[NEW] เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทยหลังโควิด 19 : โรคปฏิวัติโลก ยกเครื่องสู่อนาคตวิถีชีวิตใหม่ | เศรษฐกิจไทย – POLLICELEE

เศรษฐกิจไทย: คุณกำลังดูกระทู้

Table of Contents

เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทยหลังโควิด 19 : โรคปฏิวัติโลก ยกเครื่องสู่อนาคตวิถีชีวิตใหม่

 

“The pandemic represents a rare but narrow window of opportunity
to reflect, reimagine, and reset our world”

Klaus Schwab Founder and Executive Chairman,
Word Economic Forum (3 June 2020)

โควิด 19 แพร่ระบาดทั่วโลกมากว่าครึ่งปีมีผู้ติดเชื้อสะสมมากกว่า 8 ล้านคน แต่สถานการณ์ในประเทศแถบอเมริกายังน่าเป็นห่วง แม้จะเริ่มผ่อนคลายลงบ้างจากจำนวนผู้ติดเชื้อในกลุ่มเอเชียที่ชะลอลง และความคืบหน้าล่าสุดของการพัฒนาวัคซีนที่คาดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยปลดล็อกสถานการณ์ได้ บทความนี้ขอชวนผู้อ่านมองข้ามไปในอนาคตช่วงหลังวิกฤติโควิด 19 ว่าเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย รวมถึงบริบทของสังคมและฐานวิถีชีวิตใหม่ (new normal) จะเปลี่ยนไปอย่างไร เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้

วิกฤติที่ไม่เหมือนวิกฤติครั้งใดในอดีต

          วิกฤติโควิด 19 ครั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็น “วิกฤติที่ไม่เหมือนวิกฤติใดในอดีต (This time is really different)”1 โดยมีรูปแบบของการเกิดที่ต่างจากวิกฤติอื่นในอดีต เริ่มต้นจากการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของไวรัสโควิด 19 กลายเป็นมหาวิกฤติทางสาธารณสุขโลก ภาครัฐในหลายประเทศต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ครั้งใหญ่ (Great Lockdown) เพื่อจำกัดการแพร่ระบาด ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้คนและทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกหยุดชะงักพร้อมกัน (global simultaneous shocks) กิจกรรมการผลิตที่หยุดชะงักพร้อมกับรายได้และกำลังซื้อที่ลดลงรุนแรงทำให้ลุกลามเป็นวิกฤติทางเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งในครั้งนี้มีลักษณะพิเศษคือเป็นวิกฤติคู่ทั้งด้านอุปทานและอุปสงค์พร้อมกัน (twin supply-demand shocks)2 

          กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF)3 ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกปี 2563 จะหดตัวที่ร้อยละ 3 โดยจะต่ำสุดในไตรมาสที่ 2 และเลวร้ายที่สุดนับแต่ Great Depression ในคริสต์ทศวรรษ 1930 และถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งประเทศเศรษฐกิจหลักและประเทศกำลังพัฒนาเข้าสู่ภาวะถดถอยพร้อมกัน ประเมินมูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกในปี 2563 และ 2564 ไว้สูงถึงกว่า 9 ล้านล้านดอลลาร์ สรอ. ซึ่งใหญ่กว่าเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและเยอรมนีรวมกัน ขณะที่องค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ประเมินว่าปริมาณการค้าโลกจะหายไปถึง 1 ใน 3 เทียบกับปีก่อน จนถึงปัจจุบันเหล่านักวิชาการยังกังวลว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อทำให้ธุรกิจและครัวเรือนขาดสภาพคล่องรุนแรงจนถึงขั้นเกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้ในวงกว้าง อาจมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นวิกฤติการเงินร่วมด้วย หรือเป็น “triple economic shock”4  ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์โลก และคงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น 

         สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้เศรษฐกิจโลกในปีนี้มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย (recession) ทำให้รัฐบาลในหลายประเทศทั่วโลกต้องเร่งอัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาผลกระทบจากโควิด 19 โดยรายงาน Word Economic Forum5 ชี้ว่า เม็ดเงินที่รัฐบาลแต่ละประเทศใช้ในครั้งนี้มีขนาดใหญ่กว่าในอดีตเป็นประวัติการณ์ โดยกลุ่มเศรษฐกิจหลัก (advanced economies) มีการอัดฉีดเงินถึงร้อยละ 14 – 28 ของ GDP ขณะที่กลุ่มตลาดเกิดใหม่ (emerging economies) อยู่ที่ประมาณร้อยละ 4 ของ GDP ส่วนไทยและออสเตรเลียใกล้เคียงกันที่ร้อยละ 9 – 10 ของ GDP

รูปแบบการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกหลังโควิด 19 : “The 5 Shapes of Economic Recovery”

          วิกฤติครั้งนี้เปรียบเสมือนสงครามที่มนุษย์ต้องต่อสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็น และไม่มีชาติใดที่จะหนีจากภาวะการถดถอยทางเศรษฐกิจได้ แต่ขนาดของผลกระทบและทิศทางการฟื้นตัวของแต่ละประเทศต่างกันขึ้นกับ 4 ปัจจัย คือ (1) ระยะเวลาการล็อกดาวน์ ซึ่งขึ้นกับการแพร่ระบาดและความร่วมมือของประชาชน (2) ระดับการพึ่งพาทางเศรษฐกิจ ประเทศที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิตโลกหรือพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวสูงจะได้รับผลกระทบที่สูงกว่า (3) พื้นฐานโครงสร้างเศรษฐกิจ เศรษฐกิจในหลายประเทศขยายตัวต่ำมานาน บางประเทศได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ขณะที่บางประเทศมีปัญหาหนี้ท่วมทำให้เศรษฐกิจเปรียบเสมือนผู้ป่วยเรื้อรังที่อาจฟื้นตัวได้ช้ากว่า และ (4) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ ซึ่งถือได้ว่าเป็นยาแรงที่มีความจำเป็นเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัว

          ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกเริ่มผ่อนมาตรการล็อกดาวน์เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะในประเทศที่ควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี อาทิ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไทย แต่หลายฝ่ายยังกังวลถึงการระบาดในระลอกที่สองหรือสาม เพราะโควิด 19 เป็นโรคอุบัติใหม่ที่เรายังไม่มีข้อมูลมากนัก รวมถึงยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ทำให้มีความคิดเห็นหลากหลายต่อรูปแบบการฟื้นตัว สรุปได้เป็น 5 รูปแบบ1,6,7 ดังนี้

          1. แบบ V-Shape “ลงเร็ว ฟื้นเร็ว” เศรษฐกิจโลกจะลงดิ่งต่ำสุดในไตรมาสที่ 2 ที่มีมาตรการล็อกดาวน์เข้มข้นและเศรษฐกิจจะฟื้นตัวหลังจากนั้น แต่ดูเหมือนการฟื้นตัวในลักษณะนี้มีความเป็นไปได้ยากในสถานการณ์ปัจจุบันที่การแพร่ระบาดได้กระจายไปแล้วทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักและในละตินอเมริกายังมีการแพร่ระบาดอยู่

           2. แบบ Swoosh, Tick or Italicized V Shape “ไถลลงเร็ว ค่อยๆ ฟื้นตัว” คล้ายกับรูปแบบแรก คาดว่าน่าจะเป็นกรณีพื้นฐาน (base case) โดยเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบรุนแรงไถลลงลึก อยู่ที่ก้นเหวช่วงสั้น ๆ แล้วค่อย ๆ ฟื้นตัว เหมือนสุภาษิตโบราณที่ว่า “ยิ่งตกลงแรงยิ่งดีดขึ้นสูง” ทยอยฟื้นตัวตามการทยอยผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ แต่การค้าและการเดินทางระหว่างประเทศในช่วงแรกจะยังทำได้จำกัด จะใช้เวลานานแค่ไหนในการฟื้นตัวขึ้นกับความสามารถในการจัดการกับโรคระบาดและความสำเร็จในการผลิตวัคซีน คาดว่ากลับมาอยู่ภาวะก่อนวิกฤติได้ในราวปลายปี 2564

          3. แบบ U-Shape “หดตัวนาน ฟื้นตัวช้า” คล้ายกับรูปแบบที่สองแต่ต่างกันตรงที่ระยะเวลาของผลกระทบที่อาจนานกว่า ทำให้ใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่า เนื่องจากการค้าระหว่างประเทศและภาคการท่องเที่ยวจะยังไม่กลับมาฟื้นตัวได้ภายในปีนี้ และคงใช้เวลาอีกนานเพราะความเชื่อมั่นของทั้งนักลงทุนและผู้บริโภคยังไม่กลับมาโดยง่าย ผู้คนยังลังเลกับกิจกรรมนอกบ้านที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ส่งผลให้เกิดการชะงักงันด้านอุปทานเนื่องจากกำลังซื้อหายไปมาก 

          4. แบบ W-Shape “ฟื้นเร็ว ดิ่งลงรอบสอง” จากความไม่แน่นอนของการระบาดระลอกสองหรือสามที่อาจทำให้ภาครัฐต้องกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์ ตัวแปรสำคัญที่ทำให้เห็นการฟื้นตัวรูปแบบนี้คือ การผ่อนคลายมาตรการที่เร็วเกินไป ในขณะที่ระบบป้องกันทางสาธารณสุขและประชาชนยังไม่พร้อมปรับเปลี่ยนเข้าสู่วิถีชีวิตใหม่ 

          5. แบบ L-Shape “หดตัวยาวนาน ไร้สัญญาณการฟื้นตัว” เป็นกรณีเลวร้ายสุด ซึ่งจะเกิดขึ้นในกรณีที่ไม่สามารถควบคุมการระบาดของโรคได้ ประสบการณ์ในอดีตชี้ว่า วิกฤติการเงินในช่วงก่อนปี 2551 – 2552 ต้องใช้เวลาเฉลี่ย 4 ปี กว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับเดิม ขณะที่ Great Depression ใช้เวลานานกว่าที่ 10 ปี 

เศรษฐกิจและสังคมไทย : ผลกระทบและการปรับตัวสู่ New Normal

          คำถามที่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนในช่วงนี้คือ หลังวิกฤติโควิด 19 เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวแบบไหน? แม้คำตอบจะยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่เราอาจประเมินได้ว่า การฟื้นตัวจะขึ้นกับความสามารถในการปรับตัวของประชาชน ธุรกิจ และภาครัฐ ให้เข้ากับฐานวิถีชีวิตใหม่และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่กล่าวไปแล้วก่อนหน้าเป็นสำคัญ ถ้าเราปรับตัวเข้ากับโครงสร้างใหม่ได้เร็ว เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะฟื้นตัวแบบ “เครื่องหมายถูก”8 คือ เศรษฐกิจไถลลงเร็ว แล้วค่อย ๆ ฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อการฟื้นตัว คือ การควบคุมการแพร่ระบาด การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การปรับตัวของธุรกิจและแรงงาน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจบาซูก้าการคลังของภาครัฐ

          ในมิติด้านเศรษฐกิจมหภาค มาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มข้นส่งผลข้างเคียงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างมาก ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2563 จะหดตัวที่ร้อยละ 5.3 โดยยังมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะหดตัวมากกว่านี้ เพราะหากพิจารณาปัจจัยกำหนดทิศทางการฟื้นตัวตามที่กล่าวไว้ก่อนหน้า พบว่า (1) ไทยถือเป็นประเทศที่มีระดับการพึ่งพาเศรษฐกิจต่างประเทศสูง มูลค่าความเสียหายในครั้งนี้จึงสูง โดยข้อมูลล่าสุด ณ เมษายน 2563 พบว่า ภาคส่งออกซึ่งมีขนาดใหญ่คิดเป็นร้อยละ 60 ของ GDP หดตัวสูงร้อยละ 16 ขณะที่ภาคท่องเที่ยวซึ่งมีขนาดร้อยละ 17 ของ GDP หดตัวร้อยละ 100 นอกจากนี้ (2) ปัจจัยพื้นฐานทางโครงสร้างเศรษฐกิจไทยก่อนเกิดวิกฤติโควิด 19 ก็มีความเปราะบางอยู่แล้ว ทั้งจากการลงทุนในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำยาวนาน ธุรกิจ SMEs และแรงงานส่วนใหญ่ไม่สามารถแข่งขันได้ และมีปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดสำคัญของการฟื้นตัวในระยะต่อไป

         ในมิติด้านการควบคุมการระบาด ประเทศไทยได้รับคำชื่นชมจากทั้งองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) และนานาประเทศว่า เป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศเดียวที่ถูกจัดให้อยู่ใน 10 อันดับประเทศที่สามารถคุมการแพร่ระบาดโรคโควิด 19 ได้ดี รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขจัดการกับการแพร่ระบาดอย่างดี มีปัจจัยสนับสนุนคือความร่วมมือของประชาชน และระบบเครือข่ายการดูแลสุขภาพระดับชุมชนผ่านกลไกอาสาสมัครสาธารณสุขกว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ9 

          ในมิติด้านแรงงาน การปิดสถานประกอบการทำให้แรงงานบางส่วนถูกเลิกจ้าง โดยแรงงานในเมืองใหญ่ที่ทำงานในภาคบริการ โรงแรม และภัตตาคาร ปรับตัวโดยตัดสินใจกลับภูมิลำเนา ประกอบด้วยกลุ่มที่จำเป็นต้องกลับเพราะถูกเลิกจ้าง กลุ่มที่กลับดีกว่าไม่กลับเพราะสถานประกอบการปิดชั่วคราว และกลุ่มที่กลับเพื่อไปตั้งหลักหรือทำงานจากบ้านในต่างจังหวัด10 ขณะที่แรงงานกลุ่มตอนต้น (อายุ 15 – 29 ปี) อาจได้รับผลกระทบในระยะยาว เพราะหากเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวจะทำให้กลุ่มนี้หางานได้ยากขึ้น อย่างไรก็ดี ภาครัฐได้เข้ามาเยียวยาอย่างเร่งด่วนโดยแรงงานในระบบได้รับเงินชดเชยตามเกณฑ์ประกันสังคม ณ เมษายน 2563 มีสถานประกอบการขอรับสิทธิหยุดชั่วคราว 9 หมื่นราย และมีผู้ขอรับสิทธิว่างงาน 4.6 แสนราย รวมทั้งมีการจ่ายเงินเยียวยาตามมาตรา 39 และ 40 แก่ลูกจ้างชั่วคราวและอาชีพอิสระรายละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ขณะที่ภาครัฐมีเงินเยียวยาภายใต้ “โครงการเราไม่ทิ้งกัน” สำหรับแรงงานนอกระบบ ซึ่งมีผู้ผ่านเกณฑ์ 22.3 ล้านราย (ณ วันที่ 2 เมษายน 2563) สะท้อนถึงความเดือดร้อนของประชาชนทุกภาคส่วนเป็นวงกว้าง 

          ในระยะข้างหน้า คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลบวกจากมาตรเยียวยาผลกระทบและการฟื้นฟูเศรษฐกิจการเงินของภาครัฐ ซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้ทุ่มเงินผ่านกฎหมายฉุกเฉิน (พระราชกำหนด) สำหรับวิกฤติในครั้งนี้เป็นวงเงินรวม 1.9 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10 ของ GDP และที่สำคัญการร่วมมือ“อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ของประชาชนที่ยอมเจ็บเพื่อให้จบเร็ว การรักษาสุขอนามัยเพื่อป้องกันการระบาดรอบสอง และความยืดหยุ่นในการปรับตัวของประชาชน ธุรกิจและภาครัฐให้เข้ากับกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใต้ฐานวิถีชีวิตใหม่ ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวเร็วขึ้น และช่วยลดภาระรายจ่ายของประเทศได้อีกทางด้วย

การปรับตัวภายใต้ฐานวิถีชีวิตใหม่ : พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส “Time for a Great Reset”

          เมื่อเร็ว ๆ นี้ WHO ให้ความเห็นว่า โควิด 19 อาจกลายเป็นโรคประจำถิ่น (endemic) ที่จะอยู่กับเราไปตลอดเช่นเดียวกับไข้เลือดออก และประชาคมโลกต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับโรคนี้ โดยรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันบางอย่างจะเปลี่ยนไป เพราะมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) ทำให้เกิดฐานวิถีชีวิตใหม่ อาทิ การสาธารณสุขจะเป็นวาระสำคัญของโลก โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการแพทย์ การจัดระเบียบโลกใหม่ที่จะมีการพึ่งพาภายในภูมิภาคมากขึ้น (regionalization) และบทบาทของเศรษฐกิจดิจิทัลที่จะมาเร็วขึ้นพร้อมกับวิถีชีวิตที่ยืดหยุ่นมากขึ้น 

          วิกฤติครั้งนี้ให้บทเรียนสำคัญกับเราว่า การใช้มาตรการล็อกดาวน์มีต้นทุนที่สูงเพื่อแลกกับชีวิตและสุขภาพของประชาชน และได้เรียนรู้ว่าปัญหาเรื่องสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ ไม่ใช่เป็นเรื่องแยกส่วนกัน รวมทั้งเราได้เห็นทรัพยากรสำคัญของชาติคือ พลังความร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งจากทุกภาคส่วน ในระยะข้างหน้า เราควรใช้พลังนี้ต่อยอดต่อไปเพื่อพลิกวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาสในการยกเครื่องเศรษฐกิจขนานใหญ่ (Great Reset) โดยผสมผสานกับแนวคิดข้อเสนอของ Klaus Schwab ผู้ก่อตั้ง World Economic Forum11 ดังนี้

          1. การช่วยเหลือลดผลกระทบในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ภาครัฐควรใช้เงินงบประมาณขนาดใหญ่นี้เยียวยาผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนให้กระจายไปให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งนำเงินทุ่มลงทุนเพื่อให้เกิดคลื่นการลงทุนระลอกใหม่ของประเทศเพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไปพร้อมกัน เช่น การลงทุนด้านสาธารณสุข การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและอาชีพโดยชุมชน การพัฒนาโครงการภายใต้แผนบริหารจัดการน้ำ 20 ปี (ปี 2561–2580) ให้เกิดขึ้นจริงเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมที่มักสร้างความเสียหายแก่เกษตรกร การพัฒนาเมืองสีเขียว การสร้างระบบนิเวศ การพัฒนาทักษะแรงงานและสร้างอาชีพ โดยเฉพาะแก่แรงงานที่ย้ายกลับท้องถิ่นและแรงงานที่ตกงานในเมืองใหญ่ ช่วยให้เกิดการจ้างงานและสามารถชดเชยผลกระทบจากวิกฤติได้อีกทางหนึ่ง

          2. การปฏิรูประบบสถาบันเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยการสร้างระบบตลาดแข่งขันที่เปิดกว้างและเป็นธรรม การแข่งขันเสรีที่สร้างแรงจูงใจให้แรงงานพัฒนาตนเอง และสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการลงทุนและพัฒนานวัตกรรมเพื่อให้แข่งได้ในตลาดโลก การปฏิรูปนโยบายสาธารณะที่มีเป้าหมายสูงสุดเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี พร้อมทั้งทบทวนการลดหย่อนที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้มีรายได้สูง หรือวิสาหกิจที่มีศักยภาพในการแข่งขัน และการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ หรือแรงงานที่ทำงานรูปแบบใหม่ ๆ และการขยายอายุแรงงานในระบบ

          3. การติดอาวุธเครื่องมือด้านเทคโนโลยีสนับสนุน Thailand 4.0 เพื่อยกระดับการเติบโตและก้าวให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ทั้งด้านการสาธารณสุข เช่น การแพทย์ทางไกล การศึกษา เช่น การเรียนการสอนออนไลน์  การขนส่ง เช่น บริการดิลิเวอรี และการทำงานจากที่บ้าน เพื่อใช้วิกฤตินี้ให้เป็นโอกาสเพื่อก้าวกระโดดความรู้และทักษะทางเทคโนโลยีแก่ประชาชนทั่วไป และเพื่อพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลให้ได้

         4. การสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเร่งพัฒนาทักษะ นอกเหนือจากประชาชนต้องช่วยกันรักษาสุขอนามัยเพื่อป้องกันการระบาดรอบสอง และยืดหยุ่นในการปรับตัวให้เข้ากับกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใต้ฐานวิถีชีวิตใหม่โดยเร็วแล้ว ภาคประชาชนต้องเร่งพัฒนาศักยภาพตนเองให้เป็น “แรงงานแห่งอนาคตในศตวรรษที่ 21” ในยุคที่คนต้องทำงานร่วมกับเครื่องจักรและเทคโนโลยีมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แรงงานจึงต้องมีความยืดหยุ่นพร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา (lifelong learning) โดยเฉพาะในสาขาที่จำเป็นต่ออาชีพในอนาคต เช่น ความรู้ด้านเทคโนโลยี ความรู้ด้านการตลาดโดยเฉพาะออนไลน์ ภาษาต่างประเทศ รวมถึงทักษะการเป็นผู้ประกอบการ (entrepreneurship) เพื่อเพิ่มโอกาสในการจ้างงานและเพิ่มรายได้ 

           ผู้เขียนขอจบบทความนี้ด้วยวลีที่รู้จักกันดีของ Dr. Viktor Frankl นักประสาทวิทยาและจิตแพทย์ที่มีชื่อเสียงชาวออสเตรียผู้รอดชีวิตจากความโหดร้ายของค่ายกักกันที่ว่า “When we are no longer able to change a situation, we are challenged to change ourselves.” เมื่อเราไม่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ได้ นั่นหมายถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนตัวเอง” ซึ่งคงจะใช้ได้ดีในสถานการณ์เวลานี้

———————————————-

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

 

>> ดาวน์โหลด PDF Version
>> อ่าน e-Magazine

ที่มา :

1 Simon Kennedy (2020), Harvard’s Reinhart and Rogoff Say This Time Really Is Different, Bloomberg, May 18 2 Brinca, Pedro, Joao B. Duarte and Miguel Faria-e-Castro (2020), Is the COVID-19 Pandemic a Supply or a Demand Shock?, Economic Synopses, Federal Reserve Bank of St. Louis, 20 May
3 Gopinath, Gita (2020), The Great Lockdown: Worst Economic Downturn Since the Great Depression, IMF Blog, 14 April
4 Triggs, Adam and Homi Kharas (2020), The Triple Economic Shock of COVID-19 and Priorities for An Emergency G-20 Leaders Meeting, Future Development, The Brookings Institution, 17 March
5 World Economic Forum (2020), Insight Report COVID-19 Risks Outlook: A Preliminary Mapping and Its Implications, In partnership with Marsh & McLennan and Zurich Insurance Group, May
6 Rodeck, David (2020), Alphabet Soup: Understanding the Shape of a COVID-19 Recession, Forbes Magazine, 19 May
7 Girard, Michelle (2020), The 5 Shapes of Coronavirus Economic Recovery and Why Our Base Case is a “Swoosh”, 22 April
8 บทบรรณาธิการ, เศรษฐกิจหลังโควิด ในมุมมอง ‘แบงก์ชาติ’, หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ, 27 เม.ย.
9 สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ (2020), รายงานพิเศษ: ทั่วโลกชื่นชมไทยจัดการโรคโควิด-19 ได้ดี, 22 เม.ย.
10 จันทะพงษ์, เสาวณี ทศพล ต้องหุ้ย รัตติยา ภูละออ และมนทกานต์ ฉิมมามี (2020), COVID-19: Social Distancing และคลื่นอพยพของประชากรจากมิติสังคมวิทยา: พลังไทย “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ”, บทความแจงสี่เบี้ย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ, 31 มี.ค.
11 Schwab, Klaus (2020), Now is the Time for a ‘Great Reset’, World Economic Forum Articles, 3 Jun 

[Update] เศรษฐกิจไทย ปี 2563 จะไปในทิศทางไหนหลังพิษโควิด-19 (วิเคราะห์) | เศรษฐกิจไทย – POLLICELEE

Privacy & Cookies: This site uses cookies. By continuing to use this website, you agree to their use.
To find out more, including how to control cookies, see here:

Privacy & Cookies: This site uses cookies. By continuing to use this website, you agree to their use.To find out more, including how to control cookies, see here:
Cookie Policy


Money Chat Thailand – ลงทุนยังไง เงินเฟ้อ สหรัฐฯ ขึ้นแรง เศรษฐกิจไทยพ้นจุดต่ำจุด!


Money Chat Thailand ลงทุนยังไง เงินเฟ้อ สหรัฐฯ ขึ้นแรง เศรษฐกิจไทยพ้นจุดต่ำจุด!
สามารถติดตามข่าวสารจาก Money Chat จากช่องทางต่าง ๆ ดังนี้
Facebook
:https://www.facebook.com/moneychatthailand
Youtube
:https://www.youtube.com/moneychatthailand
Podcasts
:moneychat
Blockdit
:Money Chat Thailand
Money Chat Thailand
ผู้ผลิต Content เศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน การลงทุน เริ่มต้นจากแนวคิด “ลงทุนง่าย ๆ แค่ปลายนิ้ว” ส่งเสริมให้ทุกคนรู้จักและเข้าใจการกับลงทุนในยุคดิจิทัล ที่ทุกคนรับข้อมูลข่าวสารได้จากช่องทางออนไลน์ ออฟไลน์ในทุกรูปแบบ และการลงทุนปัจจุบันเริ่มต้นด้วยเงินเพียงไม่กี่ร้อยบาท ก็สามารถสร้างความมั่งคั่งในอนาคตได้…
ช่องทางการรับชม
FACEBOOK : https://www.facebook.com/moneychatthailand
YOUTUBE : https://www.youtube.com/moneychatthailand
LINE Official Account : Money Chat
Podcasts : moneychat
TV Digital : รายการ Business Model ทุกวันพุธ เวลา 10.3011.00 น. TV Digital TNN 16
รายการ Money Brief ออกอากาศทุกวันจันทร์ ศุกร์ เวลา 09.4510.30น.ทาง ออนไลน์ของ Money Chat
money chat ​เงินเฟ้อ สหรัฐฯ ฟองสบู่ การลงทุน ลงทุนยังไง หุ้น ศิลปะกับการลงทุน ลงทุน วิเคราะห์หุ้น ตลาดหลักทรัพย์ วิธีเล่นหุ้น TNN16  @Money Chat Thailand

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

Money Chat Thailand - ลงทุนยังไง เงินเฟ้อ สหรัฐฯ ขึ้นแรง เศรษฐกิจไทยพ้นจุดต่ำจุด!

‘หอการค้า’ เผยต่างชาติ 70% มองเศรษฐกิจไทยปีนี้ติดลบ


สถาบันยุทธศาสตร์การค้า ม.หอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นนักธุรกิจต่างชาติในไทย และผลสำรวจความเห็นดัชนีนักธุรกิจต่างชาติในไทย ไตรมาส 2/64 จากกลุ่มตัวอย่างสมาชิกหอการค้าต่างประเทศประจำประเทศไทย 35 ประเทศ จำนวน 70 ราย ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2564 รายละเอียดติดตามได้ใน Highlight นี้
.
ติดตามรายการ Morning Wealth ทุกวันจันทร์ศุกร์ เวลา 07.0008.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH
.
หอการค้า เศรษฐกิจไทย นักธุรกิจต่างชาติ Economic Business Investment MorningWealth THESTANDARDWEALTH เฟิร์นศิรัถยา วิทย์สิทธิเวคิน

ช่องทางรับชม THE STANDARD WEALTH
YouTube: youtube.com/c/thestandardwealth
Facebook: facebook.com/thestandardwealth
Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Website: thestandard.co/wealth

‘หอการค้า’ เผยต่างชาติ 70% มองเศรษฐกิจไทยปีนี้ติดลบ

วิเคราะห์เศรษฐกิจไทย เสี่ยงภาวะ Stagflation หรือไม่?


ธนาคารกลางต่างๆ เริ่มส่งสัญญาณลดการผ่อนคลายนโยบายการเงินตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกันเงินเฟ้อก็เริ่มเพิ่มสูงขึ้น แต่เศรษฐกิจไทยกลับมีความเสี่ยงว่าจะเผชิญภาวะถดถอยซ้ำซ้อน จึงกลายเป็นคำถามว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะ Stagflation หรือไม่ พูดคุยกับ ดร.ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน Economic Intelligence Center ธนาคารไทยพาณิชย์
.
ติดตามรายการ Morning Wealth ทุกวันจันทร์ศุกร์ เวลา 07.0008.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH
เงินเฟ้อ เศรษฐกิจถดถอย stagflation Economic MorningWealth THESTANDARDWEALTH เฟิร์นศิรัถยา วิทย์สิทธิเวคิน

ช่องทางรับชม THE STANDARD WEALTH
YouTube: youtube.com/c/thestandardwealth
Facebook: facebook.com/thestandardwealth
Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Website: thestandard.co/wealth

วิเคราะห์เศรษฐกิจไทย เสี่ยงภาวะ Stagflation หรือไม่?

หนาวนี้เที่ยวไหนดี? ไทยช่วยไทยฟื้นเศรษฐกิจไทย | เล่าสู่กันฟัง | 14 พ.ย.64 | ThairathTV


“เล่าสู่กันฟัง” ประเด็นพีควีควีคนี้
วังหลังระทึก! ชนดะ 7 คัน จนตร.ต้องยิงยางรถสกัด อ้างเป็นลมชัก
ตามหารถคอกกระบะสีดํา ชนแล้วหนี ที่ปทุมธานี
จยย.ขี่ข้ามเลน ชนประสานงากระเด็น
ไรเดอร์หัวร้อน มาช้าแถมโมโหตบหน้าเจ้าของร้าน
ภูทับเบิก มอเตอร์ไซค์เบรกขาด พุ่งชนขอบทางกระเด็นตกข้างล่าง โชคดีไม่เป็นเหว
รื้อรถเกือบทั้งคัน เพราะงูตัวเดียว
งูไปอยู่ในตู้ ATM ที่สมุย รื้อหาทั้งตู้
นึกว่าคดีฆาตกรรมโหดที่แท้เจ้าแมวเล่นสีผสมอาหาร
น้ำพุ่งสูงกว่า 5 เมตรจากท่อส่งน้ำประปาแตก ที่ชลบุรี
กินฟรี ก๋วยเตี๋ยวเรือหม้อยักษ์ วัดบางพลีใหญ่ใน พร้อมล้อหมุนเสิร์ฟก๋วยเตี๋ยว
หมูสะเต๊ะย่างใบตอง 1 เดียวที่อุทัยธานี หอมมาก
ขึ้นดอยนั่งรถฟอร์มูล่าม้งบ้านหนองหอยเก่า อ.แม่ริม เชียงใหม่
อันซีนถนนลอยฟ้าเขาพระยาเดินธงทิวทัศน์เหนือคําบรรยาย ที่ลพบุรี
ไรเดอร์หัวร้อน หมูสะเต๊ะย่างใบตอง ภูทับเบิก อุบัติเหตุ
ล้อมวงวันหยุดสุดสัปดาห์เข้ามา สืบสกุล พันธ์ดี จะมาเล่าชัดๆ บอกดังๆ
ใน “เล่าสู่กันฟัง”
ขยายวันมาเจอกัน ทุกเย็นวันหยุดเสาร์ อาทิตย์
กับเรื่องเล่าในข่าวที่สังคมจับตา
ขยายประเด็นร้อน สะท้อนแง่มุมใหม่ พร้อมฟังเรื่องจริงจากคนในข่าว
ถ้าไม่อยากตกข่าว ตกเทรนด์ ห้ามพลาด! เล่าสู่กันฟัง
ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ เวลา 16.30 น. ทางไทยรัฐทีวีช่อง 32
กดติดตาม \u0026 กดกระดิ่ง : http://bit.ly/Subscribe_Thairath
ติดตามข่าวสำคัญไปกับเรา
Website : https://www.thairath.co.th
Website : https://www.thairath.co.th/tv
Facebook : https://www.facebook.com/thairath
Facebook : https://www.facebook.com/thairathtv
Twitter : https://twitter.com/Thairath_News
Twitter : https://twitter.com/Thairath_TV
Instagram : https://www.instagram.com/thairath
Instagram : https://www.instagram.com/thairathtv
Line : http://line.me/ti/p/@Thairath
Youtube : https://www.youtube.com/thairathonline
ติดต่อโฆษณา ออนไลน์
โทร. 021271111 ต่อ 2144

หนาวนี้เที่ยวไหนดี? ไทยช่วยไทยฟื้นเศรษฐกิจไทย | เล่าสู่กันฟัง | 14 พ.ย.64 | ThairathTV

ปรับทิศเศรษฐกิจไทย ก่อนเวียดนามโตแซง | TOMORROW EP.84


ร่วมสำรวจข้อเท็จจริง เศรษฐกิจเวียดนามโตแซงประเทศไทยแล้วหรือไม่ จากปัจจัยด้านการลงทุนจากต่างประเทศ ตัวเลขการส่งออก รวมถึงถ้าย้อนมองกลับไป 10 ปี GDP ไทยขยายตัวไม่ต่ำกว่า 23 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่เวียดนามขยายตัว 67 เปอร์เซ็นต์ สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณทางเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง
TOMORROW ชวนวิเคราะห์ เจาะลึกโครงสร้างเศรษฐกิจเวียดนาม มีอะไรที่เราต้องจับตา เท่าทัน เรียนรู้ และนำมาขบคิดปรับทิศเศรษฐกิจไทย
ร่วมพูดคุยกับ
กอหญ้า ไอลดา พิศสุวรรณ | ผู้ดำเนินรายการ
ดร.พิสิฐ อำนวยเงินตรา | ผู้เชี่ยวชาญด้านเวียดนามศึกษา เจ้าของเพจ Dr.VietNam
tomorrow เศรษฐกิจ เวียดนาม
ส่งออก การค้า ลงทุน รัฐบาล นโยบาย
workpointTODAY | MAKE TOMORROW, TODAY
ข่าว ข่าววันนี้ ข่าวด่วน ข่าวธุรกิจ
TODAYBizview
workpointTODAY
สาระความรู้เพื่อวันนี้
ติดตาม TODAY Bizview จากทีม workpointTODAY
ไม่พลาดข่าวธุรกิจ การตลาด การเงิน เทคโนโลยี
กับเพจ TODAY Bizview https://bit.ly/3picIeS
ติดตามรายการ TOMORROW เทรนด์สำคัญของโลกเพื่อวันพรุ่งนี้
ทาง YouTube https://bit.ly/3prjBfI
ติดตามรายการของ workpointTODAY
ทาง YouTube https://bit.ly/2YDfyiK
ติดต่อโฆษณาอีเมล advertorial@workpointnews.com

ปรับทิศเศรษฐกิจไทย ก่อนเวียดนามโตแซง | TOMORROW EP.84

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูวิธีอื่นๆGeneral news

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ เศรษฐกิจไทย

Leave a Comment