[NEW] Outlook:Thai Economy / เศรษฐกิจไทย ปี 2021 (ไตรมาส 1/2021) | gdp ของ ไทย – POLLICELEE

gdp ของ ไทย: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

เผยแพร่ใน EIC Outlook ฉบับไตรมาส 1/2021  คลิกอ่านฉบับเต็ม 

 


EIC ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ของไทยปี 2021 เป็น 2.6% จากเดิมที่ 2.2% จากแนวโน้มการส่งออกที่ขยายตัวได้ดี ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ดีกว่าคาด และจากเม็ดเงินภาครัฐที่สนับสนุนเศรษฐกิจต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศยังมีข้อจำกัดจากรายได้ภาคท่องเที่ยวต่างประเทศที่จะฟื้นตัวช้าและผลของแผลเป็นเศรษฐกิจที่กระทบต่อรายได้และงบดุลของ SME และภาคครัวเรือน

เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวได้แข็งแกร่งมากขึ้น แต่จะมีความแตกต่างกันระหว่างประเทศต่าง ๆ ค่อนข้างมากตามความเร็วของการฉีดวัควีน COVID-19 และขนาดของมาตรการภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นสำคัญ EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกในปี 2021 จะขยายตัว 5.6% ดีกว่าที่คาดไว้เดิมที่ 5.0% หลังจากที่หดตัว 3.5% ในปี 2020 โดยเศรษฐกิจส่วนใหญ่จะกลับมาขยายตัวเป็นบวกในปีนี้ (synchronized recovery) เป็นผลจากความคืบหน้าของการค้นพบและฉีดวัคซีน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และฐานต่ำ อย่างไรก็ดี ความเร็วของการฟื้นตัวในระยะข้างหน้าของประเทศต่าง ๆ จะมีความแตกต่างกันอยู่ค่อนข้างมาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1) ความรวดเร็วในการฉีดวัคซีนจนได้รับภูมิคุ้มกันหมู่ (race to herd immunity) โดยประเทศที่มีภูมิคุ้มกันหมู่ได้ก่อน จะสามารถเปิดเมืองและมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจในลักษณะ face to face ได้มากขึ้น 2) ความต่อเนื่องและเพียงพอของมาตรการภาครัฐเพื่อลดผลกระทบจากแผลเป็นทางเศรษฐกิจ และ 3) โครงสร้างเศรษฐกิจซึ่งหากมีการพึ่งพาภาคบริการโดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวระหว่างประเทศสูง หรืองบดุลของภาคครัวเรือนหรือภาคธุรกิจมีความเปราะบางอยู่ก่อนหน้าจะมีการฟื้นตัวได้ช้ากว่า โดย EIC ประเมินว่าประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะได้ภูมิคุ้มกันหมู่ ในช่วงไตรมาสที่ 2-3 ปี 2021 เนื่องจากมีการจองซื้อวัคซีนล่วงหน้าในปริมาณมากประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขที่พร้อมกว่าในการฉีดวัคซีนให้ประชากร ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วเร่งตัวขึ้นเร็วในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ในขณะที่ประเทศในกลุ่ม EM จะได้ภูมิคุ้มกันหมู่ช้ากว่าและมีความแตกต่างกันมาก (เช่น จีนและไทยได้ในไตรมาสที่ 1/2022 ในขณะที่กลุ่ม CLMV อาจต้องรอไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2022)

สำหรับด้านมาตรการของภาครัฐ ในส่วนนโยบายการคลัง กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่กว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนา จากความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนปริมาณมากในต้นทุนที่ต่ำ และยังมีแนวโน้มออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่ล่าสุดได้มีการเสนอมาตรการกระตุ้นขนาด 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้นอย่างมากและจะเป็นเครื่องจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ ขณะที่บางประเทศในกลุ่ม EM อาจเผชิญข้อจำกัดในการออกมาตรการเพิ่มเติม หลังหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นมากและมีการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลง สำหรับนโยบายการเงิน ธนาคารกลางของสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำและการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลต่อเนื่องในปีนี้ เพื่อดูแลต้นทุนทางการเงินของภาครัฐและเอกชนให้อยู่ในระดับต่ำ

ทั้งนี้การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ทำให้ตลาดเริ่มมีความกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น จนทำให้อัตราพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของสหรัฐฯ ปรับขึ้นอย่างมีนัย อย่างไรก็ดี EIC ประเมินว่า ความเสี่ยงของอัตราเงินเฟ้อที่จะเร่งตัวขึ้นมากจนเป็นเหตุให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกต้องหยุดชะงักลงในปีนี้ยังมีจำกัดและอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ เนื่องจากตลาดแรงงานในประเทศส่วนใหญ่ยังมี slack1 อยู่พอสมควรทำให้แรงกดดันต่อการขึ้นของค่าแรงมีไม่มาก รวมทั้งการคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตของประเทศส่วนใหญ่ยังต่ำกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารกลาง ทั้งนี้ แม้ตลาดจะคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดการเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงินเป็นประเทศแรกในช่วงต้นปี 2022 แต่ EIC เชื่อว่า การปรับลดการซื้อสินทรัพย์จะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะไม่เกิดขึ้นจนถึงปี 2023 หรือ ไปจนถึงครึ่งแรกของปี 2524 สะท้อนกรอบนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญต่อเป้าหมายของการขยายตัวเศรษฐกิจ การจ้างงาน และเงินเฟ้อ และยังมีการเพิ่มความยืดหยุ่นของกรอบนโยบายให้สามารถรองรับสถานการณ์เงินเฟ้อที่อาจสูงกว่าเป้าหมายได้นานมากขึ้น แต่ยังต้องจับตามองพลวัตของอัตราเงินเฟ้อในระยะปานกลางที่อาจสูงขึ้นได้กว่าคาด จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก เช่น ห่วงโซ่การผลิตของโลกที่สั้นลง การค้าระหว่างประเทศที่ลดลง หรือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการผลิตและระดับราคาสินค้าปรับสูงขึ้นได้เร็วกว่าในอดีต จนเป็นเงื่อนไขทำให้ธนาคารกลางต่าง ๆ ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรงกว่าคาด ส่งผลให้เกิดความผันผวนของตลาดการเงินและเศรษฐกิจโดยรวมได้

การส่งออกของไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วกว่าคาดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ภาคการท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า โดยจากข้อมูลการส่งออกของประเทศต่าง ๆ ในช่วง 2-3 เดือนล่าสุด พบว่ามีการฟื้นตัวต่อเนื่องสะท้อนการฟื้นตัวที่ชัดเจนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งในส่วนของไทย พบว่ามูลค่าส่งออกในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคมมีระดับเทียบเท่ากับในช่วงก่อนเกิด COVID-19 แล้ว นับเป็นการฟื้นตัวที่เร็วกว่าที่เคยคาดไว้ ขณะที่ในระยะต่อไป คาดว่าการส่งออกมีแนวโน้มปรับดีขึ้นต่อเนื่องตามทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวจากการเร่งฉีดวัคซีนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ดังนั้น จึงทำให้ EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์มูลค่าส่งออกของไทยในปี 2021 เป็นขยายตัวที่ 6.4% จากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 4.0% อย่างไรก็ดี ภาคท่องเที่ยวของไทยยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้เพียง 3.7 ล้านคน เนื่องจากการเดินทางระหว่างประเทศจะฟื้นตัวได้อย่างชัดเจน ก็ต่อเมื่อประเทศส่วนใหญ่มีภาวะภูมิคุ้มกันหมู่แล้ว (Herd immunity) ซึ่งจะทำให้ประเทศเหล่านั้นเปิดประเทศต่อนักเดินทางที่ฉีดวัคซีนแล้วทั้งขาเข้าและขาออกอย่างเสรีมากขึ้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีโอกาสได้รับภาวะภูมิคุ้มกันหมู่ที่เร็วกว่าในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปีนี้ กลับไม่ใช่กลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของไทย จึงทำให้การท่องเที่ยวของไทยยังมีแนวโน้มฟื้นช้า โดยคาดว่าจะฟื้นตัวชัดเจนในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้และต้นปีหน้าซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของไทยจะทยอยมีภูมิคุ้มกันหมู่มากขึ้น

ด้านเศรษฐกิจในประเทศ พบว่า แม้การระบาดรอบใหม่จะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจน้อยกว่าการระบาดรอบแรก แต่ก็ทำให้การฟื้นตัวของการใช้จ่ายและรายได้สะดุดลงในระยะสั้น ซึ่งจะมีผลซ้ำเติมต่อแผลเป็นทางเศรษฐกิจและเป็นข้อจำกัดหลักของการขยายตัวของกำลังซื้อในระยะข้างหน้า โดยจากการติตตามข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด พบว่าการระบาดรอบใหม่มีผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคม อย่างไรก็ดี พบว่าผลกระทบกลับมีน้อยกว่าการระบาดรอบแรกในช่วงปีก่อน จากมาตรการควบคุมโรคที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น และการปรับตัวของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน นอกจากนี้ ยังพบว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว (bottomed out) ซึ่งสอดคล้องกับที่ EIC เคยคาดไว้ว่าผลกระทบของการระบาดรอบใหม่จะมีประมาณ 2 เดือน ทั้งนี้แม้ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะมีไม่มากเท่ากับที่เคยเกิด แต่นับเป็นการซ้ำเติมแผลเป็นเศรษฐกิจของไทย กล่าวคือ การเปิดกิจการใหม่มีแนวโน้มลดลง 3 ปีติดต่อกัน ขณะที่กิจการในภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดรอบใหม่อาจประสบปัญหาด้านสภาพคล่องซ้ำเติม ส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อการลงทุนและภาวะการจ้างงานที่ซบเซาอยู่แล้ว โดยข้อมูลตลาดแรงงานสะท้อนว่า แม้อัตราการว่างงาน ณ ธันวาคม 2020 จะอยู่ในระดับไม่สูงมากที่ 1.5% แต่ผลกระทบต่อรายได้ของครัวเรือนรุนแรงและกว้างขวางกว่านั้น สะท้อนจาก 1) ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยของแรงงานไทยที่ลดลงกว่า 6% ขณะที่สัดส่วนผู้ทำงานต่ำระดับ (ต่ำกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) เพิ่มขึ้นกว่า 1.8 ล้านคน (เทียบช่วงปี 2020 กับค่าเฉลี่ย 5 ปีก่อนหน้า) 2) จำนวนคนทำงานอาชีพอิสระเพิ่มขึ้นกว่า 1.3 ล้านคนในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงธันวาคม 2020 ซึ่งถือเป็นงานที่มีระดับและความมั่นคงด้านรายได้ที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับตำแหน่งงานในลักษณะนายจ้างและลูกจ้างที่ปรับลดลง รวมทั้งมีข้อมูลที่ชี้ว่า รายได้เฉลี่ยของอาชีพอิสระประเภทต่าง ๆ ก็ลดลงจากเดิมมากเช่นกัน จากอุปทานแรงงานที่เพิ่มขึ้นมากในภาวะเศรษฐกิจซบเซา และ 3) จำนวนแรงงานที่ช่วยงานที่บ้านโดยไม่มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 1.4 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกัน
ซึ่งข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ว่า แม้การว่างงานจะไม่มาก แต่แรงงานไทยเผชิญปัญหารายได้ลดลงอย่างรุนแรง จากการทำงานที่ต่ำกว่าศักยภาพ ทำให้กำลังซื้อและความเชื่อมั่นในการบริโภคถูกกระทบมาก จนเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะถัดไป

อย่างไรก็ดี เม็ดเงินจากภาครัฐเป็นปัจจัยหลักสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ผ่านการใช้จ่ายทั้งในส่วนของงบประมาณ และเม็ดเงินจาก พรก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท โดยในส่วนของการเบิกจ่ายในงบประมาณ EIC คาดว่าภาครัฐจะมีการลงทุนด้านการก่อสร้างเพิ่มขึ้นถึง 9.4%YOY ในปี 2021 จากการก่อสร้างทั่วไปตามงบประมาณและโครงการเมกะโปรเจกต์เป็นสำคัญ นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีการช่วยเหลือเศรษฐกิจเพิ่มเติมผ่านการให้เงินเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งมาตรการล่าสุด ได้แก่ โครงการเราชนะ และ ม. 33 เรารักกัน ซึ่งมีวงเงินช่วยเหลือกว่า 2.5 แสนล้านบาท ครอบคลุมผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือกว่า 40 ล้านคน นับเป็นเม็ดเงินขนาดใหญ่จะที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงนี้ ขณะที่ในระยะต่อไป EIC คาดว่าภาครัฐจะมีมาตรการเพิ่มเติมซึ่งอาจเน้นด้านการลงทุนหรือการเตรียมความพร้อมเพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยภาครัฐยังเหลือเงินที่จะพยุงเศรษฐกิจได้เพิ่มเติมอีกราว 3.9 แสนล้านบาท ซึ่งมีที่มาจาก 2.5 แสนล้านบาทที่เหลือภายใต้ พรก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท และจากงบกลางอีกราว 1.4 แสนล้านบาท

ด้านนโยบายการเงิน คาดว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ตลอดปี 2021 รวมทั้งใช้มาตรการเฉพาะจุดร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งผ่านนโยบายการเงินและจัดสรรสภาพคล่อง รวมถึงสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และการจัดการกับหนี้เสีย ภาวะการเงินโดยรวมของไทยยังคงอยู่ในระดับผ่อนคลายจากการที่ ธปท. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อกระจายสภาพคล่องและลดค่าใช้จ่ายด้านการชำระหนี้ให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของไทยโน้มสูงขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในระยะต่อไป EIC คาดว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.5% ตลอดปี 2021 ควบคู่กับการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเมื่อจำเป็นเพื่อดูแลดอกเบี้ยในตลาดการเงินให้อยู่ในระดับต่ำเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายใต้แนวโน้มเงินเฟ้อที่จะยังอยู่ในระดับต่ำ (คาดเงินเฟ้อทั่วไปปี 2021 อยู่ที่ 1.3%) นอกจากนี้ คาดว่า ธปท. จะปรับรูปแบบการช่วยเหลือลูกหนี้เพื่อกระจายสภาพคล่องไปยังธุรกิจ SME ได้มากขึ้น โดยแบ่งธุรกิจออกเป็น 2 กลุ่มคือ 1) ธุรกิจที่ยังสามารถดำเนินกิจการได้ หรือต้องการฟื้นฟูกิจการแต่ขาดสภาพคล่องนั้น ธปท. จะมีการปรับเงื่อนไขของมาตรการ Soft loan และการใช้เครื่องมือการค้ำประกันความเสี่ยงของ บสย. เพื่อให้ธุรกิจที่เผชิญปัญหาสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น และ 2) ธุรกิจที่มีภาระหนี้ที่มีหลักประกัน แต่อุปสงค์ฟื้นตัวช้าทำให้ขาดรายได้ คาดว่า ธปท. จะผลักดันให้ใช้มาตรการโกดังเก็บหนี้เพื่อลดภาระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยของลูกหนี้ ตลอดจนลดความเสี่ยงของการปรับลดลงอย่างรุนแรงของราคาสินทรัพย์ ในภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจโรงแรม

สำหรับค่าเงินบาท ณ สิ้นปี 2021 EIC คาดว่ามีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากสิ้นปีก่อนมาอยู่ในช่วง 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเป็นสำคัญ เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มเร็วกว่าประเทศอื่นตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวที่ปรับเพิ่มขึ้นเร็ว สำหรับปัจจัยในประเทศนั้น EIC มองว่า การฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ของเศรษฐกิจของไทย และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลงจากปีก่อนมาอยู่ที่ราว 1.9% ต่อ GDP ในปี 2021 จะลดแรงกดดันด้านการแข็งค่าของเงินบาทลงได้บ้าง อย่างไรก็ดี นักลงทุนจะยังมีความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยทำให้เงินบาทจะไม่อ่อนค่าอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ธปท. จะเผชิญกับข้อจำกัดในการดูแลค่าเงินบาทมากขึ้น หลังไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่สหรัฐฯ จับตาการแทรกแซงค่าเงิน (Monitoring List) สำหรับความเสี่ยงที่อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่ามากกว่าคาดมาจากสถานการณ์การเมืองไทยที่อาจมีความไม่แน่นอนมากขึ้น และการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ช้ากว่าที่ประเมินไว้

ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยในปี 2021 ยังมีความเสี่ยงด้านต่ำที่สำคัญ ประกอบด้วย 1) การระบาดของ COVID-19 ที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง ทั้งในไทยและต่างประเทศ ตราบใดที่ยังไม่เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ 2) การฉีดวัคซีนในไทยที่อาจล่าช้ากว่าแผน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว 3) ภาระหนี้เสียที่อาจสูงกว่าคาดซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพภาคการเงิน 4) ปัญหาเสถียรภาพการเมืองในประเทศที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นโดยเฉพาะด้านการลงทุน และ 5) ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์โลกที่อาจปะทุขึ้นอีกจากการแข่งขันทางการค้าและเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ขณะที่ความเสี่ยงด้านสูงที่สำคัญ ได้แก่ การใช้จ่ายของภาครัฐที่มากกว่าคาด

ในภาพรวม เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า และมีความเสี่ยงที่จะเกิด permanent output loss ขนาดใหญ่ สะท้อนการพึ่งพาภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวช้าและแผลเป็นเศรษฐกิจที่ค่อนข้างลึก ซึ่งอาจกระทบต่ออัตราการขยายตัวเศรษฐกิจในระยะยาวได้ โดยจากการศึกษาของ EIC พบว่า ระดับ GDP ของไทยจะกลับไปสู่ระดับก่อนเกิด COVID-19 ได้ในช่วงปลายปี 2022 หรือต้นปี 2023 ซึ่งถือว่าค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับประเทศส่วนใหญ่ สะท้อนการพึ่งพาของเศรษฐกิจไทยต่อภาคท่องเที่ยวในระดับสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก (12% ของ GDP) และการคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัวอย่างช้าๆ จนกว่าการฉีดวัคซีนจะกระจายจนทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ทั้งในไทยและในประเทศที่เป็นแหล่งนักท่องเที่ยวหลักของไทย นอกจากนั้น มีโอกาสสูงที่ GDP ของไทยจะไม่กลับไปสู่ระดับของ trend เดิม และจะเกิด permanent output loss ขนาดใหญ่ โดยพิจารณาจากส่วนต่างในช่วงของระดับ GDP ในกรณีที่ไม่มี COVID-19 เกิดขึ้นเทียบกับระดับ GDP ตามการคาดการณ์ล่าสุดของ IMF และ EIC ในช่วง 3 ปีข้างหน้า พบว่า ระดับส่วนต่างของ GDP ระหว่าง 2 กรณีของไทย (output shortfall) อยู่ที่ประมาณ 8-9% ซึ่งถือว่า เป็นช่องว่างที่ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ทั้งนี้การที่เศรษฐกิจอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าระดับศักยภาพค่อนข้างมากต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้รายได้ การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวได้อย่างช้า ๆ ขณะที่ปัญหางบดุลและฐานะทางการเงินของภาค SME และภาคครัวเรือนจะต้องใช้เวลานานขึ้นในการซ่อมแซม ปัจจัยด้านอุปสงค์เหล่านี้ จะทำให้ปัญหาการว่างงานและการทำงานต่ำระดับระยะยาวมีมากขึ้น รวมทั้งการลงทุนของภาคธุรกิจชะลอลงทำให้การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมายกระดับประสิทธิภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันมีจำกัด ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อจำกัดด้านอุปทานและการลดลงของอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวได้ EIC ประเมินว่า ภาครัฐอาจพิจารณาใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อลดระดับแผลเป็นทางเศรษฐกิจและ output loss ในระยะสั้น ผ่านการเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนและการประสานงานการเปิดการท่องเที่ยวระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรการเยียวยาและฟื้นฟูให้กับ SME และแรงงานที่มีลักษณะเจาะจงและเชื่อมโยงมากขึ้นทั้งการช่วยเหลือทางการเงิน การสร้างงานและการจับคู่งาน และการลดข้อจำกัดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนผลักดันมาตรการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในการรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและโอกาสด้านธุรกิจใหม่ ๆ ภายหลัง COVID-19 จบลง ผ่านการลงทุนและการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการปรับทักษะแรงงาน (upskill/reskill) และการเพิ่มศักยภาพของ SME โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี่ดิจิทัลมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

EIC-Outlook-Q12021_InfoThai1_TH.jpg

EIC-Outlook-Q12021_InfoThai2_TH.jpg

[NEW] โมเดลพลิกฟื้นประเทศไทยในสมการของ GDP | gdp ของ ไทย – POLLICELEE

จากสมการ GDP ของประเทศ ที่ว่า GDP = C + I + G + ( X – M ) เราลองมาดูแนวทางในการพลิกฟื้นประเทศไทย ผ่านการแก้ไขตัวแปรแต่ละตัวในสมการ

C = Consumption หรือการบริโภค

ตอนนี้การบริโภคภายในประเทศลดลง เพราะทุกคนต่างก็รัดเข็มขัด

แม้รัฐบาลจะงัดมาตรการ ชิม ช็อป ใช้ มากระตุ้น แต่ก็อาจกระตุ้น C ได้ชั่วคราว เพราะในระยะยาว เงินส่วนใหญ่ไหลกลับไปที่กำไรสะสมของบริษัทขนาดใหญ่ ไม่ได้ถูกกระจายไปในระดับฐานราก ซึ่งก็คือคนส่วนใหญ่ของประเทศที่แท้จริง

การกระตุ้นการบริโภค ในนัยยะที่มีความยั่งยืน คือการสร้างสมดุลระหว่างรายรับและรายจ่ายของประชาชนทั้งประเทศ

ให้การบริโภค เป็นการบริโภคที่อยู่บนพื้นฐานของการใช้จ่ายของประชาชนอย่างแท้จริง นั่นก็คือ ทุกคนต้องมีงาน ต้องมีอาชีพ ต้องมีธุรกิจ ที่มีเงินหล่อเลี้ยงครอบครัวและธุรกิจหน่วยย่อยๆ ให้เป็น Sustainable Income เพื่อนำไปใช้บริโภคแบบ Sustainable Consumption ได้

ซึ่งต้องไม่ใช่การก่อหนี้สินเพื่อการบริโภค แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

เพราะถ้าหากรายได้ของประชาชนสะดุด หนี้สินที่ต้องผ่อนแต่ละเดือนอยู่ในอัตราที่สูง การบริโภคทั้งหมดในประเทศ จะสะดุดลงทันที

 

I = Investment

ในปัจจุบันประเทศไทยยังเป็น Industrail Base ไม่ใช่ Innovation Base ในขณะที่ต้นทุนค่าแรง ความสามารถในการแข่งขัน เรามีต้นทุนค่าแรงที่สูงกลุ่มประเทศ CLMV

ประเทศเมียนมา ค่าแรงขั้นต่ำ 100 บาท

ประเทศ สปป.ลาว ค่าแรงขั้นต่ำ 170 บาท

ประเทศเวียดนาม ค่าแรงขั้นต่ำ 180 บาท

ประเทศกัมพูชา ค่าแรงขั้นต่ำ 285 บาท

ในขณะที่ประเทศไทย ค่าแรงขั้นต่ำ 313 บาท

ดังนั้นในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ เราไม่สามารถใช้กรอบความคิดแบบ Industrial Base มาใช้ได้เหมือนยุคปี 1980

เราต้องเปลี่ยนการลงทุนภายในประเทศให้เป็น Innovation Base โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Sector ในส่วนของเทรนด์อนาคตเป็นแกนหลัก ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์แบบ EV, เทคโนโลยีชีวภาพ, Robotics, Digital เป็นต้น

ขณะที่ในวันนี้ Infrastructure ของเรายังดีกว่ากลุ่มประเทศ CLMV อย่าเสียความได้เปรียบตรงนี้ไป

การกระตุ้นการลงทุนภายในประเทศ อย่ามองในมิติของการดึงดูดทุนจากต่างชาติเข้ามาอย่างเดียว แต่เราต้องเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการภายในประเทศด้วย

ภาครัฐอาจต้องใช้กฎหมายบางมาตรา เพื่อป้องกันการผูกขาดจากทุนขนาดใหญ่ เพราะในระยะยาว ผู้ประกอบการรายเล็กๆ ไม่สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการที่มีสายป่านยาวกว่าได้

รวมถึงควรออกมาตรการห้ามการ Dumping (ทุ่มตลาด) จากสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าออนไลน์ที่มาจากจีน

สร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว โดยการจัดทำระบบข้อมูลประมวลผลกลาง (Big Data) เพื่อป้องกันการประกอบธุรกิจแบบ me-too business (ธุรกิจที่ทำตามกันเช่น ร้านกาแฟ คาร์แคร์ สปา ร้านอินเตอร์เน็ตในอดีต ) ทั้งนี้ เพื่อควบคุมซัพพลายของผู้ประกอบการให้อยู่ในระดับสมดุล ซึ่งจะส่งผลทำให้การ Investment เป็นการทำลายผู้ประกอบการรายย่อยเสียเอง

จำกัดการผูกขาด ในอุตสาหกรรมที่มีสัมปทาน แต่ให้เปิดเสรีและใช้ Perfect Competition เป็นตัวขับเคลื่อน

บังคับใช้กฎหมายสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อปกป้อง Innovation ของผู้ประกอบการรายย่อย

ติดอาวุธทางความรู้ให้กับผู้ประกอบการทุกภาคส่วน ทุกคนต้องรู้จักการทำ Project Feasibility Analysts ก่อนการเริ่มธุรกิจ เพื่อป้องกันความล้มเหลวจากความไม่รู้ของผู้ประกอบการรายย่อย

รวมถึงให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยกลุ่ม Angel-Investors และ Venture Capital ที่พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย โดยไม่ได้มองเฉพาะกลุ่ม tech start-up แต่พร้อมสนับสนุนธุรกิจทุกภาคส่วนที่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ

 

G = Government Spending

ภาครัฐต้องใช้งบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

นักการเมืองต้องเห็นผลประโยชน์ของประเทศมาก่อนผลประโยชน์ส่วนตัว

กฎหมาย Anti-Corruption จะต้องไม่ใช่แค่เสือกระดาษ แต่มีผลในการบังคับใช้จริง

เพื่อให้ G ซึ่งควรมีประสิทธิภาพที่สุดในการเริ่มต้น คิดใหม่ทำใหม่ สามารถช่วยคนทั้งประเทศได้จริง

G ที่ใช้ไป อย่าไปสิ้นเปลืองกับการกระตุ้น C เพียงชั่วคราว เพราะไม่เกิดประโยชน์ระยะยาวแต่อย่างใด

แต่ G ต้องสามารถสร้าง Infrastructures ต้องสร้างความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ สร้างความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ในส่วนรวม

ฝากท่านผู้นำพิจารณาด้วยครับ

 

X = การส่งออกหรือการได้มาของรายการที่มาจากคนต่างประเทศที่มาใช้จ่ายในประเทศไทย

ค่าเงินบาทแข็ง ทำให้ความสามารถในการส่งออกของประเทศน้อยลง ซึ่งคงต้องฝากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการสร้างสมดุล โดยที่ไม่ใช้ทุนสำรองของประเทศไปเกี่ยวข้อง ซึ่งผมคิดว่าท่านเก่งอยู่แล้ว

เราต้องการ New Product , New Service และ New Innovation เพราะนั่นคือจุดที่จะทำให้ความสามาถในการแข่งขันขึ้นสู่ Exponential Curve ได้

รัฐบาลต้องเป็นแกนหลักในการสร้างผู้ประกอบการภายในประเทศ เพื่อคิดใหม่ทำใหม่ สำหรับ New Business Model

ในแง่ของการท่องเที่ยว รายจ่ายของต่างชาติต้องถูกจัดสรรกระจายไปให้กับประชาชนในทุกภาคส่วนทั้งรายย่อย รายเล็ก รายกลาง รายใหญ่

ไม่ใช่รายใหญ่ หรือทุนจากต่างชาติเพียงอย่างเดียว

มิฉะนั้น GDP ในส่วนของ X ที่เพิ่มขึ้นมา จะไม่สามารถเพิ่มความเป็นอยู่ที่ดีให้กับคนไทยโดยส่วนใหญ่ได้เลย

 

M = การนำเข้าหรือการใช้จ่ายจากคนในประเทศไทยไปยังต่างประเทศ

สร้างวินัยทางการเงินให้คนในประเทศ ใช้ในสิ่งที่จำเป็น สร้างทัศนคติที่เน้นใช้สินค้าภายในประเทศ เพื่อสนับสนุนคนไทยด้วยกัน

ระวังเรื่องเงินรั่วไหล โดยเฉพาะธุรกิจการพนันที่ถูกกฎหมายในต่างประเทศ แต่ผิดกฎหมายในประเทศไทย เลยทำให้เงินจำนวนมหาศาลที่มิได้มีการบันทึก ไหลออกไป มาเก๊า สิงคโปร์  หรือประเทศที่การพนันถูกกฎหมาย โดยไม่จำเป็น

ถ้าเลี่ยงไม่ได้ บางทีการมีกาสิโนที่ถูกกฎหมายในประเทศไทย โดยจำกัดและควบคุมผู้มาใช้บริการที่เป็นคนไทย อาจดีกว่าปล่อยให้เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ธุรกิจสีเทาหรือดำที่ต้องขนเงินไปต่างประเทศ รวมทั้งเงินที่ได้มาจากการการฉ้อราษฎร์บังหลวง ล้วนแล้วแต่ทำให้เงินหายไปจากประเทศทั้งนั้น

ในส่วนนี้คงต้องฝากความหวังไปที่ผู้ออกกฎหมายและผู้บังคับใช้กฎหมาย ให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นมาตรฐานเดียวกันกับคนทุกระดับ

ที่สำคัญ เราทุกคนต้องตระหนักในหน้าที่ของตัวเอง

ไม่ใช่ พอเศรษฐกิจพังขึ้นมา โยนความผิดให้รัฐบาลแต่เพียงอย่างเดียว

เรามีความสามารถในการแข่งขัน มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ที่จะออกไปสู้กับระดับโลกได้หรือยัง

เรามีวินัยทางการเงินดีพอหรือยัง หรือยังติดอยู่ในกระแสบริโภคนิยม สร้างหนี้เพื่อเอามาสร้างโปรไฟล์ในโลกออนไลน์

ถ้าทุกคนตระหนักและรับผิดชอบพร้อมกัน

ประเทศไทยฟื้นแน่นอน

 

 

โดย
กระทรวง จารุศิระ
ซุปเปอร์เทรดเดอร์รีพับบลิค

ไม่พลาดบทความด้านธุรกิจ กดติดตามได้ที่ Facebook Fanpage: Forbes Thailand Magazine


GDP ไทย อยู่อันดับไหนของโลก


มาดู GDP ของไทยในระดับโลก และอาเซียนว่าเป็นอย่างไร

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

GDP ไทย อยู่อันดับไหนของโลก

ทิศทางเศรษฐกิจไทย 2564 : วัคซีนเศรษฐกิจ (30 ธ.ค. 63)


ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์ต่างประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2564 ในทิศทางเดียวกัน ว่า \”จะฟื้นตัว\” แต่การระบาดของโควิด19 รอบใหม่ในไทยอาจฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่ำกว่าที่คาด หากไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้
ติดตามชมรายการจับตาสถานการณ์ย้อนหลังได้ทาง http://www.thaipbs.or.th/khaoTieng

กด Subscribe
ติดตามรายการดีๆของช่อง ได้ที่ : http://shorturl.at/czXZ0
และ ติดตามไทยพีบีเอสออนไลน์ ได้ที่
Website : http://www.thaipbs.or.th
Facebook : http://www.fb.com/ThaiPBSFan
Twitter : http://www.twitter.com/ThaiPBS
Instagram : http://www.instagram.com/ThaiPBS
LINE : http://www.thaipbs.or.th/AddLINE
YouTube : http://www.youtube.com/ThaiPBS

ทิศทางเศรษฐกิจไทย 2564 : วัคซีนเศรษฐกิจ  (30 ธ.ค. 63)

ดูเศรษฐกิจโลกแบบง่ายๆ เริ่มจากอะไร – รู้จัก GDP


หากพูดถึงภาพรวมเศรษฐกิจในภาพรวม มักจะดูที่ GDP กัน คงจะได้ยินคำนี้กันบ่อยๆ แต่ GDP คืออะไร สำคัญยังไง เราจะเล่าให้ฟัง

เปิดบัญชีซื้อกองทุนรวมกับ FINNOMENA ได้ที่ https://finno.me/oa954
เปิดง่ายใช้เวลาแค่ 1 วัน เปิดฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องใช้เอกสาร ซื้อกองทุนได้ 19 บลจ. หรือกว่า 700 รวมถึงกองทุนลดหย่อนภาษี SSF RMF ในบัญชีเดียว เปิดเลยวันนี้!
FINNOMENA

ดูเศรษฐกิจโลกแบบง่ายๆ เริ่มจากอะไร - รู้จัก GDP

[Live] รายการ Finansia Stock Update ประจำวันที่ 15 พ.ย. 2564


[Live] รายการ Finansia Stock Update ประจำวันที่ 15 พ.ย. 2564
ปัจจัยน่าติดตามวันนี้
📌 คาด SET ยังแกว่ง Sideways กรอบ 16301640
📌 จับตา GDP 3Q21 ของไทยเช้านี้
📌 ไฮไลท์ยังอยู่ที่งบ 3Q21 EA GULF MINT CBG RBF ORI WINMED และอื่นๆอีกมากมาย
📌 หุ้นเด่นของเราวันนี้คือ NSL
CHART INSIGHT
📌 SET INDEX: ตราบที่ไม่ต่ำกว่าแนวรับ 1625 จุด ทิศทางระยะสั้นยังอยู่ในรอบของการฟื้นตัว
📌 S50Z21: ยืน 980 จุดได้ ทิศทางระยะสั้นกลับมาเป็นบวก
📌 Momentum Trading : YGG, M
📌 Swing Trading : AP, BBL
📺 รับชมสดๆ และติดตามข่าวสารแบบ Real Time ได้ที่
▶Facebook Fanpage : https://bit.ly/FBFinansia
▶Youtube channel : http://bit.ly/youtubefinansia
▶Website : https://bit.ly/websitefinansia
▶Line@ : http://bit.ly/LineFinansia
▶Twitter : https://twitter.com/fnsyrus
▶Instagram : finansiasyrus
▶Telegram : https://t.me/finansia_official
▶ทดลองใช้งาน Finansia HERO ได้ที่ : https://www.finansiahero.com/download/
🔎กับทีมนักวิเคราะห์
บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)
โทร 027822400

[Live] รายการ Finansia Stock Update ประจำวันที่ 15 พ.ย. 2564

10 อันประเทศที่มีมูลค่าเศรษฐกิจมากที่สุดในอาเซียน 2020 Top 10 Countries ASEAN Economic Powers 2020


10 อันดับประเทศที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากที่สุดในอาเซียน 2020
ข้อมูลจาก : https://en.m.wikipedia.org/wiki/List_of_ASEAN_countries_by_GDP
ติดตามช่องทางเพจ Facebook ได้ที่ : https://www.facebook.com/TOP10News111614590743266/

10 อันประเทศที่มีมูลค่าเศรษฐกิจมากที่สุดในอาเซียน 2020 Top 10 Countries ASEAN Economic Powers 2020

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่General news

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ gdp ของ ไทย

Leave a Comment