเจริญทางเศรษฐกิจ และเน้นใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการพัฒนา

– เน้นการมีส่วนร่วมของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการวางแผนยุทธศาสตร์ โดย NITI Aayog ได้ประชุมร่วมกับผู้แทนกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญในสังคม 7 กลุ่มคือ นักวิทยาศาสตร์และผู้คิดค้นนวัตกรรม เกษตรกร องค์กรภาคประชาสังคม think tanks ผู้แทนภาคแรงงาน ผู้แทนสหภาพการค้า และผู้แทนภาคอุตสาหกรรม และได้หารือร่วมกับทั้งหน่วยงานในรัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่น  

สาระสำคัญของ Strategy for New India @ 75

ด้วยรายละเอียดกว่า 290 หน้า Strategy for New India @ 75 ได้กำหนดสาขาที่อินเดียต้องได้รับการพัฒนาไว้ 41 สาขา แบ่งเป็น 4 กลุ่มคือ
(1) ปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (drivers)
(2) โครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure)
(3) การพัฒนาแบบองค์รวม (inclusion) และ
(4) ธรรมาภิบาล (governance)

โดยสามารถแจกแจงสาขาการพัฒนาและยกตัวอย่างโครงการที่น่าสนใจได้ ดังนี้

(1) กลุ่มปัจจัยที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ประกอบด้วยสาขาการพัฒนา 11 สาขา คือ (1) การกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ (2) การจ้างงานและปฏิรูประบบแรงงาน (3) การพัฒนาความสามารถทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (4) การพัฒนาอุตสาหกรรม (5-7) การเพิ่มรายได้เกษตรกรด้วยเทคโนโลยี/ ปรับปรุงนโยบายด้านการเกษตร/ สร้างโครงสร้างพื้นฐานและ value chain รองรับสินค้าเกษตร (8-9) การผนวกรวมประชาชนให้เข้ามาร่วมได้รับประโยชน์จากบริการทางการเงิน (financial inclusion) และที่อยู่อาศัย (housing for all) (10) การส่งเสริมธุรกิจด้านการท่องเที่ยว และ (11) การส่งเสริมการทำเหมืองแร่

แผนงานที่น่าสนใจ อาทิ (1) รักษาให้ GDP เติบโตร้อยละ 8 ในระหว่างปี ค.ศ. 2018-2023 และเพิ่มมูลค่าการลงทุนให้มีสัดส่วนร้อยละ 36 ของ GDP (จากเดิมคือร้อยละ 29 ในปี ค.ศ. 2018) (2) เปลี่ยนเกษตรกรให้กลายเป็นผู้ประกอบการ ด้วยการปรับปรุงเทคนิคการทำการเกษตร และขยายตลาดทั้งการค้าออนไลน์และการส่งเสริมการส่งออก (3) การสร้างงานให้มากที่สุดผ่านการปรับปรุงกฎหมายและการพัฒนาฝีมือแรงงาน และ (4) การประกาศนโยบาย “Explore in India” ส่งเสริมการทำเหมืองแร่ด้วยการปรับปรุงกฎหมายให้ง่ายเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งจะช่วยสร้างงานจำนวนมาก (ปัจจุบันมีการทำเหมืองแร่เพียงร้อยละ 1.5 ของทรัพยากรที่มีทั้งหมด) เป็นต้น

(2) กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทุกด้านที่ช่วยส่งเสริมการทำธุรกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ประกอบด้วยสาขาการพัฒนา 11 สาขา คือ (1) พลังงาน (2) ถนน (3) การรถไฟ (4) การบิน (5) การเดินเรือ/ ท่าเรือ (6) โลจิกติกส์ (7) ความเชื่อมโยงทางดิจิตอล (8) โครงการ Smart City เพื่อพัฒนาไปสู่ชุมชนเมือง (9) ความสะอาด (10) ทรัพยากรน้ำ และ (11) การสร้างสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืน

 แผนงานที่น่าสนใจ อาทิ (1) เร่งจัดตั้งหน่วยงาน Rail Development Authority ที่จะช่วยพัฒนากลไกการยกระดับมาตรฐานการขนส่งทางราง (2) เพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางน้ำทั้งทางทะเลและการขนส่งทางน้ำภายในประเทศเด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง และ (3) ส่งเสริมเครือข่ายอินเทอร์เนต Bharat Net ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ภายในปี ค.ศ. 2022 เพื่อให้ภาครัฐทุกหน่วยงานสามารถให้บริการแบบดิจิตัลได้เท่าเทียมกันแม้ในพื้นที่ห่างไกล เป็นต้น

(3) กลุ่มการพัฒนาแบบองค์รวม เน้นแก้ปัญหาที่บั่นทอนการพัฒนาศักยภาพประชาชนโดยแบ่งเป็น 12 สาขาภายใต้ 3 ประเด็นหลักคือ (1.1) การศึกษา – (1) เน้นพัฒนาการศึกษาในโรงเรียน (2) การศึกษาขั้นสูง (3) การฝึกอบรมครู (4) การพัฒนาทักษะการทำงาน (1.2) สุขภาพ – (5) เน้นพัฒนาการจัดการสาธารณสุข (6) การให้บริการทางสุขภาพขั้นพื้นฐาน (7) ทรัพยากรบุคคลในการให้บริการด้านสุขภาพ (8) การประกันสุขภาพถ้วนหน้า (9) การโภชนาการ และ (1.3) การช่วยเหลือผู้ถูกแบ่งชนชั้นสังคม โดยให้ความสำคัญกับ (10) การสร้างความเท่าเทียมทางเพศ (11) การสร้างศักดิ์ศรีให้กลุ่มคนสูงอายุ/ คนพิการ/ คนข้ามเพศ และ (12) สร้างศักยภาพให้กลุ่มคนวรรณะชั้นต่ำ/ ชนเผ่า/ ชนกลุ่มน้อย

แผนงานที่น่าสนใจ อาทิ (1) การยกระดับคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาฝีมือแรงงานด้วยการส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมผ่านการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ Atal Tinkering Laboratories ในโรงเรียนต่าง ๆ 10,000 แห่งทั่วประเทศภายในปี ค.ศ. 2020 (2) การสร้างศูนย์ประสานงานเพื่อการสาธารณสุขในพื้นที่ห่างไกลให้ครอบคลุม และความสำเร็จของอินเดียในการประกาศ นโยบายประกันสุขภาพ ปชช. ของ นรม. – Pradhan Mantri Jan Arogya Abhiyaan หรือเป็นที่รู้จักในนาม Modicare (อ่านรายละเอียดได้ที่ https://www.thaiindia.net/information/in-focus/item/3435-modicare.html) และ (3) การให้ความสำคัญกับคนชายขอบด้วยการให้การศึกษา ปรับเปลี่ยนกฎระเบียบให้คนชายขอบได้รับการยอมรับและมีส่วนร่วม และส่งเสริมความตระหนักรู้ในสังคม เป็นต้น

(4) กลุ่มธรรมาภิบาล ประกอบด้วยการพัฒนา 7 สาขาหลักคือ (1) การรักษาสมดุลการพัฒนาในระดับภูมิภาค (2) การพัฒนาภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย (3) การปฏิรูปกฎหมายและการพิพากษาคดี (4) การปฏิรูประบบราชการ (5) การยกระดับการบริหารงานในชุมชนเมือง (6) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน และ (7) การกำหนดนโยบายและการบริหารราชการบนพื้นฐานของข้อมูลจริง

 แผนงานที่น่าสนใจ อาทิ (1) การเชื่อมโยงฐานข้อมูลจากพื้นที่ห่างไกลเพื่อให้ผู้มีอำนาจในระดับนโยบายสามารถอนุมัติงบประมาณแก้ปัญหาได้ตามข้อเท็จจริงที่มีฐานข้อมูลรองรับ (2) เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น (3) เร่งกระบวนการการพิจารณาทางกฎหมายโดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจที่จะส่งผลกระทบต่อ Ease of Doing Business เป็นต้น 

ความเป็นไปได้ที่จะเห็นอินเดียใหม่ภายในปี ค.ศ. 2022 (พ.ศ. 2565)

ยุทธศาสตร์อินเดียใหม่นี้ได้ตั้งเป้าหมายการพัฒนาอย่างครอบคลุมและชัดเจน เน้นสานต่อนโยบายเดิมโดยระบุข้อบกพร่องและเสนอแนวทางแก้ไข และรัฐบาลได้ดำเนินงานตามทิศทางที่ระบุในยุทธศาสตร์จริง โดยเฉพาะด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเกษตร และการปฏิรูประบบธรรมาภิบาลที่ช่วยส่งเสริมการทำธุรกิจ

หากพรรค Bharatiya Janata Party (BJP) ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้รับเลือกตั้งกลับมา (อินเดียจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปประมาณช่วงเมษายน 2562) และมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ก็คาดการณ์ได้ว่าอินเดียจะสามารถพัฒนาและเข้าใกล้ความเป็น New India ได้จริงตามกรอบเวลาที่กำหนด หรือมีการพัฒนาคืบหน้าอย่างชัดเจนภายในกรอบเวลาดังกล่าว

อินเดียใหม่ ส่งผลดีผลร้ายอย่างไรต่อประเทศไทย

(1) ไทยต้องเตรียมการรับมือด้านการเกษตร — อินเดียตั้งเป้าหมายที่จะเติบโตขึ้นเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญของโลก ซึ่งไทยควรศึกษา ติดตาม และเตรียมการรับมือ (อ่านเรื่องราวด้านการเกษตรของอินเดียเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiindia.net/information/in-focus/item/3509-agriculture-export-policy_india.html)

(2) ไทยมีโอกาสในการมาลงทุนบริการด้านการท่องเที่ยวและการสาธารณสุข — อินเดียยังคงขาดความเชี่ยวชาญในภาคบริการทั้งสองดังดล่าว ฉะนั้น การมีนโยบายมุ่งพัฒนาการให้บริการด้านการท่องเที่ยวและการสาธารณสุขของอินเดียอาจเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดีสำหรับผู้ประกอบการไทยได้ ทั้งนี้ ปัจจุบัน IHH Healthcare Berhad ซึ่งเป็นธุรกิจด้านสุขภาพของมาเลเซีย ได้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่มีอำนาจควบคุม (Controlling Shareholders) ใน Fortis Healthcare Limited ซึ่งเป็นธุรกิจโรงพยาบาลรายใหญ่ของอินเดียแล้ว นอกจากนั้น ฝ่ายอินเดียยังเคยเสนอให้ธุรกิจโรงแรมไทยเข้ามาพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวของอินเดียในหลายโอกาสอีกด้วย

(3) การพัฒนาภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (North Eastern Region – NER) ของอินเดีย หรือ อีสานอินเดีย — อาจเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย อินเดียกำหนดให้ส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอีสานอินเดีย (ประกอบด้วย 8 รัฐ โดยรัฐมณีปุระมีเขตแดนติดกับประเทศเมียนมาและเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางถนนสามฝ่ายไทย – อินเดีย – เมียนมา) และตั้งเป้าหมายจะเปิดเส้นทางการบินจากเมืองกูวาฮาติ รัฐอัสสัม ไปยังประเทศในภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ประเมินว่า ในระยะยาวเมื่อโครงสร้างพื้นฐานภายในภูมิภาคดังกล่าวได้รับการพัฒนา อีสานอินเดียจะกลายเป็นตลาดการค้าชายแดนและพื้นที่ทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ ธุรกิจการบินของไทยจึงอาจพิจารณาติดตามและประเมินศักยภาพเส้นทางการบินดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้น ยังอาจพิจารณาประโยชน์ในด้านการค้าชายแดนผ่านถนนสามฝ่าย ไทย-อินเดีย-เมียนมา และโครงการความเชื่อมโยงอื่น ๆ เช่น Kaladan Multi-Modal Transit Transport Project การส่งเสริมความเชื่อมโยงในกรอบความร่วมมือ BIMSTEC และความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับอินเดียโดยเฉพาะในด้านความเชื่อมโยง

(4) อินเดียจะเป็นประเทศที่เหมาะสมต่อการลงทุนมากขึ้น — หากดำเนินตามยุทธศาสตร์ New India ได้อย่างต่อเนื่องและจริงจัง อินเดียก็จะกลายเป็นประเทศที่มีตลาดขนาดใหญ่ และมีกำลังบริโภคของชนชั้นกลาง ชุมชนเมือง และประชาชนที่มีอายุเฉลี่ยต่ำมาก เพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาล มีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการทำธุรกิจ มีแรงงานฝีมือราคาต่ำ มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ดีในราคาประหยัด และมีกระบวนการทางกฎหมายที่ช่วยให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปตามสัญญาและคาดเดาได้ ซึ่งจะช่วยให้อินเดียมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น

(5) ไทย อินเดีย และ APEC  — Strategy for New India@75 มีเป้าหมายในการบรรลุภายในปี ค.ศ. 2022 หรือ 2565 ซึ่งเป็นปีที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม APEC 2022 Thailand ตลอดปีด้วย ซึ่งหากทั้งสองฝ่ายสามารถประสานงานและสานต่อเจตนารมณ์ของอินเดียที่จะเข้าเป็นสมาชิกเอเปคให้สำเร็จในปีดังกล่าว  ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ความภูมิใจในชาติของอินเดียจะถึงจุดสูงสุดวาระหนึ่ง โดยมีไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในภาพนั้นด้วย ก็จะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

อินเดียกำลังเดินหน้าไปสู่ความเป็นอินเดียใหม่อย่างเป็นรูปธรรม คนไทยจึงควรมองอินเดียใหม่ และเห็นศักยภาพและโอกาสที่แท้จริงในประเทศแห่งอนาคตนี้ ก่อนที่จะถูกธุรกิจชาติอื่น ๆ แซงไปจนไทยตามไม่ทัน

ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดยุทธศาสตร์อินเดียใหม่ฉบับเต็มได้ที่ https://www.niti.gov.in/writereaddata/files/Strategy_for_New_India.pdf

 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี
25 มกราคม 2561 


ทำไมอินเดียถึงน่าลงทุน


ด้วยความสำเร็จของการปฏิรูปเศรษฐกิจ รวมถึงประชากรที่มีมากเป็นอันดับ 2 ของโลก ดังนั้นถ้าเศรษฐกิจดี คนมีเงิน พลังบริโภคจะมากมายขนาดไหน มาดูกัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ธนาคารกรุงเทพ กองทุนบัวหลวง โทร 0 2674 6488 กด 8 หรือที่ www.bblam.co.th
bblam bualuangfund bfif bualuangfundinvestmentforum กองทุนบัวหลวง india bbharata bindiamrmf

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูเพิ่มเติม

ทำไมอินเดียถึงน่าลงทุน

Fund Highlight EP:01 จับตาเศรษฐกิจอินเดียหนุนกองทุน KT-India


Fund Highlight EP:01
📍จับตาเศรษฐกิจอินเดียหนุนกองทุน KTIndia📍
👉คลิกดูเลยกับหัวข้อกองทุน KTIndia👈
🔹 กองทุนแนะนำประจำสัปดาห์
🔹ความน่าสนใจในตลาดอินเดีย
🔹นโยบายการลงทุนของ กองทุน KTIndia
🔹ผลการดำเนินงาน ของ กองทุน KTIndia
🔹กองทุน KTIndia เหมาะกับใคร
กับ คุณดารบุษป์ ปภาพจน์
รองกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด2
ในรายการ FUNDHIGHLIGHT
ทางช่อง KTAM TV ONLINE
…………………………………………………………………………..
📌ดูคลิปกองทุนอื่นๆ ได้ที่
https://www.youtube.com/user/ktamsmarttrade2012
…………………………………………………………………………..
📌Official Website บลจ.กรุงไทย
https://ktam.co.th/th/Default.aspx
…………………………………………………………………………..
📌ไม่พลาดทุกข่าวสารสำคัญเรื่อง กองทุน
ด้วยการกด SeeFirst กันด้วยนะครับ
…………………………………………………………………………..
📌Follow ME บลจ.กรุงไทย
Facebook : https://www.facebook.com/KTAMSmartTrade/
Youtube:https://www.youtube.com/user/ktamsmarttrade2012/
Tweeter : https://twitter.com/KTAMSmartTrade
IG : https://www.instagram.com/ktamsmarttrade/
…………………………………………………………………………..
ติดต่อ บลจ.กรุงไทย ได้ที่
026866100 กด9
…………………………………………………………………………..
KTAMTVONLINE กองทุนรวม ออมเงิน ltf rmf EconomicOutlook รายการการเงิน การลงทุน กองทุนรวมกรุงไทย ข่าวเศษฐกิจ หุ้น ข่าวเศรษฐกิจโลก ข่าวเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เริ่มต้นออมเงิน กองทุน

Fund Highlight EP:01 จับตาเศรษฐกิจอินเดียหนุนกองทุน KT-India

รอบบ้านเรา : ทิศทางเศรษฐกิจอินเดียหลังยุคโควิด -19


รายการรอบบ้านเรา ตอน ทิศทางเศรษฐกิจอินเดียหลังยุคโควิด 19
สัมภาษณ์พิเศษ นายชุตินทร คงศักดิ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี เกี่ยวกับประสบการณ์ในการเป็นเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี สถานการณ์โควิด19 ภารกิจการพาคนไทยกลับบ้าน และทิศทางเศรษฐกิจของประเทศอินเดียในช่วงโควิด19
ดำเนินรายการโดยคุณรณพพัณณ์ กปิตถัย นักการทูตชำนาญการพิเศษ
รอบบ้านเรา saranromradio AM1575khz

รอบบ้านเรา : ทิศทางเศรษฐกิจอินเดียหลังยุคโควิด -19

S\u0026P คาดเศรษฐกิจอินเดียปี 65 โต 10%หลังโควิด : ย่อโลกเศรษฐกิจ 16 ก.พ.64


ช่องทางติดตามสถานีข่าว TNN ช่อง16
https://www.tnnthailand.com
https://www.youtube.com/tnnthailand/
https://www.facebook.com/TNNthailand/
https://www.facebook.com/TNN16LIVE/
https://twitter.com/tnnthailand
https://www.instagram.com/tnn_online/
https://www.tiktok.com/@tnnonline
Line @TNNONLINE หรือคลิก https://lin.ee/4fP2tltIo
ทันโลก ทันเศรษฐกิจ ทันทุกความจริง กับ TNNช่อง16 สถานีข่าวที่ถือหลักการของการนำเสนอข่าวตรงประเด็น รวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นกลาง โดยทีมข่าวมืออาชีพ

S\u0026P คาดเศรษฐกิจอินเดียปี 65 โต 10%หลังโควิด : ย่อโลกเศรษฐกิจ 16 ก.พ.64

2013/08/31 สรุปข่าวรอบวัน ช่วงที่3เศรษฐกิจอินเดียชะลอตัว


Follow official G+ : https://plus.google.com/+manageronline

2013/08/31 สรุปข่าวรอบวัน ช่วงที่3เศรษฐกิจอินเดียชะลอตัว

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูวิธีอื่นๆGeneral news

ขอบคุณที่รับชมกระทู้ครับ เศรษฐกิจอินเดีย

Leave a Comment