[Update] ถกประเด็นสิทธิหลังดูหนัง สโนว์เดน ท่ามกลางการจับตาของฝ่ายความมั่นคง | เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน หนัง – POLLICELEE

เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน หนัง: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

“เบิ่งหนัง-ตั้งวงโส” แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์ และโครงการจัดตั้งสมาคมการเมืองและความยุติธรรมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดกิจกรรมฉายหนังฟรีประเด็นสิทธิ ที่ จ.มหาสารคาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงคุมเข้มหวั่นเกี่ยวการเมือง

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา เวลา 13.00 น. – 19.00 น. ที่โรงภาพยนตร์ SF Cinema City ห้างสรรพสินค้าเสริมไทยคอมเพล็กซ์ จ.มหาสารคาม แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์ (Amnesty International Thailand) และ โครงการจัดตั้งสมาคมการเมืองและความยุติธรรมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asian Politic and Justice Association) ร่วมจัดกิจกรรมรณรงค์ประเด็นสิทธิมนุษยชน ผ่านการชมภาพยนตร์ฟรี เรื่อง สโนว์เดน อัจฉริยะจารกรรมเขย่ามหาอำนาจ ซึ่งเป็นเรื่องราวจากเหตุการณ์เปิดโปงข้อมูลครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้งของสหรัฐอเมริกา โดย เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของเอ็นเอสเอ (สภาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ-NSA) ที่ได้แฉปฏิบัติการดักเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาลของหน่วยงานความมั่นคงของรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งได้สร้างผลสะเทือนครั้งใหญ่ต่อโลกและชีวิตคนจำนวนมากที่ถูกดักเก็บข้อมูลในชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว ด้วยฝีมือการกำกับของโอลิเวอร์ สโตน (Oliver Stone) และได้โจเซฟ กอร์ดอน เลวิตท์ (Joseph Gordon Lewitt) และปิดท้ายกิจกรรมด้วยวงเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ชื่อว่ากิจกรรม “เบิ่งหนังตั้ง-วงโส”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในงาน ผู้เข้าร่วมเริ่มเดินทางเข้างานตั้งแต่ 13.00 น. เพื่อรับบัตรชมภาพยนตร์ และ ร่วมกิจกรรมต่างๆ ร่วมลงชื่อเรียกร้องอภัยโทษ “เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน”, เขียนโปสการ์ดถึงประธานาธิบดี บารัก โอบาม , ถ่ายรูปเซลฟี่ “หยุดรุกล้ำความเป็นส่วนตัว” “Don’t invade my privacy” โพสต์ลงเฟสบุ๊คติดแฮชแท็ก #PardonSnowden

ต่อมาเวลาประมาณ 14.00 น. มีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงนอกเครื่องแบบ 2 คน เข้ามาสอบถามรายละเอียดกิจกรรมจากทีมผู้จัดงาน “เบิ่งหนัง-ตั้งวงโส”และขออยู่เฝ้าดูตลอดการจัดกิจกรรม จากนั้นยังมีเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบเข้ามาเพิ่มอีกกว่า 10 – 20 คน ภายในบริเวณงาน และโรงภาพยนตร์ มีการเรียกทีมผู้จัดงานเข้าพูดคุยสอบถามถึงรายละเอียดของงานเป็นระยะ

หลังจากภาพยนตร์จบ เรืองฤทธิ โพธิพรม สมาชิกโครงการจัดตั้งสมาคมการเมืองและความยุติธรรมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asian Politics and Justice Association : SAPJA) ได้เริ่มต้นกล่วเปิดงานเสวนาว่า “หลายท่านคงเริ่มคิดว่าเมื่อเราถูกจับตามอง ความเป็นส่วนตัวของเราจะเหลือมากแค่ไหน? จะมีอันตรายใดมาถึงเราบ้าง? ซึ่งวันนี้เราจะไม่พูดแค่ว่ามันจะกระทบอะไรต่อเรา ยังมีประเด็นอื่นอีก เช่น จะกระทบต่อคนอื่นอย่างไร? มุมมองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะเป็นอย่างไร?”

ผศ.ดร.ปรีชา สาคร หัวหน้าภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เริ่มต้นการเสวนาโดยการระบุว่า ในเชิงภาพยนตร์ จะมีทฤษฎีที่เรียกว่า ประพันธกร ซึ่งให้ความสนใจในตัวศิลปิน โดยผู้ที่เป็นผู้กำกับเรื่องนี้ โอลิเวอร์ สโตน หากย้อนไปมองอดีตของเขาก็จะเห็นว่า เขาเคยผูกพันกับสงคราม สอนภาษาอังกฤษที่เวียดนาม เคยไปรบที่เวียดนามประมาณ 1 ปี ช่วงปี พ.ศ. 2519 เขามีความพยายามที่จะติดตามนโยบายที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลมาเรื่อยๆ ตั้งแต่สงครามเวียดนามจนถึงเหตุการณ์ 911 จะเห็นว่าหนังหลายเรื่องที่โอลิเวอร์ สโตน พยายามจะพูดถึง เช่นหนังที่ได้รางวัลออสก้าเรื่อง Platoon เป็นความโหดร้ายของสงครามที่เขาไปพบ รัฐบาลอเมริกาทำไมต้องส่งกำลังรบไปช่วงชิงชัยชนะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะ ลาว กัมพูชา เวียดนาม เขาพยายามมองมุมต่างกับรัฐบาล ถ้ามองในมุมทฤษฎีประพันธกร อาจเรียกง่ายๆว่า เป็นลายเซ็นของเขา ถ้าเป็นหนังของโอลิเวอร์ สโตน จะพูดออกมาในแนวนี้

หัวหน้าภาควิชานิเทศศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า Snowden เป็นหนังที่สร้างมาจากเหตุการณ์จริง ในแวดวงวิชาการจะมีทฤษฎีหนึ่งที่ใช้สำหรับการดูภาพยนตร์คือ การประกอบสร้างความจริง ซึ่งจะบอกว่าในหนังที่เราดูอาจมีความจริงบ้างบางส่วน แต่ภาพยนตร์คือ สื่อบันเทิงชนิดซึ่งจะต้องเอาคนดูให้อยู่ภายในชั่วโมงครึ่ง จะทำอย่างไรให้คนดูจนหนังจบเรื่อง จนหนังสามารถพิสูจน์ธีมของมันได้

ปรีชา ยกตัวอย่างการมองหนังผ่านกรอบทฤษฎีดังกล่าวว่า ทฤษฏีนี้จะบอกว่าอาจมีความจริงส่วนหนึ่ง และอาจมีสิ่งที่ประกอบสร้างขึ้นมาให้คนดูติดตามเรื่อง เช่น ฉากที่สโนว์เดนเอาเมมโมรี่การ์ดเสียบเข้าไปในเครื่องคอมฯ เพื่อที่จะโหลดเอาข้อมูลมา เรารู้สึกตื้นเต้น จากจังหวะการตัดต่อ มุมภาพ ดนตรี ซึ่งในความเป็นจริงผมไม่อาจรู้ว่าเขาอาจโหลดมาอย่างง่ายๆ ก็ได้แต่ด้วยความเป็นหนังจึงมีสิ่งเร้าให้คนดูรู้สึกตื่นเต้น หรือคล้อยตามสิ่งที่เกิดขึ้น อีกฉากหนึ่งคือขณะที่สโนว์เดนกำลังปาร์ตี้กับเพื่อน มีโดรนบินเห็นภาพวิวสูงๆ บ่งบอกว่าคุณอาจถูกจับตามองอยู่นะ และอีกฉากหนึ่งที่สโนว์เดนเจอกับเจ้าหน้าที่อาวุโสของ CIA ด้วยมุมมองของกล้องทำให้เจ้าที่ดูตัวใหญ่มากเมื่อเทียบกับสโนว์เดน เหตุการณ์จริงเขาอาจคุยกันต่อหน้าก็ได้ แต่ด้วยความที่ผู้กำกับ ต้องการสื่อสารภาษาภาพกับคนดูว่าเจ้าหน้าที่คนนี้ยิ่งใหญ่และสามารถทำอะไรกับคุณก็ได้ ชายชาวอเมริกันตัวเล็กคนเดียว ส่วนตัวเจ้าหน้าที่ CIA คือภาพแทนกฎหมาย ภาพแทนของอเมริกา คนที่มีอำนาจมองคนที่ด้อยอำนาจกว่า ทุกๆ ช็อตคือการสื่อสารหมดเลย หากจะวิเคราะห์วิจารณ์หนังจะมีสามส่วนคือ วิเคราะห์ตัวบท วิเคราะห์บริบท และวิเคราะห์ผู้รับสาร การนำหนังที่มีประเด็นทางสังคมมาเล่าก็สนุกดี แต่ถ้าเราไม่มีภูมิหลังของเรื่องก็จบเลย แต่หนังเรื่องนี้มันมีประเด็นเยอะแยะมากมาย

ดร.คู่บุญ จารุมณี อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวด้วยว่า บางคนอาจรู้สึกว่าเรื่องเหล่านี้ถูกดึงเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ ประเด็นสิทธิ ประเด็นการสอดแนม ทุกวันเราใช้โซเชียลมีเดีย โลกเราถูกดึงมาใกล้กันมากซะจนเราไม่รู้ว่าที่เรากด Accept มันนำไปสู่อะไรบ้าง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ สโนว์เดนเปิดโปงสิ่งนี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์แรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา อย่างเช่น กรณีสอดแนมแล้วเกิดผลกระทบในวงกว้างทั่วโลก วอเตอร์เกท เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสันของสหรัฐอเมริกาซึ่งอยู่พรรคริพับริกัน ไปสอดแนม ดักฟังการประชุมของพรรคเดโมแครต เหตุการณ์นี้เป็นเหตุให้ริชาร์ด นิกสันต้องลาออกจากตำแหน่งเพราะข้อกล่าวหานี้ หรือกรณีที่สอง แดเนียล เอลฟ์สเบิร์ก เผยแพร่เอกสาร ชื่อ เพนตากอน เพเพอร์ ลงหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ ในเอกสารพูดถึงการวิเคราะห์สงครามเวียดนามตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมา เหตุการณ์ที่สหรัฐอเมริกามาทำสงครามที่อินโดจีน สหรัฐไม่มีทางชนะแต่ข้อมูลเหล่านี้รัฐบาลปกปิดเป็นความลับไม่เผยแพร่ให้คนได้รู้ ถ้าเกิดเอกสารนี้ถูกเผยแพร่ออกไปจะส่งผลต่อความมั่นคง การดำเนินนโยบาย ของสหรัฐอเมริกาในเวียดนาม ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้ถูกนำไปสู่การฟ้องร้องอีกหลายครั้งจนกระทั่งศาลสูงสุดได้ตัดสินว่าสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ย่อมมาก่อนคำกล่าวอ้างด้านความมั่นคงของรัฐบาล บุคลเหล่านี้ที่ยกตัวอย่างมาเขาเรียกร้องเพื่อเสรีภาพของผู้คนแต่กลายเป็นว่าเขาไม่มีที่ยืนในจุดที่เขาสามารถยืนได้

READ  [Update] เวอร์ชั่นเต็มในภาษาไทย: Home: Tahaiii | fast and furious 8 พากย์-ไทย เต็ม-เรื่อง facebook - POLLICELEE

“ตอนนี้ สโนว์เดนอยู่ที่มอสโก ในรัสเซีย แต่เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า – I’m not living in Russia but I’m live on internet ทำไม สโนว์เดนถึงไปอยู่รัสเซีย? ลองมองอีกมิติหนึ่ง หลังจากที่ สโนว์เดนออกมาจากฮาวาย เขามาอยู่ที่ฮ่องกง จากนั้นหลบหนีมาที่สนามบินมอสโก จนสหรัฐอเมริกายกเลิกพาสปอร์ตทำให้เขาต้องยื่นขอภาวะผู้ลี้ภัยทางการเมือง สิ่งหนึ่งที่อยากสะท้อนให้เห็นว่า ฮ่องกงอยู่ภายใต้นโยบายจีน ถึงแม้จะมีอำนาจบางประการแต่ยังต้องฟังจีน รัสเซียและจีนมองว่า สโนว์เดน เป็นเหมือนผู้ถ่วงดุล การที่มอสโกยังให้ สโนว์เดนมีสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารบอกเล่าเรื่องราวที่จริงแล้วไม่มีใครรู้ว่านอกจากชิพนั้นเขายังมีอย่างอื่นไหม สิ่งนี้คือสิ่งที่เราก็ไม่รู้ที่อื่นก็ไม่รู้ มหาอำนาจเขาบาลานซ์กัน เขาพยายามช่วงชิงพื้นที่กัน” คู่บุญ กล่าว

คู่บุญ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่น่าสนใจและที่อยากพูดถึงคือ 3 ปี ของปรากฎการณ์สโนว์เดน ได้ส่งผลให้เกิดความเปลียนแปลงไปหรือไม่

“มันเหมือนเจตนารมณ์ที่ สโนว์เดนออกมาเพื่อบอกกับพวกเราว่าสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้น รัฐบาลสอดแนมผู้คน รัฐบาลเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน การที่ข้อมูลเหล่านี้ถูกเปิดเผยทำให้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทำอะไรบ้างไหม เปลี่ยนแปลงอะไรบ้างไหม เมื่อปลายปี ที่อังกฤษ ได้ผลักดันให้เกิดกฎหมายที่เรียกว่ากฎหมายการเฝ้าระวังผู้บุกรุก ซึ่งมีผลในการบังคับใช้ในปี 2017 และภายใต้กฎหมายนี้หน่วยข่าวกรองของอังกฤษ สามารถแฮก เข้าไปเก็บข้อมูลไม่ใช่เฉพาะภายในอังกฤษเท่านั้น แต่หมายถึงต่างประเทศด้วย” คู่บุญ

ผศ.ดร.วินัย ผลเจริญ อาจารย์ภาควิชาการเมืองการปกครอง วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เริ่มต้นได้การกล่าวถึงความรู้สึกว่า ตื่นเต้นเนื่องจากเป็นการพูดท่ามกลางการเฝ้าจับตาของเจ้าหน้าที่รัฐ

“จะเรียกว่าถูกสอดแนมหรือเปล่าผมไม่รู้นะครับ แต่ผมคิดว่ามันมีผู้ที่ติดตามผมอยู่นะครับ ทั้งทางเฟสบุ๊คแล้วก็เวลาที่มาพูดแบบนี้ก็มีนะครับ เมื่อสักครู่ผมอยู่ข้างหลังผมได้ยินเจ้าหน้าที่นะครับ เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ถามผู้ประสานงานที่นี่ว่า อ.วินัยมาหรือยัง ผมรู้สึกว่าตัวเองถูกเฝ้าดูจริงๆ จากประสบการณ์ หลังรัฐประหารไม่นาน 2-3 วัน วันนั้นเป็นวันศุกร์ ผมจำวันที่ไม่ได้ว่าเป็นวันที่ 25 หรือ 26 พฤษภาปี 57 มีนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามจำนวนหนึ่ง จะจัดกิจกรรมติดป้ายผ้าต้านรัฐประหาร และจุดเทียนเพื่อให้เกิดสันติวิธี มีอาจารย์ตามไปให้กำลังใจด้วย อาจารย์ทั้งหมด 7 คน วันนั้นมีทหารระดับยศพันเอก พันโท ตำรวจระดับพันตำรวจเอก พันตำรวจโท หลายคนไปอยู่ที่นั่น ในที่สุดเขาก็ไม่ให้จัด ก่อนแยกย้ายกัน ผมเดินจะไปขึ้นรถก่อนก็มีเจ้าหน้าที่มาทักทายมาทักชื่อผมใช่อาจารย์วินัยไหมครับ ผมก็บอกว่าใช่แล้วก็ยืนคุยกัน แต่ในขณะที่กำลังยืนคุยกันมีโทรศัพท์เข้ามาที่เจ้าหน้าที่คนนั้นถามว่า อ.วินัยมาหรือเปล่า” วินัย กล่าว

วินัย เล่าต่อไปว่า เมื่อมีโทรศัพท์โทรเข้ามาที่เจ้าหน้าที่คนดังกล่าว เพื่อถามว่าตัวเองอยู่หรือไม่นั้น เจ้าหน้าที่คนดังกล่าว ได้บอกกับปลายสายว่า อ.วินัยไม่ได้มา ซึ่งนั้นคือการโกหก วินัยตั้งคำถามต่อไปถึงการโกหก โดยโยงกับเรื่องราวที่อยู่ในภาพยนตร์ว่า ไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไรในหนังเรืองนี้เราเห็นการโกหกหลายครั้ง ทั้งโดยพระเอกเองก็เคยโกหกคนอื่นหลายคนก็เคยโกหก ผ.อ.ซีไอเอเองก็เคยโกหก เพราะฉะนั้นเรื่องการโกหกไม่รู้ว่ามันส่งผลอย่างไร แต่ถ้าเรามองจากมุมปรัชญา มันมีมุมปรัชญาที่ให้มองว่าการโกหกมันควรจะโกหกหรือไม่ควรโกหก ถ้าโกหกแล้วได้ประโยชน์อะไร ไม่โกหกแล้วได้ประโยชน์อะไร ดีอย่างไร ประเด็นในทางปรัชญาจริงๆ แล้วอยากจะพูดว่าเราจะให้คุณค่ากับมันอย่างไร อย่างเช่นผลประโยชน์แห่งชาติ กับสิทธิเสรีภาพของพลเมือง ซึ่งมันไม่มีความสมดุลกัน ดูเหมือนว่าสิทธิเสรีภาพของพลเมืองจะถูกลิดรอนมาก ด้วยข้ออ้างเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ ความมั่นคงของประเทศ ไม่ว่าประเทศไหนก็เป็นอย่างนี้

“ตอนบ่ายก่อนจะมาผมได้ค้นข่าวเกี่ยวกับ สโนว์เดน ทราบว่าข่าวออกเมื่อวานผมได้อ่านข่าวเมื่อบ่าย จากข่าวที่อ่านทราบว่า สโนว์เดนอาจจะถูกส่งตัวจากรัสเซียไปให้สหรัฐอเมริกา ตอนนี้ประธานาธิบดีคนใหม่ก็มีมุมมองที่พวกเราก็เข้าใจว่าไม่ได้ให้คุณค่ากับเรื่องสิทธิเสรีภาพมากนัก ให้คุณค่าในเรื่องความมั่นคงมากกว่าเพราะฉะนั้น สโนว์เดนเองก็รู้สึกว่าไม่มั่นคงในจิตใจของตัวเองเหมือนกัน รู้สึกกังวลเหมือนกันว่าจะถูกส่งไป สโนว์เดน ก็ให้สัมภาษณ์เหมือนกันครับว่าเขาไม่รู้สึกเสียใจเลยที่ได้ทำลงไป แต่เขารู้สึกกังวลใจที่จะถูกส่งไปยังสหรัฐอเมริกา” วินัย กล่าว

วินัย ระบุด้วยว่า ในข่าวบอกว่าสาเหตุที่ สโนว์เดน จะถูกส่งไปให้สหรัฐอเมริกาเพราะว่า สโนว์เดนตอนที่อยู่ในรัสเซียก็พูดถึงประเทศรัสเซียว่าประเทศรัสเซียก็มีกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนเหมือนกัน บางทีเราทำตามหลักการแต่ว่ามันไปขัดผลประโยชน์ของผู้นำ การทำอย่างนี้มันอันตรายต่อตัวเอง ฉะนั้นบางทีเราก็ต้องเลือก บางครั้งการต่อสู้ กลยุทธ์ต่างๆ เราก็อาจจะยอมผ่อนหนักผ่อนเบาบ้าง ยอมถอยมาบ้าง

“แม้ว่าผมเองจะถูกเรียกตัวไปรายงานตัวหลายครั้ง ถูกเรียกไปประชุมตั้งหลายครั้งแต่ผมก็ปฏิเสธ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาถามว่าอยากจะเห็นอะไร เราก็อยากให้มีการยกเลิกกฎอัยการศึก ในที่สุดกว่าจะมีการยกเลิกกฎอัยการศึกใช้เวลาปีกว่า ผมก็รู้สึกกลัว ความกลัวเป็นเรื่องปกติขอทุกคนแต่ว่าเราไม่จะเป็นต้องให้ความกลัวชนะเราไปซะทุกครั้ง พอกลัวแล้วก็จะเลิก จะหยุด ยอมถอย ยอมหยุด อำนาจรัฐที่จะมาใช้ก็จะมีมากขึ้น ตอนนี้มันกำลังจะมีร่าง พรบ.คอมพิวเตอร์ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมออกมา ซึ่งในร่างก็เป็นอะไรที่น่ากลัว บางคนบอกว่านี่แหละคือ พรบ. single gateway ในทางเทคนิคในทางเทคโนโลยีถูกระงับไว้ เมื่อไหร่ก็ตามที่ประชาชนคนไทยเผลอเขาก็อาจจะแอบทำ แต่ว่าในส่วนที่เป็นร่าง พรบ.คอมพิวเตอร์น่ากลัวมาก ในร่างฉบับใหม่ที่มันกำลังจะออกมามันมีการรวมศูนย์อำนาจโดยมีการให้มีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ 5 คน 2 คนมาจากเอกชน แต่ 3 คนเขาไม่ได้บอกว่ามาจากไหน แต่มันน่ากลัวตรงที่ว่าตามร่างเดิมมันต้องมีคนไปฟ้อง แล้วก็ให้ศาลตัดสิน แต่ว่าตามร่างใหม่คณะกรรมการมีอำนาจมากเหลือเกินสามารถแก้ไขในมาตราอื่นๆ อีกมากมาย นี่คือความพยายามในการควบคุม ในการสอดส่อง สอดแนม ในการจำกัดชีวิตของคนเรา แล้วเราจะปล่อยให้เรื่องแบบนี้เป็นอย่างนี้ไปตลอดไปหรือ” วินัย กล่าว  

READ  คอมมานโด ผู้ทำลาย หนังใหม่ 2020 HD เต็มเรื่อง | เว ป หนัง ใหม่ | ข้อมูลเกี่ยวกับแฟชั่นอุตสาหกรรมเครื่องหนังล่าสุด

สำหรับ กิจกรรม “เบิ่งหนัง-ตั้งวงโส” จัดขึ้นภายใต้แคมเปญ “Write for Rights 2016” ซึ่งเป็นแคมเปญเพื่อสิทธิมนุษยชนรายปีที่ใหญ่ที่สุดในโลกประจำปี 2559 โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยเลือกเน้นรณรงค์ช่วยเหลือ 4 กรณี ได้แก่ 1.เรียกร้องอภัยโทษ ‘สโนว์เดน’ ที่เปิดโปงการละเมิดสิทธิของรัฐบาลสหรัฐฯ 2.ช่วยปกป้องชาวไร่ในเปรูที่ถูกบริษัทเหมืองคุกคามบนที่ดินของเธอเอง 3.ช่วยช่างภาพอียิปต์ที่อาจถูกประหารชีวิตเพียงแค่ถ่ายภาพในเหตุ 4.ช่วยคนผิวเผือกในมาลาวีจากการสังหารเพื่อเอาอวัยวะไปขาย (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ แคมเปญ “Write for Rights 2016” : https://www.amnesty.or.th/news/press/917)

 

[Update] Citizenfour ศัตรูของชาติ เพื่อความมั่นคงของใคร? | เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน หนัง – POLLICELEE

1721955

1 citizenfour_poster

น่าสนใจทัศนคติทางการเมืองของออสการ์สาขาสารคดียอดเยี่ยมปีนี้ ที่ย้ายข้างจากหนังโลกสวยแบบปีก่อนๆ อย่าง 20 Feet from Stardom (เบื้องหลังนักร้องแบ็คอัพของศิลปินก้องโลก), Searching for Sugar Man (ตามหานักร้องโนเนมยุค 70 ที่เพลงดันไปแอบดังในหมู่ชาวแอฟริกาใต้) และ Undefeated (ตามติดทีมอเมริกันฟุตบอลไฮสคูลที่แพ้ยับติดต่อกันมาแล้วหลายฤดูกาล) แล้วหันมาประเคนรางวัลให้สารคดีว่าด้วยศัตรูหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ อย่าง เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน ใน Citizenfour (2014)

ลอรา,
ณ ที่แห่งนี้ ผมไม่สามารถให้อะไรคุณได้เลย นอกจากคำพูดของผม ผมเป็นลูกจ้างระดับสูงของรัฐบาลในหน่วยงาน Intelligence Community (I.C. ฝ่ายเทคนิควิเคราะห์ข่าวกรอง -หน่วยงานนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1950 ช่วงสงครามเย็น) ผมหวังว่าคุณคงเข้าใจว่าการติดต่อกับคุณนั้นมันสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง บัดนี้รู้ไว้ว่า ทุกๆ พรมแดนที่คุณข้าม, ทุกๆ ธุรกรรมที่คุณกระทำ, ทุกๆ สายที่คุณติดต่อ, ทุกๆ การคุยมือถือ, เพื่อนที่คุณมี, บทความที่คุณเขียน, เว็บที่คุณแวะเข้าไปอ่าน, เนื้อหาทุกบรรทัดที่คุณพิมพ์ และสัมภาระเดินทางทุกชิ้น ล้วนอยู่ในกำมือของระบบอันไร้ซึ่งขีดจำกัดในการเข้าถึง แต่ไร้ซึ่งการปกป้องคุ้มครองความปลอดภัย ท้ายที่สุดนี้ หากคุณเผยแพร่แหล่งข้อมูลเหล่านี้ ผมก็คงต้องบอกว่าคุณได้เข้ามามีส่วนพัวพันกับคดีนี้โดยทันที ผมถามย้ำเพื่อความแน่ใจว่าคุณจะทำให้ข้อมูลเหล่านี้ไปสู่สาธารณชนชาวอเมริกัน
ขอบคุณและโปรดระมัดระวัง
ราษฎรสี่

นี่คือเนื้อหาบางส่วนของจดหมายฉบับแรกที่เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน ตอบกลับมาหา ลอรา พอยทราส ผู้กำกับสารคดีหญิงเรื่องนี้ ซึ่งปรากฏในตัวอย่างหนังด้วย (อ่านฉบับเต็มที่นี่)

[หมายเหตุ: ราษฎรสี่ ในที่นี้เป็นการเล่นคำ อิงถึง ฐานันดรที่สี่ (The Fourth Estate) คำที่มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ในอังกฤษ ที่แบ่งฐานันดรออกเป็น 1. กษัตริย์ ขุนนาง และนักรบ 2. ผู้นำทางศาสนา หรือพระ 3. ผู้แทนราษฎรซึ่งได้รับการเลือกตั้งมาจากคนธรรมดา ซึ่งประกอบกันเป็นรัฐสภาอังกฤษในเวลานั้น โดย เอ็ดมันด์ เบอร์ค (1729-1797) นักเขียน และนักการเมือง ได้ชี้ไปยังกลุ่มนักหนังสือพิมพ์ที่เข้ามาร่วมฟังประชุมสภา และกล่าวว่า “บัดนี้มีฐานันดรที่ 4 เกิดขึ้นแล้ว” นับแต่นั้น นักหนังสือพิมพ์จึงถูกเรียกว่า “ฐานันดรที่ 4” ปัจจุบันหมายรวมไปถึงสื่อมวลชนทุกแขนง ขณะที่การปล่อยรั่วข้อมูลลับโดยสโนว์เดนนี้ การเล่นกับคำว่า “ราษฎรสี่” ได้ชี้ว่าตัวเขากระทำในฐานะสื่อมวลชนผู้ต้องการให้โลกรู้ข้อมูลเท็จจริง ซึ่งย้ำว่าขณะเดียวกัน เขาก็เป็นราษฎรด้วย อันสื่อนัยยะว่าตัวเขาสมควรจะได้รับการปกป้องจากรัฐ มิใช่ปฏิบัติต่อเขาเยี่ยงศัตรูอย่างทุกวันนี้]

หลายเดือนก่อนหน้านี้ พอยทราสได้เข้าพบสโนว์เดนในโรงแรมแห่งหนึ่งที่ฮ่องกง เพื่อถ่ายสัมภาษณ์สโนว์เดนไป 8 วันรวด ทำให้ได้คลิปข่าวนานกว่ายี่สิบชั่วโมง ด้วยการซักถามของนักข่าวอีกสองคน คือ เกล็นน์ กรีนวาล์ด และอีเวน แม็คแอสคิล (ทั้งคู่เป็นนักข่าวจากเว็บไซต์กับหนังสือพิมพ์ The Guardian) อันเป็นคลิปภาพข่าวที่น่าตื่นเต้นที่สุดเพราะยากที่ใครจะสามารถเข้าถึงตัวสโนว์เดนผู้จำต้องระหกระเหเร่ร่อนกลายเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง ย้ายไปตามประเทศต่างๆ ที่กล้าพอจะทานอำนาจสหรัฐฯ ได้ (ล่าสุดเขาพำนักชั่วคราวอยู่ในรัสเซีย)

Citizenfour เป็นส่วนสุดท้ายของสารคดีไตรภาค Post 9/11 ประกอบด้วยอีกสองเรื่องก่อนหน้านี้คือ My Country, My Country (2006) ที่ว่าด้วยสงครามอิรัก และ The Oath (2010) ที่ว่าด้วยทหารอเมริกันในกวนตานาโม ที่คิวบา ซึ่งบทสัมภาษณ์ของเธอเรื่องนี้ยังผลให้รายงานด้านสถานการณ์ความมั่นคง อันรวมถึงทีมงานที่สัมภาษณ์ทั้งชุดนี้ และเจเรมี ชิลล์ ซึ่งปรากฏในหนังเรื่องนี้ด้วย ทำให้หนังสือพิมพ์ The Guardian และ The Washington Post คว้ารางวัลพูลิตเชอร์สาขาสื่อสาธารณะไปได้ในปี 2014

READ  [NEW] | แบบสำรวจตนเอง - POLLICELEE

NSA Protest

แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ว่าจะการคว้าออสการ์หรือพูลิตเชอร์ ดูจะสวนทางกับรัฐบาลสหรัฐฯ โดยสิ้นเชิง ซึ่งแสดงทีท่าไม่ปลื้มด้วยเท่าไร และไม่ได้ช่วยให้สโนว์เดนได้รับการยกเว้นโทษแต่อย่างใด แม้ว่าก่อนหน้านี้ทั้งทีมผู้สร้างหนังและแฟนหนังเรื่องนี้ จะช่วยกันออกล่ารายชื่อทางโลกออนไลน์เพื่อปลดปล่อยสโนว์เดน แต่หลังจากงานออสการ์ โฆษกทำเนียบขาวก็ออกมาแถลงข่าวยืนยันอีกครั้งว่า “ผลรางวัลออสการ์ จะไม่มีผลใดใดต่อคดีของสโนว์เดน ผู้ที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา”

สิ่งที่ชัดเจนมากใน Citizenfour คือ พอยทราสหลีกเลี่ยงที่จะทำให้ภาพของสโนว์เดนเป็นเสมือนฮีโรหรือเป็นบุคคลศูนย์กลางของสารคดีเรื่องนี้ แต่เธอแทนความเป็นพระเอกของเรื่องด้วยการให้เห็นด้านซึ่งเป็นคนใจเย็น ถ่อมสุภาพ จริงใจ ฉลาด (และหล่อ) ไม่เป็นพิษเป็นภัย ไม่ได้แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง (โดยเฉพาะหากจะนำไปเทียบกับตัวพ่อด้านการปล่อยข่าวรั่วอย่าง จูเลียน อัสซานจ์ แห่งวิกิลีกส์ ) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตัวเขาตกอยู่ในภาวะตึงเครียดและวิตกกังวลจากการถูกกระทำ ทำให้เขาต้องหวาดระแวง หลบๆ ซ่อนๆ อยู่ตลอดเวลา บ่อยครั้งหนังจึงให้ภาพแทนด้วยการถ่ายให้เห็นสโนว์เดนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มในห้องหับคับแคบ

5 la-osc2015-doc-citizenfour-wre0027111441-20150211

อันสอดคล้องกับประเด็นที่สารคดีพยายามจะพูดถึงประเด็นการถูกตรวจสอบโดยรัฐ ด้วยการดักข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตและทางโทรศัพท์ ซึ่งเป็นประเด็นเปิดโปงที่สโนว์เดนแฉให้โลกรู้ อันนำมาสู่การที่เขาต้องแปรสถานะกลายเป็นกบฏไปในทันที ซึ่งในแง่หนึ่งก็ได้ทำให้ตัวเขากลายเป็นผู้ถูกรัฐทำร้าย และไม่มีสิทธิ์สู้คดีกับฝ่ายรัฐที่มีอำนาจเต็มที่ในการกล่าวหา เอาผิด และลงโทษเขา…ทั้งๆ ที่การกระทำของสโนว์เดนไม่ได้บิดเบือนความจริงเลยแม้แต่น้อย

“ขอบคุณเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน สำหรับความกล้าหาญของเขา” ลอรากล่าวขณะขึ้นรับรางวัลออสการ์ ทำให้ นีล แพ็ทริค แฮร์ริส พิธีกรออสการ์โพล่งติดตลกเรื่องที่สโนว์เดนไม่สามารถมาร่วมงานออสการ์ได้ว่า “ด้วยเหตุผลว่าเขาเป็นกบฏ” ซึ่งทั้งคำขอบคุณและมุกตลกบนเวทีออสการ์ครั้งนี้ ได้ชี้ให้เห็นความสำคัญถึงสิ่งที่สโนว์เดนได้ทำไปนั้นว่า ‘ทั้งเป็นประโยชน์และเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง’ แต่สโนว์เดนก็ยืนยันในหนังว่า “หากย้อนกลับไปแก้ไขอดีตได้ ผมก็จะทำแบบเดิมอีกอยู่ดี”

6-ayqfvqA8GitFJbwH8Q_-dQ


คุยหนัง: SNOWDEN อัจฉริยะจารกรรมเขย่ามหาอำนาจ


ทหาร, คนทรยศ, สายลับ, วีรบุรุษ, แฮกเกอร์ คงจะตอบยากว่าชายชื่อ Edward Snowden นั้นเป็นอะไรกันแน่ แต่ที่แน่ๆวันนี้เรื่องราวของเขาถูกเอามาทำเป็นภาพยนตร์เรียบร้อยโดยฝีมือการกำกับของ Oliver Stone ในชื่อว่า SNOWDEN อัจฉริยะจารกรรมเขย่ามหาอำนาจ
จดอ JUSTดูIT เทปนี้จะมาพาคุยหนังที่เขาว่าเป็นโปรเจคในฝันของผู้กำกับ Oliver Stone กันกับพี่หนอ Noranartta และ พชรรีวิว

จดอ JUSTดูIT คือรายการพอดแคสต์คุยหนังหลังดูจบ ในรายการมีการใช้คำหยาบเป็นบางครั้ง โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม คิดเห็นอย่างไร คุยกันได้ในช่อง Comment และที่สำคัญดูจบแล้วอย่างลืม Share และ Tag เพื่อนที่อยากชวนไปดูด้วยนะ!

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูเพิ่มเติม

คุยหนัง: SNOWDEN อัจฉริยะจารกรรมเขย่ามหาอำนาจ

ตำนานความรัก\”เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดที่8\”สละราชบัลลังก์เพื่อครองรักกับหม้ายสาวสามัญชนชาวอเมริกัน


Created by VideoShow:http://filmigoglobalserver.com/free

ตำนานความรัก\

เรื่องเล่าเช้านี้ ‘สโนว์เดน’ แฉอีก เคยถูกฝึกให้เป็นสายลับ 29 พฤษภาคม 2557


เรื่องเล่าเช้านี้ 29 พฤษภาคม 2557 Morning News 29 พฤษภาคม 2014 โดย สรยุทธ น้องไบร์ท พิชญทัฬห์ เอกราช ติดตามความเคลื่อนไหวข่าวได้ก่อนใครได้ที่นี่ เรื่องเล่าเช้านี้.com : http://morningnews.bectero.com
\”เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน\” แฉอีกแล้ว เคยถูกฝีกให้เป็น ‘สปาย’ หรือสายลับ ของสหรัฐฯ อีกทั้งยังเคยทำงานมาแล้วทุกระดับ ตั้งแต่ ‘บนยันล่าง’ ทั้งพำนักและปฏิบัติการลับในต่างแดน ไม่ใช่นักวิเคราะห์ระดับล่าง ‘กระจอกๆ’ ตามที่สหรัฐฯ อ้าง

เรื่องเล่าเช้านี้ 'สโนว์เดน' แฉอีก เคยถูกฝึกให้เป็นสายลับ 29 พฤษภาคม 2557

วันพีช – การกลับมาของกลุ่มหมวกฟาง / การออกเรือครั่งไหม่


วันพีช การกลับมาของกลุ่มหมวกฟาง

วันพีช - การกลับมาของกลุ่มหมวกฟาง / การออกเรือครั่งไหม่

โบสถ์นี้มีแต่ \”แม่ชีสุดหื่น\” ชายใดหลงเข้ามาเป็นต้องโดน… (สปอยหนัง)


Youtube Premium รับชมวิดีโอช่อง ชีวิตติดหนัง แบบคมชัด ไม่มีโฆษณาคั่น เพียง 59 บาท/เดือน
หาก \” สนใจ\” คลิกที่ลิงค์ด้านล่างได้เลย
https://lin.ee/WWX0kjJ

หนังเรื่อง Virgin Territory
Fanpage: https://www.facebook.com/ShevittidnungV.1 (ติดต่อเรื่องต่างๆ)
IG : https://www.instagram.com/shevittidnung/
ฝากกดไลด์ กดติดตาม กดกระดิ่ง เพื่อเป็นกำลังใจให้กันด้วยนะครับ
ขอบคุณที่เข้ามารับชมครับ 🙏🙏
สปอยหนัง เล่าหนัง ดูหนัง

โบสถ์นี้มีแต่ \

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูวิธีอื่นๆLeather

ขอบคุณที่รับชมกระทู้ครับ เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน หนัง

Leave a Comment