[Update] เที่ยวภูเขาไฟในไอซ์แลนด์ | ภูเขาไฟปะทุ – POLLICELEE

ภูเขาไฟปะทุ: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

ภูเขาไฟในประเทศไอซ์แลนด์ที่มีชื่อเสียงและโด่งดังที่สุดคือที่ไหน, ประเทศไอซ์แลนด์มีภูเขาไฟมากแค่ไหน ที่ไหนเคยเกิดการระเบิดที่ใหญ่ที่สุดและเคยมีใครเสียชีวิตระหว่างการระเบิดของภูเขาไฟหรือไม่ ภูเขาไฟในประเทศไอซ์แลนด์มีอันตรายหรือไม่.

ประเทศไอซ์แลนด์มีทั้งภูเขาไฟที่ยังมีการปะทุและหลับไหลไปแล้วจำนวนมาก (ทั้งหมดประมาณ 130 ลูก) เนื่องจากประเทศตั้งอยู่ตรงกลางสันมหาสมุทรแอตแลนติก โดยปกติแล้วประเทศที่ตั้งอยู่ตรงกลางหรือบนแผ่นเปลือกโลกสองแผ่นจะมีภูเขาไฟ 30 ลูกที่ยังมีการปะทุอยู่ทั่วทั้งเกาะ.

 

การระเบิดของภูเขาไฟลูกใหญ่ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นระหว่างเดือนสิงหาคมปี 2014 และเดือนมีนาคมปี 2015 ใน โฮลุเฮริน (Holuhraun) ในบาร์ดาร์บุนกา (Bardarbunga) ซึ่งอยู่ภายในประเทศ ใกล้กับทางเหนือของธารน้ำแข็งวัทนาโจกุล (Vatnajökull).

ไม่มีใครเสียชีวิตจากเหตุการณ์ระเบิดของภูเขาไฟโดยตรง (เช่น จากการไหลของลาวา) แต่ภูเขาไฟก็ยังมีอันตรายในทางอ้อม ข้อมูลต่อจากนี้เป็นสิ่งที่ถูกบันทึกไว้เกี่ยวกับภูเขาไฟที่มีชื่อเสียงและหลับไหลไปแล้วของประเทศไอซ์แลนด์.

Table of Contents

เอยาฟยาลลาโจกุลล์: ภูเขาไฟที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไอซ์แลนด์   

รูปถ่ายโดย Ragnar Þ Sigurðsson

ผู้คนส่วนใหญ่มักจะคุ้นเคยกับภูเขาไฟเอยาฟยาลลาโจกุลล์ (Eyjafjallajökull) หลังจากเกิดการระเบิดเมื่อปี 2010 ที่เป็นสาเหตุของการหยุดชะงักครั้งใหญ่ของการเดินทางทางอากาศของยุโรป การปะทุครั้งนี้อาจสร้างความรำคาญให้กับนักเดินทางทางอากาศหลายคน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการปะทุครั้งใหญ่ที่สุดของไอซ์แลนด์ในอดีต การระเบิดครั้งนี้เป็นเพียงเรื่องเล็กเปรียบได้กับเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง (หรือจุดเล็กๆของธารน้ำแข็ง).

เอยาฟยาลลาโจกุลล์ตั้งอยู่ทางใต้ของประเทศไอซ์แลนด์ ถัดจากภูเขาไฟที่อันตรายที่สุดของประเทศไอซ์แลนด์ที่มีชื่อว่าคัทลา (Katla) เพียงเล็กน้อย. 

จากการระเบิดเมื่อปี 2010 เป็นการระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดของเอยาฟยาลลาโจกุลล์จนถึงปัจจุบัน แม้จะมีการปะทุเล็กน้อยอีกหลายครั้งในอดีต แต่ก็ไม่มีครั้งใดรุนแรงเท่า แม้จะเป็นการประทุที่ไม่รุนแรงแต่เป็นการปะทุที่ยาวนานที่เกิดขึ้นระหว่างปี 1821 – 1823 ซึ่งตามด้วยการระเบิดครั้งใหญ่ของภูเขาไฟคัทลาที่อยู่ใกล้เคียง เอยาฟยาลลาโจกุลล์เคยเกิดการปะทุขึ้นปี 1621 – 1613 และในปี 920 แต่ไม่กี่คนที่รู้เรื่องการปะทุเหล่านี้.

โดยปกติแล้วการปะทุของคัทลาจะเกิดหลังจากเอยาฟยาลลาโจกุลล์ และเป็นสาเหตุของความเสียหายที่รุนแรง โชคดีที่ไม่ได้เกิดขึ้นในปี 2010.

รูปถ่ายโดย Ingólfur Bjargmundsson

เอยาฟยาลลาโจกุลล์กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตหลังจากการระเบิดเมื่อปี 2010 และในช่วงแรกของการปะทุ ผู้คนจำนวนหลายร้อยหรือหลายพันคนเดินทางไปยังภูเขาไฟเพื่อชมการปะทุ เมื่อมีการระเบิดขึ้นมาจริงๆที่นี่เป็นสถานที่ที่อันตรายเกินไป เพราะภูเขาไฟเริ่มต้นที่จะปะทุขี้เถ้าจำนวนมากออกมา พร้อมทั้งลาวาเพียงเล็กน้อย.

ภูเขาแห่งใหม่สองแห่งเกิดจากการก่อตัวของลาวา ภูเขาไฟทั้งสองนี้มีชื่อว่าแมกนิ (Magni) และ โมดิ (Móði) เป็นชื่อเดียวกับลูกชายของธอร์ที่อยู่ในตำนานของชาวนอร์ดิก จนถึงวันนี้ และปีต่อมา นักปีนเขาจะสามารถรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นของพื้นดินบนยอดของภูเขา และหากคุณขุดลึกลงไปเพียงน้อยนิดก็จะร้อนเพียงพอสำหรับการอบแซนวิช.

ทรีฮนูคาร์กีกูร์

: ภูเขาไฟแห่งเดียวที่คุณสามารถเข้าไปด้านในได้

ภูเขาไฟแห่งเดียวที่คุณสามารถเข้าไปด้านในได้ ไม่เพียงแต่ในประเทศไอซ์แลนด์แต่เป็นเพียงแห่งเดียวในโลก ภูเขาไฟแห่งนี้มีชื่อว่าทรีฮนูคาร์กีกูร์ (Þríhnúkagígur) ปล่องภูเขาไฟทรีฮนูคาร์อยู่ใกล้เคียงกับเมืองเรคยาวิก (Reykjavík) และได้หลับไหลมาแล้วกว่า 4000 ปี จริงๆแล้วภูเขาไฟแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณสกีของเมืองเรคยาวิกในเบลาเฟยืล (Bláfjöll) หรือภูเขาไฟสีฟ้า ดังนั้นคุณไม่สามารถคาดหวังที่จะรู้สึกถึงความร้อนในขณะที่เดินทางไปยังภูเขาไฟแห่งนี้.

แต่คุณสามารถคาดหวังที่จะได้เข้าไปชมโถงแมกม่าขนากว้างใหญ่ ที่มีความจุถึง 150 ลูกบาศก์เมตร ทางเข้าไปยังโถงแมกม่านี้มีขนาดเพียง 4 X 4 เมตร และคุณจะได้ลงไปที่ความลึก 120 เมตรโดยลิฟท์ ไปยังด้านล่างของถ้ำที่มีขนาดพอๆกับสนามบอล จากที่นั่นมีอุโมงก์ที่สามารถลงลึกไปถึง 200 เมตร.

โถงแมกม่าที่นี่ถือเป็นหนึ่งในโถงแมกม่าที่ใหญ่ที่สุดและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่าทึ่งที่สุดบนโลก และด้วยสีสันที่น่าตื่นตาทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าประทับใจได้อย่างไม่ต้องสงสัย ที่นี่ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 1974 แต่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปชมด้านในคร้งแรกเมื่อปี 2012 ในตอนที่สิ่งอำนวยความสะดวกต่างได้ถูกสร้างขึ้นเมื่อลงไปอยู่ด้านล่าง ผู้คนสามารถลงไปได้เพียงกลุ่มเล็กๆอย่างจำกัด เพื่อให้แน่ใจว่าถ้ำจะไม่ถูกทำลาย และการเข้าไปภายในถ้ำครั้งละมากๆก็เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ถ้ำถูกทำลาย.

กริมสวอทน์: ภูเขาไฟที่อันตรายถึงตายของไอซ์แลนด์ 

ระบบภูเขาไฟกริมสวอทน์ (Grímsvötn) หรือทะเลสาบแห่งกริมูร์ (Grímur) เป็นภูเขาไฟที่เกิดการปะทุได้ง่ายที่สุดจากภูเขาไฟทั้ง 30 ลูกของประเทศไอซ์แลนด์ ที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของทะเลสาบธารน้ำแข็งวัทนาโจกุลในทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไอซ์แลนด์ แต่ไม่สามารถมองเห็นได้จากด้านบน ภูเขานี้ตั้งอยู่ใต้ทะเลสาบดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดการปะทุจะทำให้น้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว และทำให้เกิดการระเบิดที่ทรงพลังอย่างยิ่งและก้อนเมฆเถ้าขนาดมหึมา.

การปะทุที่ร้ายแรงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไอซ์แลนด์เกิดขึ้นที่สกาฟตาเรลดาร์ (Skaftáreldar) หรือที่แปลว่า ไฟแห่งสกาฟตา (Skaftá) เกิดขึ้นในปี 1783-1784 การปะทุเกิดขึ้นในแนวของปากปล่องที่เรียกว่าลากากิการ์ (Lakagígar) ที่แปลว่าปล่องภูเขาไฟแห่งลาไค (Laki) ซึ่งก่อตัวจากส่วนหนึ่งของระบบภูเขาไฟกริมสวอทน์ (Grímsvötn) ปล่องภูเขาไฟเหล่านี้ต่อเนื่องมาจากทางเหนือของธารน้ำแข็งวัทนาโจกุล.

ประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรชาวไอซ์แลนด์ ( 9,350 คน ) เสียชีวิตจากการระเบิดในลากากิการ์ ไม่ใช่เพราะการไหลของลาวาแต่เพราะการได้รับผลกระทบทางอ้อม เช่น การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและความเจ็บป่วยจากการปศุสัตว์เนื่องจากแก๊สพิษและเถ้าถ่าน 50 เปอร์เซ็นต์ของปศุสัตว์เสียชีวิตและจากความขาดแคลนอาหารที่เกิดขึ้นในประเทศ.

สิ่งที่ตามมาก็มีผลกระทบกับทั้งโลก ซึ่งทำให้อุณหภูมิโลกลดลงและปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในซีกโลกเหนือ สิ่งนี้ทำให้พืชล้มตายในยุโรปและอาจเกิดผลกระทบในอินเดีย จากทั่วโลกมีการประเมินว่าการปะทุครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตกว่า 6 ล้านคน ทำให้ที่นี่กลายเป็นภูเขาไฟที่อันตรายที่สุดในประเทศไอซ์แลนด์.

การปะทุในปี 1783 ในลากากิการ์ น่าจะเป็นการปะทุของลาวาที่มีปริมาณมากที่สุดในการปะทุครั้งเดียวในประวัติศาสตร์และยังเป็นอันตรายถึงชีวิตในครั้งประวัติศาสตร์ด้วย.

บริเวณรอบๆลากากิการ์มีความงดงามมาก ดังนั้นคุณไม่ควรพลาดที่จะได้ไปเที่ยวชม ลองเข้าไปหาข้อมูลที่ ปากปล่องลาไคและบินชมทัศนียภาพโดยรอบ.

ภูเขาไฟแฮกล่า: ประตูสู่นรก

ภูเขาไฟแฮกล่า (Hekla) เป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่มีชื่อเสียงและยังมีการปะทุในประเทศไอซ์แลนด์ ในช่วงยุคกลางที่นี่เป็นที่รู้จักกันในชื่อของ “ประตูสู่นรก” แฮกล่าอยู่ในทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศไอซ์แลนด์ และใช้เวลาขับรถเพียง 2 ชั่วโมงจากเมืองเรคยาวิก.

การปะทุของแฮกล่าค่อนข้างรุนแรงและไม่อาจคาดเดาได้ อาจเกิดการปะทุเพียงไม่กี่ครั้งในระยะเวลาเพียงสองสามปี โดยทั่วไปแล้วมักจะเชื่อกันว่ายิ่งแฮกล่าได้หลับไหลเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ยิ่งสามารถเกิดการปะทุที่รุนแรงได้มากเท่านั้น โดยพื้นฐานแล้วแฮกล่าจะเกิดการปะทุมากกว่า 20 ครั้งตั้งแต่ได้มีการตั้งรกรากขึ้นที่นี่ในปี 874 ในช่วงเวลา 9 – 121 ปี.

การปะทุครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในปี 1104 ตอนที่ภูเขาไฟได้เกิดการระเบิดแบบกระทันหันโดยปราศจากการเตือนใดๆ และได้ปล่อยชิ้นส่วนภูเขาไฟออกมาหลายล้านตัน.

การระเบิดในปี 1300-1301 เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายครั้งสำคัญในสกาการ์ฟยอร์ดูร์ (Skagafjörður) และ ฟโลย์ท (Fljót) และเป็นสาเหตุทำให้มีการเสียชีวิตมากกว่า 500 คนในช่วงฤดูหนาวในปีนั้น และการระเบิดที่เกิดขึ้นในอีก 40 ปีต่อมาทำให้วัวควายตายเป็นจำนวนมาก.

1,693 คนมีโอกาสได้เห็นการปะทุที่ทำลายล้างมากที่สุดแห่งหนึ่งของแฮกล่า ชิ้นส่วนของภูเขาไฟทำให้เกิดตะกอนและสึนามิ (tsunamis) ทำให้ฟาร์มเสียหายและถูกทำลายรวมถึงการเสียชีวิตที่สำคัญในสัตว์ป่า.

แฮกล่าได้หลับไหลมากว่า 60 ปี ตั้งแต่ก่อนปี 1845 ที่ได้เกิดกาปะทุอย่างกะทันหันและเกิดการระเบิดออกมา ทำให้เกาะทั้งเกาะเต็มไปด้วยเถ้าถ่านที่เป็นพิษจากภูเขาไฟและทำให้ปศุสัตว์ตาย. 

การปะทุครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ในปี 2000 ก่อให้เกิดความเสียหายเพียงเล็กน้อย.

มีตัวเลือกทัวร์แฮกล่าจำนวนมากที่จะนำคุณขับรถไปที่นั่นและบริเวณใกล้เคียงที่ชื่อว่าลานมันนาเลยการ์ (Landmannalaugar).

คัทลา: ภูเขาไฟที่อันตรายที่สุดในประเทศไอซ์แลนด์  

ภูเขาไฟคัทลา (Katla) เป็นที่รู้จักกันในเรื่องของภูเขาไฟที่อันตรายที่สุดในประเทศไอซ์แลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ในธารน้ำแข็งมิร์ดาลสโจกุล (Mýrdalsjökull) ในทางใต้ของประเทศไอซ์แลนด์ และเป็นสาเหตุให้เกิดแม่น้ำธารน้ำแข็งท่วมในตอนที่ภูเขาไฟแห่งนี้เกิดการระเบิด และน้ำท่วมครั้งนั้นได้ทำลายบ้านเรือนและฟาร์มจำนวนมาก.

คัทลาเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไอซ์แลนด์และได้เกิดการปะทุถึง 20 ครั้งในช่วงระหว่าปี 930-1918 ในช่วงเวลา 13-95 ปี.

การปะทุครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายได้เกิดขึ้นเมื่อปี 1918 แต่นักภูเขาไฟกำลังคาดว่าจะมีอีกในไม่ช้าและประวัติศาสตร์บอกเราว่าอาจเป็นความหายนะ.

รูปภาพจาก Wikimedia Commons.

การปะทุส่วนใหญ่ทำให้เกิดน้ำท่วมจากธารน้ำแข็ง การปะทุจากรอยแยกที่รุนแรงเกิดขึ้นในปี 934 เป็นหนึ่งในการปะทุของลาวาครั้งใหญ่ที่สุดใน 10 ปีที่ผ่านมา.

ก่อนที่จะมีการก่อสร้างถนนวงแหวนในปี 1974 ผู้คนกลัวการข้ามที่ราบทางตอนใต้ของไอซ์แลนด์หน้าคัทลา เพราะการระเบิดของธารน้ำแข็งเกิดขึ้นบ่อยครั้งและเป็นการข้ามแม่น้ำที่ลึก ธารน้ำแข็งระเบิดออกมาหลังจากการปะทุในปี 2461 เป็นอันตรายอย่างยิ่ง.

คัทลาสามารถเข้าถึงได้ไม่ง่าย คุณจะต้องปีนขึ้นไปหรือบินไปโดยเฮลิคอปเตอร์ คุณสามารถขับรถลงไปทางใต้ไปตามถนนวงแหวนหมายเลข 1 และจะไปถึงสโกการ์ฟอสส์หลังจากการขับรถถึง 2 ชั่วโมงครึ่งจากเมืองเรคยาวิก หากคุณปีนขึ้นไปจากสโกการ์ฟอสส์ (Skógafoss) ไปยังโธร์เมิร์ค (Þórsmörk) เส้นทางนี้เรียกว่าฟิมเวอร์ดูร์ฮ้ลล์ (Fimmvörðuháls) คุณจะได้ชมทิวทัศน์ของคัทลา และสามารถข้ามไปยังเอยาฟยาลลาโจกุลล์ (Eyjafjallajökull) ตามเส้นทาง.

สไนล์เฟลส์โจกุล: ประตูสู่ใจกลางโลก

สไนล์เฟลส์โจกุล (Snæfellsjökull) เป็นเหมือนกับภูเขาไฟลูกอื่นๆในประเทศไอซ์แลนด์ ที่เป็นทั้งภูเขาไฟและธารน้ำแข็ง สไนล์เฟลส์โจกุลมีลักษณะเป็นกรวยภูเขาไฟสลับชั้นซึ่งเป็นภาพที่สวยงาม ภูเขาไฟแห่งนี้โด่งดังไปทั่วโลกในปี 1964 ไม่ใช่เพราะเกิดการปะทุแต่เพราะถูกเลือกโดย  ฌูล แวร์น (Jules Verne) ให้เป็นทางเข้าไปยังใจกลางโลกในนวนิยายคลาสสิคเรื่องดิ่งทะลุสะดือโลก (Journey to the Centre of the Earth).

สไนล์เฟลส์โจกุลเกิดการปะทุครั้งสุดท้ายประมาณปีคริสตศักราชที่ 200 (+/- 150 ปี).

ภูเขาไฟแห่งนี้ล้อมรอบด้วยลาวาที่งดงาม ภูเขาและบริเวณโดยรอบทั้งหมดเป็นทางจนถึงระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่ง ธารน้ำแข็งได้ลดน้อยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเนื่องจากภาวะโลกร้อน และในปี 2012 จุดรวมตัวของธารน้ำแข็งไม่มีก้อนน้ำแข็งเลยและนั่นเป็นครั้งแรกที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์.

อาซค์จา: ภูเขาไฟน้ำพุร้อนในประเทศไอซ์แลนด์  

รูปภาพโดย Askja Private Tour 

เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่จะบันทึกไว้ว่าภูเขาไฟส่วนใหญ่มีชื่อเป็นเพศหญิง แฮกล่า คัทลาและอาซค์จา (Askja) ทั้งหมดเป็นชื่อสำหรับผู้หญิง แฮกล่า คัทลาและอาซค์จายังเป็นภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไอซ์แลนด์พร้อมทั้งยังมีการปะทุขึ้นนับหลายพันครั้ง อาซค์จาที่มีความหมายว่า “หลุมภูเขาไฟ” หรือ “กล่อง”  บางที่นั่นอาจจะเหมาะสมเพราะที่นี่มีทะเลสาบภายในหลุมภูเขาไฟที่นั่น.

อาซค์จาแทบไม่เป็นที่รู้จัก จนกระทั่งปี 1875 ที่มีการปะทุครั้งใหญ่เกิดขึ้น ได้เกิดเถ้าถ่านมากมาย เป็นอันตราย และเป็นพิษต่อพื้นดินและการปศุสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฟยอร์ดทางตะวันออก (East fjords) ขี้เถ้าได้ถูกปล่อยออกมาตลอดไปจนถึงประเทศนอร์เวย์และสวีเดน และการปะทุก็เป็นสาเหตุให้มีผู้อพยพจำนวนมากจากประเทศไอซ์แลนด์.

ทะเลสาบในหลุมภูเขาไฟแห่งนี้เกิดขึ้นจากการปะทุเมื่อปี 1875 และแม้ว่าดั้งเดิมแล้วจะมีความอุ่นแต่ได้เย็นลงและเป็นน้ำแข็งในช่วงฤดูหนาว และยังคงเป็นน้ำแข็งในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของปี อย่างไรก็ตามยังมีทะเลสาบพลังงานใต้พิภพที่มีขนาดเล็กกว่า ในหลุมภูเขาไฟที่มีขนาดเล็กกว่ามากที่เรียว่าวิไต (Víti) หรือแปลว่านรก ที่มีความอุ่นพอที่จะลงไปแช่และอยู่ในรายการของ 5 น้ำพุร้อนที่ดีที่สุดในประเทศไอซ์แลนด์.

รูปภาพจาก Askja Super Jeep Tour from Akureyri

ในปี 1907 นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันคู่หนึ่งได้เดินทางไปสำรวจทะเลสาบอาซค์จาโดยเรือลำเล็ก แต่ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย คู่หมั้นของหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ได้นำคณะผู้เดินทางเข้าไปค้นหาพวกเค้าในหนึ่งปีต่อมา แต่จะต้องยอมรับว่าเธอจะไม่ได้รับคำตอบใดๆเลย จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครถูกพบที่ทะเลสาบแห่งนี้ ทะเลสาบแห่งนี้มีความลึกถึง 220 เมตรและมีความกว้าง 12 ตารางเมตร.

อาซค์จาได้เกิดการปะทุครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1961.

ทัวร์ไปยังอาซค์จาเป็นที่นิยม อาซค์จาตั้งอยู่บนที่ราบสูงของประเทศไอซ์แลนด์ แค่ตรงทางเหนือของธารน้ำแข็งวัทนาโจกุลทางฝั่งตะวันออกของประเทศ ทัวร์ที่ไปยังอาซค์จามีทั้งเดินทางออกจาก อาคูเรย์ริ (Akureyri) ทะเลสาบมิวาท์น (Lake Mývatn) หรือจากเอกิลสตาดีร์ (Egilsstaðir).

คราฟรา: ทะเลสาบปากปล่องภูเขาไฟที่หนาวเย็น  

รูปภาพโดย Jesse.Hu

ยังมีอีกหนึ่งภูเขาไฟในประเทศไอซ์แลนด์ที่มีชื่อเป็นผู้หญิงนั่นคือ คราฟรา (Krafla) ที่มีลักษณะเหมือนกับอาซต์จา เนื่องจากที่นี่มีทะเลสาบอยู่ตรงปากปล่องและมีชื่อเหมือนภูเขาไฟนั่นคือวิไต สิ่งที่ต่างกันหลักๆคือวิไตที่อยู่ในคราฟราเป็นทะเลสาบที่เย็นต่างจากวิไตในอาซค์จา วิไตในคราฟรายังมีน้ำเป็นสีฟ้ามรกตที่งดงามด้วย.

คราฟรามีความสูง 818 เมตรจนถึงจุดสูงสุด และมีความลึก 2 กิโลเมตร หลุมปล่องภูเขาไฟมีรัศมี 10 กิโลเมตร.

เกิดการปะทุ 29 ครั้งในคราฟราที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ 9 ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นระหว่างปี 1975 และ 1984 คราฟราอยู่ไม่ไกลจากทะเลสาบมิวาท์น และไม่ไกลจากทางใต้ของภูเขาไฟแห่งนี้คุณจะได้ชมพื้นที่พลังงานใต้พิภพที่กว้างขวางและน่าประทับใจของเนามาฟย์าท (Námafjall).

ต้องไม่พลาดการชมภูเขาไฟที่น่าประทับใจแห่งนี้หากคุณมีโอกาสท่องเที่ยวไปทางเหนือของประเทศไอซ์แลนด์.

แควฟยาร์ท/แควแฟลล์: ภูเขาไฟที่ง่ายสำหรับการปีนสำรวจรอบๆ   

รูปภาพโดย Jesse.Hu

และสุดท้าย มีภูเขาไฟที่อยู่ใกล้ทะเลสาบมิวาท์น ที่ฮิตมากในหมู่นักท่องเที่ยวในการปีน คนในท้องถิ่นไม่เห็นด้วยกับชื่อของภูเขาไฟแห่งนี้ และนั่นทำให้ภูเขาไฟแห่งนี้มีสองชื่อที่คล้ายกันนั่นคือแควฟยาร์ท (Hverfjall) และแควแฟลล์ (Hverfell).

แควฟยาร์ท/แควแฟลล์ ไม่เคยเกิดการปะทุมากว่า 4,500 ปี และปากปล่องภูเขาไฟมีรัศมีเพียง 1 กิโลเมตร ทำให้ภูเขาไฟแห่งนี้เหมาะสมมากสำหรับการปีนได้ง่ายๆ และใช้เวลาเพียงประมาณ 1 ชั่วโมงในการเดินตามขอบปากปล่องภูเขาไฟแห่งนี้ และที่นี่ก็ตั้งอยู่ใกล้กับทะเลสาบมิวาท์น.

การท่องเที่ยวชมภูเขาไฟในประเทศไอซ์แลนด์  

แม้ว่าคุณจะเพิ่งได้อ่านเกี่ยวกับอำนาจการทำลายล้างของภูเขาไฟในประเทศไอซ์แลนด์ แต่อย่ารีรอในการได้มาท่องเที่ยวยังดินแดนแห่งน้ำแข็งและไฟนี้.

แม้ว่าการท่องเที่ยวชมภูเขาไฟได้เริ่มต้นแล้วในประเทศไอซ์แลนด์ และด้วยการระเบิดของเอยาฟยาลลาโจกุลล์ (Eyjafjallajökull) เมื่อปี 2010 การท่องเที่ยวนี้ได้ขยายวงกว้างมากขึ้น จะเห็นได้ว่ามีผู้คนหลายพันเลือกที่จะปีนเขา ขับรถ ขับรถเลื่อนหิมะ หรือ บิน ไปยังปากปล่องภูเขาไฟแห่งนี้ โดยที่ไม่มีใครได้รับอันตรายจากการปะทุและผู้คนเลือกที่จะเดินทางไปเพื่อเป็นพยานสำหรับการแสดงที่น่าตื่นตาตื่นใจของพลังแห่งธรรมชาติที่นี่.

จนถึงตอนนี้คุณได้อ่านเกี่ยวกับไฟแห่งประเทศไอซ์แลนด์แล้ว คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับน้ำแข็งแห่งประเทศไอซ์แลนด์ได้ที่ ธารน้ำแข็งในประเทศไอซ์แลนด์.

[Update] วงแหวนแห่งไฟ คืออะไร อยู่ตำแหน่งใดบนโลก และเกิดขึ้นได้อย่างไร | ภูเขาไฟปะทุ – POLLICELEE

ด้วยพลังความร้อนใต้พื้นพิภพ และการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก นำไปสู่การเกิด วงแหวนแห่งไฟ ที่ทรงพลังและพร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ

วงแหวนแห่งไฟ (Ring of Fire) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แนวเทือกเขารอบมหาสมุทรแปซิฟิก” (Circum-Pacific Belt) คือ แนวภูเขาไฟที่ยังคงคุกรุ่นและร่องลึกก้นสมุทรที่มีความยาวรวมกันกว่า 40,000 กิโลเมตร ในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของปรากฏการณ์แผ่นดินไหวกว่าร้อยละ 90 ที่เกิดขึ้นบนโลก

วงแหวนแห่งไฟประกอบไปด้วยภูเขาไฟทั้งหมด 452 ลูก หรือกว่าร้อยละ 75 ของภูเขาไฟทั้งหมดที่ปรากฏอยู่บนโลก โดยครอบคลุมพื้นที่ในมหาสมุทรและประเทศในทวีปต่าง ๆ รวมกันถึง 31 ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศโบลิเวีย บราซิล แคนาดา โคลัมเบีย ชิลี ฮอนดูรัส อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ฟิจิ และสหรัฐอเมริกา

การกำเนิด “วงแหวนแห่งไฟ”

วงแหวนแห่งไฟ เกิดจากการเคลื่อนที่เข้าหากันของแผ่นเปลือกโลกหรือแผ่นธรณีภาค (Plate) เมื่อหลายล้านปีก่อน ซึ่งก่อให้เกิดการมุดตัวลงซ้อนกันในบริเวณที่เรียกว่า “เขตมุดตัวของเปลือกโลก” (Subduction Zone) ใต้มหาสมุทร และการมุดตัวลงของแผ่นธรณีภาคนี้ ได้ก่อให้เกิดร่องลึกใต้มหาสมุทรและการหลอมละลายของแผ่นเปลือกโลก ซึ่งผลักดันให้หินหนืด (Magma) เคลื่อนตัวขึ้นมาตามรอยแยกจนกลายเป็นต้นกำเนิดของแนวภูเขาไฟที่ในภายหลังอาจยกตัวขึ้นมาเหนือผิวน้ำจนเกิดเป็นแนวเทือกเขา หรือ หมู่เกาะกลางทะเล

วงแหวนแห่งไฟ คือริเวณที่ขอบของแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่ชนกันหรือเคลื่อนที่ผ่านกันจนก่อให้เกิดแนวเทือกเขาที่มีลักษณะคล้ายเกือกม้า โดยเกิดจากการเคลื่อนที่มาชนกันและมุดตัวซ้อนกันของแผ่นธรณีจำนวนมาก เช่น การชนกันของแผ่นธรณีภาคนาซคา (Nazca Plate) และแผ่นธรณีภาคอเมริกาใต้ ซึ่งก่อให้เกิดเทือกเขาแอนดีส (Andes) หรือการมุดตัวลงใต้บริเวณหมู่เกาะอะลูเชียน (Aleutian Islands) จนถึงทางใต้ของประเทศญี่ปุ่นของแผ่นธรณีภาคแปซิฟิก

นอกจากนี้ยังรวมถึงการซ้อนทับกันของแผ่นธรณีภาคขนาดเล็กหลายแผ่นบริเวณทางตอนใต้ของวงแหวนแห่งไฟ ซึ่งมีจุดเริ่มตั้งแต่หมู่เกาะมาเรียน่า (Mariana Islands) ของฟิลิปปินส์ เกาะบัวเกนวิลล์ (Bougainville) ของตองกา และนิวซีแลนด์ที่ต่อเนื่องไปยังแนวเทือกเขาอัลไพน์ (Alpine) ตั้งแต่บริเวณเกาะชวาและเกาะสุมาตราของอินโดนีเซียผ่านเทือกเขาหิมาลัยและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งแนวภูเขาไฟและรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกนี้ เป็นต้นกำเนิดของปรากฏการณ์แผ่นดินไหวมากถึงร้อยละ 27 ของปรากฏการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นทั่วโลก

ร่องลึกก้นสมุทรและรอยเลื่อนในวงแหวนแห่งไฟ (Oceanic Trenches and Faults)

  • ร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนา (Mariana Trench) คือ ร่องลึกก้นสมุทรที่มีระดับความลึกสูงสุดในโลก หรือราว 11 กิโลเมตร ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของแผ่นเปลือกโลกที่มนุษย์ค้นพบในปัจจุบัน
  • รอยเลื่อนแซนแอนเดรอัส (San Andreas Fault) ในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกา คือ รอยเลื่อนที่เกิดจากการเคลื่อนที่ผ่านกัน (Transform Boundaries) ของแผ่นธรณีภาคแปซิฟิกและแผ่นธรณีภาคอเมริกาเหนือที่มีความยาวราว 1,200 กิโลเมตร มีความลึกราว 16 กิโลเมตร
  • รอยเลื่อนควีนชาร์ลอตต์ (Queen Charlotte Fault) ในรัฐบริติชโคลัมเบียของแคนาดา คือ รอยเลื่อนที่เกิดจากการเคลื่อนที่ผ่านกันของแผ่นธรณีภาคแปซิฟิกและแผ่นธรณีภาคอเมริกาเหนือเช่นเดียวกัน อีกทั้ง ยังก่อให้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่จำนวน 3 ครั้ง ในช่วงปี ค.ศ. 1929 ถึง 1970 โดยมีความรุนแรงตั้งแต่ 7 ถึง 8.1 ริกเตอร์ ซึ่งเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศแคนาดา

ภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นและการเกิดแผ่นดินไหวในวงแหวนแห่งไฟ ในวงแหวนแห่งไฟ ภูเขาไฟที่ยังคงคุกรุ่น (Active Volcanoes) ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ตามแนวขอบของวงแหวนด้านทิศตะวันตก ตั้งแต่ประเทศรัสเซีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ไปจนถึงนิวซีแลนด์์ เช่น

  • ภูเขาไฟฟูจิ (Mount Fuji) ในญี่ปุ่น ภูเขาไฟที่มีความสูงราว 3,700 เมตร ที่ถึงแม้จะเกิดการปะทุใหญ่ครั้งสุดท้าย ตั้งแต่เมื่อ 300 ปีก่อน (ค.ศ. 1707) แต่ภูเขาไฟฟูจิยังคงคุกรุ่นและยังคงเป็นสาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหวหลายครั้งในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
  • ภูเขาไฟแทมโบรา (Mount Tambora) ในอินโดนีเซีย เป็นภูเขาไฟที่เคยเกิดการปะทุครั้งใหญ่ เมื่อปี ค.ศ. 1815 ซึ่งนับเป็นการระเบิดของภูเขาไฟ ครั้งรุนแรงที่สุดของโลก ซึ่งการระเบิดครั้งนั้น ส่งผลให้ยอดของภูเขาไฟที่เคยมีความสูงถึง 4,300 เมตร หลงเหลือเพียง 2,851 เมตร และยังทำให้อุณหภูมิของชั้นบรรยากาศลดต่ำลงราว 3 องศาเซลเซียสจากฝุ่นผงและเถ้าถ่าน ส่งผลให้ในปี ค.ศ. 1815 กลายเป็นปีที่ปราศจากฤดูร้อนในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนืออีกด้วย
  • ภูเขาไฟพินาตูโบ (Mount Pinatubo) ในฟิลิปปินส์ เป็นภูเขาไฟที่ก่อให้เกิดการระเบิดครั้งรุนแรงที่สุดเป็นอันดับ 2 ในศตวรรษที่ 20 หลังการหลับใหลมายาวนานถึง 600 ปี โดยก่อให้เกิดแผ่นดินไหว ขนาด 7.8 ริกเตอร์ พร้อมเถ้าถ่านและลาวาที่ปกคลุมพื้นที่โดยรอบภูเขาไฟในรัศมีกว่า 30 กิโลเมตร
  • ภูเขาไฟลูอาเปทู (Mount Ruapehu) ในนิวซีแลนด์ที่มีความสูงราว 2,800 เมตร เป็นภูเขาไฟที่มีพลังการระเบิดต่อเนื่องที่สุดในประเทศ โดยมีการปะทุครั้งใหญ่เกิดขึ้นทุก ๆ 50 ปี

ในหนึ่งวัน โลกของเราเกิดแผ่นดินไหวราว 55 ครั้ง หรือราว 20,000 ครั้งใน 1 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแผ่นดินไหวที่เกิดมีการสั่นสะเทือนอย่างแผ่วเบา โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ตามแนวขอบแผ่นธรณีภาคหรือตามรอยเลื่อนต่าง ๆ ทั้งในมหาสมุทรลึกหรือบนภาคพื้นดิน

ซึ่งมีระดับความลึกที่แตกต่างกันออกไปตามขนาดของแผ่นเปลือกโลก โดยแผ่นธรณีภาคบางแผ่นอาจหนาถึง 100 กิโลเมตร แต่บางแผ่นอาจมีความหนาเพียง 6 หรือ 7 กิโลเมตร เมื่อแผ่นธรณีภาคเหล่านี้ เคลื่อนที่แยกย้ายออกจากกันหรือพุ่งชนกัน จึงก่อให้เกิดการสั่นสะเทือนที่รุนแรงในระดับต่าง ๆ รวมถึงการระเบิดของภูเขาไฟ แผ่นดินไหว หรือแม้แต่คลื่นสึนามิ

สืบค้นและเรียบเรียง
คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ

ข้อมูลอ้างอิง

National Geographic Society – https://www.nationalgeographic.org/article/plate-tectonics-ring-fire/?utm_source=BibblioRCM_Row
National Geographic – https://www.nationalgeographic.com/science/earth/ring-of-fire/
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) – https://www.scimath.org/article-earthscience/item/10644-2019-09-02-03-10-01
U.S. Department of the Interior (USGS) – https://www.usgs.gov/faqs/why-are-we-having-so-many-earthquakes-has-naturally-occurring-earthquake-activity-been?qt-news_science_products=0#qt-news_science_products

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : สายฟ้าภูเขาไฟ (Volcanic Lightning)


10 ภูเขาไฟสุดอันตรายที่ทำลายล้างโลกได้ในชั่วพริบตา (รอดยาก)


เหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นเรื่องที่หลีกเหลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมโลก แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ซึ่งหลายๆคนก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นมาจริงๆ โดยเฉพาะเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดจะทำลายชีวิตและทรัพย์สินทุกอย่างให้มอดไหม้เป็นจุน ดังนั้นถ้าเกิดภูเขาไฟระเบิดขึ้นมา แล้วคุณจะเอาชีวิตรอดกันได้อย่างไร
10 ภูเขาวิซุเวียส (Mount Vesuvius)
9 ภูเขาไฟคิลาเว (Mount Kilauea)
8 ภูเขาไฟแทมโบรา (Mount Tambora)
7 ภูเขาไฟโปโปกาเตเปตล์ (Popocatepetl)
6 ภูเขาไฟเยลโล่สโตน (Yellowstone Supervolcano)
5 ภูเขาแพกทู (Mount Paektu)
4 ภูเขาไฟเรนเนียร์ (Mount Rainier)
3 ภูเขาไฟแคทลา (Katla Volcano)
2 ภูเขาไฟเทาโป (Taupo Supervolcano)
1 สันภูเขาไฟคุมเบร วีเอฮา (Cumbre Vieja)

แต่ถ้าหากใครสนใจสั่งเสื้อ TopSib จากเราได้ที่ Facebook page เช่นเดียวกัน
Facebook: http://bit.ly/2oQjyIR
Subscribe: http://bit.ly/2oLULIE

For copyright matters please contact us at: Topsibcontact@gmail.com

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูเพิ่มเติม

10 ภูเขาไฟสุดอันตรายที่ทำลายล้างโลกได้ในชั่วพริบตา (รอดยาก)

การระเบิดของภูเขาไฟ


ภูเขาไฟระเบิด

การระเบิดของภูเขาไฟ

อะไรจะเกิดขึ้น หากภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่เกิดขึ้นบนโลก


กด Subscribe เพื่อติดตามข่าว สาระ ความรู้ ใหม่ๆ จากพวกเรานะค่ะ
ติดตาม FB สุดยอด : https://www.facebook.com/สุดยอด105901274293058
ในอดีตที่ผ่านมาดูเหมือนว่า จะมีการระเบิดของภูเขาไฟที่เกือบจะทำลายล้างโลกของเราได้เหมือนกัน
แต่อย่างแรกเลย เราอยากให้คุณต้องทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับ ดัชนีการระเบิดของภูเขาไฟ
ซึ่งเรียกกันว่า Volcanic Explosivity index
มันเป็นดัชนี ที่ใช้วัดความรุนแรงของการระเบิดจากภูเขาไฟ
โดยมันมีค่าเริ่มจาก ”ระดับ 0” หมายถึงเป็นเพียงการปะทุของภูเขาไฟเพียงเล็กน้อย ซึ่งเราจะเห็นว่า มันเกิดขึ้นทั่วไปบนโลกของเรา
โดยค่าดัชนีจะมีความรุนแรงมากที่สุดคือ “ระดับ 8” มันเป็นการระเบิดอย่างรุนแรง มีผลกระทบทำให้แผนดินแยกตัวออก คล้ายกับเราโดนดาวหางพุ่งชน ที่มักจะเกิดขึ้นทุกๆ 50,000 ปีโดยเฉลี่ย
ถ้าจะพูดถึงอำนาจการทำลายล้างของภูเขาไฟ
เราสามารถย้อนไปดูได้จากการปะทุของภูเขา Vesuvius ที่ทำลายปอมเปอีในอดีต
รวมไปถึงภูเขาไฟ St. Helens ที่ระเบิดในปี 1980
แต่ต้องบอกว่าทั้งคู่ถูกจัดอันดับความรุนแรงอยู่ใน ระดับที่ 5 เท่านั้น
และไม่น่าเชื่อเลยว่า การระเบิดของภูเขาไฟ St. Helens จะมีพลังการทำลายล้างเทียบเท่าระเบิด TNT ขนาด 24 เมกะตัน
หรือเทียบเท่ากันแรงระเบิดนิวเคลียที่ถูกทิ้งลงไปในเมืองฮโรชิมาถึง 1,600 เท่า
คุณพอจะมองเห็นภาพไหม่ครับว่า แรงระเบิดของภูเขาไฟนี้มันรุนแรงมากแค่ไหน
หลุมขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟ เรารู้จักกันดีในชื่อ Yellowstone ที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา อุทยานแห่งชาติ Yellowstone กำลังซ่อนภูเขาไฟขนาดมหึมาเอาไว้ใต้ฝ่าเท้าของผู้ที่เข้าไปเยือนอุทยานแห่งนี้
ในช่วงเวลาตลอด 2.1 ล้านปี ที่อุทยานแห่งนี้มีการปะทุของภูเขาไฟ ที่ความรุนแรงอยู่ในระดับ 8 เป็นจำนวน 3 ครั้งด้วยกัน
และมันก็เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ เมื่อประมาณ 640,000 ปีที่ผ่านมา
มันมีปริมาณธารลาวาอยู่เป็นจำนวนมากที่เคลื่อนตัวอยู่ใต้พื้นผิวของโลก
พวกมันสามารถที่จะเติมเต็มพื้นที่ว่างให้กับ Grand Canyon ได้มากถึง 11 ครั้ง
และมันก็สามารถที่ฝังประเทษเนเธอร์แลนด์ทั้งหมดให้จมอยู่ใต้พื้นดินลงไปได้ถึง 1 กิโลเมตร ด้วยปริมาณลาวาเหล่านั้น นี่
มีการประมาณการว่า ภูเขาไฟแห่งนี่มีโอกาสระเบิดได้ในทุกๆ 700,000 ปี
แต่มันจะเป็นอย่างไรถ้ามันมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น?

อะไรจะเกิดขึ้น หากภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่เกิดขึ้นบนโลก

หาดูยาก! ลาวาปะทุ และธารลาวา


Epic lava flow!!
รวมคลิปลาวาที่หาดูยากจากทั่วโลก
ติดตามคลิปใหม่ๆน่าสนใจได้ที่ https://www.youtube.com/channel/UC6RZ0qEBFcoYzAm5iIS_wzg
คลิปหาดูยาก คลิปลาวา ลาวา

หาดูยาก! ลาวาปะทุ และธารลาวา

แผ่นดินไหว 50,000 ครั้งใน 3 สัปดาห์ได้เขย่าภูเขาไฟให้ตื่น


ภูเขาไฟเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ การระเบิด, หินกระเด็นขึ้นฟ้า, แม่น้ำลาวาที่ไหลลงมาตามเนินเขาและเมฆเถ้าในอากาศ มีภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ประมาณ 1,500 ลูกบนโลก และเรากำลังจับตาดูอยู่ 19 ลูกอย่างใกล้ชิด พวกมันอาจระเบิดได้ทุกนาที…เหมือนภูเขาไฟในไอซ์แลนด์ที่จู่ ๆ ก็ตื่นขึ้นมาหลังจาก 800 ปี! 🌋

ชีวิตสดใส

อนิเมชั่นจัดทำโดยชีวิตสดใส
กดติดตามช่องชีวิตสดใส http://bit.do/brightside_thai

เพลงของ Epidemic Sound https://www.epidemicsound.com/
ของในสต๊อก (รูปภาพ, วิดีโอ และอื่นๆ):
https://www.depositphotos.com
https://www.shutterstock.com
https://www.eastnews.ru

แผ่นดินไหว 50,000 ครั้งใน 3 สัปดาห์ได้เขย่าภูเขาไฟให้ตื่น

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูวิธีอื่นๆGeneral news

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ ภูเขาไฟปะทุ

Leave a Comment