[Update] | หมู่เกาะแปซิฟิก – POLLICELEE

หมู่เกาะแปซิฟิก: คุณกำลังดูกระทู้

Table of Contents

สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ

สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ


สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ
Republic of the Fiji Islands

ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างจากออสเตรเลียไปทางทิศตะวันออกประมาณ 2,880 กิโลเมตร
พื้นที่ ฟิจิประกอบไปด้วยเกาะทั้งหมด 332 เกาะ มีพื้นที่ทั้งหมด 18,376 ตารางกิโลเมตร มีเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 1,260,000 ตารางกิโลเมตร
เมืองหลวง กรุงซูวา (Suva) ตั้งอยู่บนเกาะ Viti Levu มีประชากรประมาณ 167,000 คน เกาะใหญ่อีกแห่งคือ เลาโตกา (Lautoka) มีประชากรประมาณ 30,000 คน
ภูมิประเทศ เกาะหินภูเขาไฟ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและมีพื้นที่ราบเพียงเล็กน้อย มีแร่ธรรมชาติ เช่น ทอง เงิน ทองแดง แมงกานีส ในเกาะ Viti Levu มีบ่อน้ำพุร้อนและหุบเขาที่มีแม่น้ำไหลผ่าน พื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยป่าไม้ และต้นมะพร้าวบริเวณชายฝั่ง บริเวณที่แห้งแล้งเป็นทุ่งหญ้า หรือใช้ในการทำไร่อ้อย
ภูมิอากาศ ภูมิอากาศเขตร้อน และอยู่ในเขตมรสุม
ประชากร 853,445(ปี 2549)
เชื้อชาติ ชาวพื้นเมืองฟิจิร้อยละ 54 และชาวฟิจิเชื้อสายอินเดีย ร้อยละ40
ศาสนา คริสต์ (นิกาย Methodist) ฮินดู มุสลิม
ภาษา อังกฤษ (ทางการ) ฟิเจียน และฮินดี
หน่วยเงินตรา ฟิจิดอลลาร์ (F$) (1 ฟิจิดอลลาร์เท่ากับประมาณ 0.5947 ดอลลาร์สหรัฐ)
วันชาติ 10 ตุลาคม 2513 (ค.ศ. 1970) ซึ่งเป็นวันที่ฟิจิได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักร
GDP ประมาณ 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2550)
GDP Per Capita ประมาณ 3,783 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2550)
Real GDP Growth ร้อยละ 3.6 (ปี 2549)
อุตสาหกรรม น้ำตาล ท่องเที่ยว เสื้อผ้าสำเร็จรูป น้ำบรรจุขวด
สินค้าส่งออก น้ำตาล เสื้อผ้าสำเร็จรูป ทอง ไม้ น้ำมันมะพร้าว ปลา น้ำเปล่าบรรจุขวด
ตลาดส่งออก ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร
สินค้านำเข้า สินค้าอุตสาหกรรม เครื่องจักร
ตลาดนำเข้า ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์

การเมืองการปกครอง

หลังจากได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรในปี 2513 (ค.ศ. 1970) ฟิจิได้นำระบบการปกครองประชาธิปไตยแบบผสม 2 ระบบมาปรยุกต์ใช้  โดย 1) มีระบบรัฐสภาแบบ Westminster  2 สภา ซึ่งประกอบด้วยวุฒิสภา (สมาชิก 32 คน) ที่มาจากการแต่งตั้ง และสภาผู้แทนราษฎร 71 คน โดยสมาชิก 25 คนมาจากการเลือกตั้งทั่วไป และ 46 คนมากจากการเลือกตั้งจากกลุ่มเชื้อชาติ (23 ที่นั่งสำหรับชนพื้นเมืองฟิจิ 19 ที่นั่งสำหรับเชื้อชาติอินเดีย 1 ที่นั่งสำหรับกลุ่มโรทูมัน (Rotuman) และ 3 ที่นั่งสำหรับเชื้อชาติอื่น) นอกจากนี้ ฟิจิยังได้นำระบบการปกครองแบสาธารณรัฐมาประยุกต์ใช้ โดยมีการแบ่งอำนาจการปกครองออกเป็น 3 ฝ่ายได้แก่ 1) ฝ่ายปกครอง          มีประธานาธิบดีซึ่งได้รับการแต่งตั้งจาก สภาหัวหน้าเผ่า (Great Council of Chiefs) มีวาระ 5 ปี เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด รวมทั้งเป็นประมุขของประเทศและเป็นผู้บัญชาการกองทัพฟิจิ 2) ฝ่ายบริหารซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลและมีอำนาจในการบริหารประเทศและกำหนดนโยบาย และ 3) ฝ่ายตุลาการซึ่งมีประธานศาลฎีกาเป็นศาลยุติธรรมชั้นสูงสุดของประเทศ ฝ่ายตุลาการของฟิจิประกอบด้วยประกอบด้วยศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ศาลสูง และศาลแขวง

การปฏิวัติรัฐประหารเมื่อปี 2549

เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2549 พลเรือจัตวา Vereqe (Frank) Bainimarama ผู้บัญชากองทัพฟิจิเข้ายึดอำนาจ การปกครองจากประธานาธิบดี Ratu Josefa Iloilo เพื่อที่จะถอดถอนนายกรัฐมนตรี Laisenia Qarase และคณะรัฐมนตรี โดยอ้างเหตุผลการคอรัปชั่น การทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพ และความพยายามของรัฐบาลที่จะบังคับใช้พระราชบัญญัติ 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติปฏิรูปที่ดิน และพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมนักโทษกบฎที่พยายามทำการยึดอำนาจจากพลเรือจัตวา Commodore Bainimarama เมื่อ ค.ศ. 2000 ในการนี้ Commodore Bainimarama ได้ประกาศแต่งตั้งนาย Jona Senilagakali ผอ. โรงพยาบาททหารฟิจิและในอดีตเคยปฏิบัติราชการที่กองกำลังรักษาสันติภาพในไซไนและเลบานอนให้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราวพร้อมทั้งประกาศจะจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว แต่ยังไม่ได้ประกาศว่า จะจัดให้มีการเลื่อกตั้งทั่วไปเมื่อใด ทั้งนี้เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นกระทำรัฐประหารครั้งที่ 4 ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาของฟิจิ

                ในเดือนตุลาคม 2551 นาย Bainimarama ได้ประกาศเลื่อนการเลือกตั้งเป็นปี 2557 จากเดิมที่มีการกำหนดการเลือกตั้งไว้ภายในปี 2552 ซึ่งประเทศต่าง ๆ จึงแสดงปฏิกิริยาต่อต้าน โดยฟิจิถูกระงับสมาชิกภาพของประเทศในเครือ Commonwealth และ Pacific Islands Forum (PIF) ชั่วคราว เนื่องจากนายกรัฐมนตรีฟิจิ ไม่รักษาคำมั่นต่อการกลับสู่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย โดยย้ำว่าจะไม่มีการเลือกตั้งทั่วไปจนกว่าจะถึงเดือนกันยายน 2557 และจะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในปี 2555 เนื่องจาก รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก่อให้เกิดการแบ่งแยกเชื้อชาติ (Indigenous Fijian, Indian Fijian, Chinese Fijian) โดย นาย Bainimarama กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นรัฐธรรมนูญสำหรับประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะประชาชนเชื้อชาติใดก็จะได้รับสิทธิความเป็นพลเมืองฟิจิเท่าเทียมกัน

                ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ Ratu Epeli Nailatikau       

                นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน คือ นาย Frank Bainimarama

                รัฐมนตรีต่างประเทศและการค้าระหว่างประเทศคนปัจจุบัน คือ นาย Inoke Kubuabola

                การเลือกตั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อพฤษภาคม 2549 ครั้งต่อไปกำหนดให้มีขึ้นในปี 2557

สถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด

                ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลฟิจิมีพัฒนาทางการเมืองที่ดีขึ้น โดยมีพัฒนาการที่สำคัญ ดังนี้

                1) เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2555 นาย Bainimarama ได้ประกาศยกเลิก Public Emergency Regulations (PERs) ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 7 มกราคม 2555  (ทั้งนี้ PERs ถูกบังคับใช้ตั้งแต่รัฐบาลชุดปัจจุบันทำรัฐประหารและยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 ในเดือนเมษายน 2552)

                2) เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2555 นาย Bainimarama แจ้งว่า รัฐบาลฟิจิได้กำหนดแผนงานยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยจะเริ่มกระบวนการหารือเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นขั้นตอนแรก ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะใช้เวลา 12 เดือน (ปี 2555-2556) นานาประเทศ (โดยเฉพาะออสเตรเลียและนิวซีแลนด์) เริ่มมีท่าทีในเชิงบวกต่อพัฒนาการด้านประชาธิปไตยในฟิจิ

                3) เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2555 คณะกรรมาธิการรัฐธรรมนูญของฟิจิ (Constitutional Commission) ได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แก่ประธานาธิบดีฟิจิ แต่สำเนาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเผยแพร่สู่สาธารณชนจำนวน 599 เล่มถูกกลุ่มตำรวจท้องถิ่นของฟิจิยึดและเผาทำลาย

                4) เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2556 นาย Bainimarama ประกาศว่า รัฐบาลจะทำการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยคงเนื้อหาส่วนใหญ่จากร่างเดิมที่ถูกทำลายภายในวันที่ 12 เมษายน 2556 และล่าสุด รัฐบาลฟิจิได้เผยแพร่ร่าง     รัฐธรรมนญฉบับใหม่ในเว็บไซต์ของรัฐบาลแล้ว 

 

เศรษฐกิจการค้า

ฟิจิเคยเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดประเทศหนึ่งในแถบภูมิภาคแปซิฟิก อุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดของฟิจิ คือ น้ำตาล เสื้อผ้าสำเร็จรูป ทองคำ และการท่องเที่ยว แต่เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก จึงส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสำคัญต่างๆ ของฟิจิจนถึงปัจจุบัน ทำให้เศรษฐกิจและการค้าฟิจิประสบภาวะถดถอย ยกเว้นเหมืองทองคำที่มีสภาวะที่ดีขึ้น

                ภายหลังการยึดอำนาจในปี 2549 รัฐบาลทหารนำนโยบายเศรษฐกิจใหม่มาใช้ โดยประกาศลดค่าเงินดอลลาร์ฟิจิลงร้อยละ 20 ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และสั่งการให้ทุกรัฐมนตรีลดค่าใช้จ่ายต่างๆ  เศรษฐกิจของฟิจิในปี 2556 มีแนวโน้มดีขึ้น ผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศต่อหัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 4,600 ดอลลาร์สหรัฐ (ในปี 2555 4,445 ดอลลาร์สหรัฐ) ในขณะเดียวกัน ตั้งแต่เกิดรัฐประหารในปี 2549 รัฐบาลฟิจิยังคงขาดดุลทางการคลังอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2555 ขาดดุลเป็นมูลค่า 388 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  นอกจากนั้น ในปี 2556 ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank – ADB) คาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริงของฟิจิ (real GDP) ขยายตัวประมาณร้อยละ 2.2 ซึ่งเป็นการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีหลัง โดยเป็นผลจากการเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเป็น 4.2 พันล้านดอลาร์สหรัฐ (ข้อมูล:  ADB 2556) 

 

การต่างประเทศ

รัฐบาลปัจจุบันเน้นนโยบาย “Look North Policy” ซึ่งเป็นนโยบายเชิงรุกที่จะกระชับ ความสัมพันธ์ทุกมิติระหว่างฟิจิกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง และประเทศสมาชิก Non-Aligned Movement (NAM) และเป็นกลยุทธ์สำคัญในการลดการพึ่งพาจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดยที่ฟิจิจะเริ่มนำเข้าสินค้าจากประเทศจีน อินเดีย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย แทนการนำเข้าสินค้าจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ตามที่เคยปฏิบัติมาในอดีต ทั้งนี้ รัฐบาลฟิจิได้กล่าวว่า ได้เริ่มเปิดการเจรจากับรัฐบาลประเทศดังกล่าวด้วยแล้ว และจะริเริ่มทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างกันในอนาคตด้วย

                หลังการทำรัฐประหารของพลเรือจัตวา Bainimarama เมื่อปี 2549 ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้ออกมาประณามการกระทำดังกล่าวอยู่เนืองๆ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างฟิจิกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ถดถอยลง       ฟิจิยังได้ขับผู้แทนทางการทูตของทั้งสองประเทศออกจากฟิจิ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งส่งผลกระทบมาถึงความสัมพันธ์ระหว่างฟิจิกับประเทศทั้งสองจนปัจจุบัน แต่ภายหลังจากที่ฟิจิมีพัฒนาการทางการเมืองที่มีแนวโน้มกลับสู่ประชาธิปไตยมากขึ้น ฟิจิและออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มีความพยายามที่จะเจรจาให้ความสัมพันธ์ของฟิจิกับสองประเทศกลับสู่ระดับปรกติต่อไป

                ล่าสุด ในระหว่างการประชุม PIF ครั้งที่ 43 และ PFD ครั้งที่ 24 ณ เกาะราโรตองกา หมู่เกาะคุก ระหว่างวันที่ 27 – 31 สิงหาคม 2555 ผู้นำประเทศสมาชิก PIF มีทัศนคติในเชิงบวกต่อพัฒนาการการเมืองในฟิจิ และยังคงแสดงจุดร่วมในการระงับสมาชิกภาพของฟิจิในกรอบ PIF ชั่วคราวต่อไป อย่างไรก็ดี ผู้นำประเทศสมาชิก PIF ยืนยันว่าจะยังคงให้ความช่วยเหลือแบบทวิภาคี และพยายามโน้มน้าวให้ฟิจิกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็วต่อไป 

                ในกรอบเวทีระหว่างประเทศ ฟิจิเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ Pacific Community, The Commonwealth และ Pacific Islands Forum (PIF) แต่เนื่องจากรัฐบาลฟิจิยังไม่มีท่าทีกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย โดยมีการเลือกตั้งทั่วไปโดยเร็วจึงถูกระงับสมาชิกภาพของฟิจิใน PIF เมื่อเดือน พ.ค. 2552  และ The Commonwealth เมื่อเดือน ก.ย. 2552  นอกจากนี้ ฟิจิยังมีความสัมพันธ์ทางการค้าและการเมืองกับปาปัวนิวกินี หมู่เกาะโซโลมอนและวานูอาตูผ่านกลุ่ม Melanesian Spearhead Group (MSG) และเป็นสมาชิกของกลุ่ม African-Caribbean-Pacific Group (ACP) ที่ได้รับความช่วยเหลือจาก EU อีกด้วย ฟิจิเข้าเป็นสมาชิกของ The General Agreement on Tariffs and Trade (GATT) ในปี 2536 และเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO) ต่อเนื่องมาจาก GATT

                ฟิจิเพิ่งได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานของกลุ่ม 77 และจีน (G77 and China)  วาระปี 2556 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 48 ปีที่ผู้แทนจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาขนาดเล็กของหมู่เกาะแปซิฟิก (Pacific Small Island Developing Countries) ได้รับเลือกให้เป็นประธานกลุ่ม 77 นับเป็นการส่งเสริมบทบาทของฟิจิในเวทีระหว่างประเทศและสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและทัศนคติในเชิงบวกของนานาประเทศที่มีต่อฟิจิ 

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ

ความสัมพันธ์กับประเทศไทย

ไทยและฟิจิสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2515 (หลังจากได้รับเอกราชจาก  สหราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2513) ไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รามีเขตอาณาครอบคลุมฟิจิ เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐฟิจิคนปัจจุบัน คือ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงแคนเบอร์รา ส่วนฟิจิได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟิจิประจำประเทศไทยคนปัจจุบัน คือ นายเมลิ ไบนิมารามา (Meli Bainimarama) (และเป็นพี่ชายของพลจัตวาแฟรงค์ ไบนิมารามา) โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์

                สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ เยือนฟิจิอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 23 – 25 เมษายน 2539

                ปัจจุบัน ไทยเน้นการกระชับความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ โดยการหาลู่ทางในการขยายความร่วมมือทางการค้าและบริการ โดยไทยให้ความช่วยเหลือทางวิชาการภายใต้กรอบ Annual International Training Courses (AITC) ของ สพร. ซึ่งฟิจิได้ส่งบุคลากรเข้าร่วมเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2548 (ฟิจิเป็นประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกที่ส่งบุคลากรมาฝึกอบรมในประเทศไทยมากที่สุด โดยตั้งแต่ปี 2548 – 2554 มีบุคลากรจากฟิจิเข้ารับการฝึกอบรมในประเทศไทยแล้วจำนวน 36 คน) นอกจากนี้ไทยยังได้บริจาคเงิน ให้แก่รัฐบาลฟิจิเพื่อบรรเทาอุทกภัยจำนวน 2 ครั้ง คือ 1) ในเดือนเมษายน 2547 จำนวน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ และ 2) เดือนมกราคม 2552 จำนวน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ อนึ่ง ไทยได้ให้เงินช่วยเหลือฟิจิในการจัดประชุมนานาชาติ The Asia Pacific Inter-Governmental Consultations on Refugees, Displaced Persons and Migrants (APC) ครั้งที่ 9 ที่นครนาดี ฟิจิ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2547 เป็นจำนวน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ

                ในกรอบอาเซียน ฟิจิเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ประสงค์เป็นผู้สังเกตการณ์ของอาเซียน โดยล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 ฟิจิได้มีหนังสือถึงสำนักเลขาธิการอาเซียนเสนอขอแต่งตั้งนาย Seremaia Tui Cavuilati ออท.ฟิจิ ประจำประเทศอินโดนีเซียเป็น ออท.ฟิจิประจำอาเซียน ประเทศสมาชิกอาเซียนได้เห็นชอบต่อการแต่งตั้งนาย Cavuilati แล้ว และเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2555 นาย Cavuilati ได้ยื่นสาส์นแต่งตั้งต่อเลขาธิการอาเซียน

การหารือทวิภาคี

                – ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางเยือนฟิจิระหว่างวันที่ 28 – 30 มีนาคม 2547 และได้หารือข้อราชการกับรัฐมนตรีต่างประเทศฟิจิ ณ กรุงซูวา

                –  ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้พบหารือกับนาย Laisenia Qarase นายกรัฐมนตรีของฟิจิ ระหว่างการเข้าร่วมประชุม UNGA ครั้งที่ 60 เมื่อเดือนกันยายน 2548 นาย Qarase ได้แสดงความสนใจที่จะดูงานสาขาเกษตร โดยเฉพาะผักและอาหาร การพัฒนาการท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์หัตถกรรม ต่อมาในเดือนธันวาคม 2548 นาย Qarase ได้แจ้งผ่าน สถานเอกอัครราชทูตฟิจิ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ว่า ฟิจิให้การสนับสนุนผู้สมัครไทยในตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ (United Nations Secretary-General – UNSG)

                – นาย Suliasi Lutubula เอกอัครราชทูตฟิจิประจำประเทศมาเลเซียได้เข้าเยี่ยมคารวะนายจิระชัย ปั้นกระษิณ อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2553 ที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยได้หารือเรื่อง 1) ความตกลงที่ยังคั่งค้าง 2) ความร่วมมือด้านการพัฒนา 3) สถานการณ์ ทางการเมืองฟิจิ 4) การเสนอชื่อกงสุลกิตติมศักดิ์ฟิจิประจำประเทศไทย 5) งานส่งเสริมการท่องเที่ยวฟิจิในไทย และ 6) การขอเข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์อาเซียนของฟิจิ

                – นายเกรียงศักดิ์ กิตติชัยเสรี เอกอัครราชทูต ณ กรุงซูวา (ถิ่นพำนัก ณ กรุงแคนเบอร์รา) ได้เยี่ยมคารวะ Ratu Epeli Nailatikau ประธานาธิบดีฟิจิ และนาย Solo Mara ปลัดกระทรวงการต่างประเทศฟิจิ ในช่วงที่เอกอัครราชทูตฯ เยือนฟิจิเพื่อยื่นพระราชสาส์นตราตั้ง ระหว่างวันที่ 4 – 7 กันยายน 2554 

                – นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงซูวา (ถิ่นพำนัก ณ กรุงแคนเบอร์รา) ได้เยี่ยมคารวะ Ratu Epeli Nailatikau ประธานาธิบดีฟิจิ และนาย Inoke Kubuabola รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิจิ       และนาย Ropate Ligairi ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมพื้นฐานของฟิจิ ในช่วงที่เอกอัครราชทูตฯ เยือนฟิจิเพื่อยื่นพระราชสาส์นตราตั้ง ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2555 

                – ล่าสุด Ratu Epeli Nailatikau ประธานาธิบดีฟิจิเดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 ณ จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 19 – 20 พฤษภาคม 2556

                – ยังไม่เคยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยพบหารือกับพลเรือจัตวา Voreqe (Frank) Bainimarama นายกรัฐมนตรีของฟิจิตั้งแต่มารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ท่าทีของไทยต่อฟิจิ

                รัฐบาลไทยแสดงความหวังว่าฟิจิจะดำเนินการตามขั้นตอนที่จะกลับสู่ระบบประชาธิปไตยโดยเร็ว โดยให้มีการเลือกตั้งทั่วโดยประชาชน ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ฟิจิ และอาจนำไปสู่การยกเลิกการคว่ำบาตรของรัฐบาลประเทศต่างๆ ที่ได้ลดความสัมพันธ์ลง โดยเฉพาะด้านการเมือง หลังจากฟิจิได้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปโดยไม่มีกำหนด    ทั้งนี้ ไทยสนับสนุนฟิจิให้กลับคืนสู่กระบวนการประชาธิปไตยโดยเร็ว และพร้อมจะให้ความช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าวหากเป็นความประสงค์ของฝ่ายฟิจิ

 

*******************************************

                                                                                                                                                                                                          สถานะ ณ กรกฎาคม 2556
                            กองแปซิฟิกใต้ กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ โทร. 0-2203-5000 ต่อ 13028 โทรสาร. 0-2643-5127 E-mail : american04@mfa.go.th

[Update] | หมู่เกาะแปซิฟิก – POLLICELEE

หมู่เกาะโซโลมอน

หมู่เกาะโซโลมอน


หมู่เกาะโซโลมอน
Solomon Islands

ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง ตะวันตกเฉียงใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างจากปาปัวกินีไปทางตะวันออกประมาณ 1,600 กิโลเมตร

พื้นที่ 28,450 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยเกาะหลัก 6 เกาะ คือ เกาะกัวดัลคะแนล (Guadalcanal) (มีขนาดใหญ่ที่สุด) Choiseul, New Georgia, Aanta Isabel, Malaita และ San Cristobal

เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) 1,630,000 ตร.กม.

เมืองหลวง กรุงโฮนีอารา (Honiara) ตั้งอยู่บนเกาะกัวดัลคะแนล (Guadalcanal) มีประชากรประมาณ 36,000 คน

ประชากร 597,284 (ก.ค. 2556)

เชื้อชาติ เมลานีเซียน (Melanesian) ร้อยละ 94 ที่เหลือร้อยละ 6 ประกอบด้วย ไมโครนีเซีย เอเชีย และยุโรป

ภาษา ภาษาอังกฤษ (ภาษาราชการ) และภาษา Pidgin

ศาสนา คริสต์นิกายอังกลิเคน (Anglican) ร้อยละ 34 โรมันคาทอลิก (Roman Catholic) ร้อยละ 19 และ Evangelical ร้อยละ 24

หน่วยเงินตรา ดอลลาร์โซโลมอน

GDP 1.01 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2555)

รายได้เฉลี่ยต่อหัว 1,835 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2555)

อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 3.9 (ปี 2555)

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 7.8 (ปี 2555)

สินค้าออกสำคัญ ซุง ปลา โกโก้ น้ำมันปาล์มและเมล็ดพืช เนื้อมะพร้าวตากแห้ง และน้ำมันมะพร้าว

ตลาดส่งออกที่สำคัญ จีน ออสเตรเลีย ไทย อิตาลี

สินค้าเข้าสำคัญ เครื่องจักร อาหาร เชื้อเพลิง เคมีภัณฑ์

ตลาดนำเข้าที่สำคัญ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ จีน มาเลเซีย

การเมืองการปกครอง

วันชาติ 7 กรกฎาคม (ได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 2521 ภายหลังจากเป็นอาณานิคมมาเป็นเวลา 85 ปี)

รูปแบบการปกครอง อำนาจนิติบัญญัติเป็นของรัฐสภาแห่งชาติ ซึ่งเป็นสภาเดียว ประกอบด้วยสมาชิกสภา 30-50 คน โดยกระจายอำนาจ แบ่งเป็น 4 ภาค แต่ละภาคมีสภาปกครองท้องถิ่น 8 แห่ง สมาชิกสภาปกครองท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้ง

ประมุข สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบ็ธ ที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร

ผู้สำเร็จราชการฯ H.E. Sir Frank Ofagioro Kabui GCMG CSI OBE

นายกรัฐมนตรี The Hon. Gordon Darcy Lilo

รัฐมนตรีต่างประเทศ The Hon. Clay Forau Soalaoi MP

การเลือกตั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 สมาชิกรัฐสภาลงมติให้ Gordon Darcy Lilo (อดีตรัฐมนตรีคลัง) เป็นนายกรัฐมนตรี

สถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด
หมู่เกาะโซโลมอนอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของสหราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 2493 และได้ประกาศอิสระภาพในวันที่ 7 กรกฎาคม 2521

สถานการณ์ทางการเมืองของหมู่เกาะโซโลมอนในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมามีความอ่อนไหวและไม่มั่นคง เริ่มตั้งแต่สงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปี 2541 จนถึงปี 2546 สงครามดังกล่าวมีต้นตอมาจากความรุนแรงระหว่างชนเผ่า 2 ที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะโซโลมอน คือ Malaitan และ Guadalcanal ซึ่งลุกลามไปทั่วกรุง Honiara จนกระทั่งรัฐบาลหมู่เกาะโซโลมอนขณะนั้นไม่สามารถควบคุมได้ อดีตนายกรัฐมนตรี Sir Allan Kemakeza ได้มีสารขอความช่วยเหลือไปยังออสเตรเลียในปี 2546 เรื่องดังกล่าวถูกนำไปหารือกับผู้นำประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก ซึ่งได้มีการลงนามสนธิสัญญา Regional Assistance Mission to Solomon Islands (RAMSI) และได้ตกลงให้ความช่วยเหลือแก่หมู่เกาะโซโลมอนโดยการส่งทหาร ตำรวจ และผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยเหลือรัฐบาลในการรักษาความสงบ

เหตุการณ์ความรุนแรงเริ่มทุเลาลงจนกระทั่งปี 2549 เมื่อนาย Snyder Rini ชนะการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนเมษายน การเลือกตั้งครั้งนี้ สื่อภายในประเทศและฝ่ายค้านโจมตี นาย Rini ว่ารับเงินจากนักธุรกิจชาวจีนจำนวนมากเพื่อใช้ในการหาและซื้อเสียงก่อนการเลือกตั้ง เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความวุ่นวายในกรุงโฮนีอาราเป็นอย่างมาก โดยกลุ่มคนที่สนับสนุนพรรคฝ่ายค้านได้ออกมาทำลายร้านค้าและธุรกิจของชาวจีนในเมืองหลวง และภายหลังจากการเข้าดำรงตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลได้เพียง 8 วัน นาย Rini ก็ลาออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางการจลาจลที่เกิดขึ้นภายในโฮนีอารา และในเดือนพฤษภาคม 2549 สมาชิกรัฐสภาลงมติให้ Manaseh Sogavare เป็นนายกรัฐมนตรี ผู้นำพรรค Social Credit Party ดำรงตำแหน่งแทน

เมื่อเดือนสิงหาคม 2553 หมู่เกาะโซโลมอนได้มีการเลือกตั้งทั่วไป โดยนาย Danny Phillip ได้รับเสียงข้างมากในสภา (รัฐสภาหมู่เกาะโซโลมอนมีเพียงสภาล่างและมีสมาชิก 50 คน) 26 ต่อ 23 เสียงและได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ในหมู่เกาะโซโลมอน อำนาจนิติบัญญัติเป็นของรัฐสภาแห่งชาติ ซึ่งเป็นสภาเดียว ประกอบด้วยสมาชิกสภา 30-50 คน โดยกระจายอำนาจ แบ่งเป็น 4 ภาค แต่ละภาคมีสภาปกครองท้องถิ่น 8 แห่ง สมาชิกสภาปกครองท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้ง

เศรษฐกิจการค้า

หมู่เกาะโซโลมอนนับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในกลุ่มประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก โดยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 1,835 ดอลลาร์สหรัฐ เศรษฐกิจของประเทศขึ้นอยู่กับการเกษตรเป็นหลัก ประมาณร้อยละ 90 ของจำนวนประชากร มีอาชีพกสิกรรม ทำป่าไม้ และประมง พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ได้แก่ มะพร้าว มันเทศ เผือก มันสำปะหลัง ผัก ผลไม้ และข้าว หมู่เกาะโซโลมอนยังมีทรัพยากรแร่ธาตุที่สำคัญ ได้แก่ ทอง เงิน ทองแดง ฟอสเฟต โดยรายได้จากการส่งออกประมาณปีละ 265 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 35 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ในปี 2554 World Bank คาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริง (real GDP) ขยายตัวประมาณร้อยละ 5.2 จากเดิมขยายตัวร้อยละ 7 ในปี 2553

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับหมู่เกาะโซโลมอน

ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ
นับแต่ได้รับเอกราช หมู่เกาะโซโลมอนเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ South Pacific Forum และเครือจักรภพ โดยให้ความสำคัญในการขยายความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในหมู่ เกาะเมลานีเซียน ปาปัวนิวกินี และวานูอาตู นโยบายต่างประเทศส่วนใหญ่ดำเนินตามแนวทางของ South Pacific fourm ที่สนับสนุนให้มีความร่วมมือกับภูมิภาคอื่น ๆ เช่น อาเซียน เครือจักรภพ และ คัดค้านการทดลองและทิ้งกากนิวเคลียร์ลงในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก หมู่เกาะโซโลมอนมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี ญี่ปุ่น ฟิจิ สหรัฐฯ แคนาดา เยอรมัน สาธารณรัฐเกาหลี ฝรั่งเศส ตุรกี สวีเดน เบลเยี่ยม สเปน นอรเวย์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย คีรีบาส ไทย นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน โซโลมอนถือว่าออสเตรเลียมีความสำคัญต่อตนมาก เพราะนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ออสเตรเลียได้ช่วยฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ การเงิน รวมทั้งให้ความช่วยเหลือในโครงการพัฒนาต่าง ๆ อาทิ การสร้างถนนสะพาน การส่งผู้เชี่ยวชาญไปช่วยเหลือในด้านการป้องกันประเทศ (โดยให้เงินช่วยเหลือปีละ 1 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย รวมทั้งให้เรือตรวจฝั่งและส่งเจ้าหน้าที่กองทัพเรือไปฝึกสอนด้วย)

ความสัมพันธ์ทวิภาคี
ไทยกับหมู่เกาะโซโลมอนได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2529 โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา มีเขตอาณาครอบคลุมหมู่เกาะโซโลมอน ส่วนหมู่เกาะโซโลมอนมอบหมายให้เอกอัครราชทูตซึ่งไม่มีถิ่นพำนักอยู่เป็นประจำ (Non – Residential Ambassador) เป็นเอกอัครราชทูตหมู่เกาะโซโลมอนประจำประเทศไทย รัฐบาลหมู่เกาะโซโลมอนได้แต่งตั้งนายวรชาติ เพชรนันทวงศ์ ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์หมู่เกาะโซโลมอนประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2538

การหารือทวิภาคี
– นายจิระชัย ปั้นกระษิณ อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย หารือกับ นาย Robert Sisilo, Secretary of Foreign Affairs (ปลัดกระทรวงการต่างประเทศและการค้าหมู่เกาะโซโลมอน) เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 54 ระหว่างการประชุม PIF ครั้งที่ 42 และ PFD ครั้งที่ 23 ณ นครโอคแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ โดยฝ่ายหมู่เกาะโซโลมอนแสดงความสนใจทุนการศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

******************************

สถานะ ณ กรกฎาคม 2556
กองแปซิฟิกใต้ กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ โทร. 0-2203-5000 ต่อ 13028 โทรสาร. 0-2643-5127 E-mail : american04@mfa.go.th


นี่คือสิ่งที่พวกเขาพบในเรือที่หายเข้าไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา


ในวันที่ 2 กันยายน 2019 เรือลาดตระเวนน้ำแข็งของกองทัพเรืออังกฤษที่ชื่อว่า เอชเอ็มเอส โปรเทคเตอร์ได้แล่นผ่านน่านน้ำอันเงียบสงบของมหาสมุทรแอตแลนติก เวลา 23.00 น. มีลูกเรือบางคนอยู่บนดาดฟ้าในขณะที่คนอื่น ๆ กำลังนอนหลับอยู่ในตู้นอน กัปตันบังคับเรือและมองตรงไปที่ขอบฟ้า ทันใดนั้น ทัศนียภาพที่งดงามก็ถูกทำลายลงเมื่อลูกเรือคนหนึ่งสังเกตเห็นเงาดำของเรือลึกลับ กัปตันชะลอความเร็วและบังคับให้เรืออยู่ห่างจากเรือปริศนาลำนั้นมากที่สุด
มันเป็นเรือบรรทุกสินค้าเก่าที่ยาวราว 75 ม. ความพยายามที่จะติดต่อกับลูกเรือดูไร้วี่แวว เพราะดูเหมือนเรือปริศนาลำนี้จะลอยอยู่ในมหาสมุทรด้วยตัวมันเอง ไม่มีใครอยู่บนเรือหรือคนที่รอดชีวิตอยู่เลย ดาดฟ้าเรือลั่นเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดตามแรงคลื่น ดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าและมืดลง เรือลำนี้ดูน่ากลัว จนไม่มีลูกเรือชาวอังกฤษคนไหนที่กล้าปีนขึ้นไปบนดาดฟ้าของมัน พวกเขาถ่ายรูปและโพสต์ลงบนอินเทอร์เน็ตก่อนจะล่องเรือจากไป ผุ้คนบนอินเทอร์เน็ตพากันคิดว่าพวกเขาได้พบกับเรือผีเข้าจริงๆ จากนั้น 5 เดือนต่อมา เรือลำเดียวกันนี้ก็ได้ถูกพบในคันทรีคอร์ค ประเทศไอร์แลนด์ ที่อยู่ห่างออกไปหลายพันไมล์…
ชีวิตสดใส
TIMESTAMPS:
เรืออัลต้าอันลึกลับ 0:38
เรือผีแห่งอาร์กติก 7:02

กดติดตามช่องชีวิตสดใส http://bit.do/brightside_thai

เพลงของ Epidemic Sound https://www.epidemicsound.com/
ของในสต๊อก (รูปภาพ, วิดีโอ และอื่นๆ):
https://www.depositphotos.com
https://www.shutterstock.com
https://www.eastnews.ru

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูเพิ่มเติม

นี่คือสิ่งที่พวกเขาพบในเรือที่หายเข้าไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

สารคดีสงครามโลก ดีเดย์ ในแปซิฟิก | the thinker


ติดตามชมสารคดี ใหม่ๆ | DDay in the Pacific
ไปติดตามเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งของสงครามโลกครั้งที่สองอันโด่งดังกับการต่อสู้ทางทะเลฟิลิปปินส์ที่เป็นชัยชนะของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา

YouTube : https://bit.ly/2QvMAwD
Facebook : https://bit.ly/2WxI30O

thethinker สารคดี สงครามโลก
Email: porjai.internet@gmail.com

สารคดีสงครามโลก ดีเดย์ ในแปซิฟิก | the thinker

พัฒนาการของทวีปออสเตรเลียและหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก


ทวีปออสเตรเลียและโอเชียเนีย
ทวีปออสเตรเลียและโอเชียเนีย (Australia and Oceania) เป็นดินแดนที่อยู่ทางซีกโลกใต้สุดจึงมีชื่อเรียกว่า ดินแดนเบื้องต่ำ (Land Down Under) และดินแดนแห่งสุดท้ายของโลก (Lost Place in Earth) มีพื้นที่รวมกันทั้งสิ้นประมาณ 8.5 ล้านตารางกิโลเมตรประกอบด้วยประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นสำคัญและประเทศที่เป็นเกาะและกลุ่มเกาะขนาดเล็กอีก 12 ประเทศเช่น ปาปัวนิวกินี หมู่เกาะโซโลมอน ฟีจีตองการวมทั้งประเทศที่มีขนาดเล็กได้แก่ ตูวาลู และนาอูรู ซึ่งมีเนื้อที่เพียง 26 ตร.กม. และ 21 ตร.กม. ตามลำดับ ทวีปออสเตรเลียและโอเชียเนียตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิกและอยู่ทางทิศตะวันออกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างเส้นละติจูดที่ 21 องศาเหนือ 60 องศาใต้และเส้นลองจิจูดที่ 120 องศาตะวันตก 110 องศาตะวันออกมีขนาดใกล้เคียงกับประเทศสหรัฐอเมริกาจึงเป็นทวีปที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก
วิดีโอนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอน

พัฒนาการของทวีปออสเตรเลียและหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

โลก 360 องศา ตอน 360 องศา พาท่องเกาะสวรรค์แห่งแปซิฟิกใต้


รายการโลก 360 องศา ซีรี่ส์พิเศษ ตอนที่5
\”360 องศา พาท่องเกาะสวรรค์แห่งแปซิฟิกใต้\”
ออกอากาศ : เสาร์ที่ 31 ธันวาคม 2559 เวลา 21.20น. ททบ.5
ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ การเดินทางบนโลกใบนี้ ได้ที่ : https://www.facebook.com/world360degree/

โลก 360 องศา ตอน 360 องศา พาท่องเกาะสวรรค์แห่งแปซิฟิกใต้

8 ประเทศที่คุณไม่เคยรู้ว่ามีอยู่บนโลก


หากพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแล้วคงหนีไม่พ้นประเทศแถบยุโรป หลายรัฐในอเมริกาและอีกหลายจังหวัดในประเทศไทย แน่นอนว่าเมืองเหล่านี้มักจะติดอันดับประเทศสุดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยว และบางคนก็จะไปเที่ยวซ้ำหลายต่อหลายครั้งอย่างไม่มีเบื่อ อย่างไรก็ตาม…ยังมีประเทศเล็กๆในโลกที่ไม่ติดอันดับ หรืออาจจะไม่มีใครรู้จักเลยด้วยซ้ำ แต่กลับมีเรื่องราวน่าสนใจซ่อนเอาไว้จนต้องหาโอกาสลองไปสักครั้ง
/ กายอานา อ่านผิดครับ ต้องอยู่ในอเมริกาใต้ แต่ดันอ่านเป็น แอฟริกาใต้ครับ ขออภัยทุกท่านด้วยครับ /
สถานที่ท่องเที่ยว ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์
✪ กดติดตามช่อง\r
https://goo.gl/ogRJJL\r
\r
✪ ติดต่อโฆษณา หรือ Sponsor ช่อง ได้ทาง \r
https://www.facebook.com/abdulthaitube\r
\r
✪ จ้างอับดุลย์พากษ์เสียงได้นะครับ\r
https://www.facebook.com/abdulthaitube/posts/1769821226457306

8 ประเทศที่คุณไม่เคยรู้ว่ามีอยู่บนโลก

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูวิธีอื่นๆGeneral news

ขอบคุณที่รับชมกระทู้ครับ หมู่เกาะแปซิฟิก

Leave a Comment