[Update] ราคาน้ำมันขึ้น ดีหรือแย่กับ ตลาดหุ้น? | ราคา น้ำมัน ขึ้น – POLLICELEE

ราคา น้ำมัน ขึ้น: คุณกำลังดูกระทู้

 

Risk Taker

 

บางท่านบอกว่าราคาน้ำมันขึ้นสิดี เพราะบริษัทน้ำมันยักใหญ่ทั้งหลายจะกำไรดีขึ้น เพราะฉะนั้นราคาหุ้นควรจะขึ้นตาม บางท่านบอกว่าราคาน้ำมันขึ้นไม่ดีเพราะทำให้การทำธุรกิจมีต้นทุนที่สูงขึ้น เศรษฐกิจอาจรับไม่ไหว เพราะฉะนั้นราคาหุ้นควรจะลง


ถูกทั้งคู่แหละครับ เพราะ…

ความจริงก็คือ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้นดีกับบริษัทที่ขายน้ำมัน เช่น PTT และ PTTEP

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมัน คือ ต้นทุนสำหรับหลายๆธุรกิจ ตราบใดที่ธุรกิจยังต้องพึ่งพาการขนส่ง และการใช้เครื่องจักร ธุรกิจนั้นก็ยังต้องพึ่งพาน้ำมัน เพราะฉะนั้น ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น คือ ปัจจัยลบสำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่ต้องใช้น้ำมันมากๆอย่าง THAI เป็นต้น

โดยสรุปคือ เวลาราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น ราคาหุ้นของบริษัทที่ได้ประโยชน์โดยตรงอย่าง PTT และ PTTEP ควรจะปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ราคาหุ้นของบริษัทอื่นๆเกือบทุกตัวในตลาดควรจะปรับตัวลง ยิ่งใช้น้ำมันเป็นสัดส่วนของต้นทุนมากเท่าไร ราคาหุ้นก็ควรจะลดลงมากเท่านั้น

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นเช่นนั้น

ก่อนที่จะพูดถึงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงคืออะไร เราลองมาดูโครงสร้างของ SET Index กันแบบคร่าวๆกันก่อนดีกว่าครับ

SET INDEX

SET Index คือ Market-Cap-Weighted Index ซึ่งถ่วงน้ำหนัก

ตาม มูลค่

าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ของหุ้นแต่ละตัว หุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงย่อมส่งผลต่อ Index ได้มากกว่าหุ้นที่มีมูลค่าตลาดต่ำ

ปรากฏว่า ณ ราคาปิดของวันนี้ (23/2/2012) หุ้น PTT และ PTTEP มีน้ำหนักถ่วงอยู่ใน SET Index ถึง 10.93% และ 6.46% ตามลำดับ เนื่องจากหุ้นสองตัวนี้มี Market Cap ที่สูงมาก

23/2/2012 Market Capitalization                 %
SET Index

 ฿ 9,351,387,670,000.00

100%
PTT  ฿ 1,022,555,270,000.00 10.93%
PTTEP  ฿    604,237,340,000.00 6.46%

ผลก็คือ ถ้าราคาต่อหุ้นของPTTเพิ่มขึ้นเพียงแค่สามบาทหรือ0.8% จากราคาปัจจุบันที่359บาท ไปที่362บาท  ดัชนีSET Index จะเพิ่มขึ้นถึง1.04จุด (1140.07 => 1141.11) ภายใต้สมมติฐานที่ว่าราคาหุ้นตัวอื่นไม่เปลี่ยนแปลง

นอกจากนั้น ถ้าราคาของหุ้นทั้งสองตัวเพิ่มขึ้นสามบาทพร้อมกัน คือ PTT ขึ้นจาก 359 บาท ไปที่ 362 บาท  และPTTEP ขึ้นจาก 180.5 บาท ไปที่ 183.5 บาท สิ่งนี้จะส่งผลให้ดัชนีปรับตัวขึนจาก 1140.07 จุด ไปเป็น 1142.34 จุด หรือเพิ่มขึ้นถึง 2.27 จุด

ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วว่า ราคาของหุ้นเพียงแค่สองตัวจากกลุ่มพลังงานสามารถกระทบดัชนีตลาดได้มากขนาดไหน

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตลาดหุ้น

ผู้เขียนได้กล่าวไว้ตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่า ตามหลักเหตุผล ราคาน้ำมันขึ้น ดีกับหุ้นน้ำมัน แต่แย่กับหุ้นตัวอื่นเกือบหมด เพราะฉะนั้น ราคาหุ้นบริษัทน้ำมันควรจะขึ้น และราคาหุ้นตัวอื่นๆส่วนใหญ่ควรจะลง

แต่ความเป็นจริงกลับไม่ใช่แบบนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เวลาราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ราคาหุ้นของบริษัทน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นตาม ส่งผลบวกอย่างเห็นได้ชัดต่อดัชนีตลาด SET Index (เหมือนที่เราทดสอบให้ดูด้านบน) เมื่อคนเห็นดัชนีตลาดเปลี่ยนแปลงเป็นบวก นักลงทุนส่วนใหญ่มองว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะเหมาเอาเองว่าตลาดภาพรวมกำลังดีขึ้น ก็เลยกล้าเข้าไปซื้อหุ้นมากขึ้น ผลสุดท้ายก็คือ ราคาหุ้นจำนวนมากในตลาดปรับตัวขึ้นตามไปด้วย ทั้งๆที่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นควรจะเป็นปัจจัยลบ

ปรากฏการนี้ ทำให้ในระยะสั้น ราคาหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดมักจะปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมัน ส่วนในระยะยาว ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นก็จะเริ่มส่งผลกระทบกับกำไร เมื่อตลาดรับรู้เรื่องนี้ ราคาหุ้นจะมีการปรับตัวเข้าหาระดับที่เหมาะสมเอง

ราคาน้ำมันสูงเกินไปจนเศรษฐกิจรับไม่ไหว

ประโยคนี้มักจะเป็นประโยคที่ผู้เชี่ยวชาญใช้อธิบายว่าทำไมราคาน้ำมันไม่น่าจะขึ้นได้อีกเยอะ โดยเฉพาะในช่วง2-3ปีที่ผ่านมา เราจะได้ยินกันบ่อยว่า “ราคาน้ำมันจะไม่ขึ้นเกิน$X เพราะถ้าเกินระดับราคานี้ เศรษฐกิจโลกจะรับไม่ไหว” ในระหว่างที่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์กันว่าราคาไม่น่าขึ้นได้เยอะ ราคาก็ทยอยขึ้นมาทีละเล็กละน้อย

นี้คือหลักฐานที่ชัดเจนว่า การทายว่าจุดสิ้นสุดของราคาน้ำมันอยู่ตรงไหนนั้น ทายได้ยากเหลือเกิน แต่นักลงทุนก็ไม่ได้สิ้นหวังซะทีเดียวครับ

Stephen Leeb ผู้แต่งหนังสือ Oil Factor ได้กล่าวไว้ว่า จากการศึกษาข้อมูลตั้งแต่ปี 1974 จนถึงปี 2000 เขาพบว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 80% ในช่วง 12 เดือนล่าสุด ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ถือว่าเป็นระดับที่อันตราย และมักจะถูกตามมาด้วยราคาหุ้นที่ปรับตัวลง เพราะฉะนั้น เราควรออกจากตลาดหุ้น เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นรุนแรงถึง 80% หรือมากกว่า และกลับเข้าไปในตลาดหุ้นใหม่ เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 20% หรือต่ำกว่า

“There is nothing magic about these numbers; these are simply the level that based on historical standards suggest that in one instance – 20 percent – a rise in prices will be gradual enough that the economy can tolerate it, while in the other – 80 percent – the rise will be so rapid that it will create uncertainty and discombobulation.”

“ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้มีมนต์ขลังอะไร มันเป็นเพียงแค่ระดับราคาที่เราพบจากข้อมูลในอดีตว่า ในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 20% (หรือต่ำกว่า) การปรับตัวขึ้นของราคานั้นจะค่อยเป็นค่อยไป อยู่ในระดับที่เศรษฐกิจพอปรับตัวได้ทัน แต่เมื่อไรก็ตามที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 80% (หรือสูงกว่า) การปรับตัวนี้จะรวดเร็วเกินไปจนทำให้เกิดความไม่แน่นอน และความสับสน”

ผู้เขียนตั้งชื่อตัวบ่งชี้การเข้าออกตลาดตัวนี้ว่า Oil Indicator คือ ให้เข้าซื้อหุ้นเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น20%หรือต่ำกว่า และออกจากตลาดเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น80% หรือมากกว่า และมีหลักฐานรองรับวิธีการนี้ ดังต่อไปนี้

ถ้าคุณซื้อดัชนี S&P 500 ตอนปลายปี 1973 ด้วยเงิน $1,000 แล้วเก็บไว้จนกระทั้งปี 2000 คุณจะมีเงินเก็บเท่ากับ $35,000

ในอีกกรณีหนึ่งคือ คุณซื้อดัชนี S&P 500 ด้วยเงิน $1,000 เหมือนกัน แต่ใช้ Oil Indicator เป็นตัวกำหนดจังหวะซื้อขายด้วย ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ คุณจะมีเงินเก็บประมาณ $70,000 มากกว่ากรณีแรกถึงเท่าตัว

ท่านผู้อ่านไม่จำเป้นต้องเชื่อ Oil Indicator หรือ นำไปใช้แบบต้นฉบับแต่อย่างใด ผู้เขียนเองก็ไม่ได้เชื่อที่หนังสือบอกไว้ทั้งหมด แต่อย่างน้อย เราก็จะพอได้ทราบว่า ในอดีต ราคาน้ำมันต้องปรับตัวสูงขึันขนาดไหนจึงจะถือว่าเป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดหุ้น เราจะได้ไม่หลวมตัวไปทุ่มเงินซื้อหุ้นตอนนั้น

(1) ข้อมูล Market Capitalization ของ SET Index PTT และ PTTEP จาก settrade.com
(2) 

Leeb, Stephen, and Donna Leeb. 2004. 

New York: Warner Business Books.

บางท่านบอกว่าราคาน้ำมันขึ้นสิดี เพราะบริษัทน้ำมันยักใหญ่ทั้งหลายจะกำไรดีขึ้น เพราะฉะนั้นราคาหุ้นควรจะขึ้นตาม บางท่านบอกว่าราคาน้ำมันขึ้นไม่ดีเพราะทำให้การทำธุรกิจมีต้นทุนที่สูงขึ้น เศรษฐกิจอาจรับไม่ไหว เพราะฉะนั้นราคาหุ้นควรจะลงถูกทั้งคู่แหละครับ เพราะ…ความจริงก็คือ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้นดีกับบริษัทที่ขายน้ำมัน เช่น PTT และ PTTEPอย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมัน คือ ต้นทุนสำหรับหลายๆธุรกิจ ตราบใดที่ธุรกิจยังต้องพึ่งพาการขนส่ง และการใช้เครื่องจักร ธุรกิจนั้นก็ยังต้องพึ่งพาน้ำมัน เพราะฉะนั้น ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น คือ ปัจจัยลบสำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่ต้องใช้น้ำมันมากๆอย่าง THAI เป็นต้นโดยสรุปคือ เวลาราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น ราคาหุ้นของบริษัทที่ได้ประโยชน์โดยตรงอย่าง PTT และ PTTEP ควรจะปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ราคาหุ้นของบริษัทอื่นๆเกือบทุกตัวในตลาดควรจะปรับตัวลง ยิ่งใช้น้ำมันเป็นสัดส่วนของต้นทุนมากเท่าไร ราคาหุ้นก็ควรจะลดลงมากเท่านั้นแต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นเช่นนั้นก่อนที่จะพูดถึงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงคืออะไร เราลองมาดูโครงสร้างของ SET Index กันแบบคร่าวๆกันก่อนดีกว่าครับSET Index คือ Market-Cap-Weighted Index ซึ่งถ่วงน้ำหนักผลก็คือ ถ้าราคาต่อหุ้นของPTTเพิ่มขึ้นเพียงแค่สามบาทหรือ0.8% จากราคาปัจจุบันที่359บาท ไปที่362บาท ดัชนีSET Index จะเพิ่มขึ้นถึง1.04จุด (1140.07 => 1141.11) ภายใต้สมมติฐานที่ว่าราคาหุ้นตัวอื่นไม่เปลี่ยนแปลงนอกจากนั้น ถ้าราคาของหุ้นทั้งสองตัวเพิ่มขึ้นสามบาทพร้อมกัน คือ PTT ขึ้นจาก 359 บาท ไปที่ 362 บาท และPTTEP ขึ้นจาก 180.5 บาท ไปที่ 183.5 บาท สิ่งนี้จะส่งผลให้ดัชนีปรับตัวขึนจาก 1140.07 จุด ไปเป็น 1142.34 จุด หรือเพิ่มขึ้นถึง 2.27 จุดท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วว่า ราคาของหุ้นเพียงแค่สองตัวจากกลุ่มพลังงานสามารถกระทบดัชนีตลาดได้มากขนาดไหนผู้เขียนได้กล่าวไว้ตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่า ตามหลักเหตุผล ราคาน้ำมันขึ้น ดีกับหุ้นน้ำมัน แต่แย่กับหุ้นตัวอื่นเกือบหมด เพราะฉะนั้น ราคาหุ้นบริษัทน้ำมันควรจะขึ้น และราคาหุ้นตัวอื่นๆส่วนใหญ่ควรจะลงแต่ความเป็นจริงกลับไม่ใช่แบบนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เวลาราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ราคาหุ้นของบริษัทน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นตาม ส่งผลบวกอย่างเห็นได้ชัดต่อดัชนีตลาด SET Index (เหมือนที่เราทดสอบให้ดูด้านบน) เมื่อคนเห็นดัชนีตลาดเปลี่ยนแปลงเป็นบวก นักลงทุนส่วนใหญ่มองว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะเหมาเอาเองว่าตลาดภาพรวมกำลังดีขึ้น ก็เลยกล้าเข้าไปซื้อหุ้นมากขึ้น ผลสุดท้ายก็คือ ราคาหุ้นจำนวนมากในตลาดปรับตัวขึ้นตามไปด้วย ทั้งๆที่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นควรจะเป็นปัจจัยลบปรากฏการนี้ ทำให้ในระยะสั้น ราคาหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดมักจะปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมัน ส่วนในระยะยาว ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นก็จะเริ่มส่งผลกระทบกับกำไร เมื่อตลาดรับรู้เรื่องนี้ ราคาหุ้นจะมีการปรับตัวเข้าหาระดับที่เหมาะสมเองประโยคนี้มักจะเป็นประโยคที่ผู้เชี่ยวชาญใช้อธิบายว่าทำไมราคาน้ำมันไม่น่าจะขึ้นได้อีกเยอะ โดยเฉพาะในช่วง2-3ปีที่ผ่านมา เราจะได้ยินกันบ่อยว่า “ราคาน้ำมันจะไม่ขึ้นเกิน$X เพราะถ้าเกินระดับราคานี้ เศรษฐกิจโลกจะรับไม่ไหว” ในระหว่างที่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์กันว่าราคาไม่น่าขึ้นได้เยอะ ราคาก็ทยอยขึ้นมาทีละเล็กละน้อยนี้คือหลักฐานที่ชัดเจนว่า การทายว่าจุดสิ้นสุดของราคาน้ำมันอยู่ตรงไหนนั้น ทายได้ยากเหลือเกิน แต่นักลงทุนก็ไม่ได้สิ้นหวังซะทีเดียวครับStephen Leeb ผู้แต่งหนังสือ Oil Factor ได้กล่าวไว้ว่า จากการศึกษาข้อมูลตั้งแต่ปี 1974 จนถึงปี 2000 เขาพบว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 80% ในช่วง 12 เดือนล่าสุด ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ถือว่าเป็นระดับที่อันตราย และมักจะถูกตามมาด้วยราคาหุ้นที่ปรับตัวลง เพราะฉะนั้น เราควรออกจากตลาดหุ้น เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นรุนแรงถึง 80% หรือมากกว่า และกลับเข้าไปในตลาดหุ้นใหม่ เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 20% หรือต่ำกว่า”There is nothing magic about these numbers; these are simply the level that based on historical standards suggest that in one instance – 20 percent – a rise in prices will be gradual enough that the economy can tolerate it, while in the other – 80 percent – the rise will be so rapid that it will create uncertainty and discombobulation.””ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้มีมนต์ขลังอะไร มันเป็นเพียงแค่ระดับราคาที่เราพบจากข้อมูลในอดีตว่า ในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 20% (หรือต่ำกว่า) การปรับตัวขึ้นของราคานั้นจะค่อยเป็นค่อยไป อยู่ในระดับที่เศรษฐกิจพอปรับตัวได้ทัน แต่เมื่อไรก็ตามที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 80% (หรือสูงกว่า) การปรับตัวนี้จะรวดเร็วเกินไปจนทำให้เกิดความไม่แน่นอน และความสับสน”ผู้เขียนตั้งชื่อตัวบ่งชี้การเข้าออกตลาดตัวนี้ว่า Oil Indicator คือ ให้เข้าซื้อหุ้นเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น20%หรือต่ำกว่า และออกจากตลาดเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น80% หรือมากกว่า และมีหลักฐานรองรับวิธีการนี้ ดังต่อไปนี้ถ้าคุณซื้อดัชนี S&P 500 ตอนปลายปี 1973 ด้วยเงิน $1,000 แล้วเก็บไว้จนกระทั้งปี 2000 คุณจะมีเงินเก็บเท่ากับ $35,000ในอีกกรณีหนึ่งคือ คุณซื้อดัชนี S&P 500 ด้วยเงิน $1,000 เหมือนกัน แต่ใช้ Oil Indicator เป็นตัวกำหนดจังหวะซื้อขายด้วย ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ คุณจะมีเงินเก็บประมาณ $70,000 มากกว่ากรณีแรกถึงเท่าตัวท่านผู้อ่านไม่จำเป้นต้องเชื่อ Oil Indicator หรือ นำไปใช้แบบต้นฉบับแต่อย่างใด ผู้เขียนเองก็ไม่ได้เชื่อที่หนังสือบอกไว้ทั้งหมด แต่อย่างน้อย เราก็จะพอได้ทราบว่า ในอดีต ราคาน้ำมันต้องปรับตัวสูงขึันขนาดไหนจึงจะถือว่าเป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดหุ้น เราจะได้ไม่หลวมตัวไปทุ่มเงินซื้อหุ้นตอนนั้น(1) ข้อมูล Market Capitalization ของ SET Index PTT และ PTTEP จาก settrade.com(2)

[Update] ราคาน้ำมันขึ้น ดีหรือแย่กับ ตลาดหุ้น? | ราคา น้ำมัน ขึ้น – POLLICELEE

 

Risk Taker

 

บางท่านบอกว่าราคาน้ำมันขึ้นสิดี เพราะบริษัทน้ำมันยักใหญ่ทั้งหลายจะกำไรดีขึ้น เพราะฉะนั้นราคาหุ้นควรจะขึ้นตาม บางท่านบอกว่าราคาน้ำมันขึ้นไม่ดีเพราะทำให้การทำธุรกิจมีต้นทุนที่สูงขึ้น เศรษฐกิจอาจรับไม่ไหว เพราะฉะนั้นราคาหุ้นควรจะลง


ถูกทั้งคู่แหละครับ เพราะ…

ความจริงก็คือ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้นดีกับบริษัทที่ขายน้ำมัน เช่น PTT และ PTTEP

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมัน คือ ต้นทุนสำหรับหลายๆธุรกิจ ตราบใดที่ธุรกิจยังต้องพึ่งพาการขนส่ง และการใช้เครื่องจักร ธุรกิจนั้นก็ยังต้องพึ่งพาน้ำมัน เพราะฉะนั้น ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น คือ ปัจจัยลบสำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่ต้องใช้น้ำมันมากๆอย่าง THAI เป็นต้น

โดยสรุปคือ เวลาราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น ราคาหุ้นของบริษัทที่ได้ประโยชน์โดยตรงอย่าง PTT และ PTTEP ควรจะปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ราคาหุ้นของบริษัทอื่นๆเกือบทุกตัวในตลาดควรจะปรับตัวลง ยิ่งใช้น้ำมันเป็นสัดส่วนของต้นทุนมากเท่าไร ราคาหุ้นก็ควรจะลดลงมากเท่านั้น

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นเช่นนั้น

ก่อนที่จะพูดถึงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงคืออะไร เราลองมาดูโครงสร้างของ SET Index กันแบบคร่าวๆกันก่อนดีกว่าครับ

SET INDEX

SET Index คือ Market-Cap-Weighted Index ซึ่งถ่วงน้ำหนัก

ตาม มูลค่

าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ของหุ้นแต่ละตัว หุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงย่อมส่งผลต่อ Index ได้มากกว่าหุ้นที่มีมูลค่าตลาดต่ำ

ปรากฏว่า ณ ราคาปิดของวันนี้ (23/2/2012) หุ้น PTT และ PTTEP มีน้ำหนักถ่วงอยู่ใน SET Index ถึง 10.93% และ 6.46% ตามลำดับ เนื่องจากหุ้นสองตัวนี้มี Market Cap ที่สูงมาก

23/2/2012 Market Capitalization                 %
SET Index

 ฿ 9,351,387,670,000.00

100%
PTT  ฿ 1,022,555,270,000.00 10.93%
PTTEP  ฿    604,237,340,000.00 6.46%

ผลก็คือ ถ้าราคาต่อหุ้นของPTTเพิ่มขึ้นเพียงแค่สามบาทหรือ0.8% จากราคาปัจจุบันที่359บาท ไปที่362บาท  ดัชนีSET Index จะเพิ่มขึ้นถึง1.04จุด (1140.07 => 1141.11) ภายใต้สมมติฐานที่ว่าราคาหุ้นตัวอื่นไม่เปลี่ยนแปลง

นอกจากนั้น ถ้าราคาของหุ้นทั้งสองตัวเพิ่มขึ้นสามบาทพร้อมกัน คือ PTT ขึ้นจาก 359 บาท ไปที่ 362 บาท  และPTTEP ขึ้นจาก 180.5 บาท ไปที่ 183.5 บาท สิ่งนี้จะส่งผลให้ดัชนีปรับตัวขึนจาก 1140.07 จุด ไปเป็น 1142.34 จุด หรือเพิ่มขึ้นถึง 2.27 จุด

ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วว่า ราคาของหุ้นเพียงแค่สองตัวจากกลุ่มพลังงานสามารถกระทบดัชนีตลาดได้มากขนาดไหน

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตลาดหุ้น

ผู้เขียนได้กล่าวไว้ตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่า ตามหลักเหตุผล ราคาน้ำมันขึ้น ดีกับหุ้นน้ำมัน แต่แย่กับหุ้นตัวอื่นเกือบหมด เพราะฉะนั้น ราคาหุ้นบริษัทน้ำมันควรจะขึ้น และราคาหุ้นตัวอื่นๆส่วนใหญ่ควรจะลง

แต่ความเป็นจริงกลับไม่ใช่แบบนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เวลาราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ราคาหุ้นของบริษัทน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นตาม ส่งผลบวกอย่างเห็นได้ชัดต่อดัชนีตลาด SET Index (เหมือนที่เราทดสอบให้ดูด้านบน) เมื่อคนเห็นดัชนีตลาดเปลี่ยนแปลงเป็นบวก นักลงทุนส่วนใหญ่มองว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะเหมาเอาเองว่าตลาดภาพรวมกำลังดีขึ้น ก็เลยกล้าเข้าไปซื้อหุ้นมากขึ้น ผลสุดท้ายก็คือ ราคาหุ้นจำนวนมากในตลาดปรับตัวขึ้นตามไปด้วย ทั้งๆที่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นควรจะเป็นปัจจัยลบ

ปรากฏการนี้ ทำให้ในระยะสั้น ราคาหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดมักจะปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมัน ส่วนในระยะยาว ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นก็จะเริ่มส่งผลกระทบกับกำไร เมื่อตลาดรับรู้เรื่องนี้ ราคาหุ้นจะมีการปรับตัวเข้าหาระดับที่เหมาะสมเอง

ราคาน้ำมันสูงเกินไปจนเศรษฐกิจรับไม่ไหว

ประโยคนี้มักจะเป็นประโยคที่ผู้เชี่ยวชาญใช้อธิบายว่าทำไมราคาน้ำมันไม่น่าจะขึ้นได้อีกเยอะ โดยเฉพาะในช่วง2-3ปีที่ผ่านมา เราจะได้ยินกันบ่อยว่า “ราคาน้ำมันจะไม่ขึ้นเกิน$X เพราะถ้าเกินระดับราคานี้ เศรษฐกิจโลกจะรับไม่ไหว” ในระหว่างที่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์กันว่าราคาไม่น่าขึ้นได้เยอะ ราคาก็ทยอยขึ้นมาทีละเล็กละน้อย

นี้คือหลักฐานที่ชัดเจนว่า การทายว่าจุดสิ้นสุดของราคาน้ำมันอยู่ตรงไหนนั้น ทายได้ยากเหลือเกิน แต่นักลงทุนก็ไม่ได้สิ้นหวังซะทีเดียวครับ

Stephen Leeb ผู้แต่งหนังสือ Oil Factor ได้กล่าวไว้ว่า จากการศึกษาข้อมูลตั้งแต่ปี 1974 จนถึงปี 2000 เขาพบว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 80% ในช่วง 12 เดือนล่าสุด ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ถือว่าเป็นระดับที่อันตราย และมักจะถูกตามมาด้วยราคาหุ้นที่ปรับตัวลง เพราะฉะนั้น เราควรออกจากตลาดหุ้น เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นรุนแรงถึง 80% หรือมากกว่า และกลับเข้าไปในตลาดหุ้นใหม่ เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 20% หรือต่ำกว่า

“There is nothing magic about these numbers; these are simply the level that based on historical standards suggest that in one instance – 20 percent – a rise in prices will be gradual enough that the economy can tolerate it, while in the other – 80 percent – the rise will be so rapid that it will create uncertainty and discombobulation.”

“ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้มีมนต์ขลังอะไร มันเป็นเพียงแค่ระดับราคาที่เราพบจากข้อมูลในอดีตว่า ในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 20% (หรือต่ำกว่า) การปรับตัวขึ้นของราคานั้นจะค่อยเป็นค่อยไป อยู่ในระดับที่เศรษฐกิจพอปรับตัวได้ทัน แต่เมื่อไรก็ตามที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 80% (หรือสูงกว่า) การปรับตัวนี้จะรวดเร็วเกินไปจนทำให้เกิดความไม่แน่นอน และความสับสน”

ผู้เขียนตั้งชื่อตัวบ่งชี้การเข้าออกตลาดตัวนี้ว่า Oil Indicator คือ ให้เข้าซื้อหุ้นเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น20%หรือต่ำกว่า และออกจากตลาดเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น80% หรือมากกว่า และมีหลักฐานรองรับวิธีการนี้ ดังต่อไปนี้

ถ้าคุณซื้อดัชนี S&P 500 ตอนปลายปี 1973 ด้วยเงิน $1,000 แล้วเก็บไว้จนกระทั้งปี 2000 คุณจะมีเงินเก็บเท่ากับ $35,000

ในอีกกรณีหนึ่งคือ คุณซื้อดัชนี S&P 500 ด้วยเงิน $1,000 เหมือนกัน แต่ใช้ Oil Indicator เป็นตัวกำหนดจังหวะซื้อขายด้วย ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ คุณจะมีเงินเก็บประมาณ $70,000 มากกว่ากรณีแรกถึงเท่าตัว

ท่านผู้อ่านไม่จำเป้นต้องเชื่อ Oil Indicator หรือ นำไปใช้แบบต้นฉบับแต่อย่างใด ผู้เขียนเองก็ไม่ได้เชื่อที่หนังสือบอกไว้ทั้งหมด แต่อย่างน้อย เราก็จะพอได้ทราบว่า ในอดีต ราคาน้ำมันต้องปรับตัวสูงขึันขนาดไหนจึงจะถือว่าเป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดหุ้น เราจะได้ไม่หลวมตัวไปทุ่มเงินซื้อหุ้นตอนนั้น

(1) ข้อมูล Market Capitalization ของ SET Index PTT และ PTTEP จาก settrade.com
(2) 

Leeb, Stephen, and Donna Leeb. 2004. 

New York: Warner Business Books.

บางท่านบอกว่าราคาน้ำมันขึ้นสิดี เพราะบริษัทน้ำมันยักใหญ่ทั้งหลายจะกำไรดีขึ้น เพราะฉะนั้นราคาหุ้นควรจะขึ้นตาม บางท่านบอกว่าราคาน้ำมันขึ้นไม่ดีเพราะทำให้การทำธุรกิจมีต้นทุนที่สูงขึ้น เศรษฐกิจอาจรับไม่ไหว เพราะฉะนั้นราคาหุ้นควรจะลงถูกทั้งคู่แหละครับ เพราะ…ความจริงก็คือ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้นดีกับบริษัทที่ขายน้ำมัน เช่น PTT และ PTTEPอย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมัน คือ ต้นทุนสำหรับหลายๆธุรกิจ ตราบใดที่ธุรกิจยังต้องพึ่งพาการขนส่ง และการใช้เครื่องจักร ธุรกิจนั้นก็ยังต้องพึ่งพาน้ำมัน เพราะฉะนั้น ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น คือ ปัจจัยลบสำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่ต้องใช้น้ำมันมากๆอย่าง THAI เป็นต้นโดยสรุปคือ เวลาราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น ราคาหุ้นของบริษัทที่ได้ประโยชน์โดยตรงอย่าง PTT และ PTTEP ควรจะปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ราคาหุ้นของบริษัทอื่นๆเกือบทุกตัวในตลาดควรจะปรับตัวลง ยิ่งใช้น้ำมันเป็นสัดส่วนของต้นทุนมากเท่าไร ราคาหุ้นก็ควรจะลดลงมากเท่านั้นแต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นเช่นนั้นก่อนที่จะพูดถึงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงคืออะไร เราลองมาดูโครงสร้างของ SET Index กันแบบคร่าวๆกันก่อนดีกว่าครับSET Index คือ Market-Cap-Weighted Index ซึ่งถ่วงน้ำหนักผลก็คือ ถ้าราคาต่อหุ้นของPTTเพิ่มขึ้นเพียงแค่สามบาทหรือ0.8% จากราคาปัจจุบันที่359บาท ไปที่362บาท ดัชนีSET Index จะเพิ่มขึ้นถึง1.04จุด (1140.07 => 1141.11) ภายใต้สมมติฐานที่ว่าราคาหุ้นตัวอื่นไม่เปลี่ยนแปลงนอกจากนั้น ถ้าราคาของหุ้นทั้งสองตัวเพิ่มขึ้นสามบาทพร้อมกัน คือ PTT ขึ้นจาก 359 บาท ไปที่ 362 บาท และPTTEP ขึ้นจาก 180.5 บาท ไปที่ 183.5 บาท สิ่งนี้จะส่งผลให้ดัชนีปรับตัวขึนจาก 1140.07 จุด ไปเป็น 1142.34 จุด หรือเพิ่มขึ้นถึง 2.27 จุดท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วว่า ราคาของหุ้นเพียงแค่สองตัวจากกลุ่มพลังงานสามารถกระทบดัชนีตลาดได้มากขนาดไหนผู้เขียนได้กล่าวไว้ตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่า ตามหลักเหตุผล ราคาน้ำมันขึ้น ดีกับหุ้นน้ำมัน แต่แย่กับหุ้นตัวอื่นเกือบหมด เพราะฉะนั้น ราคาหุ้นบริษัทน้ำมันควรจะขึ้น และราคาหุ้นตัวอื่นๆส่วนใหญ่ควรจะลงแต่ความเป็นจริงกลับไม่ใช่แบบนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เวลาราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ราคาหุ้นของบริษัทน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นตาม ส่งผลบวกอย่างเห็นได้ชัดต่อดัชนีตลาด SET Index (เหมือนที่เราทดสอบให้ดูด้านบน) เมื่อคนเห็นดัชนีตลาดเปลี่ยนแปลงเป็นบวก นักลงทุนส่วนใหญ่มองว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะเหมาเอาเองว่าตลาดภาพรวมกำลังดีขึ้น ก็เลยกล้าเข้าไปซื้อหุ้นมากขึ้น ผลสุดท้ายก็คือ ราคาหุ้นจำนวนมากในตลาดปรับตัวขึ้นตามไปด้วย ทั้งๆที่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นควรจะเป็นปัจจัยลบปรากฏการนี้ ทำให้ในระยะสั้น ราคาหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดมักจะปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมัน ส่วนในระยะยาว ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นก็จะเริ่มส่งผลกระทบกับกำไร เมื่อตลาดรับรู้เรื่องนี้ ราคาหุ้นจะมีการปรับตัวเข้าหาระดับที่เหมาะสมเองประโยคนี้มักจะเป็นประโยคที่ผู้เชี่ยวชาญใช้อธิบายว่าทำไมราคาน้ำมันไม่น่าจะขึ้นได้อีกเยอะ โดยเฉพาะในช่วง2-3ปีที่ผ่านมา เราจะได้ยินกันบ่อยว่า “ราคาน้ำมันจะไม่ขึ้นเกิน$X เพราะถ้าเกินระดับราคานี้ เศรษฐกิจโลกจะรับไม่ไหว” ในระหว่างที่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์กันว่าราคาไม่น่าขึ้นได้เยอะ ราคาก็ทยอยขึ้นมาทีละเล็กละน้อยนี้คือหลักฐานที่ชัดเจนว่า การทายว่าจุดสิ้นสุดของราคาน้ำมันอยู่ตรงไหนนั้น ทายได้ยากเหลือเกิน แต่นักลงทุนก็ไม่ได้สิ้นหวังซะทีเดียวครับStephen Leeb ผู้แต่งหนังสือ Oil Factor ได้กล่าวไว้ว่า จากการศึกษาข้อมูลตั้งแต่ปี 1974 จนถึงปี 2000 เขาพบว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 80% ในช่วง 12 เดือนล่าสุด ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ถือว่าเป็นระดับที่อันตราย และมักจะถูกตามมาด้วยราคาหุ้นที่ปรับตัวลง เพราะฉะนั้น เราควรออกจากตลาดหุ้น เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นรุนแรงถึง 80% หรือมากกว่า และกลับเข้าไปในตลาดหุ้นใหม่ เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 20% หรือต่ำกว่า”There is nothing magic about these numbers; these are simply the level that based on historical standards suggest that in one instance – 20 percent – a rise in prices will be gradual enough that the economy can tolerate it, while in the other – 80 percent – the rise will be so rapid that it will create uncertainty and discombobulation.””ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้มีมนต์ขลังอะไร มันเป็นเพียงแค่ระดับราคาที่เราพบจากข้อมูลในอดีตว่า ในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 20% (หรือต่ำกว่า) การปรับตัวขึ้นของราคานั้นจะค่อยเป็นค่อยไป อยู่ในระดับที่เศรษฐกิจพอปรับตัวได้ทัน แต่เมื่อไรก็ตามที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 80% (หรือสูงกว่า) การปรับตัวนี้จะรวดเร็วเกินไปจนทำให้เกิดความไม่แน่นอน และความสับสน”ผู้เขียนตั้งชื่อตัวบ่งชี้การเข้าออกตลาดตัวนี้ว่า Oil Indicator คือ ให้เข้าซื้อหุ้นเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น20%หรือต่ำกว่า และออกจากตลาดเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น80% หรือมากกว่า และมีหลักฐานรองรับวิธีการนี้ ดังต่อไปนี้ถ้าคุณซื้อดัชนี S&P 500 ตอนปลายปี 1973 ด้วยเงิน $1,000 แล้วเก็บไว้จนกระทั้งปี 2000 คุณจะมีเงินเก็บเท่ากับ $35,000ในอีกกรณีหนึ่งคือ คุณซื้อดัชนี S&P 500 ด้วยเงิน $1,000 เหมือนกัน แต่ใช้ Oil Indicator เป็นตัวกำหนดจังหวะซื้อขายด้วย ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ คุณจะมีเงินเก็บประมาณ $70,000 มากกว่ากรณีแรกถึงเท่าตัวท่านผู้อ่านไม่จำเป้นต้องเชื่อ Oil Indicator หรือ นำไปใช้แบบต้นฉบับแต่อย่างใด ผู้เขียนเองก็ไม่ได้เชื่อที่หนังสือบอกไว้ทั้งหมด แต่อย่างน้อย เราก็จะพอได้ทราบว่า ในอดีต ราคาน้ำมันต้องปรับตัวสูงขึันขนาดไหนจึงจะถือว่าเป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดหุ้น เราจะได้ไม่หลวมตัวไปทุ่มเงินซื้อหุ้นตอนนั้น(1) ข้อมูล Market Capitalization ของ SET Index PTT และ PTTEP จาก settrade.com(2)


ราคาน้ำมันสิงคโปร์ปรับลด ลุ้นไทยจะลดไหม? ‘สุพัฒนพงษ์’ แจงไม่ยกเลิกน้ำมันผสม


ราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นเล็กน้อย จากการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวโดยเฉพาะที่สหรัฐจะทำให้ความต้องการน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น
นิวยอร์ค โดยราคาน้ำมันดิบเบาที่ตลาดไนเม็กซ์ ปรับขึ้นไปเล็กน้อยที่ 68 เซนต์ หรือ +0.84% ไปปิดที่ 81.85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรลล์
ลอนดอน ส่วนราคาน้ำมันดิบที่ตลาดเบรนท์ ลอนดอน ปรับขึ้น 71 เซนต์ หรือ +0.83% ไปปิดที่ 83.44 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรลล์
สิงคโปร์ ส่วนราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่สิงคโปร์ (Refined Oil) ปรับลดลง 1.46 ดอลลาร์สหรัฐ ลงมาอยู่ที่ 92.12 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรลล์ จากเดิมที่ 93.58 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรลล์
ส่วนสถานการณ์ในไทย นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน ชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา ช่วงกระทู้ถาม ถึงปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซหุงต้มมีราคาแพง ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น มาจาก 2 ปัจจัย คือ ราคาน้ำมันตลาดโลกที่สูงขึ้น และ อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท
โดยปัจจัยทั้ง 2 อย่างเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ที่คลี่คลายจากภาวะโควิด19 และในภูมิภาคตะวันตกที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว อากาศหนาว ต้องการพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยนสูงขึ้นมาก
สำหรับการแก้ปัญหาโดย คณะกรรมการกรรมการนโยบายและแผนพลังงาน (กบง.) มีมติตั้งแต่เดือนตุลาคม เพื่อรักษาระดับให้น้ำมันดีเซลราคาไม่เกินลิตรละ 30 บาท ส่วนที่เกินใช้กลไกลของกองทุนน้ำมันนอกจากนั้นได้ขอความร่วมมือให้ผู้ขายลดค่าการตลาดลง แม้ว่าการกำหนดราคาขายปลีกน้ำมันจะเป็นไปตามกลไกตลาดเสรีก็ตาม
ส่วนแนวโน้มจะลดปริมาณสัดส่วนผสม หรือยกเลิกการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพในเน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไม่ ทั้งนี้การผสมดังกล่าวเป็นนโยบายรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมพลังงานสะอาด ลดฝุ่นละออง ช่วยรักษาเสถียรภาพพืชผลเกษตร ให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง รวมถึงลดการพึ่งพานำเข้า น้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ

ดังนั้นหากลดปริมาณสัดส่วนผสม อาจกระทบเศรษฐกิจต้องสูญเสียเงินตราออกนอกประเทศ แต่หากคงไว้จะสร้างเศรษฐกิจ มีเงินหมุนเวียนในประเทศ ดังนั้นการยกเลิกเวลานี้ไม่เป็นประโยชน์ ไม่สอดคล้องนโยบายรัฐ หลายกรรมาธิการที่มีจุดยืนสนับสนุน แต่การลดสัดส่วนอาจพิจารณาตามความจำเป็นในระยะเวลาที่เหมาะสม โดยขณะนี้ กบง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการรับฟังความเห็น ศึกษาผลกระทบ

อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://ch3plus.com/news/program/265175

เรื่องเล่าเช้านี้ (Morning News)
วันที่ 9 พฤศจิกายน 2564
ติดตามความเคลื่อนไหวข่าวสารก่อนใครได้ที่นี่
ch3plus : https://ch3plus.com/news/programs/morning
facebook : https://www.facebook.com/MorningNewsTV3
Twitter : https://twitter.com/MorningNewsTV3
YouTube : https://cutt.ly/MorningnewsTV3

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูเพิ่มเติม

ราคาน้ำมันสิงคโปร์ปรับลด ลุ้นไทยจะลดไหม? 'สุพัฒนพงษ์' แจงไม่ยกเลิกน้ำมันผสม

น้ำมันแพง น้ำท่วม โควิด19 ค่าครองชีพสูง ความทุกข์ของ ปชช. | มอนิ่งเนชั่น | NationTV22


รับชมวีดีโอที่คัดสรรจากเรา https://bit.ly/31bYdfp

อย่าลืม กด \”Subscribe\” เพื่ออัปเดตข่าวไปกับเราได้ที่
https://www.youtube.com/channel/UCIoFfVIOrRRbIWVdDhTTwg
ติดตามเนชั่นออนไลน์ได้ที่:
Website : https://www.nationtv.tv/
Facebook : https://www.facebook.com/NationOnline
Twitter : https://twitter.com/NationTV22
Tiktok : https://www.tiktok.com/@nationonline?lang=thTH
Instragram:https://www.instagram.com/nationtv22_/
Line : @nationonline

น้ำมันแพง น้ำท่วม โควิด19 ค่าครองชีพสูง ความทุกข์ของ ปชช. | มอนิ่งเนชั่น | NationTV22

โลกโซเชียลโวย เดือนกันยายน ราคาน้ำมันปรับขึ้น 6 ครั้ง | เนชั่นกรองข่าว | NationTV22


ข่าวออนไลน์

เราเปลี่ยนให้ทุกข่าวเป็นเรื่องเข้าใจง่าย เข้าใจได้
รับชมวีดีโอที่คัดสรรจากเรา https://bit.ly/31bYdfp
ติดตามข่าวสารจาก http://www.Nationtv.tv

โลกโซเชียลโวย เดือนกันยายน ราคาน้ำมันปรับขึ้น 6 ครั้ง | เนชั่นกรองข่าว | NationTV22

ราคาน้ำมันแพงขึ้นเพราะอะไร ? แล้วราคาจะลดลงลงได้ไหม? l SPRiNGสรุปให้


ราคาน้ำมัน จะขึ้นหรือลงนั้นขึ้นอยู่กับ ราคาน้ำมันในตลาดโลก
ราคาน้ำมันตามปั้มที่เราเห็น ปั้มไม่ได้เป็นผู้กำหนดผู้เดียว เราคาน้ำมันนั้นมันมีผู้เกี่ยวข้องมากมาย
เราต้องรู้ก่อนว่าราคาน้ำมันประกอบจาก ราคาไหนบ้าง? อ่านต่อ https://www.springnews.co.th/program/816810
อย่าลืม! กด \”Subscribe\” เพื่อติดตามได้ที่\r
https://www.youtube.com/user/springnewsonline?sub_confirmation=1\r
\r
ติดตามสปริงนิวส์ออนไลน์ได้ที่ : \r
Website : http://www.springnews.co.th\r
Facebook : https://www.facebook.com/SpringNewsOnline\r
Twitter : https://twitter.com/SpringNews_TV\r
Instagram : https://www.instagram.com/springnews\r
Youtube : https://www.youtube.com/user/springnewsonline\r
\r
ราคาน้ำมันวันนี้ น้ำมันขึ้นราคา น้ำมันเชื้อเพลิง

ราคาน้ำมันแพงขึ้นเพราะอะไร ? แล้วราคาจะลดลงลงได้ไหม? l SPRiNGสรุปให้

ดีเซลปรับขึ้นอีก 60 สต. ราคาน้ำมันตลาดโลก ทำสถิติพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปี


ปตท. และบางจากปิโตรเลียม ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมัน เฉพาะกลุ่มดีเซล 60 สต. มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันที่ 15 ต.ค.64 ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลล่าสุด มีดังนี้
ดีเซล B7 ลิตรละ 28.89 บาท
ดีเซล B10 ลิตรละ 28.89 บาท
ดีเซล B20 ลิตรละ 28.64 บาท
ดีเซลพรีเมี่ยม ลิตรละ 33.66 บาท
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก ตลาดไนเม็กซ์ สหรัฐฯ ปรับขึ้น 0.87 ดอลลาร์สหรัฐฯ ปิดที่ 81.31 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ทำสถิติสูงสุดในรอบ 7 ปี โดยราคาที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง เป็นผลมาจากซาอุดิอาระเบีย ปฏิเสธเสียงเรียกร้องที่จะให้กลุ่มโอเปคพลัส ขึ้นกำลังการผลิตน้ำมันออกสู่ตลาดโลก

อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://ch3plus.com/news/program/261931

เรื่องเล่าเช้านี้ (Morning News)
วันที่ 15 ตุลาคม 2564
ติดตามความเคลื่อนไหวข่าวสารก่อนใครได้ที่นี่
ch3plus : https://ch3plus.com/news/programs/morning
facebook : https://www.facebook.com/MorningNewsTV3
Twitter : https://twitter.com/MorningNewsTV3
YouTube : https://cutt.ly/MorningnewsTV3

ดีเซลปรับขึ้นอีก 60 สต. ราคาน้ำมันตลาดโลก ทำสถิติพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปี

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูวิธีอื่นๆGeneral news

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ ราคา น้ำมัน ขึ้น

1 thought on “[Update] ราคาน้ำมันขึ้น ดีหรือแย่กับ ตลาดหุ้น? | ราคา น้ำมัน ขึ้น – POLLICELEE”

Leave a Comment