[Update] | เศรษฐกิจกัมพูชา – POLLICELEE

เศรษฐกิจกัมพูชา: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

กัมพูชายึดถือการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นกลางและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดตามที่ได้ประกาศไว้ต่อสภาแห่งชาติ ภายหลังจากเหตุการณ์ความวุ่นวายในประเทศสงบลงกัมพูชาเริ่มแสวงหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อเพิ่มบทบาทของตัวเองให้เป็นที่ยอมรับในเวทีระหว่างประเทศ ได้แก่

1. การเพิ่มบทบาทในสหประชาชาติ อาทิ การสมัครเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ การต่อต้านการก่อการร้ายซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของประชาคมโลก การแก้ไขปัญหาโรคเอดส์และโรคระบาดต่างๆ นอกจากนี้ กัมพูชายังมองว่าสหประชาชาติเป็นองค์กรสำคัญ ที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาและแก้ไขปัญหาภายในกัมพูชา เพื่อส่งเสริมให้การดำเนินการตามแผนพัฒนา ยุทธศาสตร์แห่งชาติ (National Strategic Development Plan – NSDP) ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2549 – 2553 บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

2. การเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้านและอาเซียน เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศในเชิงบวกในสายตาของนานาประเทศ และการแสวงหาประโยชน์ในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความช่วยเหลือ เพื่อการพัฒนา การดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ การพัฒนาด้านการศึกษา และการส่งเสริมการท่องเที่ยว

ความสัมพันธ์ทั่วไป

ปัจจุบัน ความสัมพันธ์ไทย – กัมพูชานับได้ว่ามีพัฒนาการที่ก้าวหน้าและดำเนินไปบนพื้นฐานของความเข้าอกเข้าใจกัน โดยมีกรอบความร่วมมือต่าง ๆ เป็นพลังขับเคลื่อนความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันได้แก่ ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง (Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy – ACMECS) กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-region – GMS) กรอบความร่วมมือสามเหลี่ยมมรกต มติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย – กัมพูชา (ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน พ.ศ. 2546) ที่เมืองเสียมราฐและจังหวัดอุบลราชธานี (ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของการฟื้นคืนความสัมพันธ์ไทย – กัมพูชาให้กลับคืนสู่ภาวะปกติอย่างสมบูรณ์แบบภายหลังการเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในกรุงพนมเปญเมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2546) และมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย – กัมพูชา ครั้งที่ 5 ที่กรุงพนมเปญ (ระหว่างวันที่ 7 – 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549) นอกจากนี้ ยังมีกลไกความร่วมมืออีกมากทั้งในระดับรัฐบาลและระดับท้องถิ่นซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชาที่สำคัญในปัจจุบันและถือเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างสองประเทศได้แก่ การจัดกิจกรรมฉลองครบรอบ 55 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – กัมพูชา (ระหว่างวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2548 – 19 ธันวาคม พ.ศ. 2549) โดยมีกิจกรรมที่ทั้งสองฝ่ายฉลองร่วมกัน 55 โครงการ ซึ่งหลายโครงการได้ดำเนินการลุล่วงไปแล้วและประสบความสำเร็จด้วยดี

ความสัมพันธ์ด้านการเมือง

ผู้นำไทยกับกัมพูชามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งมีส่วนช่วยให้ความร่วมมือระหว่างสองประเทศดำเนินไปอย่างราบรื่นและสามารถแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สำหรับความร่วมมือที่สำคัญในปัจจุบัน ได้แก่

– การสำรวจและปักปันเขตแดนทางบกไทย – กัมพูชา ไทยกับกัมพูชามีพรมแดนทางบกติดต่อกันประมาณ 798 กิโลเมตร มีหลักเขตทั้งสิ้น 73 หลักเขต โดยมีคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมและ คณะอนุกรรมการเทคนิคร่วมเป็นกลไกสำคัญที่กำกับดูแลภารกิจการสำรวจปักปันและแก้ไขปัญหาเขตแดน ทางบก ขณะนี้ มีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาเขตแดนทางบกโดยสองฝ่ายจะเริ่มสำรวจเส้นเขตแดนบริเวณ หลักเขตที่ 48 – 49 ในจังหวัดสระแก้ว ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2549 และจะทยอยสำรวจและปักปันเขตแดน ที่เหลือต่อไป นอกจากนี้ รัฐบาลไทยกับกัมพูชายังสนับสนุนให้มีการแก้ไขปัญหาพื้นที่ไหล่ทวีปที่ทั้งสองฝ่าย อ้างสิทธิ์ทับซ้อนกันเพื่อให้สามารถแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในทะเลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ปัญหาที่เกิดขึ้น อาทิ มีการปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างรุกล้ำเขตแดนหรือปรับสภาพภูมิประเทศเพื่อวัตถุประสงค์ใดๆ ในพื้นที่ที่ยังขาดความชัดเจนในเรื่องเส้นเขตแดน มีส่วนสำคัญในการทำลายสันปันน้ำและสภาพภูมิประเทศตามธรรมชาติของเส้นเขตแดน และมักเป็นชนวนนำไปสู่ความขัดแย้งและไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาในกรอบของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชา เพื่อให้มีการปฏิบัติตามความตกลงร่วมกัน

– ความร่วมมือชายแดน ปัจจุบันไทยกับกัมพูชามีจุดผ่านแดนถาวรระหว่างกัน 6 จุด และจุดผ่อนปรนอีก 9 จุด เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการสัญจรข้ามแดนระหว่างประชาชนทั้งสองฝ่ายบนพื้นฐานของความตกลงสัญจรข้ามแดนไทย – กัมพูชา ปี 2540 ซึ่งกำหนดให้ผู้สัญจรข้ามแดนต้องใช้เอกสารเดินทาง ที่ถูกต้อง ได้แก่ หนังสือเดินทางและบัตรผ่านแดน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้มีการปฏิบัติตามเอกสาร Concept Paper on Thailand – Cambodia Border Points of Entry: Ways towards New Order, Effective Border Management and Greater Bilateral Cooperation ซึ่งส่งเสริมการสัญจรข้ามแดนที่ถูกต้อง การอนุรักษ์สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติในพื้นที่ชายแดน การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในพื้นที่ชายแดน อย่างไรก็ดี ปัญหาในพื้นที่ชายแดนยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะการลักลอบค้ายาเสพติด แรงงานลักลอบเข้าเมือง โดยผิดกฎหมาย การโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ปัญหาการปฏิบัติต่อชาวกัมพูชาที่ถูกจับกุม ในบางครั้ง การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ไทยเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมอาจนำไปสู่การเสียชีวิตและบาดเจ็บ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลและประชาชนของทั้งสองประเทศได้

– ความร่วมมือด้านแรงงานและการต่อต้านการค้ามนุษย์ ไทยกับกัมพูชาได้จัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการจ้างแรงงานไทย – กัมพูชา และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการขจัดการค้าเด็กและหญิงและการช่วยเหลือเหยื่อจากการค้ามนุษย์ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2546 เพื่อจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามแดนโดยผิดกฎหมายชาวกัมพูชาในประเทศไทย รวมทั้งป้องกันและปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ ทั้งนี้ เมื่อเดือนเมษายน 2548 ทางการไทยได้ขึ้นทะเบียนแรงงานชาวกัมพูชาไว้แล้วจำนวน 183,541 คน ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการพิสูจน์สัญชาติและออกเอกสารประจำตัว (Certificate of Identity – C.I.) แก่แรงงานที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานจำนวน 75,804 คน ซึ่งนับจนถึงวันที่ 1 เมษายน 2549 มีผู้ได้รับการรับรองสัญชาติและได้รับเอกสารประจำตัวแล้วจำนวน 34,113 คน

– การพัฒนาร่วมเขาพระวิหาร รัฐบาลไทยกับกัมพูชาเห็นชอบร่วมกันที่จะพัฒนาปราสาทเขาพระวิหารเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์อันดีงามที่ยั่งยืน โดยได้จัดตั้งกลไกขึ้นกำกับดูแล การดำเนินงานด้านต่าง ๆ ที่สำคัญคือคณะกรรมการร่วมเพื่อพัฒนาเขาพระวิหาร และคณะอนุกรรมการอีก 2 คณะ ได้แก่

(1) คณะอนุกรรมการวางแผนการพัฒนาร่วมเขาพระวิหาร

(2) คณะอนุกรรมการเพื่อบูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทเขาพระวิหาร โดยทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันให้เริ่มโครงการพัฒนาภายหลังจากที่ UNESCO ได้ขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกแล้ว และให้เชื่อมโยงการพัฒนาช่องตาเฒ่า (ห่างจากเขาพระวิหาร 5 ก.ม.) ซึ่งฝ่ายกัมพูชามักรบเร้าให้ฝ่ายไทยเปิดเป็นจุดผ่านแดนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร่วมเขาพระวิหาร โดยให้ดำเนินการทั้งสองเรื่องควบคู่กันในลักษณะ package และให้การพัฒนาส่งเสริมซึ่งกันและกัน

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ 

ความสัมพันธ์ไทย – กัมพูชาในทางเศรษฐกิจดำเนินไปอย่างใกล้ชิด ปัจจุบันมีคนไทยอาศัยอยู่ในกัมพูชาประมาณ 1,500 คน ส่วนใหญ่เข้าไปประกอบธุรกิจส่วนตัว อาทิ โรงแรม ร้านอาหาร และค้าขาย ประเทศไทยถือเป็นคู่ค้าที่สำคัญและเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในกัมพูชา แต่โดยที่ระบบการบริหารจัดการภายในของกัมพูชา อาทิ การจัดเก็บภาษี การส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ความโปร่งใส ฯลฯ ยังขาดมาตรฐานและไม่เป็นสากล ทำให้การค้าและการลงทุนของไทยในกัมพูชามีต้นทุนสูงและเติบโตช้าซึ่งไม่สอดคล้องกับศักยภาพและสถานะทางเศรษฐกิจของไทย ทั้งนี้ รัฐบาลสองฝ่ายได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและตกลงที่จะร่วมมือกันเร่งรัดการแก้ไขปัญหาและลดอุปสรรคด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้ปรากฏผลที่เป็นรูปธรรมต่อไป

มูลค่าการค้าทวิภาคีไทย – กัมพูชา ในปี 2549 มีมูลค่า 1,216.28 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า 1,150.65 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบสินค้าเชื้อเพลิง วัสดุก่อสร้าง เครื่องดื่มและเครื่องดื่มบำรุงกำลัง สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ สินค้าอุปโภคบริโภค พลาสติกและผลิตภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนสินค้าสำคัญที่นำเข้าจากกัมพูชา ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ไม้แปรรูป ผลิตภัณฑ์จากไม้ สินค้ากสิกรรม สินค้าประมงและปศุสัตว์ สิ่งทอ ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบเครื่องจักรไม่ใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์โลหะ ผลิตภัณฑ์กระดาษ สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร

สำหรับการค้าชายแดนไทย – กัมพูชา ในปี 2549 มีมูลค่าการค้าชายแดน 900.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า 831.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการค้าชายแดนมีความสำคัญในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ ทั้งนี้ คาดว่าหลังการพัฒนาเครือข่ายคมนาคมทางบกระหว่างไทย – กัมพูชาแล้วเสร็จ ได้แก่ ถนนหมายเลข 5 (ช่วงปอยเปต – ศรีโสภณ) และหมายเลข 6 (ช่วงศรีโสภณ – เสียมราฐ) หมายเลข 67 (สะงำ – อันลองเวง – เสียมราฐ) และหมายเลข 48 (เกาะกง – สแรอัมเบิล) การค้าชายแดนจะขยายตัวอีกมาก นอกจากนี้ ไทยกับกัมพูชายังขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจภายใต้กรอบต่าง ๆ โดยเฉพาะ ACMECS อาทิ การจัดทำ Contract Farming การรับซื้อผลิตผลการเกษตร 10 ชนิด ในอัตราภาษีนำเข้าร้อยละ 0 การส่งเสริมการซื้อขายสินค้าแบบหักบัญชี (Account Trade) การจัดตั้งOne Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกด้านพิธีศุลกากร การฝึกอบรมและพัฒนาผลผลิตทางการเกษตร โครงการจัดทำแปลงเกษตรสาธิตในพื้นที่จังหวัดชายแดนของกัมพูชา เป็นต้น

ความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรม

ไทยกับกัมพูชามีความคล้ายคลึงกันทางด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างมาก จึงเป็นเรื่องง่ายที่รัฐบาลทั้งสองฝ่ายจะใช้ความร่วมมือด้านวัฒนธรรมเป็นสื่อกลางในการส่งเสริมความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ดังเช่นความพยายามที่จะประสานรอยร้าวของความสัมพันธ์ภายหลังเหตุการณ์ความไม่สงบในกรุงพนมเปญเมื่อปี 2546ด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมไทย – กัมพูชา เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและใช้เป็นกลไกในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยสองฝ่ายได้จัดประชุมร่วมกันแล้วหลายครั้งเพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือและแผนปฏิบัติการประจำปีสำหรับใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานร่วมกัน นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และการท่องเที่ยว เพื่อผลักดันความร่วมมือในแต่ละสาขาด้วย

ไทยได้ให้ความช่วยเหลือแก่กัมพูชาผ่านสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) กระทรวงการต่างประเทศ โดยให้ความสำคัญต่อการพัฒนาด้านการเกษตร การศึกษาและด้านสาธารณสุขเป็นหลัก รวมทั้งการพัฒนาในสาขาอื่นๆ อาทิ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาชนบท และการท่องเที่ยว เป็นต้น โดยในปี 2548 และปี 2549 ไทยได้ให้ความช่วยเหลือแก่กัมพูชาเป็นงบประมาณจำนวน 36.66 ล้านบาท และ 36.32 ล้านบาท ตามลำดับ (ไม่นับความช่วยเหลือที่กัมพูชาได้รับโดยตรงจากส่วนราชการ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชนอีกจำนวนมาก)

 

พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2549 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) แนะนำตัวตามธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูต สร้างความสนิทสนมคุ้นเคยกับผู้นำของกัมพูชา และ “จับมือกัมพูชาไว้ให้อุ่น” โดยสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกันเพื่อปูทางการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไปด้วยดี บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน (2) ชี้แจงและทำความเข้าใจกับผู้นำของกัมพูชาเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย ภารกิจและความจำเป็นของรัฐบาลในการสร้างความสมานฉันท์ภายในชาติ สร้างความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาสำคัญเร่งด่วนที่ได้เกิดขึ้น โดยเฉพาะอุทกภัยภายในประเทศ (3) เน้นย้ำความสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีให้ก้าวหน้าและยั่งยืนต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บนพื้นฐานของการส่งเสริมความสัมพันธ์และความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกันของประชาชนทั้งสองฝ่าย โดยยืนยันนโยบายและเจตนาที่จะให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนกัมพูชาให้พัฒนาเจริญก้าวหน้าขึ้น พร้อมกับย้ำถึงความต่อเนื่องของโครงการความร่วมมือต่าง ๆ ที่ดำเนินอยู่และตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันว่าจะดำเนินต่อไปโดยไม่หยุดชะงัก

สำหรับประเด็นความร่วมมือต่าง ๆ ที่ได้มีการหารือกันในครั้งนี้ ที่สำคัญได้แก่

(1) การปักปันเขตแดนทางบกและการพัฒนาในพื้นที่ชายแดน ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันที่จะร่วมมือกันอย่างจริงจังในการปักปันเขตแดนทางบกให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมทั้งป้องกันมิให้การพัฒนาต่าง ๆ ในพื้นที่ชายแดนมีผลกระทบ/สร้างปัญหาให้กับการปักปันเขตแดน นอกจากนั้น ยังได้ตกลงกันผลักดันความร่วมมือไทย – ลาว – กัมพูชาในกรอบความร่วมมือสามเหลี่ยมมรกต อาทิ การส่งเสริมการท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ภาคประชาชน และอื่น ๆ

(2) การเชื่อมโยงคมนาคมทางบก สองฝ่ายเน้นย้ำถึงความสำคัญของเรื่องนี้เพื่อส่งเสริมการสัญจรไปมาหาสู่กันของประชาชนทั้งสองฝ่าย และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันในระยะยาว โดยจะเร่งรัดดำเนินการโครงการพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงที่ไทยได้ให้การสนับสนุนแก่กัมพูชา (ถนนหมายเลข 67 (สะงำ – อันลองเวง – เสียมราฐ) และหมายเลข 48 (ตราด – เกาะกง – สแรอัมเบิล) ให้แล้วเสร็จตามกำหนดก่อนที่จะพิจารณาร่วมมือกันในการพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงอื่น ๆ ที่จะมีประโยชน์ร่วมกันต่อไป ตลอดจนเรื่องการให้ความสนับสนุนกัมพูชาในเรื่องการซ่อมสร้างเส้นทางรถไฟช่วงปอยเปต – ศรีโสภณ

(3) การพัฒนาร่วมในพื้นที่ไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันเจตนารมณ์ที่จะเดินหน้าโครงการตามที่ได้ตกลงกันไว้ กล่าวคือ ให้มีการดำเนินงานทางด้านเทคนิคทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดอาณาเขตทางทะเล และการพัฒนาร่วมในพื้นที่ดังกล่าวต่อไป

(4) ความร่วมมือในการป้องกันและเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนก ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ยกเป็นตัวอย่างของความร่วมมือสำคัญนอกเหนือจากประเด็นด้านการเมืองและเศรษฐกิจ โดยได้ตกลงจะร่วมมือกันอย่างจริงจังในเรื่องดังกล่าว รวมทั้งให้ขยายขอบเขตเป็นความร่วมมือด้านสาธารณสุขในภาพรวมด้วย

เมื่อพิจารณาจากพัฒนาการของความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยกับกัมพูชานับจากต้นปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในทุกสาขาและทุกระดับน่าจะพัฒนาต่อไปได้อย่างราบรื่น โดยมีกรอบความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคีตามข้างต้นเป็นกลไก ขับเคลื่อนที่สำคัญ อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์และความร่วมมือไทย – กัมพูชา อาจได้รับผลกระทบจากปัจจัย และสภาพแวดล้อมทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมภายในกัมพูชาได้เช่นกัน โดยเฉพาะปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองภายใน และการถดถอยทางเศรษฐกิจเนื่องจากวิกฤติการณ์ด้านพลังงานและปัจจัยแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น โรคระบาด   ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การก่อการร้าย เป็นต้น

1. ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (ลงนามเมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 2537)

2. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว (ลงนามเมื่อ 29 มีนาคม พ.ศ. 2538)

3. ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการชายแดน (ลงนามเมื่อ 29 กันยายน พ.ศ. 2538)

4. ความตกลงว่าด้วยการค้า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (ลงนามเมื่อ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2539)

5. ความตกลงทางวัฒนธรรม (ลงนามเมื่อ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2540)

6. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการปราบปรามการค้ายาเสพติด สารออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และสารตั้งต้น (ลงนามเมื่อ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2541)

7. สนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (ลงนามเมื่อ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2541)

8. ความตกลงว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบขนส่งทรัพย์สินทางวัฒนธรรมข้ามแดนและการส่งคืนทรัพย์สินทางวัฒนธรรม (ลงนามเมื่อ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2543)

9. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (ลงนามเมื่อ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2543)

10. ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูต (ลงนามเมื่อ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544)

11. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการพัฒนาถนนหมายเลข 48 (เกาะกง – สแรอัมเบิล) และถนนหมายเลข 67 (สะงำ – อันลองเวง – เสียมราฐ) (ลงนามเมื่อ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2546)

12. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการขจัดการค้าเด็กและหญิง และการช่วยเหลือเหยื่อจากการค้ามนุษย์ (ลงนามเมื่อ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2546)

13. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร (ลงนามเมื่อ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2546)

14. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการจ้างแรงงาน (ลงนามเมื่อ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2546)

15. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา (ลงนามเมื่อ 31 พฤษภาคม
พ.ศ. 2546)

16. พิธีสารยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางราชการ (ลงนามเมื่อ 8 กุมภาพันธ์
พ.ศ. 2549)

17. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสารสนเทศและกิจการวิทยุกระจายเสียงและกิจการวิทยุโทรทัศน์ไทย – กัมพูชา (ลงนามเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549)

Share this:

Like this:

Like

Loading…

[Update] เขมรเชื่อเศรษฐกิจปี 62 สดใส แม้ต่างชาติขู่ถอนสิทธิการค้า | เศรษฐกิจกัมพูชา – POLLICELEE

ซินหวา – เศรษฐกิจกัมพูชาคาดว่าจะยังทำผลงานได้ดีในระยะสั้นถึงระยะกลาง แม้จะมีความไม่แน่นอนของระบบอัตราภาษีศุลกากรพิเศษจากประเทศคู่ค้าบางรายที่มอบให้แก่กัมพูชาก็ตาม นายโอน พรมุนีรุธ รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง เผย

รัฐมนตรีของกัมพูชายังกล่าวว่า จากการคาดการณ์ การเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชาคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 7.1 ในปี 2562 ซึ่งใกล้เคียงกับอัตราการเติบโตในปี 2561 ที่จะผลักดันให้จีดีพีของประเทศมีมูลค่าอยู่ที่ 27,200 ล้านดอลลาร์ สำหรับผลิตภัณฑ์มวลประชาชาติต่อหัว หรือจีดีพีต่อหัว คาดว่าจะอยู่ที่ 1,706 ดอลลาร์ในปี 2562 ขยับเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.1 จาก 1,563 ดอลลาร์ในปี 2561

เศรษฐกิจของกัมพูชาส่วนใหญ่ยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยการส่งออกเสื้อผ้าสิ่งทอ การก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และการเกษตร โดยภาคอุตสาหกรรมที่ส่วนใหญ่คือ สิ่งทอและการก่อสร้าง คาดว่าจะขยายตัวขึ้นร้อยละ 10 ในปี 2562 ขณะที่ภาคการบริการ เช่น การท่องเที่ยว การขนส่ง โทรคมนาคม การค้าและอสังหาริมทรัพย์ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 7 ส่วนภาคการเกษตรคาดว่าจะขยายตัวขึ้นร้อยละ 1.8

“โดยรวมแล้ว เราสามารถกล่าวได้ว่ากัมพูชาจะยังสามารถบรรลุการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 7 ต่อปี ในระยะสั้นถึงระยะกลางต่อไป” นายโอน พรมุนีรุธ กล่าว

รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจยังกล่าวเสริมว่า ความไม่แน่นอนของระบบอัตราภาษีศุลกากรพิเศษ ที่ประเทศคู่ค้าบางรายมอบให้กัมพูชานั้น อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

“ความไม่แน่นอนของระบบการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (Generalized Scheme of Preferences-GSP) จากคู่ค้าบางรายกำลังก่อให้เกิดความท้าทายใหม่ที่จำเป็นต้องให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด” รัฐมนตรี กล่าว

สหภาพยุโรปประกาศในเดือน ต.ค.2561 ว่า กัมพูชาอาจสูญเสียการเข้าถึงการค้าอย่างเป็นพิเศษกับตลาดยุโรป ภายใต้โครงการ Everything But Arms (EBA) คือการยกเว้นจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทุกประเภทยกเว้นอาวุธ หลังสหภาพยุโรปดำเนินการทบทวนสถานะปลอดภาษีของกัมพูชาเป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งสหภาพยุโรปได้อ้างถึงความวิตกกังวลเกี่ยวกับสิทธิแรงงานและประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกัมพูชา

สหภาพยุโรปเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคส่วนสิ่งทอและรองเท้า และในฐานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด กัมพูชาส่งออกสินค้าทั้งหมด ยกเว้นอาวุธ ไปยังตลาดยุโรปแบบปลอดภาษี มาเป็นเวลานานหลายสิบปี

นายเคน ลู เลขาธิการสมาคมผู้ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปในกัมพูชา กล่าวในคำแถลงที่ออกเมื่อเดือน ต.ค.2561 ว่า กว่า 46% ของการส่งออกสิ่งทอและรองเท้าทั้งหมดของประเทศนั้น มีปลายทางคือสหภาพยุโรป

การส่งออกของกัมพูชาไปยังสหภาพยุโรป มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 5,700 ล้านดอลลาร์ในปี 2560 ตามข้อมูลของสหภาพยุโรป โรงงานเสื้อผ้าสำเร็จรูปและรองเท้าราว 1,000 แห่งในประเทศจ้างแรงงานราว 700,000 คน โดยมากกว่า 85% เป็นแรงงานหญิง และในแต่ละเดือนต้องใช้เงินมากกว่า 150 ล้านดอลลาร์จ่ายเป็นค่าแรงให้แก่แรงงานเหล่านี้

นายเคน ลู ยังระบุว่า มีชาวเขมรอีกราว 2 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 16 ล้านคนของประเทศพึ่งพาทางเศรษฐกิจกับภาคส่วนนี้

“การระงับโครงการ EBA หรือการกำหนดมาตรการคว่ำบาตรเพียงฝ่ายเดียวระยะสั้นใดๆ ก็ตาม อาจส่งผลกระทบทางลบในระยะยาวต่อชีวิตของแรงงานและครอบครัวของพวกเขา” นายเคน ลู กล่าว

ที่ปรึกษาอาวุโสจากกรมปรึกษาชาติชั้นสูงด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้ว พื้นฐานของเศรษฐกิจกัมพูชาค่อนข้างแข็งแกร่ง และรัฐบาลดำเนินการนโยบายเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม

“อย่างไรก็ตาม ความพยายามและความคิดสร้างสรรค์ที่มากขึ้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจดำเนินได้อย่างราบรื่น ให้มีความสมดุลยิ่งขึ้น หลากหลายและครอบคลุม และตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ซับซ้อนในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความไม่แน่นอนของสภาพแวดล้อมโลกรวมกันกับเศรษฐกิจเปิดของเรา เรายิ่งจำเป็นต้องหาหนทางที่จะสร้างความสมดุลระหว่างการบรรลุการเติบโตและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น การพึ่งพาอยู่กับสินค้าไม่กี่ชนิดและตลาดไม่กี่แห่งนั้นไม่ใช่ความคิดที่ดี” ที่ปรึกษาอาวุโส กล่าว

ความเห็นเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของสิทธิการเข้าถึงการค้าอย่างเป็นพิเศษกับตลาดยุโรปภายใต้โครงการ EBA ของสหภาพยุโรป ที่ปรึกษาอาวุโสกล่าวว่า หากโครงการ EBA ถูกระงับ แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความพยายามของประเทศที่จะลดปัญหาความยากจน ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

“นั่นเป็นเหตุผลสำหรับระยะกลางถึงระยะยาว เราจำเป็นต้องสร้างความหลากหลายในเศรษฐกิจของเรา เพื่อให้โครงสร้างเศรษฐกิจมีความสมดุลและครอบคลุมยิ่งขึ้น” ที่ปรึกษาอาวุโส กล่าวย้ำ

นายเจียง วันนะริธ รองประธานสถาบันการศึกษายุทธศาสตร์ของกัมพูชา กล่าวว่า เศรษฐกิจกัมพูชาจะยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งในภาคการก่อสร้าง การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมสิ่งทอ และยังมีโอกาสสำหรับกัมพูชาและสหภาพยุโรปที่จะบรรลุข้อตกลงเพื่อรักษาสิทธิการเข้าถึงการค้าอย่างเป็นพิเศษกับตลาดยุโรปภายใต้โครงการ EBA สำหรับกัมพูชา.

รัฐมนตรีของกัมพูชายังกล่าวว่า จากการคาดการณ์ การเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชาคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 7.1 ในปี 2562 ซึ่งใกล้เคียงกับอัตราการเติบโตในปี 2561 ที่จะผลักดันให้จีดีพีของประเทศมีมูลค่าอยู่ที่ 27,200 ล้านดอลลาร์ สำหรับผลิตภัณฑ์มวลประชาชาติต่อหัว หรือจีดีพีต่อหัว คาดว่าจะอยู่ที่ 1,706 ดอลลาร์ในปี 2562 ขยับเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.1 จาก 1,563 ดอลลาร์ในปี 2561เศรษฐกิจของกัมพูชาส่วนใหญ่ยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยการส่งออกเสื้อผ้าสิ่งทอ การก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และการเกษตร โดยภาคอุตสาหกรรมที่ส่วนใหญ่คือ สิ่งทอและการก่อสร้าง คาดว่าจะขยายตัวขึ้นร้อยละ 10 ในปี 2562 ขณะที่ภาคการบริการ เช่น การท่องเที่ยว การขนส่ง โทรคมนาคม การค้าและอสังหาริมทรัพย์ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 7 ส่วนภาคการเกษตรคาดว่าจะขยายตัวขึ้นร้อยละ 1.8“โดยรวมแล้ว เราสามารถกล่าวได้ว่ากัมพูชาจะยังสามารถบรรลุการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 7 ต่อปี ในระยะสั้นถึงระยะกลางต่อไป” นายโอน พรมุนีรุธ กล่าวรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจยังกล่าวเสริมว่า ความไม่แน่นอนของระบบอัตราภาษีศุลกากรพิเศษ ที่ประเทศคู่ค้าบางรายมอบให้กัมพูชานั้น อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ“ความไม่แน่นอนของระบบการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (Generalized Scheme of Preferences-GSP) จากคู่ค้าบางรายกำลังก่อให้เกิดความท้าทายใหม่ที่จำเป็นต้องให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด” รัฐมนตรี กล่าวสหภาพยุโรปประกาศในเดือน ต.ค.2561 ว่า กัมพูชาอาจสูญเสียการเข้าถึงการค้าอย่างเป็นพิเศษกับตลาดยุโรป ภายใต้โครงการ Everything But Arms (EBA) คือการยกเว้นจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทุกประเภทยกเว้นอาวุธ หลังสหภาพยุโรปดำเนินการทบทวนสถานะปลอดภาษีของกัมพูชาเป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งสหภาพยุโรปได้อ้างถึงความวิตกกังวลเกี่ยวกับสิทธิแรงงานและประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกัมพูชาสหภาพยุโรปเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคส่วนสิ่งทอและรองเท้า และในฐานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด กัมพูชาส่งออกสินค้าทั้งหมด ยกเว้นอาวุธ ไปยังตลาดยุโรปแบบปลอดภาษี มาเป็นเวลานานหลายสิบปีนายเคน ลู เลขาธิการสมาคมผู้ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปในกัมพูชา กล่าวในคำแถลงที่ออกเมื่อเดือน ต.ค.2561 ว่า กว่า 46% ของการส่งออกสิ่งทอและรองเท้าทั้งหมดของประเทศนั้น มีปลายทางคือสหภาพยุโรปการส่งออกของกัมพูชาไปยังสหภาพยุโรป มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 5,700 ล้านดอลลาร์ในปี 2560 ตามข้อมูลของสหภาพยุโรป โรงงานเสื้อผ้าสำเร็จรูปและรองเท้าราว 1,000 แห่งในประเทศจ้างแรงงานราว 700,000 คน โดยมากกว่า 85% เป็นแรงงานหญิง และในแต่ละเดือนต้องใช้เงินมากกว่า 150 ล้านดอลลาร์จ่ายเป็นค่าแรงให้แก่แรงงานเหล่านี้นายเคน ลู ยังระบุว่า มีชาวเขมรอีกราว 2 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 16 ล้านคนของประเทศพึ่งพาทางเศรษฐกิจกับภาคส่วนนี้“การระงับโครงการ EBA หรือการกำหนดมาตรการคว่ำบาตรเพียงฝ่ายเดียวระยะสั้นใดๆ ก็ตาม อาจส่งผลกระทบทางลบในระยะยาวต่อชีวิตของแรงงานและครอบครัวของพวกเขา” นายเคน ลู กล่าวที่ปรึกษาอาวุโสจากกรมปรึกษาชาติชั้นสูงด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้ว พื้นฐานของเศรษฐกิจกัมพูชาค่อนข้างแข็งแกร่ง และรัฐบาลดำเนินการนโยบายเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม“อย่างไรก็ตาม ความพยายามและความคิดสร้างสรรค์ที่มากขึ้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจดำเนินได้อย่างราบรื่น ให้มีความสมดุลยิ่งขึ้น หลากหลายและครอบคลุม และตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ซับซ้อนในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความไม่แน่นอนของสภาพแวดล้อมโลกรวมกันกับเศรษฐกิจเปิดของเรา เรายิ่งจำเป็นต้องหาหนทางที่จะสร้างความสมดุลระหว่างการบรรลุการเติบโตและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น การพึ่งพาอยู่กับสินค้าไม่กี่ชนิดและตลาดไม่กี่แห่งนั้นไม่ใช่ความคิดที่ดี” ที่ปรึกษาอาวุโส กล่าวความเห็นเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของสิทธิการเข้าถึงการค้าอย่างเป็นพิเศษกับตลาดยุโรปภายใต้โครงการ EBA ของสหภาพยุโรป ที่ปรึกษาอาวุโสกล่าวว่า หากโครงการ EBA ถูกระงับ แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความพยายามของประเทศที่จะลดปัญหาความยากจน ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง“นั่นเป็นเหตุผลสำหรับระยะกลางถึงระยะยาว เราจำเป็นต้องสร้างความหลากหลายในเศรษฐกิจของเรา เพื่อให้โครงสร้างเศรษฐกิจมีความสมดุลและครอบคลุมยิ่งขึ้น” ที่ปรึกษาอาวุโส กล่าวย้ำนายเจียง วันนะริธ รองประธานสถาบันการศึกษายุทธศาสตร์ของกัมพูชา กล่าวว่า เศรษฐกิจกัมพูชาจะยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งในภาคการก่อสร้าง การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมสิ่งทอ และยังมีโอกาสสำหรับกัมพูชาและสหภาพยุโรปที่จะบรรลุข้อตกลงเพื่อรักษาสิทธิการเข้าถึงการค้าอย่างเป็นพิเศษกับตลาดยุโรปภายใต้โครงการ EBA สำหรับกัมพูชา.


ระเบียงเศรษฐกิจใหม่ เชื่อมEEC กัมพูชา-เวียดนาม


ระเบียงเศรษฐกิจใหม่ CVTEC เชื่อม EEC เข้ากับกัมพูชา เวียดนาม
เปิดเส้นทางขนส่งทางทะเลชายฝั่ง ตั้งไทยเป็นศูนย์กลางผลไม้อาเซียน
เปิดทั่วร์ทางทะเลเรือสำราญ ดึงเงินลงทุนเข้าท้องถิ่น
ติดตามได้ใน
รายการ ASEAN 4.0
ทุกวันจันทร์
เวลา 14.3015.00 ทาง TNNช่อง16
และ รายการ อาเซียน 4.0 ONLINE
ทุกวันอาทิตย์
เวลา 17.0017.30 ทาง TNNช่อง16
ทาง TNN ช่อง 16
และรับชมสด ได้ทาง Youtube : TNN Online
และ FACEBOOK LIVE : TNN LIVE
ช่องทางติดตามสถานีข่าว TNN ช่อง16
https://www.tnnthailand.com
https://www.youtube.com/tnnthailand/
https://www.facebook.com/TNNthailand/
https://www.facebook.com/TNN16LIVE/
https://twitter.com/tnnthailand
https://www.instagram.com/tnn_online/
https://www.tiktok.com/@tnnonline
Line @TNNONLINE หรือคลิก https://lin.ee/4fP2tltIo
ทันโลก ทันเศรษฐกิจ ทันทุกความจริง กับ TNNช่อง16 สถานีข่าวที่ถือหลักการของการนำเสนอข่าวตรงประเด็น รวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นกลาง โดยทีมข่าวมืออาชีพ

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

ระเบียงเศรษฐกิจใหม่ เชื่อมEEC กัมพูชา-เวียดนาม

นโรดม เจนณา เจ้าหญิงน้อยแห่งกัมพูชา สืบเครือญาติราชวงศ์ไทย


นโรดม เจนณา เจ้าหญิงน้อยแห่งกัมพูชา สืบเครือญาติราชวงศ์ไทย

กล้าลองกล้าลุย Special : IN CAMBODIA ตะลุยกัมพูชา


กล้าลองกล้าลุย Special วันนี้ คุณต้นกล้า ขอพาไปเที่ยวทิพย์แบบโกอินเตอร์ ไปตะลุยที่ประเทศกัมพูชา นอกจากจะพาชมนครวัดสวย ๆ ตอนก่อนที่จะมีโควิด19 ระบาดแล้ว ยังไปขอเกาะติดเบื้องหลัง \”อาชีพคนขับรถตุ๊กตุ๊ก\” ที่นั่นอีกด้วย สนุก สวย และประทับใจสุด ๆ ไปติดตามชมพร้อมกัน ใน กล้าลองกล้าลุย Special\r
\r
เติมเต็มความสุขครบรสกับ ช่อง7HD กด35\r
\r
เว็บไซต์: http://www.ch7.com\r
ชมสด ๆ ทางออนไลน์: http://www.ch7.com/live.html\r
ชมย้อนหลัง: http://www.bugaboo.tv\r
Mobile App Ch7HD และ Bugaboo.TV ได้ที่: http://www.ch7.com/wesocial/app.html\r
\r
Social Media ของเรา:\r
https://www.facebook.com/Ch7HD\r
https://twitter.com/Ch7HD\r
https://www.instagram.com/ch7hd\r
\r
• ละคร\r
https://www.facebook.com/Ch7HDDramaSociety\r
https://twitter.com/Ch7HDDrama\r
https://www.instagram.com/ch7hd_dramasociety\r
\r
• ข่าว\r
https://www.facebook.com/Ch7HDNews\r
https://twitter.com/Ch7HDNews\r
https://www.instagram.com/ch7hd_news\r
https://www.facebook.com/Ch7HDSocialCare\r
\r
• บันเทิง ภาพยนตร์ ดนตรี\r
https://www.facebook.com/Ch7HDEntertainment\r
https://twitter.com/Ch7HDEntertain\r
https://www.instagram.com/ch7hd_entertainment\r
\r
• กีฬา\r
https://www.facebook.com/Ch7HDSports\r
https://twitter.com/Ch7HDSports\r
https://www.instagram.com/ch7hd_sports

กล้าลองกล้าลุย Special : IN CAMBODIA ตะลุยกัมพูชา

เหมืองทองกัมพูชาถลุงได้กว่า 1,300 ล้านบาท


เหมืองทองกัมพูชาถลุงได้กว่า 1,300 ล้านบาท

บริษัทเรเนอซองส์ มินเนอรัล แห่งกัมพูชา เผยว่า มีการถลุงทองคำได้ 800 กิโลกรัมในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมา จากเหมืองทองโอ๊ควัว Okvau ในจังหวัดมณฑลคิรี Mondulkiri
เว็บไซต์ khmertimes รายงานว่า เหมืองทองแห่งนี้เป็นการลงทุนจากบริษัทสัญชาติออสเตรเลีย Emerald Resources ซึ่งช่วยให้กัมพูชาได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งระหว่างการเยือนของนางเมรีส เพน รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรีฮุนเซ็นได้กล่าวว่า ความร่วมมือของสองชาติ จะทำให้กัมพูชา ถลุงแร่ทองคำได้มากขึ้น
เหมืองโอ๊ควัว เริ่มถลุงแร่ทองคำ เมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา โดยนำไปผลิตทองคำแท่ง 90 เปอร์เซนต์ ตามแผนการคาดว่า จะสามารถถลุงทองได้ปีละ 3 ตัน หรือ 3000 กิโลกรัม เฉลี่ยเดือนละ 250 กิโลกรัม
ผลผลิตทองคำนี้จะถูกส่งไปออสเตรเลียเพื่อทำเป็นทองคำแท่ง 99.99 เปอร์เซนต์ก่อนจะส่งไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศอีดทอดหนึ่ง
และเวลานี้บริษัท Emerald Resources ของออสเตรเลีย ได้รับสัมปทานเหมืองทองคำเพิ่มอีก 1 แห่งในพื้นที่ 107 เฮคเตอร์ หรือประมาณ 670 ไร่ที่จังหวัดตะบอง คมุม (Tboung Khmum) รัฐบาลกัมพูชาให้สัมปทานเป็นระยะเวลา 3 ปีจนถึงเดือนมกราคม 2567 ซึ่งเวลานี้ได้เข้าไปสำรวจพื้นที่แล้ว
สำหรับราคาทองคำ 90 เปอร์เซนต์ 1 กรัม มีราคาเท่ากับ 1644.30 บาท ตามราคาในประเทศไทย สำหรับทองคำ 90 เปอร์เซนต์ 800 กิโลกรัม จะมีราคาประมาณ 1,315 ล้านบาท

TNN อาเซียน4.0 อาเซียน4.0ออนไลน์ อาเซียน พลัส อาเซียน
ASEAN plus กัมพูชา เหมืองทอง ออสเตรเลีย
ติดตามทุกความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจอาเซียนได้ใน

รายการ อาเซียน Plus
ทุกวันจันทร์
เวลา 10.3011.00 ทาง TNNช่อง16
และ รายการ อาเซียน 4.0 ONLINE
ทุกวันอาทิตย์
เวลา 17.0017.30
รับชมสด ได้ทาง Youtube: TNN Online
และ FACEBOOK LIVE PAGE : TNN LIVE

ช่องทางติดตามสถานีข่าว TNN ช่อง16
https://www.tnnthailand.com
https://tv.trueid.net/live/tnn16
https://www.youtube.com/c/tnn16
https://www.facebook.com/TNNthailand/
https://www.facebook.com/TNN16LIVE/
https://twitter.com/tnnthailand
https://www.instagram.com/tnn_online/
https://www.tiktok.com/@tnnonline
Line @TNNONLINE หรือคลิก https://lin.ee/4fP2tltIo
ทันโลก ทันเศรษฐกิจ ทันทุกความจริง กับ TNNช่อง16 สถานีข่าวที่ถือหลักการของการนำเสนอข่าวตรงประเด็น รวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นกลาง โดยทีมข่าวมืออาชีพ

เหมืองทองกัมพูชาถลุงได้กว่า 1,300 ล้านบาท

กัมพูชา ผลิต \”น้ำมันหยดแรก\” จากน่านน้ำได้แล้ว: ย่อโลกเศรษฐกิจ 29 ธ.ค.63


ช่องทางติดตามสถานีข่าว TNN ช่อง16
https://www.tnnthailand.com
https://www.youtube.com/tnnthailand/
https://www.facebook.com/TNNthailand/
https://www.facebook.com/TNN16LIVE/
https://twitter.com/tnnthailand
https://www.instagram.com/tnn_online/
https://www.tiktok.com/@tnnonline
Line @TNNONLINE หรือคลิก https://lin.ee/4fP2tltIo
ทันโลก ทันเศรษฐกิจ ทันทุกความจริง กับ TNNช่อง16 สถานีข่าวที่ถือหลักการของการนำเสนอข่าวตรงประเด็น รวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นกลาง โดยทีมข่าวมืออาชีพ

กัมพูชา ผลิต \

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่General news

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ เศรษฐกิจกัมพูชา

Leave a Comment