[NEW] 2 ปีที่ผ่านมา กับอนาคตของ นโยบายการค้า “อเมริกาต้องมาก่อน” ของโดนัลด์ ทรัมป์ | โดนัลด์ทรัมป์ – POLLICELEE

โดนัลด์ทรัมป์: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

เมื่อเร็วๆ นี้ New York Times รายงานว่า นับจากเกิดสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา เกษตรกรที่ปลูกถั่วเหลืองในรัฐนอร์ทดาโกตาก็ได้แต่หวังว่าสงครามนี้จะยุติลงก่อนที่ถั่วเหลืองในฤดูเก็บเกี่ยวนี้จะเน่าเสีย เมื่อกลางทศวรรษ 1990 รัฐนี้มีพื้นที่เพาะปลูกถั่วเหลือง 450,000 เอเคอร์ แต่เมื่อปีที่แล้ว พื้นที่เพาะปลูกเพิ่มเป็น 6.4 ล้านเอเคอร์ ถั่วเหลืองทั้งหมดส่งออกไปจีน เพราะเป็นรัฐที่ตั้งอยู่ใกล้มหาสมุทรแปซิฟิก แต่จากตัวเลขกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ นับจากต้นปีนี้ถึงตุลาคม การส่งออกถั่วเหลืองของสหรัฐฯ ไปจีนลดลงถึง 94%
นับจากอดีตเป็นต้นมา นโยบายการค้าเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและการเมืองของสหรัฐฯ มาตลอด

คำถามสำคัญมีอยู่ว่า สหรัฐฯ จะเปิดตลาดมากขึ้นกับการค้าจากต่างประเทศ หรือว่าจะมีนโยบายปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ ที่มาจากการแข่งขันของอุตสาหกรรมต่างประเทศ การใช้นโยบายการค้าแบบใดแบบหนึ่ง ทำให้อุตสาหกรรม เกษตรกร และคนงานกลุ่มหนึ่ง เป็นฝ่ายได้ประโยชน์ ขณะเดียวกัน อีกกลุ่มหนึ่งกลายเป็นฝ่ายเสียประโยชน์

นับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ล้วนให้การสนับสนุนต่อการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งข้อตกลงการค้าพหุภาคีและทวิภาคี แต่เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในเรื่องท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ต่อการค้าโลก ทรัมป์วิจารณ์อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาต่อข้อตกลงการค้า ในช่วงการหาเสียง ทรัมป์ก็กล่าวมาตลอดว่าสหรัฐฯ ถูกเอาเปรียบจากประเทศคู่ค้า ข้อตกลงการค้าเป็นเหตุทำให้การจ้างงานหายไปจากสหรัฐฯ และประเทศก็ขาดดุลการค้ามากขึ้น

เป้าหมายการค้า 3 อย่าง

ในหนังสือชื่อ Clashing Over Commerce (2018) ของ Douglas Irwin ผู้เชี่ยวชาญการค้าโลก กล่าวว่า นโยบายการค้าเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในสหรัฐฯ มาตลอด เพราะเป็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อการจ้างงานในสหรัฐฯ ปัญหาหลักของนโยบายการค้าสหรัฐฯ อยู่ในประเด็นที่ว่า ผู้ผลิตในประเทศควรได้รับการปกป้องมากน้อยเพียงไรจากการแข่งขันของต่างประเทศ

Clashing Over Commerce กล่าวว่า ที่ผ่านๆ มา นโยบายการค้าสหรัฐฯ มีเป้าหมายอยู่ 3 อย่าง เรียกว่า 3R คือ

    (1) การเพิ่มรายได้แก่รัฐบาล (revenue) จากการเก็บภาษีนำเข้า
    (2) การจำกัดการนำเข้า (restriction) เพื่อปกป้องผู้ผลิตในประเทศ
    (3) การทำข้อตกลงต่างตอบแทน (reciprocity) เพื่อลดอุปสรรคการค้า และส่งเสริมการส่งออก นับจากเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในทศวรรษ 1930 เป็นต้นมา สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการทำข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน

แม้นโยบายการค้าจะเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและการเมืองของสหรัฐฯ แต่นโยบายนี้ก็มีความมั่นคงและความต่อเนื่อง สาเหตุมาจากสภาพภูมิศาสตร์เศรษฐกิจและระบบการเมืองของสหรัฐฯ เอง ภูมิภาคต่างๆ ของสหรัฐฯ มีความชำนาญการด้านธุรกรรมการผลิตที่แตกต่างกัน เช่น ฝ้ายผลิตในรัฐมิสซิสซิปปี ยาสูบในรัฐเคนตักกี ถั่วเหลืองในรัฐนอร์ทดาโกตา ส่วนเหล็กกล้าในรัฐเพนซิลเวเนีย เป็นต้น

ภูมิภาคเหล่านี้จึงมีผลประโยชน์ต่างกันในเรื่องการค้ากับต่างประเทศ บางรัฐผลิตสินค้าที่จำเป็นต้องส่งออก บางรัฐผลิตสินค้าที่มีปัญหากับการแข่งขันจากสินค้านำเข้า เพราะเหตุนี้ สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ จะลงคะแนนเสียงในกฎหมายเกี่ยวกับการค้าตามผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเขตเลือกตั้งตัวเอง ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจของสหรัฐฯ จึงเป็นตัวกำหนดภูมิศาสตร์การเมืองเรื่องการลงคะแนนเสียงในเรื่องกฎหมายการค้า

นโยบายการค้า “อเมริกาต้องมาก่อน”

ในสุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ทรัมป์ไม่ได้มีท่าทีอ่อนลงในการวิจารณ์เรื่องการค้า โดยกล่าวว่า “หลายสิบปีที่ผ่านมา เราสร้างความมั่งคั่งให้กับอุตสาหกรรมต่างประเทศ โดยเป็นผลเสียหายแก่อุตสาหกรรมอเมริกัน โรงงานถูกปิดลงแล้วลงอีก และหนีจากประเทศนี้ไป โดยไม่มีความคิดใดๆ เลยว่า คนงานอเมริกันหลายล้านคน ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

ทรัมป์ให้สัญญาว่าจะใช้นโยบายการค้าที่ “อเมริกาต้องมาก่อน” โดยจะนำเอาการจ้างงานที่ไปอยู่ต่างประเทศกลับคืนมาสหรัฐฯ “เราต้องปกป้องพรมแดนเราจากความร้ายแรงของต่างประเทศที่มีต่อสินค้าเรา ขโมยบริษัทเรา และทำลายการจ้างงานของเรา การปกป้องจะนำไปสู่ความมั่งคั่งที่ยิ่งใหญ่และความเข้มแข็ง” นับจากเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในทศวรรษ 1930 ทรัมป์จึงเป็นประธานาธิบดีคนแรกในรอบ 80 ปี ที่แสดงท่าทีแข็งกร้าวที่จะปกป้องอุตสาหกรรมสหรัฐฯ จากการแข่งขันของต่างประเทศ

หลังจากเข้ารับตำแหน่ง งานชิ้นแรกของทรัมป์คือให้สหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลง TPP ทำให้ข้อตกลงไม่ต้องเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภาสหรัฐฯ แม้ทรัมป์จะโจมตีและขู่ว่าจะถอนตัวจากข้อตกลง NAFTA แต่ในที่สุด ก็ใช้วิธีการเจรจาให้มีข้อตกลงใหม่ รวมทั้งใช้วิธีการเดียวกันนี้กับข้อตกลงการค้าเสรีกับเกาหลีใต้ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังพูดขู่บริษัทอเมริกันที่ย้ายโรงงานไปต่างประเทศ

Douglas Irwin เขียนบทความลงใน Foreign Affairs เรื่อง Trade Under Trump ว่า ในปี 2017 แม้ทรัมป์จะพูดไว้มากเรื่องประโยชน์ที่จะได้จากนโยบายปกป้องอุตสาหกรรมสหรัฐฯ แต่ก็ดำเนินการในเรื่องนี้ได้ไม่มาก ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะทรัมป์ไม่เอาจริง แต่เพราะประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้มีอำนาจตามอำเภอใจที่จะกำหนดอัตราภาษีนำเข้า รัฐสภามีอำนาจตามรัฐธรรมนูญที่จะกำกับควบคุมเรื่องการค้าต่างประเทศ ทรัมป์ผิดหวังมากที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้มากในเรื่องนี้ ในเดือนสิงหาคม 2017 ทรัมป์บอกเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวว่า “ผมต้องการภาษีนำเข้า เอาสิ่งนี้มาให้ผม”

ปี 2018 เจ้าหน้าที่ก็เสนอในสิ่งที่ทรัมป์ต้องการ โดยปัดฝุ่นกฎหมายเก่าที่ให้อำนาจประธานาธิบดี ในการเก็บภาษีนำเข้า กรณีที่เห็นว่าเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ โดยทรัมป์ให้เก็บภาษี 25% กับเหล็ก และ 10% กับอะลูมิเนียม ที่นำเข้าจากทุกประเทศ หลายประเทศ เช่น แคนาดา จีน เม็กซิโก และสหภาพยุโรป ตอบโต้โดยเก็บภาษีเพิ่มกับสินค้าจากสหรัฐฯ เช่น ถั่วเหลือง และมอเตอร์ไซค์ ฮาร์เลย์ เดวิดสัน เพื่อสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อสหรัฐฯ นายฌ็อง โคลด์ ยุงเคอร์ (Jean Claude Juncker) ประธานสหภาพยุโรป กล่าวว่า “เราก็ทำอะไรได้โง่ๆ เหมือนกัน”

มาตรการรุนแรงกับจีน

จีนเป็นประเทศที่ทรัมป์ใช้นโยบายการค้าแข็งกร้าวที่สุด ข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ต่อจีนมีมากมาย เช่น สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ามากที่สุด จีนครอบงำค่าเงินหยวน ขโมยทรัพย์สินทางปัญญา บังคับให้บริษัทอเมริกันให้โอนเทคโนโลยี แลกเปลี่ยนกับการเข้าถึงตลาดจีน ปล่อยสินเชื่อผ่อนปรนแก่รัฐวิสาหกิจจีน ปิดกั้นไม่ให้บริษัทต่างชาติเข้าตลาด และนโยบายอุตสาหกรรม เรียกว่า Made in China 2025 ที่ต้องการให้จีนเป็นผู้นำอุตสาหกรรมด้านสำคัญๆ นโยบายทรัมป์ต่อจีน จึงไม่ได้มีแค่ความวิตกเรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังมาจากความเชื่อที่ว่า จีนเป็นภัยต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ

เดือนสิงหาคม 2017 รัฐบาลทรัมป์หันไปอาศัยมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ที่เป็นมาตราเดียวกับที่สหรัฐฯ เคยใช้เล่นงานญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1980 มาแล้ว มาตรานี้อนุญาตให้ประธานาธิบดีทำการตอบโต้วิธีการค้าไม่เป็นธรรมของต่างประเทศ แต่ก็เป็นการตีความของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ไม่ใช่จากองค์กร WTO เดือนเมษายน 2018 สั่งเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน เป็นเงิน 50 พันล้านดอลลาร์ เมื่อจีนตอบโต้โดยเก็บภาษีสินค้าเกษตรสหรัฐฯ ทรัมป์สั่งเก็บภาษีสินค้าจีนอีกเป็นมูลค่า 200 พันล้านดอลลาร์ และขู่ว่าจะเก็บภาษีอีก 267 พันล้านดอลลาร์ ในวันที่ 1 มกราคม 2019 แต่ก็เลือนออกไปเป็น 2 มีนาคม 2019

คนในวงการต่างๆ ตั้งคำถามว่า ในที่สุด สงครามการค้าจีนกับสหรัฐฯ จะจบลงอย่างไร บทความของ Douglas Irwin ในนิตยสาร Foreign Affairs กล่าวว่า เป็นที่ปรากฏชัดเจนว่า รัฐบาลทรัมป์เองก็ไม่ได้มีความคิดอะไรที่ชัดเจนแน่นอนอยู่ในใจ สหรัฐฯ ก็ไม่ได้เอาจริงเอาจังในการเจรจากับจีน แม้จะมีการหารือกันในเรื่องการควบคุมการค้า โดยจำกัดการส่งออกของจีน และให้นำเข้าจากสหรัฐฯ มากขึ้น

แต่ในความเป็นจริงแล้ว สหรัฐฯ ต้องการบางอย่างที่มากกว่านี้ คือ การเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจีน ที่เป็นแบบทุนนิยมของรัฐ (State Capitalism) แต่เป้าหมายนี้เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะลำพังการลดการขาดดุลการค้ากับจีนก็เป็นเรื่องที่ยากอยู่แล้ว ถึงจุดหนึ่ง สหรัฐฯ คงต้องยอมรับความจริงโดยกำหนดเป้าหมายที่ง่ายกว่า คือ ลดการส่งออกของจีนมาสหรัฐฯ จำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีสหรัฐฯ และลดการลงทุนจีนในบริษัทไฮเทคของสหรัฐฯ เป็นต้น

WTO คือเป้าหมายต่อไป

บทความ Trade Under Trump กล่าวว่า องค์กรการค้าโลก หรือ WTO อาจจะเป็นเป้าหมายต่อไปจากนโยบายการค้าของทรัมป์ เพราะทรัมป์วิจารณ์มาตลอดว่า WTO เลวร้ายกว่าข้อตกลง NAFTA ทรัมป์คิดว่า WTO สร้างขึ้นมาเพื่อเอาเปรียบสหรัฐฯ และก็พูดหลายครั้งว่า ต้องการจะให้สหรัฐฯ ถอนตัวออกมา

รัฐบาลทรัมป์เห็นว่า WTO ไม่ได้ทำให้เกิดอัตราภาษีต่างตอบแทนกัน เพียงแต่ไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติ เพราะเหตุนี้ บางประเทศสามารถมีอัตราภาษีนำเข้าสูงกว่าประเทศอื่น สิ่งที่เป็นข้อห้ามของ WTO คือไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง ยกเว้นจะมีข้อตกลงการค้าเสรี

นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ก็มองว่า ระบบขจัดข้อพิพาททางการค้าของ WTO ทำเกินอำนาจตัวเอง และไม่เคารพอธิปไตยของสหรัฐฯ แต่ในที่สุด สหรัฐฯ คงไม่ถอนตัวจาก WTO แต่คงใช้ท่าทีที่ขัดแย้งกันเอง เช่น นำกรณีพิพาทกับบางประเทศไปฟ้อง WTO เวลาเดียวกันก็ขัดขวางกรณีที่ประเทศอื่นจะฟ้องสหรัฐฯ

Douglas Irwin กล่าวสรุปว่า นโยบายการค้าสหรัฐฯ มาจากเรื่องที่ทรัมป์ถูกครอบงำด้วยปัญหาการขาดดุลการค้า ในความคิดของทรัมป์ การขาดดุลการค้าเป็นตัวชี้วัดว่าประเทศอื่นเอาเปรียบสหรัฐฯ แต่ทรัมป์คงไม่ประสบความสำเร็จที่จะลดการขาดดุลการค้า นักเศรษฐศาสตร์อธิบายมาตลอดว่าดุลการค้าเป็นเรื่องที่ถูกกำหนดจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค (macroeconomic factors) ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเก็บภาษีนำเข้าสูงอย่างไร หรือว่าเปิดตลาดให้กับสินค้าต่างประเทศมากน้อยอย่างไร

หากประเทศหนึ่งเก็บออมสูงกว่าการใช้จ่าย ก็จะได้เปรียบดุลการค้า เพราะเงินออมที่มีมากเกินจะถูกนำไปลงทุนซื้อทรัพย์สินในต่างประเทศ แทนที่จะเอาไปซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ประเทศที่มีอัตราการออมสูง เช่น จีน เยอรมัน และญี่ปุ่น จึงได้เปรียบดุลการค้า ส่วนสหรัฐฯ ขาดดุลการค้า เพราะการออมเงินในประเทศน้อยกว่าการบริโภค จึงต้องดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศมาชดเชย

เอกสารประกอบ
Trade Under Trump, Douglas Irwin, Foreign Affairs, November 06, 2018.
Clashing Over Commerce, Douglas Irwin, The University of Chicago Press, 2018.

[NEW] เงินเฟ้อแบบทรัมป์ นโยบายดอกเบี้ยของเฟด และตลาดการเงิน | โดนัลด์ทรัมป์ – POLLICELEE

ช่วงนี้นักค้าเงินและนักลงทุนหลายท่านเริ่มสับสนกับปรากฏการณ์ของตลาดที่ผันผวนหนัก หลังโดนัลด์ทรัมป์ก้าวเข้ามาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ ซึ่งผมเองก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดาจริง ๆ ครับว่าทรัมป์ และสภาคองเกรสที่เต็มไปด้วยเสียงข้างมากของฝั่งรีพับลิกันจะมีนโยบายที่สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดมากเพียงใด ซึ่งผมก็อยากแชร์ไอเดียเล็ก ๆ น้อย ๆ ฝั่งตลาดการเงินจากนโยบายเศรษฐกิจ เผื่อจะเป็นประโยชน์ให้ท่านผู้อ่านเอาไปปรับใช้และเตรียมตัวกับความเสี่ยงที่จะต้องเจอครับ

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับตลาดเงินผมมองเป็น “เงินเฟ้อแบบทรัมป์” (Trumpflation) ครับ ส่วนตัวมองว่าตลาดแปลความการมาของทรัมป์เป็น การกระตุ้นเศรษฐกิจ (ซึ่งก็มีความเป็นจริงอยู่บ้าง) ส่งผลให้ตลาดกลับมาเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) ซื้อหุ้นและขายบอนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบอนด์ระยะยาว หลายคนเริ่มมองเปรียบเทียบโดนัลด์ทรัมป์กับ โรนัลด์ เรแกน ซึ่งทั้งสองท่าน มีความเหมือนกันก็คือ “ไม่ได้เป็นนักการเมืองมาตั้งแต่เกิด”

ตอนนั้น เรแกนโนมิกส์ (Reaganomics) ลดภาษี เพิ่มรายจ่าย ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ตลาดการเงิน และใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัว (tightening) เพื่อสกัดเงินเฟ้อ (คุ้น ๆ ไหมครับ) แม้ว่าจะเพิ่มภาระให้รัฐบาลอย่างมากโดยหนี้ของสหรัฐเพิ่มขึ้นจาก 9.97 แสนล้านเหรียญ ไปเป็น 2.85 ล้านล้านเหรียญ แต่ก็คืนกลับด้วยเศรษฐกิจที่โตเฉลี่ย 3% เพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย 2% จากช่วง 4 ปีก่อน ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นตาม และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ปรับอัตราดอกเบี้ยเพื่อป้องกันเงินเฟ้ออย่างเต็มที่ (war on inflation) ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ปรับตัวจากระดับเกือบ 10% ไปพีคที่ระดับ 15% ในช่วงนั้น

รูปที่ 1 : การปรับตัวของดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐตามประธานาธิบดีสหรัฐ
ที่มา: Econometric Studio, Moody’s

แต่จะเห็นได้ชัดว่าที่ต่างกันในรอบนี้บอนด์ยีลด์สหรัฐ 10 ปีอยู่แค่ระดับ 2% เองครับและดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐอยู่แค่ 0.25%-0.50% ชี้ว่าทรัมป์เข้ามาในช่วงที่คนสหรัฐ “ไม่เคยชินกับดอกเบี้ยสูง” เพราะทำธุรกิจในช่วงที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมานานเป็นประวัติศาสตร์ ผมและนักวิเคราะห์หลายคนจึงเกิดอาการเดาไม่ออกว่าถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ยจริง ๆ บริษัทต่าง ๆ ในสหรัฐจะพร้อมรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหรือไม่

รูปที่ 2 : บอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 10ปี (ช่วงของนายโรนัลด์ เรแกน คือ 1981-1989)
ที่มา: FRED

ซึ่งผมมองแนวโน้มของเฟดเป็น 2 กรณีคือ แบบแรกเฟด “ขึ้นดอกเบี้ยไปเลย” เพื่อเตรียมรับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและควบคุมไม่ให้เกิดความต่างระหว่างดอกเบี้ยระยะสั้นกับดอกเบี้ยระยะยาวมาก ผู้ประกอบการในสหรัฐจะต้องเผชิญกับปัญหาต้นทุนที่ปรับสูงขึ้นไม่ว่าจะกู้สั้นหรือยาวซึ่งอาจส่งผลกดดันให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงได้

หรือในอีกกรณีเฟดยังพยายาม “ยื้อดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำ” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อแม้บอนด์ยีลด์ระยะยาวจะปรับตัวขึ้นตามความคาดหวังของเงินเฟ้อ (อันนี้จะคล้ายกับตอนประธานาธิปดีริชาร์ดนิกสันกดดันบิ๊กบอสเฟดซึ่งคืออาร์เธอร์ เบิร์นส์ ให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ) ในกรณีนี้ผู้ประกอบการในสหรัฐที่เจอแรงกดดันจากดอกเบี้ยระยะยาวจะหันมากู้ระยะสั้น (แม้จะลงทุนระยะยาว) ซึ่งก็ต้องระวังความเสี่ยงถ้าเศรษฐกิจปรับตัวลงอาจต้องเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องหรือหมุนเงินไม่ทันได้ และจะน่ากลัวมากถ้าราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแรง

จากมุมมองของผม บอนด์ไทยน่าจะเป็นสินทรัพย์ที่โดนแรงกระเพื่อมมากที่สุด แม้สภาพคล่องในประเทศที่ยังล้นตลาดจะกดบอนด์ไทยให้อยู่ในระดับต่ำได้ (เงินเหลือก็มาซื้อบอนด์เอาดอกเบี้ย) แต่เชื่อว่าในระยะกลางถึงยาวถ้าอัตราดอกเบี้ยและบอนด์ยีลด์ในสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นจริงๆ (เช่นยีลด์ 10 ปีสหรัฐปรับตัวสูงกว่ายีลด์ 10 ปีไทย) ก็เดาไม่ออกว่านักลงทุนต่างชาติจะซื้อบอนด์ไทยด้วยสาเหตุไหน ความเสี่ยงต่ำกว่าสหรัฐ? เศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่า? เป็นที่กระจายความเสี่ยง? หรือค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่ากับดอลลาร์สหรัฐมาก? ถ้าไม่มี “ใช่ ใช่ ใช่ ใช่” ใน 4 ข้อข้างหน้าผมเชื่อว่าโอกาสที่บอนด์ไทยจะถูกนักลงทุนต่างชาติขายจนในที่สุดยีลด์ก็ต้องปรับตัวขึ้นตามแน่นอน (ราคาปรับลง) แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยของเราจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยครับ

ส่วนฝั่งหุ้น อุตสาหกรรมที่มักได้รับประโยชน์จากยีลด์สูง ๆ คงจะเป็นพวกธนาคารและสถาบันการเงิน หลายคนเริ่มมองเปรียบเทียบเพิ่มไปอีกว่า การมาของโดนัลด์ ทรัมป์ จะช่วยลดกฎเกณฑ์ทางการเงินที่ฝั่งรีพับลิกันเคยต่อต้านมาตลอด บางคนมองไปถึงว่าทรัมป์อาจจะเป็น “บิล คลินตัน 2” ซึ่งเข้ามาลดกฎเกณฑ์ของธนาคารเพื่อให้สามารถทำกำไรได้มากขึ้น (เช่นสมัย Financial Services Modernization Act ของคลินตัน) ซึ่งตรงนี้อาจต้องระวังหน่อยนะครับเพราะโอกาสเกิดขึ้นอาจะมีไม่มากนักหรือถ้ามีก็ไม่น่าจะเร็ว เพราะช่วงแรกหลายฝ่าย (รวมถึงผมเอง) มองว่าทรัมป์น่าจะให้การสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม (Main Street) ก่อนภาคการเงิน (Wall Street)

นี่แค่เป็นจุดเล็ก ๆ ของการมองนโยบายครับ ยอมรับว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ผมยังไม่ได้พูดถึงเช่นเรื่องการกีดกันการค้า (Tariff tantrum) หรือเรื่องการกดดันเจ้าตลาดเดิม (Trustbusting) ซึ่งถ้ามีเวลาก็คงมาคุยกันต่อ แต่ตอนนี้ขอตัดบทไปก่อนเนื่องจากกลัวว่าจะยาวจนน่าเบื่อ และผมก็ยอมรับอีกครั้งว่า การวิเคราะห์นโยบายของทรัมป์เป็นเรื่องที่ยาก และมีทั้งโอกาสที่จะเกิดอะไรก็ขึ้นก็ได้ ที่รู้แน่ ๆ คือตลาดคงอ่อนไหวหนัก นี่ขนาดยังไม่ได้เข้ามารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการยังขนาดนี้ อีก 4 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร คิดแล้วก็ตื่นเต้นแล้วครับ

ขอปิดด้วยประโยคที่ชัดเจนในวีดีโอคลิปสัมภาษณ์นาซิม ทาเลปป์ ตามนี้ครับ

“In the end, Trump is a real estate salesman. When you elect real estate salespeople to the presidency, they’re going to try deliver something.”


“โดนัลด์ ทรัมป์” เตรียมเปิดแพลตฟอร์มโซเชียลชื่อ TRUTH Social | workpointTODAY


อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เตรียมเปิดตัวแพลตฟอร์มเครือข่ายสังคมออนไลน์ของตัวเองที่ใช้ชื่อว่า TRUTH Social พร้อมประกาศท้าลุยกับพวกบริษัทไฮเทคยักษ์ใหญ่อย่าง ‘เฟซบุ๊ก’ และ ‘ทวิตเตอร์’ ที่ระงับบัญชีของตน
TRUTH Social จะถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แนสแด็กผ่านการควบรวมกิจการระหว่าง ทรัมป์ มีเดีย เทคโนโลยี กรุ๊ป (TMTG) กับ ดิจิทัล เวิลด์ แอคควิซิชัน คอร์ป (Digital World Acquisition Corp)
โดยมีแผนจะเริ่มทดลองเวอร์ชั่นเบต้าสำหรับ “ผู้ใช้งานเฉพาะกลุ่มที่ได้รับเชิญ” ในเดือน พ.ย. ก่อนจะเปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบในครึ่งแรกของปี 2022 ซึ่งบริษัทที่จะจัดตั้งใหม่มีแผนที่จะเปิดรับสมาชิกบริการวิดีโอ ออน ดีมานด์ ซึ่งเป็นระบบที่อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถเลือกรับชมหรือฟังเนื้อหาที่เป็นภาพหรือเสียงตามที่ต้องการโดยมีรายการบันเทิง ข่าว และพอดแคสต์
ทรัมป์ สหรัฐ TRUTHSocial
workpointTODAY | MAKE TOMORROW, TODAY
ข่าว ข่าววันนี้ ข่าวด่วน ข่าวธุรกิจ
สาระความรู้สำหรับวันนี้
workpointTODAY LIVE
รายการข่าวออนไลน์ พร้อมประเด็นพูดคุยที่น่าสนใจ
ทุกวันจันทร์ศุกร์ 19.30 น. ช่องทางออนไลน์ของเรา
workpointTODAY
ข่าวเวิร์คพอยท์ทีวีช่อง 23 ตลอดทั้งวัน
https://www.facebook.com/NewsWorkpoint/
Website: workpointtoday.com
Facebook: https://www.facebook.com/workpointTODAY/
YouTube: https://www.youtube.com/WorkpointToday
Instagram: https://www.instagram.com/workpointtoday/
Twitter: https://twitter.com/workpointtoday
Tiktok: https://www.tiktok.com/@workpointtoday

Podcast by workpointTODAY
Apple Podcast https://apple.co/31pJLD0
Google Podcast https://bit.ly/2FJrBo9
Spotify https://spoti.fi/2HeG2RO
Podbean https://bit.ly/3m4nouy

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

“โดนัลด์ ทรัมป์” เตรียมเปิดแพลตฟอร์มโซเชียลชื่อ TRUTH Social | workpointTODAY

เปลี่ยนโช๊คหน้าวีโก้แชมป์ด้วยงบไม่ถึง 3,000 บาท (แก้ปัญหากระเด้งและสะบัด)


วันนี้ผมนำรถไปเปลี่ยนโช๊คหน้า ราคาโช๊คซื้อจากร้านอะไหล่ 2,300 ค่าแรง 600 บาท ทำที่อู่ ตี๋ปอย ก่อนถึงแยกดอนหัวฬ่อ สรุปแก้อาการกระเด้งและสะบัดด้วบงบไม่เกิน 3,000 ครับ (คลิปโดนใจ ฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม กดกระดิ่งแจ้งเตือนไว้ด้วยนะครับจะได้ไม่พลาดคลิปใหม่ๆ ขอบคุณครับ ลิ้งกดติดตาม https://goo.gl/eg8knL)

เปลี่ยนโช๊คหน้าวีโก้แชมป์ด้วยงบไม่ถึง 3,000 บาท (แก้ปัญหากระเด้งและสะบัด)

ทรัมป์ ทวงค่าเสียหายจากจีน เหตุต้นตอโควิด-19 | workpointTODAY


โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุในช่วงหนึ่งของคำกล่าวสุนทรพจน์ในประชุมพรรครีพับลิกันแห่งรัฐนอร์ทแคโรไลนาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เรียกร้องให้รัฐบาลจีนจ่ายเงินค่าเสียหายจาก โควิด19 กว่า 310 ล้านล้านบาท แก่ สหรัฐอเมริกา และนานาชาติที่ได้รับผลกระทบ
อดีตผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า เพราะความไม่โปร่งใสของ จีน และการปล่อยปละละเลยให้มีการะบาดออกมานอกประเทศ จนได้รับผลกระทบไปทั่วโลก โดยทรัมป์เชื่อในข้อมูลต้นกำเนิดเชื้อไวรัสที่หลุดจากแล็บวิจัยใน อู่ฮั่น นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแนะนำว่าประเทศใดก็ตามที่เป็นหนี้ จีนควรยกเลิกหนี้ให้

workpointTODAY | What Works Today
ข่าว ข่าววันนี้ ข่าวด่วน ข่าวธุรกิจ
สาระความรู้สำหรับวันนี้
workpointTODAY LIVE
รายการข่าวออนไลน์ พร้อมประเด็นพูดคุยที่น่าสนใจ
ทุกวันจันทร์ศุกร์ 19.30 น. ช่องทางออนไลน์ของเรา
workpointTODAY
ข่าวเวิร์คพอยท์ทีวีช่อง 23 ตลอดทั้งวัน
https://www.facebook.com/NewsWorkpoint/
Website: workpointtoday.com
Facebook: https://www.facebook.com/workpointTODAY/
YouTube: https://www.youtube.com/WorkpointToday
Instagram: https://www.instagram.com/workpointtoday/
Twitter: https://twitter.com/workpointtoday
Tiktok: https://www.tiktok.com/@workpointtoday

Podcast by workpointTODAY
Apple Podcast https://apple.co/31pJLD0
Google Podcast https://bit.ly/2FJrBo9
Spotify https://spoti.fi/2HeG2RO
Podbean https://bit.ly/3m4nouy

ทรัมป์ ทวงค่าเสียหายจากจีน เหตุต้นตอโควิด-19 | workpointTODAY

เส้นทางสู่ทำเนียบขาว \”โดนัลด์ ทรัมป์\” กว่าจะมาเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ


ย้อนเส้นทางของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 นอกจากจะไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาก่อนแล้ว ยังเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผู้ผ่านประสบการณ์โชกโชนและประสบความสำเร็จเป็นมหาเศรษฐีติดอันดับต้นๆของประเทศและมีกิจการอยู่ทั่วโลก\r
Originally published at http://www.voathai.com/a/trumpprofilevideo/3682551.html

เส้นทางสู่ทำเนียบขาว \

ทรัมป์-ไบเดน โทษกันไปมาเรื่องอัฟกานิสถาน : ทันโลก กับ ที่นี่ Thai PBS (18 ส.ค. 64)


ติดตามชมรายการทันโลก กับ ที่นี่ Thai PBS วันพุธที่ 18 สิงหาคม 2564 เวลา 21.45 22.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือรับชมย้อนหลังได้ทาง http://www.thaipbs.or.th/ThisisThaipbs

กด Subscribe ติดตามรายการดี ๆ ของช่อง ได้ที่ : http://thaip.bs/YSBht5j
และ ติดตามไทยพีบีเอสออนไลน์ ได้ที่
Website : http://www.thaipbs.or.th
Facebook : http://www.fb.com/ThaiPBS
Twitter : http://www.twitter.com/ThaiPBS
Instagram : http://www.instagram.com/ThaiPBS
LINE : http://www.thaipbs.or.th/AddLINE
YouTube : http://www.youtube.com/ThaiPBS

ทรัมป์-ไบเดน โทษกันไปมาเรื่องอัฟกานิสถาน : ทันโลก กับ ที่นี่ Thai PBS (18 ส.ค. 64)

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่General news

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ โดนัลด์ทรัมป์

Leave a Comment