[Update] “ทฤษฎี” ช่วงชีวิตที่หายไปของ “พระเยซู” เสด็จมาศึกษาพระพุทธศาสนาในอินเดีย? | หนัง พระเยซู – POLLICELEE

หนัง พระเยซู: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

“พระเยซูทรงรับบัพติศมา” ภาพโดย Gustave Doré ศิลปินชาวฝรั่งเศส คำบรรยายภาพอ้างพระวรสารของมัทธิว (3:16, 17) ว่า “พระจิตแห่งพระเจ้าได้เสด็จลงมาดุจนกพิราบ…พร้อมเสียงแห่งสวรรค์เปล่งดังว่า ‘นี่คือบุตรอันเป็นที่รักของเรา ผู้ที่เราพึงใจเป็นอันมาก’”

เรื่องราวของพระเยซูผู้เป็นทั้งศาสดาของชาวคริสต์และศาสนทูตของอัลลอฮ์ (อีซา) ตามความเชื่อของอิสลาม ยังคงถูกศึกษาสืบค้น ถกเถียงอย่างไม่จบไม่สิ้นตลอด 2,000 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เรื่องพระองค์เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงตามประวัติศาสตร์หรือไม่ และเรื่องราวของพระองค์ตามพระคัมภีร์มีความน่าเชื่อถือมากเพียงใด

และประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจซึ่งเป็นที่พูดถึงมานานนับร้อยปีแล้วก็คือ ข้ออ้างที่ว่ากันว่า ประวัติของพระเยซูในช่วงเวลาที่มิได้ถูกกล่าวถึงในพระคัมภีร์ เนื่องมาจากพระองค์ได้เดินทางมายังโลกตะวันออกเพื่อทำการศึกษาศาสตร์ในตะวันออกทั้งพุทธและพราหมณ์ ก่อนกลับไปเผยแผ่ศาสนาในดินแดนปาเลสไตน์

แน่นอนว่าข้ออ้างดังกล่าวฟังดูพิลึกกึกกือ และไม่ได้รับการยอมรับในโลกวิชาการ แต่ในช่วงปลายศตวรรษที่ ๑๙ เรื่องนี้เคยเป็นที่ถกเถียงใหญ่โตมาแล้ว ซึ่งถึงปัจจุบันในเมืองไทยก็ยังมีคนพูดถึงอยู่บ้างอย่างเลือนราง ไม่มีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน ผู้เขียนจึงอยากขอเล่าความเป็นมาของทฤษฎีที่ว่านี้

ก่อนอื่นขอเท้าความถึงที่มาของ “ช่วงเวลาที่หายไป” ของพระเยซูจากประวัติของพระองค์ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ ซึ่งพระวรสาร (Gospel) ของมัทธิวได้บอกเล่าเหตุการณ์การประสูติของพระเยซูว่าอยู่ในรัชกาลของกษัตริย์เฮโรด [กษัตริย์แห่งแคว้นยูเดียซึ่งอยู่ใต้อำนาจจักรวรรดิโรมัน] (มธ.2:1) ตามมาด้วยการลี้ภัยไปยังอียิปต์ (มธ.2:14) เพื่อเลี่ยงคำสั่งสังหารทารกของกษัตริย์เฮโรด การเดินทางกลับอิสราเอล (มธ.2:21) หลังกษัตริย์เฮโรดสวรรคต การรับบัพติศมา (Baptism) (มธ.3:13) และการประกาศศาสนาของพระองค์ตามลำดับ แต่ก็มิได้ระบุปีในเหตุการณ์ต่างๆ อย่างแน่ชัด

พระวรสารของลูกาเป็นพระวรสารที่มีการระบุลำดับเหตุการณ์ประกอบพระชนมายุของพระเยซูที่ชัดเจนขึ้นว่าพระองค์ประสูติในสมัยของจักรพรรดิออกุสตุส (Augustus) (ลก.2:1) จากนั้นจึงเล่าถึงเหตุการณ์ในพระวิหารเมื่อพระเยซูมีพระชนมายุได้ 12 พรรษา (ลก.2:42) แล้วก็ข้ามไปยังการรับบัพติศมาซึ่งไม่ได้ระบุเวลาชัดเจน (ลก.3:21) แต่น่าจะเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกับการเริ่มประกาศศาสนาเมื่อพระองค์มีพระชนมายุประมาณ 30 พรรษา (ลก.3:23) ทำให้ช่วงเวลาที่พระองค์ก้าวเข้าสู่วัยรุ่นตั้งแต่มีพระชนมายุได้ 13 พรรษา (ซึ่งตามจารีตของชาวยิวถือเป็นวัยที่เด็กผู้ชายก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้ใหญ่แล้ว) จนถึงราว 30 พรรษา ที่ไม่มีบันทึกใดๆ กล่าวถึงชีวิตของพระองค์ในช่วงนี้เลย

บุตรแห่งพระเจ้าหายไปไหนตั้งแต่วัยที่พระองค์ (ซึ่งตามจารีตถือว่า) เป็นผู้ใหญ่แล้ว? จึงเป็นคำถามที่ผู้สนใจไม่ว่าในทางศาสนาหรือประวัติศาสตร์พยายามหาคำตอบ ในปลายศตวรรษที่ 19 นิโคลัส โนโตวิตช์ (Nicolas Notovitch) นักสำรวจและนักเขียนชาวรัสเซียจึงเสนอว่า พระเยซูทรงเดินทางมายังอินเดียและทิเบตเพื่อศึกษาพระธรรมตามหลักศาสนาพราหมณ์และพุทธก่อนเดินทางกลับไปประกาศศาสนายังแผ่นดินปาเลสไตน์ในอีก 10 กว่าปีให้หลัง

บันทึกของโนโตวิตช์เล่าว่าระหว่างการเดินทางของเขา ลามะรูปหนึ่งได้เล่าถึงความเชื่อใน “พระเจ้าจริงแท้องค์เดียว” ของชาวพุทธ (ในที่นี้คือพระพุทธเจ้า) ซึ่งชาวคริสต์รับเอาหลักการนี้ไปจากพระพุทธเจ้า แต่กลับละทิ้งพระองค์แล้วสร้าง “ทะไล ลามะ” ของตัวเองขึ้นใหม่ นั่นคือ “อีซา” (คำเรียกพระเยซูในภาษาอาหรับ) แต่สำหรับชาวพุทธแล้ว อีซาคือหนึ่งในทะไล ลามะที่เหนือกว่าทะไล ลามะรูปอื่นๆ เนื่องจากอีซาเป็นอวตารภาคหนึ่งของพุทธองค์โดยตรง [ชาวพุทธทิเบตทั่วไปเชื่อในเรื่องอวตารของพระโพธิสัตว์ลงมาเป็นทะไล ลามะ ที่มีสืบเนื่องมาไม่ขาดสาย] ได้ยินดังนี้ โนโตวิตช์จึงสนใจที่จะสืบค้นต้นตอของบันทึกเรื่องราวดังกล่าว

ลามะรูปนี้บอกว่า เอกสารที่บันทึกเรื่องราวของพระเยซูถูกเก็บรักษาไว้ที่กรุงลาซาของทิเบต รวมไปถึงอารามใหญ่ๆ ส่วนอารามเล็กๆ ของตนไม่มีแม้กระทั่งสำเนาเอกสารดังกล่าว เนื่องจากเอกสารชิ้นนี้เป็นเอกสารสำคัญซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์และมิได้ถูกนำออกมาเผยแพร่แก่สาธารณะ โนโตวิตช์จึงตั้งใจที่จะเดินทางไปทั่วทิเบตเพื่อรวบรวมข้อมูลของพระเยซู ตามคำกล่าวอ้างของลามะรูปนี้

ด้วยความบังเอิญเมื่อโนโตวิตช์เดินทางมายังวิหารแห่งฮีมิส (Himis) เมืองลาดักห์ (Ladakh) ประเทศอินเดีย เขาอ้างว่าตนมีโอกาสได้เห็นพระสูตรดังกล่าวระหว่างการรักษาตัวในวิหารแห่งนี้หลังประสบอุบัติเหตุจากการเดินทาง ด้วยความอนุเคราะห์จากเจ้าอาวาส ซึ่งกล่าวกับเขาว่าตัวเอกสารชิ้นนี้ ดั้งเดิมถูกเขียนขึ้นด้วยภาษาบาลีและถูกเก็บไว้ที่กรุงลาซา ส่วนฉบับที่เก็บไว้ที่วิหารแห่งฮีมิสเป็นฉบับแปลเป็นภาษาทิเบต ซึ่งโนโตวิตช์ต้องอาศัยล่ามส่วนตัวช่วยแปลเรื่องราวตามพระสูตรให้เขาเข้าใจ

พระสูตรที่โนโตวิตช์อ้างระบุว่า เมื่อพระเยซู พระชนมายุได้ 13 พรรษา อันเป็นวัยที่จะต้องหาคู่สมรส พระองค์ทรงแอบหนีออกจากบ้านเดินทางไปยังลุ่มแม่น้ำสินธุ เพื่อศึกษาพระวจนะของพระเจ้าและกฎเกณฑ์แห่งพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงศึกษาภาษาสันสกฤตประกอบกับคัมภีร์พระเวท และใช้ชีวิตในเมืองพาราณสีรวมถึงเมืองศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เป็นเวลาราว ๖ ปี พร้อมไปกับการสั่งสอนพระธรรมให้กับชาวบ้าน จนเป็นที่รักของคนในวรรณะแพศย์และศูทร

เนื้อหาท่อนหนึ่งในพระสูตรที่โนโตวิตช์อ้างถึงได้บรรยายถึงความเชื่อที่สอดคล้องกันของพุทธศาสนาและคริสต์ศาสนาที่ไม่เชื่อในระบบวรรณะแบบพราหมณ์ว่า

[พระเยซู] [ระบบวรรณะ] [จากพระสูตรเดียวกัน พราหมณ์และกษัตริย์กล่าวกับพระเยซูว่า ผู้ที่เกิดในวรรณะต่ำไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะอ่านคัมภีร์พระเวท]” แต่พระเยซูทรงแย้งว่า

พระสูตรของโนโตวิตช์อ้างว่า คำสอนของพระองค์ทำให้กลุ่มวรรณะพราหมณ์และกษัตริย์ไม่พอใจคิดร้ายต่อพระองค์ แต่ชาวบ้านในวรรณะต่ำได้มาเตือนพระองค์ก่อน พระองค์จึงเสด็จหนีไปยังดินแดนของชุมชนชาวพุทธในลุ่มน้ำคงคา อันเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า โดยพระเยซูทรงใช้เวลาอีก 6 ปี ในการศึกษาพระคัมภีร์บาลีในพุทธศาสนาก่อนนำไปเผยแผ่ต่อในโลกตะวันตก

เรื่องเล่าของโนโตวิตช์ถือว่าช่วยเติมเต็มช่องว่างของช่วงเวลาที่ไม่มีการบันทึกในพระวรสารทั้งสี่ของพันธสัญญาใหม่ได้เป็นอย่างดี และเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือเขาอ้างว่า หลังการเดินทางกลับจากโลกตะวันออกพร้อมความตั้งใจที่จะตีพิมพ์เรื่องราวที่ตนได้พบเจอ เขาเดินทางไปยังกรุงโรมนำบันทึกของเขาไปให้พระคาร์ดินัลรายหนึ่งซึ่งมีความใกล้ชิดกับพระสันตะปาปาเป็นอย่างยิ่งเป็นผู้พิจารณา

แต่พระคาร์ดินัลคนดังกล่าวตอบโนโตวิตช์กลับมาว่า

ข้ออ้างของโนโตวิตช์ช่วยกระตุ้นความสนใจว่าเหตุใดพระระดับสูงของคริสตจักรจึงพยายามปกปิดสิ่งที่เขาพบเจอ ซึ่งสุดท้ายบันทึกของโนโตวิตช์ก็ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในฝรั่งเศสเมื่อปี 1894 (พ.ศ. 2437) มีการจัดจำหน่ายและแปลเป็นภาษาต่างๆ อย่างแพร่หลาย ความนิยมในหนังสือของโนโตวิตช์ ทำให้มีการตีพิมพ์ฉบับภาษาฝรั่งเศสใหม่ถึง 8 ครั้งในรอบ 1 ปี

ปีเดียวกันนั้นเอง แม็กซ์ มุลเลอร์ (Max Muller) ศาสตราจารย์ชาวเยอรมันผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกศึกษา แห่งมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ได้ออกมาตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือของบันทึกของโนโตวิตช์ โดยยืนยันว่า ไม่เคยมีการพบบันทึกชีวิตของพระเยซูในงานประพันธ์ใดๆ ในคลังข้อมูลที่มีการรวบรวมเอกสารภาษาทิเบตอย่างกว้างขวางที่สุด ทั้งๆ ที่โนโตวิตช์อ้างว่า บันทึกดังกล่าวเป็นที่รู้จักดีในทิเบต แม้จะจำกัดการเข้าถึงจากบุคคลทั่วไป

ในงานเขียนชิ้นเดียวกัน มุลเลอร์ยังอ้างว่าตนได้รับจดหมายจากสตรีชาวอังกฤษรายหนึ่งระบุว่า เธอได้เดินทางไปยังวิหารแห่งฮีมิส และพระทิเบตประจำวิหารแห่งฮีมิสต่างปฏิเสธว่าไม่เคยช่วยรักษาพยาบาลโนโตวิตช์ หรือชาวรัสเซียที่มีอาการขาหักมาก่อนในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา

มุลเลอร์กล่าว

เจ. อาร์ชิบัลด์ ดักลาส (J. Archibald Douglas) ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์อีกราย ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยการเดินทางไปยังวิหารแห่งฮีมิสด้วยตนเองเพื่อสอบถามเรื่องราวจากเจ้าอาวาสซึ่งโนโตวิตช์อ้างว่าเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือตนหลังประสบอุบัติเหตุ

เจ้าอาวาสรายนี้กล่าวกับดักลาสว่าในรอบ 15 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ที่เขาได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาส [ครอบคลุมระยะเวลาที่โนโตวิตช์อ้างว่าได้เดินทางมายังอินเดียนับแต่ปี 1887] เขาไม่เคยเจอชาวต่างชาติได้รับบาดเจ็บมาขอพักรักษาตัวมาก่อน และตลอด 42 ปีที่เขาบวชมา เขาคุ้นเคยกับพระคัมภีร์และพระสูตรในศาสนาพุทธเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่เคยเห็นเอกสารพุทธชิ้นใดอ้างถึงพระเยซู หรืออีซา

เจ้าอาวาสรูปนี้กล่าวต่อไปว่า ตนไม่รู้จักคัมภีร์พุทธในภาษาบาลีเลย และเอกสารทั้งหมดในวิหารของตนก็ล้วนแปลมาจากภาษาสันสกฤต หรือภาษาฮินดีเป็นภาษาทิเบตเท่านั้น

ด้าน บาร์ต ดี. เออร์มัน (Bart D. Ehrman) ผู้เชี่ยวชาญด้านคัมภีร์ไบเบิลในยุคปัจจุบัน กล่าวถึงเรื่องราวของโนโตวิตช์ว่า

อ้างอิง

Douglas J. Archibald. The Chief Lama of Himis on the Alleged ‘Unknow Life of Christ’

Ehrman, Bart D. Forged. (Harper Colins).

Müller, F. Max. The Alleged Sojourn of Christ in India.

Notovitch, Nicolas. The Unknown Life of Jesus Christ. (Start Publishing LLC).

เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2561

[Update] ดูหนัง Get Rich or Die Tryin (2005) แร็พระห่ำเมือง | หนัง พระเยซู – POLLICELEE

ดูหนัง I Am Woman (2019) คุณผู้หญิงยืนหนึ่งหัวใจแกร่ง

ดูหนัง At Eternity’s Gate (2018) [พากย์ไทย]

ดูหนัง Everybody’s Talking About Jamie (2021) [ซับไทย]

ดูหนัง The Glorias (2020)

ดูหนัง The Post (2017) เอกสารลับเพนตากอน [ซับไทย]

ดูหนัง Just Mercy (2019) ยุติธรรมบริสุทธิ์

ดูหนัง Girl with a Pearl Earring (2003) หญิงสาวกับต่างหูมุก [ซับไทย]

ดูหนัง Bleed For This (2016) คนระห่ำหมัดหยุดโลก

ดูหนัง Get on up (2014) เจมส์ บราวน์ เพลงเขย่าโลก

2014


ภาพยนตร์ของพระเยซู (Thai)


Amazing prayer that will solve all your problems. Please pray it every day and God will send many blessings on you and your family. God bless you all!
https://youtu.be/tw32o7mLjTk
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นบทแนะนำที่สมบูรณ์แบบสำหรับพระเยซูผ่านข่าวประเสริฐของลูกา พระเยซูทรงสร้างความประหลาดใจอย่างต่อเนื่องและสร้างความสับสนแก่ผู้คนจากการบังเกิดจากปาฏิหาริย์ของพระองค์เพื่อให้พระองค์เสด็จขึ้นมาจากหลุมฝังศพ ปฏิบัติตามชีวิตของพระองค์ผ่านข้อความที่ตัดตอนมาจากหนังสือของลูกาปาฏิหาริย์คำสอนและความหลงใหลทั้งหมด
พระเจ้าสร้างทุกสิ่งทุกอย่างและรักมนุษยชาติ แต่มนุษยชาติไม่เชื่อฟังพระเจ้า พระเจ้าและมนุษย์ถูกแยกออกจากกัน แต่พระเจ้าทรงรักมนุษยชาติมากพระองค์ทรงจัดเตรียมการไถ่ให้มนุษยชาติ พระองค์ทรงส่งพระบุตรของพระองค์เพื่อให้เป็นเครื่องบูชาอันสมบูรณ์แบบเพื่อชดใช้เรา
ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จมาพระเจ้าทรงจัดเตรียมมนุษยชาติ ศาสดาพยากรณ์พูดถึงการเกิดชีวิตและการตายของพระเยซู
พระเยซูทรงดึงดูดความสนใจ เขาสอนในคำอุปมาที่ไม่มีใครเข้าใจจริงๆให้ความเห็นแก่คนตาบอดและช่วยให้ผู้ที่ไม่มีใครเห็นว่าคุ้มค่าแก่การช่วยเหลือ
เขากลัวผู้นำชาวยิวพวกเขาเห็นว่าเขาเป็นภัยคุกคาม ดังนั้นพวกเขาจึงจัดเรียงผ่านคนทรยศยูดาสและพวกที่กดขี่ข่มเหงโรมันเพื่อตรึงบนไม้กางเขนของพระเยซู พวกเขาคิดว่าเรื่องนี้ได้รับการตัดสินแล้ว แต่ผู้หญิงที่รับใช้พระเยซูค้นพบสุสานว่างเปล่า ความสยดสยองเหล่าสาวก เมื่อพระเยซูปรากฏขึ้นพวกเขาสงสัยว่าพระองค์ทรงเป็นจริง แต่เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงประกาศตลอดเวลา: พระองค์คือการบูชายวดที่สมบูรณ์แบบของพระองค์ผู้ช่วยให้รอดผู้ชนะเหนือความตาย พระองค์ทรงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์และบอกสาวกของพระองค์ให้บอกคนอื่นเกี่ยวกับพระองค์และคำสอนของพระองค์

READ  [Update] โหลดฟรี! แบบฟอร์มเรซูเม่ แบบ Word พร้อม Cover Letter สุดปัง! | ๋jobtopgun - POLLICELEE

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

ภาพยนตร์ของพระเยซู (Thai)

หนังพระเยซูคริสต์ เรื่องราวชีวิตจริง ตามบันทึกของยอห์น พากย์ภาษาไทย (ต้นฉบับเต็ม คมชัดFull HD 1080p)


เรื่องราวชีวิตจริงของพระเยซูคริสต์ ตามบันทึกของอัครทูตยอห์น ซึ่งเป็นหมายที่เขียนถึงคริสเตียน
วันที่เขียน: การค้นพบชิ้นส่วนกระดาษสมัยโบราณประมาณปี ค.ศ.135 บอกว่าพระธรรมนี้อาจจะถูกเขียน คัดลอกและส่งต่อๆ กันไปก่อนเวลานั้น และในขณะที่บางคนคิดว่ามันถูกเขียนขึ้นก่อนที่กรุงเยรูซาเล็มถูกทำลาย (ค.ศ.70) แต่เป็นที่ยอมรับช่วงเวลาแห่งการเขียนคือปี ค.ศ 8590
จุดประสงค์ของการเขียน: ยอห์น 20:31 “แต่การที่ได้บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อมีความเชื่อแล้ว ท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์”
สิ่งที่แตกต่างจากพระกิตติคุณทั้งสามเล่มคือ จุดประสงค์ของยอห์นไม่ได้ที่จะนำ เสนอเรื่องราวลำดับเชื้อสายวงศ์ของพระคริสต์ แต่แสดงความเป็นพระเจ้าของพระองค์ ยอห์นไม่เพียงแต่พยายามหาทางเสริมสร้างความเชื่อศรัทธาของคนหลังเช่นเดียวกับก่อให้เกิดความเชื่อมั่นในคนอื่น ๆ แต่เขาก็พยายามที่จะแก้ไขคำสอนผิดพลาดที่ได้เผย แพร่ออกไป ยอห์นเน้นย้ำว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็น \”พระบุตรของพระเจ้า\” ทรงเป็นพระเจ้าและมนุษย์อย่างเต็มบริบูรณ์ ตรงข้ามกับหลักคำสอนที่ผิดพลาดที่เห็น \”พระวิญญาณของพระคริสต์\” เสด็จมาเหนือพระเยซูเมื่อทรงรับบัพติศมา และได้ละจากพระองค์ไปตอนที่ถูกตรึงบนกาง เขน
บทสรุปโดยย่อ: พระกิตติคุณยอห์นเลือกการอัศจรรย์เพียงเจ็ดครั้งเป็นสัญญาณเพื่อสำแดงสภาพพระเจ้าของพระคริสต์และแสดงให้เห็นถึงพระราชกิจของพระองค์ สัญญาณเหล่านี้บางอย่างและเรื่องราวมากมายจะพบได้เฉพาะในพระธรรมยอห์น พระธรรมนี้เป็นไปตามหลักศาสนศาสตร์มากที่สุดในพระกิตติคุณทั้งสี่ฉบับ และมักจะให้เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่กล่าวถึงในพระกิตติคุณฉบับอื่น ๆ ท่านบอกเล่างานของพระวิญญาณบริสุทธิ์มากมายหลังจากที่พระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ มีบางคำหรือวลีที่ท่านยอห์นมักจะใช้ เพื่อแสดงให้เห็นในสาระสำคัญของพระกิตติ คุณซ้ำแล้วซ้ำอีก ได้แก่ เชื่อ เป็นพยาน พระผู้เล้าโลม ชีวิต – ความตาย แสงสว่าง ความมืดเราเป็น … (เหมือนที่พระเยซูว่า “ทรงเป็น\”) และรัก. พระกิตติคุณยอห์นแนะนำให้รู้จักพระคริสต์ ไม่ใช่จากการบังเกิดของพระองค์ แต่จาก \”จุดเริ่มต้น\” ที่เป็น \”พระคำ\” (โลโกส) ผู้ซึ่งตามสภาพที่ทรงเป็นพระเจ้า เข้ามีส่วนเกี่ยวข้องในการทรงสร้างทุกด้าน และผู้ซึ่งต่อมากลายเป็นมนุษย์ เพื่อที่พระองค์จะทรงชำระบาปของเราให้สะอาดหมดจด เป็นพระเมษโปดกที่ถูกถวายเป็นเครื่องบูชา

ภาพยนต์หนังเรื่องราวชีวิตจริงของพระเยซูคริสต์ ตามบันทึกอัครทูตยอห์น หนังคริสเตียน พากย์ภาษาไทย (ต้นฉบับเต็มคมชัดFull HD 1080p)

หนังพระเยซูคริสต์ เรื่องราวชีวิตจริง ตามบันทึกของยอห์น พากย์ภาษาไทย (ต้นฉบับเต็ม คมชัดFull HD 1080p)

JESUS Akha…Sahˬpaˬ Yeˬsuˇ-euˬ guiˬ lahˬ yaw dzahˇ yawˬ g’aˬ na lu ̭ k’oeˇ taˆ jaˆ lu ̭-uˇ.


The Movie based on The Holy Bible: All about JESUS’ Virgin Birth, Death, Resurrection, and Ascension. FEAR NOT! CALL On JESUS! (Romans 10:13) For everyone, whoever calls on the name of the LORD shall be saved. Amen! According to this Scripture: you Call you are Save! Amen! Amen!
Now Bible is your GPS Read it; Do it; Live into it..(Matthew 24:13) But he who endures to the end shall be kept safe.
(Habakkuk 2:14) For the earth shall be filled with the knowledge of the glory of the LORD, as the waters cover the sea.
(John 10:1) Truly, truly, I say to you, he who does not enter the sheepfold by the door, but climbs up some other way, the same is a thief and a robber.
(John 10:2) But he who enters by the door is the shepherd of the sheep.
(John 10:3) To him the doorkeeper opens, and the sheep hear his voice; and he calls his own sheep by name and leads them out.
(John 10:4) And when he brings out his own sheep, he goes before them; and the sheep follow him, for they know his voice.
(John 10:5) Yet they will by no means follow a stranger, but will flee from him, for they do not know the voice of strangers.
(John 10:6) Jesus spoke this parable, but they did not understand the things which He spoke to them.
(John 10:7) Then Jesus said to them again, Truly, truly, I say to you, I am the door of the sheep.
(John 10:8) All who ever came before Me are thieves and robbers, but the sheep did not hear them.
(John 10:9) I am the door. If anyone enters through Me, he will be saved, and will go in and out and find pasture.
(John 10:10) The thief does not come except to steal, and to kill, and to destroy. I have come that they may have life, and that they may have it more abundantly.
(John 10:11) I am the Good Shepherd. The Good Shepherd lays down His life for the sheep.
(John 10:12) But a hireling, he who is not the shepherd, one who does not own the sheep, sees the wolf coming and leaves the sheep and flees; and the wolf catches the sheep and scatters them.
(John 10:13) The hireling flees because he is a hireling and does not care about the sheep.
(John 10:14) I am the Good Shepherd; and I know My sheep, and am known by My own.
(John 10:15) As the Father knows Me, even so I know the Father; and I lay down My life for the sheep.
(John 10:16) And other sheep I have which are not of this fold; them also I must lead, and they will hear My voice; and there will be one flock and one Shepherd.
(John 10:17) Therefore My Father loves Me, because I lay down My life that I may take it again.
(John 10:18) No one takes it from Me, but I lay it down of Myself. I have authority to lay it down, and I have authority to take it again. This precept I have received from My Father.
(John 10:19) Therefore there was a division again among the Jews because of these words.
(John 10:20) And many of them said, He has a demon and is mad. Why do you listen to Him?
(John 10:21) Others said, These are not the words of one who has a demon. A demon is not able to open the eyes of the blind.
(John 10:22) Now it was the Feast of Dedication in Jerusalem, and it was winter.
(John 10:23) And Jesus walked in the temple, in Solomon’s porch.
(John 10:24) Then the Jews surrounded Him and said to Him, How long do You keep us in doubt? If You are the Christ, tell us plainly.
(John 10:25) Jesus answered them, I told you, and you do not believe. The works that I do in My Father’s name, they bear witness concerning Me.
(John 10:26) But you do not believe, because you are not of My sheep, as I said to you.
(John 10:27) My sheep hear My voice, and I know them, and they follow Me.
(John 10:28) And I give them eternal life, and they shall never ever perish; neither shall anyone snatch them out of My hand.
(John 10:29) My Father, who has given them to Me, is greater than all; and no one has the power to snatch them out of My Father’s hand.
(John 10:30) I and the Father are One.
(Romans 16:24) The grace of our Lord Jesus Christ be with you all. Amen.
(Romans 16:25) Now to Him who is able to establish you according to my gospel and the preaching of Jesus Christ, according to the revelation of the mystery kept silent since the world began,
(Romans 16:26) but now has been made manifest, and by the prophetic Scriptures has been made known to all nations, according to the commandment of the eternal God, for obedience to the faith;
(Romans 16:27) to God, alone wise, be glory through Jesus Christ forever. Amen.

READ  [NEW] ที่ล้างเครื่องสำอางยี่ห้อไหนดี 10 ที่ล้างเครื่องสำอางที่สาว ๆ ควรมีในกรุ | คลีนซิ่งออย - POLLICELEE
READ  [NEW] Khun Bun Lue (2018) ขุนบันลือ พากย์ไทย เต็มเรื่อง HD | ขุนบันลือ ดูหนัง - POLLICELEE

JESUS   Akha...Sahˬpaˬ Yeˬsuˇ-euˬ guiˬ lahˬ yaw dzahˇ yawˬ g'aˬ na lu ̭ k'oeˇ taˆ jaˆ lu ̭-uˇ.

สปอยหนัง! เธอป่วยเป็นโรคประหลาด..แต่พระเจ้ามารักษาเธอ(สร้างจากเรื่องจริง)


🥰🥰อยากต้อนรับพระเจ้าเข้ามาในชีวิต โปรดทักแชทเรามาที่นี้คับ.. มีปัญหาชีวิต พระเยซูคริสต์ช่วยได้🥰🥰https://www.facebook.com/LOVEisBIGGEST
🤗🤗 รับงานแทรกโฆษณา ติดต่อได้จ้า https://www.facebook.com/PoppularNews
มิสเตอร์สปอย มีช่องจัดอันดับ ชื่อว่ามิสเตอร์สโนว์ ด้วยนะ ฝากกดติดตามด้วยนะคับ Please …. https://www.youtube.com/channel/UCJZJ1UGWHa9HP_iQHn9nMIg
มิสเตอร์สปอยมีFB นะจ้า https://www.facebook.com/PoppularNews
อินสตราแกรม : mistersapoyy
หนังเรื่อง : Miracles from Heaven (2016) ปาฏิหาริย์จากสวรรค์ .
เป็นภาพยนตร์ดราม่าอเมริกันคริสเตียน ปี 2016กำกับโดย Patricia Riggenและเขียนโดย Randy Brown อิงจากปาฏิหาริย์จากสวรรค์โดย Christy Beam ซึ่งเล่าเรื่องราวที่แท้จริงของลูกสาวตัวน้อยของเธอซึ่งมีประสบการณ์ใกล้ตายและได้รับการรักษาให้หายขาดจากโรคที่รักษาไม่หายในเวลาต่อมา [4]ดาราภาพยนตร์เจนนิเฟอร์การ์เนอร์ , Kylie โรเจอร์ส ,มาร์ตินเดอร์สัน ,จอห์นคาร์โรลล์ลินช์ , Eugenio Derbezและควีนลาติฟาห์ ถ่ายรูปเริ่มขึ้นในแอตแลนตา ,จอร์เจียในเดือนกรกฎาคม 2558 ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2559 ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จทางการเงิน กลายเป็นภาพยนตร์คริสเตียนที่ทำรายได้สูงสุดลำดับที่ 8 ในสหรัฐอเมริกา [5]แม้ว่าการตอบรับที่สำคัญจะปะปนกัน การแสดงของการ์เนอร์ได้รับการสรรเสริญโดยทั่วไป
แอนนา ( Kylie โรเจอร์ส ) ลูกสาวของคริสตี้บีม ( เจนนิเฟอร์การ์เนอร์ ) อยู่มาวันหนึ่ง แอนนาเริ่มอาเจียน และเมื่อได้รับการตรวจจากแพทย์ เขาก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ วันที่ 20 มีนาคม 2551 แอนนาปลุกครอบครัวของเธอตอนเที่ยงคืนเพราะปวดท้องรุนแรง รุนแรงพอที่พ่อแม่ของเธอตัดสินใจพาเธอไปโรงพยาบาล แพทย์ไม่พบสัญญาณของการเจ็บป่วย ยกเว้นจะบอกว่าอาจเป็นได้ทั้งกรดไหลย้อนหรือการแพ้แลคโตสแต่คริสตี้ไม่มั่นใจในเรื่องนี้
เช้าวันรุ่งขึ้น ในที่สุดคริสตี้ก็พบกุมารแพทย์ในโรงพยาบาลที่สามารถวินิจฉัยแอนนาว่ามีอาการท้องผูก และเขาบอกพวกเขาว่าเขาต้องผ่าตัดทันที ไม่อย่างนั้นเธอจะตาย หลังการผ่าตัดฉุกเฉิน แพทย์อธิบายว่าแอนนาถูกปล่อยให้ลำไส้อุดตันและเธอไม่สามารถกินอาหารได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องให้อาหารทางสายยางสำหรับโภชนาการของเธอ แพทย์จึงบอกกับบีมส์เกี่ยวกับแพทย์ระบบทางเดินอาหารในเด็กระดับแนวหน้าของอเมริกา ดร.ซามูเอล นูร์โก (ยูจีนิโอ เดอร์เบซ ) ซึ่งปฏิบัติงานในบอสตัน แต่อธิบายว่าอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะได้เห็นพวกเขา ในเดือนมกราคม 2552 คริสตี้และแอนนาเดินทางไปบอสตันแม้จะไม่ได้นัดหมายกับแพทย์ก็ตาม
Dr. Nurko มีเวลาเหลือเฟือในนาทีสุดท้าย และเมื่อ Anna เข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลเด็ก Bostonในเวลาต่อมา ก็พบว่ามีอาการป่วยเรื้อรัง จากนั้นเธอก็เข้ารับการรักษาอย่างกว้างขวาง ในระหว่างการทดสอบนี้ แอนนาและแม่ของเธอได้ผูกมิตรกับชาวแมสซาชูเซตส์ในท้องถิ่นชื่อแองเจลา แบรดฟอร์ด ( ควีน ลาติฟาห์ ) เช่นเดียวกับเบ็น ( เวย์น เปเร ) และลูกสาวของเขา เฮลีย์ ( ฮันนาห์ อัลลิกู๊ด ) ที่เป็นมะเร็ง
เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2011 แอนนากับแอ๊บบี้ ( ไบรท์ตัน ชาร์บิโน ) พี่สาวของเธอปีนขึ้นไปบนกิ่งที่สูงมากของต้นฝ้ายเก่าแก่ เมื่อมันอยู่บนกิ่งไม้นั้น มันก็เริ่มหัก แอนนาไปที่หีบเพื่อความปลอดภัย ครั้นเมื่อเหยียบลงไป เธอก็ตกลงไปในรูที่โคนต้นไม้ เมื่อคริสตี้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เธอโทรหาเควินสามีของเธอ ( มาร์ติน เฮนเดอร์สัน ) สามีของเธออย่างหมดหนทางเช่นเดียวกับแผนกดับเพลิง จากนั้นแอนนาก็ได้รับการช่วยเหลือจากนักผจญเพลิง ซึ่งเตือนคริสตี้ให้คาดหวังสิ่งที่แย่ที่สุดโดยบอกว่าไม่มีใครสามารถล้มได้ 30 ฟุตโดยไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกหักหรืออัมพาต เมื่อออกไปแล้ว แอนนาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทางอากาศ ซึ่งเธอต้องใช้ชุดตรวจ และผลตรวจทั้งหมดกลับเป็นลบ นอกเหนือจากการถูกกระทบกระแทกเล็กน้อย แอนนาไม่ได้รับบาดเจ็บ
หลังจากการล่มสลาย ดูเหมือนว่าแอนนาจะไม่ได้รับผลกระทบจากอาการป่วยของเธออีกต่อไป เมื่อคริสตี้กับแอนนาไปพบหมอนูร์โก เขาบอกคริสตี้ว่าแอนนาได้รับการรักษาอย่างปาฏิหาริย์ จากนั้นแอนนาเล่าประสบการณ์กับพ่อแม่ของเธอในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เธออธิบายว่าวิญญาณของเธอทิ้งร่างของเธอไปในช่วงฤดูใบไม้ร่วงได้อย่างไร และพระเจ้าสัญญาว่าเธอจะหายจากอาการป่วยเมื่อเธอกลับมายังโลก ที่โบสถ์ คริสตี้เล่าเรื่องการที่พระเจ้ารักษาลูกสาวของเธออย่างปาฏิหาริย์ด้วยความรักของพระองค์ เมื่อคริสตี้พูดจบ คนหนึ่งในกลุ่มประท้วงโดยระบุว่าเขาไม่เชื่อคริสตี้ เบ็นซึ่งเดินทางจากบอสตันมาเมื่อได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับแอนนา เชื่อเธอและบอกกับเธอว่าเฮลีย์เสียชีวิตอย่างสงบเพราะแอนนามอบศรัทธาให้เธอเมื่ออยู่ในโรงพยาบาล ทำให้แอนนาร้องไห้เพราะเฮลีย์เป็นเพื่อนรัก ในท้ายที่สุด

สปอยหนัง! เธอป่วยเป็นโรคประหลาด..แต่พระเจ้ามารักษาเธอ(สร้างจากเรื่องจริง)

สปอยหนัง! เหตุการณ์ 12ชม.สุดท้ายของพระเยซู ก่อนถูกตรึงที่กางเขน (ต้องเจอกับอะไรบ้าง?)


อยากต้อนรับพระเจ้าเข้ามาในชีวิต โปรดทักแชทเรามาที่นี้คับ 🥰🥰🥰🥰https://www.facebook.com/LOVEisBIGGEST
หนังเรื่องนี้ครอบคลุมช่วง 12 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ซึ่งประกอบด้วย ความทุกข์ทรมานในสวนในสวนมะกอกเทศ (หรือเกทเสมนี) ต่อด้วยการทรยศของ ยูดาสอิสคาริโอต 1ในสาวกที่อยู่ใกล้พระเยซู การถูกใส่ร้ายอย่างร้ายแรง การโดนโบยตี และการตรึงกางเขนและการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู และจบลงด้วยภาพสั้น ๆ ของพระเยซูที่ฟื้นคืนพระชนม์ อย่างไรก็ตามภาพยนตร์เรื่องนี้ยังมีการย้อนกลับไปยังช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตของพระเยซูซึ่งสร้างโดยอ้างอิงจากพระคัมภีร์ไบเบิล
🥰🥰( ขอแนะนำให้ไปดูหนังเต็มเรื่องด้วยนะคับ ชื่อเรื่อง… เดอะ แพสชั่น ออฟ เดอะ ไครสต์ ) จะเข้าถึงความรักความเสียสละอย่างใหญ่หลวงของพระเจ้าที่มีค่อมนุษย์อย่างเห็นได้ชัดมากๆๆคับ
กำกับโดย : เมลกิบสัน
ผลิตโดย : บรูซดาวี่ เมลกิบสัน Stephen McEveety
ข้อมูลเรื่อง คำพยากรณ์โบราณที่ว่านี้ เล็งถึงพระเยซู ถูกเขียนก่อนที่พระเยซูจะมาบังเกิดในโลกนี้ (ราวๆ 800 ปีก่อนคริสตกาล)\r ..ได้ระบุไว้ว่า
…..ท่านได้ถูกมนุษย์ดูหมิ่นและทอดทิ้ง
เป็นคนที่รับความเจ็บปวด และคุ้นเคยกับความเจ็บไข้
และดังผู้หนึ่งซึ่งคนทนมองดูไม่ได้
ท่านถูกดูหมิ่น และเราทั้งหลายไม่ได้นับถือท่าน
แน่ทีเดียวท่านได้แบกความเจ็บไข้ของเราทั้งหลาย
และหอบความเจ็บปวดของเราไป
กระนั้นเราทั้งหลายก็ยังถือว่าท่านถูกตี
คือพระเจ้าทรงโบยตีและข่มใจ
แต่ท่านถูกบาดเจ็บเพราะความทรยศของเราทั้งหลาย
ท่านฟกช้ำเพราะความบาปผิดของเรา
การตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายสมบูรณ์นั้น ตกแก่ท่าน
ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี…. อิสยาห์ 53 ข้อ35

Donate เงินสนับสนุนช่องของเราได้ที่
ธนาคารออมสินเลขที่
0 2 0 3 1 8 2 2 5 6 3 6
​พูดคุยกับพวกเราได้ที่
https://www.facebook.com/PoppularNews

สปอยหนัง! เหตุการณ์ 12ชม.สุดท้ายของพระเยซู ก่อนถูกตรึงที่กางเขน (ต้องเจอกับอะไรบ้าง?)

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่Leather

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ หนัง พระเยซู

Leave a Comment