[Update] แกะสูตรการลงทุนฉบับเดอะวิสดอมกสิกรไทย พร้อมเจาะโอกาสบนโลกการเงินยุคดิสรัปชัน | ชลเดช เขมะรัตนา – POLLICELEE

ชลเดช เขมะรัตนา: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้คนหันมาสนใจการลงทุนมากขึ้น ขณะเดียวกันการเข้ามาของเทคโนโลยีพร้อมๆ กับการเกิดวิกฤติโควิด-19 ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างรายได้และผลตอบแทนที่มั่นคงผ่านการลงทุนรูปแบบต่างๆ

ปัจจุบันการลงทุนเกิดขึ้นในรูปแบบที่แตกต่างจากอดีต โดยเฉพาะคริปโทเคอเรนซีและ DeFi ซึ่งได้สร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำจนเกิดเศรษฐีหน้าใหม่จำนวนมาก สิ่งเหล่านี้ช่วยดึงดูดให้นักลงทุนหน้าใหม่และนักลงทุนหน้าเดิมกระโดดเข้าวงการการลงทุนใหม่มากขึ้น

นอกจากนี้ เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งทำให้นักลงทุนต้องเรียนรู้และปรับตัวให้ทันกับแพลตฟอร์ม เทรนด์ และอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นใหม่ในอนาคต หากใครมองเห็นอนาคตก่อน ย่อมสร้างความได้เปรียบในการลงทุน

ธนาคารกสิกรไทย จึงได้จัดงานสัมมนาออนไลน์ด้านเศรษฐกิจและการลงทุน หัวข้อ “THE WISDOM The Symbol Of Your Vision: The Future of Digital Disruption and Investment” ให้กับกลุ่มลูกค้าเดอะวิสดอม เพื่อทำความเข้าใจโลกและการลงทุนในอนาคต เป็นการเปิดมุมมองพร้อมรับมือและคว้าโอกาสในการลงทุนที่ดีกว่าเดิม

เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกแบบยกกำลัง

นายเรืองโรจน์ พูนผล ประธานกลุ่มกสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยีกรุ๊ป (KBTG) กล่าวเปิดการสัมมนาในหัวข้อ “Turning Digital Disruption into Opportunities” โดยเริ่มจากฉายภาพโลกในปี 2030 ว่า โลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล และยิ่งเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งช่วงปี 2040-2041 ซึ่งจะกลายเป็นโลกที่คนยุคปัจจุบันจินตนาการไม่ออก จากยุค The Age of Digital Disruption ปี 2016 สู่ยุค Disruption Domino ในปี 2018-2019 ต่อมาเป็นวิกฤติโควิด-19 ที่เร่งการเปลี่ยนแปลงให้เข้าสู่ยุค Continuous Disruption จากนั้นโลกจะเกิดจุดหักศอกหรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปี 2024-2025

“โลกเปลี่ยนจาก lazy economy เป็น at home economy ก่อนโควิดเราขี้เกียจถึงสั่งของแบบ on demand delivery ต่อมากลายเป็น work play stay learn ที่บ้าน ตอนโควิดเข้ามาระลอกแรก สิ่งที่เราบอกว่าไม่เคยทำ-ทำไม่ได้ สองอาทิตย์ถัดมาเราทำได้หมด เช่น work from home หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจึงต้อง agile from anywhere แต่ว่าการทำงานทำให้เราโหยหามนุษย์ ดังนั้นมันต้องเป็น hybrid model”

นายเรืองโรจน์กล่าวต่อว่า สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงโลกหลังจากนี้อย่างมหาศาลมี 3 อย่าง คือ (1) Holy Technology (2) AI และ Blockchain (3) Quantum Computing

“ต่อไปสัตว์เลี้ยงอาจจะเป็นหุ่นยนต์ cyberdog ที่ราคาถูกกว่านาฬิกาข้อมือ หรือเลี้ยงแมวออนไลน์ 10 ตัวในราคาที่ถูกกว่าเราซื้อแอปเปิลวอตช์”

ที่สำคัญคือเทรนด์การใช้ AI ในระดับองค์กรให้ทำงานในลักษณะงานที่ทำเป็นกิจวัตรแทนมนุษย์ เนื่องจาก AI จะฉลาดกว่าเดิม เข้าใจภาษาพูด สีหน้า เข้าใจข้อมูลแล้วสื่อสารกับมนุษย์ รวมถึง AI จะให้เหตุผลและตัดสินใจเองได้ โดยทั้งหมดจะต้องมีข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อน

นอกจากนี้เทคโนโลยี Blockchain และ DEfi จะเปิดโอกาสใหม่โดยไม่พึ่งตัวกลาง เพราะจะสร้างระบบการเงินทั้งหมดได้ใหม่ทั้งหมด รวมทั้งสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการได้เกินกว่าจะจินตนาการ

อนาคตที่มาพร้อมโอกาสอุตสาหกรรมในยุคดิสรัปชัน

นายเรืองโรจน์กล่าวต่อว่า ก่อนการระบาดของโควิดคาดว่าจะมีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและสื่อที่จะถูกดิสรัปอย่างมหาศาล ส่วนอุตสาหกรรมอื่นได้รับผลกระทบรองลงมา แต่โควิด-19 ได้เร่งให้ ‘ทุกอุตสาหกรรม’ เผชิญกับการดิสรัปพร้อมกันหมด และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมแต่ก็มาพร้อมโอกาส

ตัวอย่างเช่น ค้าปลีกหรือ retail ซึ่งกลายเป็น new normal ของยุคปัจจุบัน อย่างอีคอมเมิร์ซในไทยเติบโต 58% ในช่วงโควิด-19 นับว่าเกือบสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนสิงคโปร์เติบโต 47% และอินโดนีเซีย 15%

นายเรืองโรจน์เล่าว่า อุตสาหกรรมที่จะถูกดิสรัปและเปลี่ยนแปลงมหาศาลคือ mobility ครอบคลุมถึงการเคลื่อนคน สินค้า และเงิน ตั้งแต่การผลิตรถยนต์ ส่งของ และแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนย้าย

นายเรืองโรจน์เล่าต่อว่า บริษัทเทคโนโลยีเริ่มมีอำนาจในอุตสาหกรรม เช่น กรณีบริษัทเทสลาที่มีอำนาจเหนือตลาดผลิตไม่พอกับความต้องการ สะท้อนถึงการเข้ามาของ non-automative player ในอุตสาหกรรมนี้ และคาดว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าจะเติบโตมีมูลค่าถึง 2.5 พันล้านเหรียญในปี 2027 และสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ 60 ล้านคันต่อปีในปี 2041

นอกจากนี้ยังเกิดการต่อยอด mobility ด้วยการพัฒนาจาก 5G และ smart city ทำให้รถยนต์ไร้คนขับจะเป็นยานพาหนะสำคัญของยุค และนำไปสู่เศรษฐกิจภายในรถหรือ in car economy ซึ่งคนจะสามารถทำกิจกรรมภายในรถได้ ตั้งแต่ให้รถยนต์เป็นโรงแรม ที่ประชุม จุดดูวิวเหมือน รับประทานอาหาร เอนเตอร์เทน ชอปปิง ฟิตเนส ฯลฯ

ส่วนอุตสาหกรรมอาหารในอีก 10 ปีข้างหน้าจะมุ่งไปที่อาหารที่ทำจากพืช (plant-based) และไม่ใช่แค่รูปแบบการกินที่เปลี่ยนไปเท่านั้น แต่อุตสาหกรรมนี้จะใช้ข้อมูลเป็นตัวกำหนดให้เข้ากับแต่ละคน (personalize) ตลอดจนฟาร์มจะถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมหาศาลในกระบวนการผลิต

“ผมไปซิลิคอนวัลเลย์เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตอนนั้นมีบริษัทชื่อ Impossible Burger เขาทำเบอร์เกอร์จากพืช ผ่านไปสองปีครึ่งบริษัทเขาเริ่มใหญ่ระดับหนึ่ง เขาเลือกไปแตะตลาดอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ที่มีมูลค่าตลาด 1.7 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งตลาดนี้ถูกดิสรัป เพราะอาหารที่ทำจากสัตว์ใช้น้ำถึง 30% แต่ถ้าเป็นอาหารจากพืชใช้น้ำน้อยกว่าถึง 74% แล้วอาหารเนื้อสัตว์ปล่อยก๊าซที่ทำให้โลกร้อนเพิ่มขึ้น 15% แต่ถ้าบริโภคอาหารจากพืชจะลดก๊าซได้ 87%”

ด้านอุตสาหกรรมค้าปลีกจะเน้นการสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า มีการผสมผสานระหว่างการขายของบนของโลกออนไลน์และออฟไลน์ ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูล และวัดกันที่ความรวดเร็ว ความคล่องตัวในการบริการสินค้าถึงมือลูกค้า ตลอดจนการสร้างชุมชน-สังคม จะเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมค้าปลีก ตัวอย่างเช่น ร้านโยคะเปลี่ยนตัวเองเป็นชุมชนสอนโยคะ นั่งสมาธิ และปรับจุดยืนเป็น wellness center

“สิ่งที่ผมอยากบอกคือไม่ใช่ทุกห้างสรรพสินค้าจะตาย ผมตอบได้ว่ายังอยู่ได้ แต่ต้องใกล้ลูกค้ามาก จะยิ่งมีคุณค่ามาก ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมโฆษณา พอโฆษณาใกล้ลูกค้าก็จะมีโอกาสขายได้มากขึ้น และห้างสรรพสินค้าจะขนาดเล็กลง เป็น omni-channel มากขึ้น”

“ในยุคดิสรัปชันมีทางเลือก 3 อย่าง หนึ่ง คือ เป็นจับกังให้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม เอาสินค้าไปขายแล้วเก็บค่าธรรมเนียม 20-30% สอง เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มเอง และสาม direct to customer relationship คือใกล้ชิดลูกค้า ทำให้ลูกค้าคิดถึงแบรนด์ก่อนแพลตฟอร์ม”

ส่วนอุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ นายเรืองโรจน์ยกตัวอย่างที่ซีอีโอวัคซีนโมเดอร์นาบอกว่าในอนาคตจะสามารถทำต้นแบบวัคซีนได้ในเวลาเพียง 42 วัน และอุตสาหกรรมการแพทย์จะพัฒนาไปถึงขั้นรักษามะเร็ง ผลิตดีเอ็นเอหรือโมเลกุลสิ่งมีชีวิตต่างๆ ด้วยเทคโนโลยี life printer และสังคมสูงวัยจะทำให้คนยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อเข้าสู่การแพทย์ในอนาคต

นายเรืองโรจน์เล่าต่อว่า อุตสาหกรรมการศึกษาถูกดิสรัปให้เทคโนโลยีทางการศึกษา(Edtech)เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ขณะเดียวกันโลกอนาคตจะเกิดอุตสาหกรรมใหม่ๆ ขึ้นจำนวนมาก และแรงงานมนุษย์ถูกแทนที่ด้วย AI ดังนั้นต้อง reskill เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ โดยจะเห็นได้ว่ามีการเกิดขึ้นของธุรกิจที่ทำเรื่องการ reskill, online degree เรียนคอร์สเล็กๆ โดยไม่จำเป็นต้องเรียน 4 ปีเพื่อรอใบปริญญา

สุดท้ายอุตสาหกรรมการเงิน ธนาคารหรือสถาบันการเงินต้องปรับตัวให้เร็ว หลายธนาคารปรับตัวเป็น tech company เพื่อเข้าไปลงทุนในฟินเทค-สตาร์ทอัป แล้วนำเทคโนโลยีจากฟินเทค-สตาร์ทอัปเหล่านั้นมาปรับใช้กับผลิตภัณฑ์และบริการของธนาคาร

นายเรืองโรจน์ทิ้งท้ายว่า skill ที่สำคัญที่สุดคือการ ‘ไม่ยึดติด’ และ ‘เรียนรู้เร็ว’ มีความกล้าออกจากคอมฟอร์ตโซน ส่วนผู้ประกอบการต้องใช้นวัตกรรมให้เข้ากับธุรกิจ สร้าง mindset ด้าน empathy กับลูกค้าและพนักงาน ที่สำคัญคือฟังและเรียนรู้จากคนรุ่นใหม่

ยุคแห่งการลงทุนได้หลากหลาย


ในวงเสวนาหัวข้อ “Unlock a New Era of Investment” ว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงในลงทุนยุคใหม่ โดยนายชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มโรโบเวลธ์ และนายกสมาคมฟินเทคประเทศไทย, นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและ Group CEO บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ และนายกานต์นิธิ ทองธนากุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน Merkle Capital และผู้ก่อตั้งเพจ Kim DeFi Daddy และ Bitcoin Addict Thailand

นายชลเดช เขมะรัตนา กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนหลังโควิด-19 จะอยู่ในรูป K-Shape โดยการลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีและที่เกี่ยวข้องกับออนไลน์ได้กลายเป็นขาบนของ ตัว K หรือยุคทองการลงทุนในธุรกิจเหล่านี้

ในเดือนมกราคมปี 2020 นักลงทุนในหุ้นไทยมีจำนวนประมาณ. 1.2 ล้านคน แต่หลังเกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 จำนวนนักลงทุนเพิ่มเป็น 2 ล้านคนในเดือนสิงหาคม 2021 และยังเห็นว่านักลงทุนรายย่อยที่อายุน้อยลงหันมาลงทุนมากขึ้น เพราะมองว่าการลงทุนเป็นสิ่งจำเป็น ประกอบกับเงินในกระเป๋ามนุษย์เงินเดือนมีมากขึ้น และปัจจุบันข้อมูลข่าวสารที่รายย่อยได้รับเท่าเทียมกับนักลงทุนรายใหญ่

“สมัยก่อนเวลาพูดถึงการลงทุนแบบ VI (value investment) คือหุ้นดีราคาถูก แต่เมื่อโควิดระบาดทำให้หมดยุคของ VI แต่ต้องมองการเติบโตระยะยาว ให้เลิกคิดว่าหุ้นถูกหรือแพง แต่ดูว่าธุรกิจจะเติบโตอนาคตระยะยาวได้อย่างไร”

“ปัจจุบันเป็นยุคการลงทุนที่หลากหลายทั้งรูปแบบการลงทุนและวิธีการลงทุน ตั้งแต่ประเภทสินทรัพย์ การลงทุนระดับประเทศ การลงทุนในธีมต่างๆ และการลงทุนในแพลตฟอร์ม”

ที่สำคัญคือการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ต่างๆ มากขึ้น ถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับการลงทุนยุคใหม่

เทรนด์ที่เห็นได้ชัดคือ wealth tech ซึ่งเป็นการโคจรมาเจอกันระหว่างการลงทุนรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ อย่างหุ้นผสมกับ
คริปโทเคอเรนซี ทำให้เห็นความร่วมมือพร้อมๆ กับการแข่งขันของผู้ประกอบการฟินเทค-สตาร์ทอัป และสถาบันการเงิน

สินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าในอนาคต

นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ให้ข้อมูลว่า แพลตฟอร์ม Bitkub มีลูกค้า 2.4 ล้านราย เป็นลูกค้าที่ซื้อขายต่อเนื่องประมาณ 1 ล้าน คิดเป็น 50% ของนักลงทุนทั้งหมด และมียอดเทรดตั้งแต่ 8,000 บาท ถึง 1.2 หมื่นล้านบาทต่อวัน

นายจิรายุสกล่าวว่า บริษัทจดทะเบียนหลายรายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็สนใจการลงทุนในดิจิทัลมากขึ้น มีบริษัทมาเปิดบัญชีประเภท corporate account เพื่อจะซื้อ Bitcoin เป็นทรัพย์สิน รวมถึงมีสถาบันการเงินเข้ามาในวงการนี้มากขึ้น แม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังออกสกุลเงินดิจิทัลบาท (CBDC) ซึ่งจะเปิดตัวในไตรมาส 1/2565 นอกจากนี้ประเทศจีนได้มีการออกดิจิทัลหยวนมาใช้แล้วในบางพื้นที่ อเมริกาก็กำลังคุยถึงเรื่องการออกดิจิทัลดอลลาร์ ทำให้เห็นว่าการลงทุนในดิจิทัลเป็นที่นิยมอย่างมาก

นายจิรายุสอธิบายว่า การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลเช่น คริปโทเคอเรนซี เป็นรูปแบบ internet protocol คือตัวกลางบนคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์ที่คนทั่วโลกเข้าถึงได้

“20 ปีแรกเราลงทุนในหุ้นที่ทำแอปพลิเคชั่น Facebook, Google แต่สิ่งที่ผมจะบอกคือ สิ่งที่จะมีมูลค่าในอนาคตคือโปรโตคอล ไม่ใช่แอปพลิเคชัน โปรโตคอลคือภาษากลางในโลกอินเทอร์เน็ต ทำให้คนไม่รู้จักมาร่วมกันได้ อย่าง Bitcoin เป็นโปรโตคอลหนึ่งให้คนสามารถโอนเงินได้ หรือเหรียญ Ethereum ก็เป็นโปรโตคอล แต่เราอยู่ในยุคที่โปรโตคอลมีจำกัด ลองคิดดูว่าอะไรจะมีมูลค่ามากกว่ากันระหว่างแอปพลิเคชั่นหรือโปรโตคอล เป็นเหตุผลที่ทำให้วงการคริปโทเคอเรนซีโตเร็วมากๆ”

“ผมคิดว่าอีก 5 ปีข้างหน้าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เร็วมาก ในวงการธนาคารและการลงทุน ยุคที่แล้วเราลงทุนได้แค่ทองคำ หุ้น ตราสารหนี้ แต่อีก 5-10 ปีข้างหน้าเราจะลงทุนทุกอย่างได้เลย เป็นดิจิทัลเพชร ทอง คอนโด ทุกคนจะเป็นเจ้าของร่วมกัน เหมือนคอนโดหนึ่งห้อง 5 ล้านบาท ถ้าผมมีเงิน 500,000 บาทก็เป็นเจ้าของ 1 ส่วน 10”

นอกจากบริษัทที่ต้องการระดมทุนจะมีทางเลือก ด้วย Financial Engineering ซึ่งเป็นการระดมทุนแบบใหม่ คือการระดมทุนแบบ ICO (Initial Coin Offering) เสนอขายดิจิทัลโทเคน (digital token) แทนการใช้วิธี IPO หุ้นกู้และตราสารหนี้

“โซเชียลมีเดีย, DeFi, Internet Protocal และคริปโทเคอเรนซี ผมคอนเฟิร์มได้ว่ามาแน่นอน เพราะเป็นสภาพแวดล้อมระบบเปิด คนสามารถย้ายแพลตฟอร์มได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับเน็ตเวิร์ก ยิ่งใหญ่ยิ่งมีมูลค่า ถ้ามี Bitcoin แค่ 21 ล้านแต่คนใช้มากขึ้นทุกปี คนโอนเงินข้ามประเทศมากขึ้น ก็คือดีมานด์ที่ใหญ่ขึ้น”

นายจิรายุสแนะนำว่า “ไม่ควรมองสิ่งใหม่ในมุมมองสิ่งเก่า ควรมีการเรียนรู้ตลอดเวลา โลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็ว ดังนั้นก่อนเข้าวงการคริปโทเคอเรนซีจะต้องมีความเข้าใจก่อน ไม่ต้องรีบเปิดบัญชี ที่สำคัญคือเข้าใจว่า ราคาลง 20% เป็นเรื่องปกติสำหรับวงการนี้”

DeFi นวัตกรรมลดพึ่งพาตัวกลาง

นายกานต์นิธิ ทองธนากุล กล่าวถึง ระบบการเงินรูปแบบใหม่คือ DeFi (Decentralized Finance) หรือระบบการเงินไร้ศูนย์กลางเป็นนวัตกรรมใหม่ที่เข้ามาแก้ปัญหาความเชื่อใจไว้วางใจกันในมนุษย์ เพราะ DeFi เป็นระบบการเงินที่มนุษยชาติทั้งโลกมีส่วนร่วมในระบบนี้ สามารถสร้างความเชื่อใจกันได้โดยไม่จำเป็นเช็คข้อมูลส่วนบุคคล เพียงใช้แค่เทคโนโลยี blockchain เป็นตัวขับเคลื่อน แพลตฟอร์มทางการเงิน

ระบบการเงินเดิมคนจะคุ้นเคยกับการฝากเงินในธนาคาร หรือเอาของไปให้โรงรับจำนำ แต่ DeFi เป็นระบบที่ใช้บล็อกเชนแทนตัวกลางเดิม และเปิดให้คนบนโลกเข้ามามีส่วนร่วมโดยมีกระเป๋าคริปโตเคอเรนซี

นายกานต์นิธิมองว่า “ในอีก 5-10 ปี แพลตฟอร์ม DeFi จะเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน” โดยข้อมูลเดือนกันยายน 2563 มีผู้ใช้งาน DeFi ประมาณ 500,000 คน แต่ในเดือนกันยายน 2564 ผู้ใช้งานเพิ่มเป็น 10 ล้านคน เติบโต 20 เท่าภายในเวลาเพียง 1 ปี และเม็ดเงินที่หมุนเวียนในระบบ DeFi ในเดือนกันยายน 2564 อยู่ที่ 1.5 แสนล้านดอลลาร์ เติบโตกว่า 3,000 เท่าเมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งอยู่ที่ราว 50 ล้านดอลลาร์

พัฒนาการของระบบ decentralized รวมไปถึงระบบแลกเปลี่ยนที่เปิดให้คนทั้งโลกมาฝากสินทรัพย์เข้าไปในระบบ แล้วได้ส่วนแบ่งเป็นค่าธรรมเนียม ช่วยดึงดูดนักลงทุนทั่วโลก รวมถึง Decentralized Insurance ที่จะจับคู่คนซื้อและคนขายประกันภัยให้มาเจอกัน แม้แต่แพลตฟอร์ม NFT (Non-Fungible Token) ซึ่งเปรียบเสมือนมาร์เก็ตเพลสซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และให้คนแสดงสิทธิความเป็นเจ้าของสินทรัพย์เหล่านั้น

นายกานต์นิธิกล่าวอีกว่า การลงทุนแบบ Yield Farming คือการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปฝากในระบบเพื่อให้ระบบเกิดสภาพคล่องหรือปล่อยกู้ คล้ายกับแนวคิดการกินดอกเบี้ยธนาคาร แต่ข้อแตกต่างคือการใช้คริปโทเคอเรนซีททนเงินสด

จากประสบการณ์การลงทุน นายกานต์นิธิแนะนำว่าการลงทุนใน DeFi ต้องพิจารณา 5 เรื่อง คือ
1. แพลตฟอร์ม DeFi ทำงานบนบล็อกเชนซึ่งเป็นข้อมูลสาธารณะที่ใครก็ตามสามารถเข้าไปอ่านและเช็คจำนวนเงินหมุนเวียนในแพลตฟอร์ม ทำให้พิจารณาได้ว่ายิ่งมีเงินฝากหมุนเวียนมากเท่าไร แสดงว่าผู้ใช้งานจะต้องมีความเชื่อมั่นในความปลอดภัยมากขึ้น
2. ระยะเวลาเปิดให้บริการบนแพลตฟอร์ม บางแพลตฟอร์มเขียนโค้ดวันเดียวก็ทำได้ แต่จะไม่เป็นแพลตฟอร์มที่มีคุณภาพ ดังนั้นควรลงทุนในแพลตฟอร์มที่เปิดมาอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปีขึ้นไป
3. การออดิตบนแพลตฟอร์ม (audit) เป็นตัวชี้วัดความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม เนื่องจากคนทั่วไปอ่านโค้ดไม่เป็น ทำให้เราต้องเข้าไปเช็คในเว็บไซต์ของบริษัทรับตรวจสอบจากรายงานว่ามีแพลตฟอร์มนั้นๆ มีช่องโหว่หรือไม่
4. เครดิตจากเจ้าของแพลตฟอร์ม ชื่อเสียงของคนสร้างแพลตฟอร์มนั้นๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าธนาคารประกาศสร้างแพลตฟอร์มก็จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่ารายอื่นๆ
5. เหรียญโทเคนประจำแพลตฟอร์ม เปรียบเสมือนหุ้นในบริษัทที่มีหน้าที่กำกับดูแลแพลตฟอร์ม และเหรียญเหล่านั้นจะถูกส่งไปแพลตฟอร์มอื่นๆ ด้วย ดังนั้น นักลงทุนสามารถประเมินได้ว่าแพลตฟอร์มใดที่มีเหรียญโทเคนของแพลตฟอร์มอื่นๆ แสดงว่าต้องผ่านการตรวจสอบมาระดับหนึ่ง

ท้ายที่สุด นายกานต์นิธิบอกว่า DeFi เป็นแพลตฟอร์มที่ยังไม่มีหน่วยงานมากำกับดูแล อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อนักลงทุนแม้ว่าจะมีนักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจ

“ดังนั้นนักลงทุนต้องรู้ว่าไม่มีอะไรปลอดภัย 100% DeFi ยังต้องการเวลาพิสูจน์ตัวเองเรื่องความปลอดภัย เช่นเดียวกับ Bitcoin ที่กว่าจะได้ความเชื่อมั่นจากคนทั้งโลก ต้องผ่านระยะเวลามาเกินกว่าสิบปี คนจึงจะเชื่อมั่นว่าคริปโทเคอเรนซีมีคุณค่าจริง”

[NEW] โรโบเวลธ์ผุดเทคโนโลยี ช่วยลูกค้าใหม่เปิดบัญชีลงทุนง่ายสะดวกทุกที่ทุกเวลา – Robowealth | ชลเดช เขมะรัตนา – POLLICELEE

นายชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท โรโบเวลธ์กรุ๊ป จำกัด ผู้นำในการให้บริการด้านการลงทุนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลหรือ Wealth Tech เผยว่า นับตั้งแต่ภาวะโควิด-19 ระบาดนั้น ผู้คนต่างสนับสนุนแนวคิด Social Distancing กันอย่างแพร่หลาย เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส   โควิด-19 นี้ โรโบเวลธ์จึงได้จัดทีมพัฒนาเร่งด่วน ช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าได้ใช้บริการที่ดีสูงสุดในทุกช่วงเวลา ปั้นเทคโนโลยีเสิร์ฟลูกค้าใหม่ให้การลงทะเบียนเปิดบัญชีง่ายขึ้นผ่านปลายนิ้ว ชูจุดเด่นเสริมสะดวกสบายให้ลูกค้ายุคนิวนอร์มอลทำได้ง่ายทุกที่ทุกเวลา ตอกย้ำจุดยืนที่โรโบเวลธ์มีเป้าหมายในการส่งเสริมให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการลงทุนได้อย่างทั่วถึง

สำหรับลูกค้าใหม่ที่จะลงทะเบียนเพื่อเปิดบัญชีการลงทุนในผลิตภัณฑ์ภายใต้ โรโบเวล ทั้ง “odini” และ “FinVest” นั้น เราอยู่ในขั้นตอนพัฒนาเพื่อเสริมเทคโนโลยีการให้บริการ “เปิดบัญชีลงทุนใหม่” เพื่อให้สอดรับกับยุคนี้ง่ายๆ

เริ่มต้นด้วยเทคโนโลยีที่ 1 คือระบบ OCR  หรือ Optical Character Recognition โดยที่ลูกค้าไม่ต้องกรอกข้อมูลเอง เพียงแค่ใช้ภาพถ่ายหน้าบัตรประชาชน การทำงานของเทคโนโลยี OCR จะดูดข้อความที่อยู่ในภาพถ่ายบัตรประชาชนมากรอกข้อมูลให้กับลูกค้าเองอัตโนมัติ

ส่วนอีก 2 เทคโนโลยีนั้น เป็นระบบการการยืนยันตัวตนที่ถูกพัฒนาขึ้นมาทดแทนการยืนยันตัวตนโดยการเสียบบัตรประชาชนหรือการ Dip Chip ผ่านอุปกรณ์ที่จุดให้บริการ ซึ่งในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 นี้ หลายคนอาจมีความกังวลที่จะต้องออกจากบ้าน โรโบเวลธ์จึงพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถยืนยันตัวตนได้ทุกที่ทุกเวลามา 2 แบบด้วยกัน คือ (1) NFC (Near Field Communication) และ (2) NDID (National Digital ID) โดยลูกค้าสามารถเลือกที่จะใช้ระบบไหนก็ได้ที่ตนเองสะดวกที่สุดในการยืนยันตัวตน ไม่ว่าจะเป็น NFC การยืนยันตัวตนด้วยพาสปอร์ต ก็ทำได้ง่ายเพียงทาบกล้องมือถือลงกับพาสปอร์ตเพื่ออ่านข้อมูล ข้อมูลจะถูกดึงมากรอกลงทะเบียนให้อัตโนมัติ ส่วน NDID การยืนยันตัวตนรูปแบบดิจิทัล โดยระบบจะทำการดึงข้อมูลที่ลูกค้าอนุญาตและให้สิทธิ์เปิดเผยได้กับทางธนาคารมาเป็นการยืนยันตัวตน เพียงเท่านี้ก็สามารถเริ่มลงทุนได้เลย โดยทั้ง 3 ระบบจะทยอยเปิดให้บริการตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 64 นี้ นายชลเดชปิดท้าย

 

Robowealth’s new technology allows new customers to conveniently invest anytime anywhere.

Mr. Chonladet Khemarattana, CEO of Robowealth Group, leader in Wealth Tech and digital investment services, observes that since Covid-19 pandemic started, the people widely adopted social distancing policy. Robowealth has organized a development team to rapidly respond to this, in order to provide our customers with best service at all time. New technologies have been developed to help new customers create investment account more quickly and conveniently through their mobile devices. This further enhanced both customer’s convenience in the “New Normal” age and Robowealth’s objective of making investment easily accessible to all Thai citizens.

For new customers looking to invest via Robowealth, both for “odini” and “FinVest” apps, we have developed supporting technologies to help “Account Opening” process easier during this era of social distancing.

Starting with technology #1 which is OCR (Optical Character Recognition) technology which allows customers to no longer need to manually fill-in their information. Rather, the system uses photo of National ID card upon which the OCR technology would process information from the photo automatically.

Technology #2 #3 are the Identification System of NFC and NDID. These are created as alternatives to the Dip Chip Process (which is the inserting of National ID into a physical terminal) to combat Covid-19 situation where customers prefer to stay home. Robowealth’s newly developed technology provides two options for customers to verify their identity anytime and anywhere, including (1) NFC (Near Field Communication) and (2) NDID (National Digital ID). Customers can choose whichever one is more convenient for them. NFC verifies identity through passport which can be done conveniently by placing customer’s passport on an NFC-enabled mobile device where information will be transferred automatically. NDID is a digital verification system where information are pulled automatically from the data pool of banks that customers used and have provided information to and allowed sharing of this information. Using any of the three systems, which are expected to be available in 3rd quarter of 2021, customers will be ready to start investing easily and safely.


Bangkok FinTech Fair 2021 | ตอบโจทย์ธุรกิจและประชาชนอย่างไร ด้วยการใช้แพลตฟอร์ม [18 ต.ค. 64]


Platform as a Service in the New Decade: ตอบโจทย์ธุรกิจและประชาชนอย่างไร ด้วยการใช้แพลตฟอร์ม
มาร่วมพูดคุยกับผู้มีส่วนออกแบบและพัฒนา platform ขนาดใหญ่ในไทยทั้ง platform ของภาครัฐและ platform ของภาคเอกชน สำหรับบริการในทั้งตลาดเงิน และตลาดทุน รองรับผู้ใช้บริการในวงกว้าง รวมถึงมุมมอง platform แห่งอนาคตที่ไทยควรมี และการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับธุรกรรมทางการเงินในทศวรรษใหม่
ผู้ร่วมเสวนา:
1) คุณสมคิด จิรานันตรัตน์
อดีตที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
2) คุณชลเดช เขมะรัตนา
นายกสมาคมฟินเทคประเทศไทย
ผู้ดำเนินรายการ: คุณศิรัถยา อิศรภักดี
📧ดาวน์โหลดเอกสารประกอบได้ที่ https://bit.ly/2XlFFgg
ช่องทางในการติดตามข่าวสารจากแบงก์ชาติ
Website : https://www.bot.or.th/
Facebook : https://www.facebook.com/bankofthaila…
Twitter : https://twitter.com/bankofthailand
Instagram : https://www.instagram.com/bankofthail…
Line : https://lin.ee/P5xJWV2

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

Bangkok FinTech Fair 2021 | ตอบโจทย์ธุรกิจและประชาชนอย่างไร ด้วยการใช้แพลตฟอร์ม [18 ต.ค. 64]

AI : Next Future in Financial World Event by AppMan (Talk Session) I 30 March 2021 I


Enjoy all content and key takeaways from the AppMan event “AI: Next Future in Financial World” with a video clip of the talk session!
APPMAN HOSTS SEMINAR ON “AI : NEXT FUTURE IN FINANCIAL WORLD” 30 March 2021
In this seminar guest speakers from various organizations in financial industry, e.g, Finance, Fintech, Blockchain, and Mutual Fund Brokerage Securities included: Mr. Korn Chatikavanij KLA Party Leader \u0026 Former Finance Minister of Thailand, Mr. Prinn Panitchpakdi Deputy Leader \u0026 Head of Economic Team, Democrat Party, Mr.Sam Tanskul, Managing Director of Krungsri Finnovate, Mr. Chonladet Khemarattana Robowealth Group CEO and CoFounder, and Mr. Jirayut Srupsrisopa of Bitkub Group CEO and Founder, were sharing direct experiences, case studies and new trends of adopting Artificial Intelligence (AI) in the financial industry.
The event started with a special speech from Mr. Korn Chatikavanij KLA Party Leader \u0026 Former Finance Minister of Thailand stated that the best solution for the reduction of financial transaction costs among smallsized company, small and mediumsized enterprises (SMEs) and citizen is to develop and implement finance tools that combines with technology (FinTech) such as Blockchain, AI and RobotTech. He mentioned as well the 4 main goals of Thai Fintech Association:
1. Financial Access : Everyone has a right and equal opportunity access to financial capital.
2. Financial Cost : Reduced financial cost by adopting technology.
3. Supported Thai Fintech StartUp able to run business in a way of suitable growth.
4. Supported Thai Fintech StartUp open new business opportunity to global stage.

While addressing the gathering by Mr. Prinn Panitchpakdi Deputy Leader \u0026 Head of Economic Team, Democrat Party about the role of artificial intelligence technology or AI towards changing Thai society. AI will be a key assistant in financial operations and supporting the creation of new careers with the use of technology. AI leads a more comfortable lifestyle to society, and helps the nation move to the Thailand 4.0 policy to improve Thailand’s economic progression perfectly.
The seminar proceeded with a panel discussion among guest speakers, agreeing that most companies have adopted AI technology in their business in some way. Throughout the seminar several relevant applications for AI were discussed and the opportunities AI brings to different industries.
นายธนภูมิ เจริญศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท แอพแมน จำกัด และ หนึ่งในสมาชิกสมาคมฟินเทคประเทศไทย จัดงานเสวนา ภายใต้หัวข้อ AI: Next Future in Financial World หรือ เอไอ โลกใบใหม่ ของธุรกิจการเงิน โดยมี นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทอนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นประธานเปิดงานต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ พร้อมทั้งนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรค และทีมเศรษฐกิจใหม่ พรรคประชาธิปัตย์, นายแซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด, นายชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มโรโบเวลธ์ และ นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ให้เกียรติมาแชร์ประสบการณ์ กรณีศึกษา และ อัพเดทเทรนด์ ด้านการปรับใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในหลากหลายกลุ่มธุรกิจ เช่น ฟินเทค (Fintech), บล็อกเชน (Blockchain), กิจกรรมนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (Mutual Fund Brokerage Securities) และ สินเชื่อ (Finance) เป็นต้น
ภายในงานแบ่งออกเป็นปาฐกถาพิเศษจาก นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเรื่องการพัฒนา และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเงิน (Fintech) อาทิ Blockchain, AI หรือ RobotTech เพื่อแก้ปัญหาต้นทุนธุรกรรมการเงินที่ดีที่สุดในบริษัทขนาดเล็ก,เอสเอ็มอี และ ประชาชนทั่วไป พร้อมเปิดเผยเป้าหมายสำคัญ 4 ข้อ ของสมาคมฟินเทคประเทศไทย ดังนี้
1. Financial Access ทุกคนมีความเสมอภาคต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
2. Financial Cost การลดต้นทุนทางการเงินโดยใช้เทคโนโลยี
3. ส่งเสริม Fintech StartUp ประเทศไทย ให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน
4. ส่งเสริม Fintech ประเทศไทย มีศักยภาพเพียงพอที่จะแข่งขันในตลาดต่างประเทศ

พร้อมทั้งการแสดงวิสัยทัศน์จาก นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรค และทีมเศรษฐกิจใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ เรื่องบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย และสนับสนุนการสร้างอาชีพใหม่ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี ผู้ช่วยสำคัญในการทำธุรกรรมทางการเงินให้ดำเนินชีวิตสะดวกสบายมากขึ้น พร้อมช่วยส่งเสริมประเทศไทยก้าวสู่โมเดล Thailand 4.0โดยสมบูรณ์แบบ
หลังจากนั้นมีการจัดเสวนา แบบ Panel Discussion แสดงให้เห็นถึง AI ถูกนำเข้ามาประยุกต์ใช้ในองค์กรต่างๆ อย่างแพร่หลาย อาทิ
กลุ่มธุรกิจการเงิน การธนาคาร และ สินเชื่อ ใช้ AI ในการตอบคำถามพื้นฐานเสมือนจริงผ่านคอลเซ็นเตอร์ และ ใช้ข้อมูล บิ๊กดาต้า (Big Data) มาวิเคราะห์ และ การคาดการณ์ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ และ การบริการในหลากหลายภาคส่วน เช่น การอนุมัติบัตรเครดิต และ การอนุมัติสินเชื่อ เป็นต้น ผลลัพธ์ที่ได้น่าพอใจอย่างยิ่ง ทำให้ลูกค้าได้รับการบริการที่สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากที่สุด

AI : Next Future in Financial World Event by AppMan (Talk Session) I 30 March 2021 I

odini krush ep. 25 พอร์ต 2 ล้านล้านบาทของประกันสังคม


อัปเดตข่าวสารการเงินผ่าน odini krush season 3 ep.25 พบกับคุณนึก ชลเดช เขมะรัตนา ฟินเทคกูรู และคู่หูสุดหล่อ คุณหลวง พสุ ลิปตพัลลภ นักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และเทคโนโลยี
story 25.1 พอร์ต 2 ล้านล้านบาทของประกันสังคม
story 25.2 LVMH ซื้อหุ้นTIF ดีลไม่จบ
story 25.3 Nikola ควบรวม GM
ติดตามช่องทาง Podcast ได้ที่
Spotify
https://open.spotify.com/show/6k2ECUDmDZjPYJzFDtsi8M
Soundcloud
https://soundcloud.com/odinikrush
Podbean
https://odinikrush.podbean.com
Youtube
https://www.youtube.com/odini
Facebook
https://www.facebook.com/odiniapp

odini krush ep. 25 พอร์ต 2 ล้านล้านบาทของประกันสังคม

ชุดน้ำตาหล่นที่โคราช -แสนสุข แดนดำเนิน|OFFICIAL ALBUM|


อยากโหลดเพลงนี้ กด 888 โทรออก ในระบบ Ais และ Dtac ส่วนระบบ True กด 8888 โทรออก ค่าบริการคิดตามโปรโมชั่นที่ท่านใช้
หรือผ่าน ระบบ itune และ true music
ชุดน้ำตาหล่นที่โคราช แสนสุข แดนดำเนิน
01.น้ำตาหล่นที่โคราช
02.ซากรักวังนารายณ์
03.กลับโคราช
04.ไม่รักแต่คิดถึง
05.ไก่ขันอีกแล้ว
06.จดหมายจากเสือพราน
07.โกรธกันทำไม
08.นักสู้ป.4
09.นางฟ้าเดินดิน
10.เมื่อไหร่จะหยุดรัก
11.รักพี่เสียดายน้อง
12.กลัวเธอลืม
13.แก้วตาที่รัก
14.วันแห่งความเสียใจ

ติดตามข่าวสาร :
http://www.facebook.com/sureentertainment
http://www.twitter.com/sureentertain
http://www.instagram.com/sureentertain
http://www.youtube.com/user/sureofffiicial
http://www.sureentertainment.com
ติดต่องานแสดง : 0895006725 / 0637569915
สั่งซื้อแผ่นเพลงค่าย ชัวร์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์
http://www.lazada.co.th/shopmusic/sureentertainment/

ชุดน้ำตาหล่นที่โคราช -แสนสุข แดนดำเนิน|OFFICIAL ALBUM|

10 ต้นบอนสี หายาก ราคาแพง


10 ต้นบอนสี หายาก ราคาแพง
รีวิว บอนสี หายาก VchaiBlog
วีชัยบล็อก ช่องในแนวไลฟ์สไตน์ ท่องเที่ยว กิจกรรมชีวิต
ชีวิตง่ายๆ สบาย สไตน์ วีชัยบล็อก
กล้องที่ใช้ถ่ายทำคลิป GoPrp7Black และ Canon EOS M50
โปรแกรมที่ใช้ตัดต่อวิดีโอ Adobe Premiere Pro
Facebook Pages https://www.facebook.com/Vchaiblog

10 ต้นบอนสี หายาก  ราคาแพง

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูวิธีอื่นๆGeneral news

ขอบคุณที่รับชมกระทู้ครับ ชลเดช เขมะรัตนา

Leave a Comment