[Update] 19 เทศกาลน่าเที่ยวจากทั่วโลก ที่ต้องเห็นกับตาสักครั้ง | กระทง แปลก ๆ – POLLICELEE

กระทง แปลก ๆ: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

19 เทศกาลน่าเที่ยวจากทั่วโลก ที่ต้องไปเห็นเองกับตาสักครั้ง

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          

ช่วงเทศกาลหรืองานรื่นเริง นอกจากจะสร้างความสุขให้กับผู้คนแล้ว มันยังเป็นเสมือนวันที่ทุกคนจะได้มาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ได้เห็นและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เช่น เทศกาลลอยกระทงหรือเทศกาลสงกรานต์ในบ้านเรา ที่นอกจากคนไทยเราจะได้รับความสุขแล้ว นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ได้มาสัมผัสก็คงจะรู้สึกแบบนั้นเช่นกัน และเพื่อเป็นการเปิดโลกกว้างด้านการท่องเที่ยว กระปุกดอทคอมจึงได้รวบรวม 19 เทศกาลน่าเที่ยวทั่วโลก จากเว็บไซต์ distractify มาบอกเล่ากัน ซึ่งแต่ละเทศกาลนั้นควรค่าแก่การไปเห็นกับตาสักครั้งจริง ๆ ค่ะ

1. โฮลี่ เฟสติวัล (Holi (Festival of Colours), Hindu World)

           เทศกาล Holi หรือ Festival of Colours จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในอินเดียและประเทศทั่วโลกที่มีชาวฮินดูอาศัยอยู่ เพื่อเป็นการต้อนรับฤดูใบไม้ผลิและเป็นการเฉลิมฉลองชีวิตใหม่ แม้ว่าจะไม่มีพิธีกรรมทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก แต่ดูเหมือนว่าชาวฮินดูและนักท่องเที่ยวทุกคนจะพร้อมใจกันมาสาดผงสีใส่กันอย่างสนุกสนาน ที่สำคัญมันยังเป็นเทศกาลที่ไม่แบ่งแยกชนชั้นวรรณะกันด้วย นับเป็นอีกหนึ่งสีสันของประเทศอินเดียที่นอกจากจะสร้างความครื้นเครงให้ผู้คนในประเทศแล้ว ยังดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากทีเดียว

2. วินเทอร์ ไลท์ เฟสติวัล, คุนาวะ, ประเทศญี่ปุ่น (Winter Light Festival, Kuwana City, Japan)


3. เวนิสคาร์นิวัล (Carnevale, Venice, Italy)

           ในปี ค.ศ. 1162 เวนิสได้รับชัยชนะจากการสู้รบ ประชาชนจึงได้รวมตัวกันเฉลิมฉลองบริเวณจัตุรัสซานมาร์โค (San Marco Square) กระทั่งทุกวันนี้ที่ได้ถือเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี และมีจุดเด่นที่ขบวนพาเหรดที่ทุกคนในขบวนจะต้องสวมหน้ากากและการแต่งกายที่เต็มไปด้วยสีสัน นับเป็นเทศกาลรื่นเริงในอิตาลีที่จะทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับขบวนพาเหรดสุดตระการตา ดนตรีสด และกิจกรรมต่าง ๆ

4. เทศกาล Up Helly Aa Fire, เชตแลนด์, ประเทศสกอตแลนด์ (Up Helly Aa Fire Festival, Shetland, Scotland)


ภาพจาก

ภาพจาก uphellyaa

           เทศกาล Up Helly Aa Fire เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองการสิ้นสุดเทศกาลคริสต์มาสอย่างยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ยังแฝงไปด้วยการเฉลิมฉลองทางด้านประวัติศาสตร์ด้วย โดยการเฉลิมฉลองจะเริ่มจากการเดินขบวนในช่วงระหว่างวัน ส่วนในช่วงกลางคืนจะมีการจุดคบเพลิงแล้วโยนใส่เรือไวกิ้งจำลอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมาของชาติในสมัยก่อนด้วย

5. เทศกาลปามะเขือเทศ, ประเทศสเปน (La Tomatina, Bunol, Spain)

ภาพจาก Iakov Filimonov / shutterstock.com

           ตามตำนานเล่าว่าในปี ค.ศ. 1945 มีชาวบ้านได้ขว้างปาผักเข้าไปในป่าแต่เกิดพลาดโดนกันเอง จึงกลายเป็นความสนุกสนานกระทั่งเกิดเป็นเทศกาลสำคัญอย่างทุกวันนี้ โดยเทศกาลปามะเขือเทศจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันพุธสุดท้ายของเดือนสิงหาคมที่ Bunol ในเมืองบาเลนเซีย

6. เทศกาลบอลลูนนานาชาติ, เมืองแอลบูเคอร์คี, สหรัฐอเมริกา (Albuquerque International Balloon Festival, USA)

ภาพจาก FloridaStock / shutterstock.com


7. เทศกาลเบิร์นนิ่งแมน, รัฐเนวาดา, สหรัฐอเมริกา (Burning Man, Nevada, USA)

           เทศกาลเบิร์นนิ่งแมนจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีบริเวณที่โล่งกว้างในรัฐเนวาดา ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองด้านความเจริญของศิลปะและวัฒนธรรม โดยจะมีศิลปินได้สร้างรูปปั้นขนาดยักษ์กว่า 12 รูป แต่ละรูปมีความสูงกว่า 100 ฟุตทีเดียว และเมื่อถึงเวลาค่ำคืนขณะที่ดนตรีบรรเลงก็ได้มีการเริ่มจุดไฟเผารูปปั้นเหล่านั้น ซึ่งแต่ละปีจะมีผู้เข้าชมเทศกาลดังกล่าวถึง 50,000 คน

8. เทศกาลลอยโคม, ประเทศจีน (Lantern Festivals, China)

           เทศกาล Lantern มีมาตั้งแต่สมัยโบราณซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันที่ 15 ของเดือนแรกในปฏิทินตามฉบับของจีน ซึ่งแต่เดิมนั้นทั้งชาวจีนและเวียดนามได้ร่วมกันสืบทอดเทศกาลนี้ โดยการปล่อยโคมลอยนับพันบริเวณวัด กระทั่งปัจจุบันมันจะกลายเป็นประเพณียอดฮิตที่นักท่องเที่ยวอยากจะมาเห็นกับตาสักครั้ง ความงดงามของโคมลอยที่ส่องสว่างแข่งกันแสงดาวบนท้องฟ้านับพัน ช่างเป็นภาพที่งดงามเหนือคำบรรยาย อีกทั้งมันยังแฝงไปด้วยความหมายที่สื่อถึงการปล่อยเรื่องไม่ดีในอดีตให้ลอยไปกับโคม แล้วพร้อมที่จะเริ่มชีวิตใหม่ที่สุกสกาวอีกครั้ง

9. เทศกาลการ์มา, ประเทศออสเตรเลีย (Garma Festival – Australia)


           เทศกาลการ์มา จัดโดยชนเผ่า Yolngu ของประเทศออสเตรเลีย โดยได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากทางการ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเทศกาลการ์มาจะเป็นการแสดงการเต้น ขับร้อง ศิลปะ และท่วงท่าการรำธงบนพื้นทราย นอกจากนี้ยังมีการแบ่งปันความรู้และวัฒนธรรมของชนเผ่าด้วย แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถเข้าชมกันได้ทุกคนนะคะ เพราะผู้ที่จะเข้าร่วมงานได้จะต้องเป็นผู้ที่ถูกเชิญเท่านั้น

10. เทศกาลพระอาทิตย์, ประเทศเปรู (Inti Raymi (Festival of the Sun) – Peru)

           ชนเผ่าอินคาได้มีการเดินขบวนพาเหรดเพื่อบูชาเทพแห่งดวงอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นอีกเทศกาลสำคัญของชนเผ่า นอกจากนี้ยังถือเป็นการรำลึกถึงบรรพบุรุษที่ร่วมก่อตั้งชนเผ่าอินคาด้วย ซึ่งคุณจะตื่นตาตื่นใจไปกับการแต่งการตามแบบฉบับของชนเผ่าที่จัดมาแบบเต็ม ๆ และยังมีการแต่งเป็นเทพเจ้าแบบจำลองด้วย

11. เทศกาลหิมะที่ซัปโปะโระ, ประเทศญี่ปุ่น (The Sapporo Snow Festival – Japan)

ภาพจาก shot / shutterstock.com

           เทศกาลหิมะเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 โดยเด็กมัธยมชาวญี่ปุ่นได้ช่วยกันปั้นหิมะจนกลายเป็นประติมากรรมสุดยิ่งใหญ่ที่สวนโอโดะริจนผู้คนให้ความสนใจอย่างมากและมันก็กลายเป็นเทศกาลอันน่าสนใจในเวลาต่อมา แต่ทว่าเทศกาลดังกล่าวก็ได้ถูกระงับไปพักหนึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่หลังจากสงครามสิ้นสุดก็พบว่าเหล่าทหารและประชาชนได้ร่วมกันปั้นและแกะสลักหิมะให้เป็นรูปร่างต่าง ๆ อย่างสนุกสนานและเพิ่มความอลังการมากขึ้นด้วยขนาดและรูปร่างที่สวยงาม และมันก็กลับมาเป็นเทศกาลสุดรื่นเริงอีกครั้งกระทั่งทุกวันนี้

12. เทศกาลช้าง, เมืองชัยปุระ, ประเทศอินเดีย (Elephant Festival, Jaipur, India)

           ช้างถือเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองและเป็นสัตว์สำคัญของประเทศอินเดีย ซึ่งในทุก ๆ ปีก็จะมีการจัดเทศกาลช้างขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม โดยมีการแต่งองค์ทรงเครื่องช้างด้วยผ้าและเครื่องประดับ จากนั้นก็เป็นการเดินขบวนของช้างไปตามจุดต่าง ๆ ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะคุณจะได้หัวเราะไปกับการแข่งขันโปโลน้ำของช้าง การชักกะเย่อ และการแข่งขันอื่น ๆ ด้วย

13. วันแห่งความตาย, ประเทศเม็กซิโก (Day of the Dead – Mexico)

ภาพจาก sunsinger / shutterstock.com

           Dia De Los Muerto หรือวันแห่งความตาย ถือเป็นวันหยุดของชาวเม็กซิกัน ที่ทุกคนจะรวมใจกันอธิษฐานและสวดมนต์ถึงบรรดาครอบครัวหรือเพื่อนที่ล่วงลับให้ไปสู่สุคติ นอกจากนี้ยังมีการเดินขบวนของประชาชนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าและขนนกคล้ายกับอินเดียแดง และมีการเขียนหน้าหรือใส่หน้ากากรูปแบบต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ด้วย

14. ไวท์ ไนท์ เฟสติวัล, เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก, ประเทศรัสเซีย (White Nights Festival – Saint Petersburg, Russia)

ภาพจาก De Visu / shutterstock.com

           ไวท์ ไนท์ เฟสติวัล เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองและระบบคอมมิวนิสต์สิ้นสุดลง โดยจะจัดขึ้นในช่วงฤดูร้อนที่มีปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์เที่ยงคืน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นในบางประเทศของทวีปยุโรป นอกจากนี้คุณยังจะได้เห็นเรือใบสีแดงที่ล่องในแม่น้ำซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของเทศกาล อีกทั้งยังมีการจุดพลุดอกไม้ไฟ และแสงไฟเลเลอร์ที่สาดส่องท่ามกลางแม่น้ำด้วย

15. เทศกาลอิเล็คทริค ฟอเรสต์ มิวสิค เฟสติวัล, มิชิแกน (Electric Forest Music Festival, Rothbury, Michigan)

           Electric Forest Music Festival เป็นเทศกาลที่จะทำให้คุณตื่นตาไปกับแสงไฟหลากสีท่ามกลางป่าไม้ ถือเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมีดนตรีสดให้คุณได้สัมผัสถึงความชิลสุด ๆ แต่จะว่าไปมันก็โรแมนติกไม่เบาเลย ที่สำคัญผู้ที่แวะเวียนมาเที่ยวชมยังได้ทำบุญไปในตัวด้วย เพราะรายได้บางส่วนนั้นเขาจะนำไปบริจาคให้กับหมู่บ้านยากไร้ด้วยค่ะ

16. เทศกาลแกะสลักทรายนานาชาติ, ประเทศโปรตุเกส (International Sand Sculpture Festival, Portugal)

           ถือเป็นการแสดงผลงานการแกะสลักทรายกลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเลย ซึ่งในแต่ละปีจะมีศิลปินกว่า 60 คน ที่ใช้ทรายมากกว่า 35,000 ตัน ในการสร้างสรรค์ประติมากรรมชิ้นเอกให้เป็นรูปร่างรูปทรงต่าง ๆ อย่างงดงาม ไม่ว่าจะเป็น รูปคนดัง, ภาพการ์ตูน, ภาพล้อเลียน, สัตว์ ที่สำคัญยังงดงามและสมจริงสุด ๆ ด้วยนะ

17. เทศกาลป่าฝน เวิลด์ มิวสิค เฟสติวัล, กูชิง, บอร์เนียว (Rainforest World Music Festival, Kuching, Borneo)

           เป็นอีกเทศกาลที่คอดนตรีห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง ที่ซึ่งคุณจะได้สัมผัสกับดนตรีสดหลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็นร็อค, ป๊อบ, แจ๊ส หรืออะคูสติก เรียกว่าเอาใจทุกคอเพลงทุกแนวดนตรีเลย และศิลปินที่มาเล่นก็เป็นศิลปินชื่อดังจากทั่วโลกด้วย ไฮไลท์เด็ดก็คงจะอยู่ที่การได้ผ่อนคลายด้วยเสียงดนตรีท่ามกลางขุนเขาและป่าฝน ได้นั่งจิบเครื่องดื่มเย็น ๆ พร้อมฮัมเพลงไป อะไรจะมีความสุขไปกว่านี้อีก โดยในแต่ละปีจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 30,000 คนทีเดียว

18. เทศกาล Cascamorras, ประเทศสเปน (Cascamorras, Spain)

           Guadix และ Baza เป็นสองเมืองที่ตั้งอยู่ในกรานาดา กล่าวกันว่าเมื่อ 500 กว่าปีก่อนสองเมืองนี้เคยเป็นทั้งมิตรและศัตรู โดย Cascamorras คนงานชาว Guadix ได้เข้าไปขุดพบของล้ำค่าในเมือง Baza และเขาพยายามที่จะนำมันกลับมายังเมืองของตน กระทั่งถูกจับได้และกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตระหว่างสองเมืองในที่สุด หลังจากนั้นไม่นานผู้คนส่วนใหญ่อยากให้ทั้งสองเมืองกลับมาเป็นมิตรกันดังเดิม จึงได้อธิษฐานอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และก็ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากนั้นทั้งสองเมืองก็กลับมารักกันเช่นเดิม และก็ได้จัดเทศกาลรื่นเริงขึ้นโดยการเพ้นท์และสาดหมึกสีดำใส่กันอย่างสนุกสนาน

19. เทศกาลแกลสตันบูรี, ประเทศอังกฤษ (Glastonbury, England)

           แกลสตันบูรี เป็นเทศกาลดนตรีและการแสดงบนผืนหญ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังพบว่าในปี ค.ศ. 2003 มีการบันทึกจำนวนผู้ร่วมงานได้ถึง 135,500 คนเลยทีเดียว นั่นก็เป็นเพราะพวกเขาต้องการชมศิลปินชื่อก้องโลกเล่นสดบนเวทีอย่างวง Arctic Monkeys และวง Rolling Stones นั่นเอง นอกจากนี้ยังมีโชว์ต่าง ๆ ทั้งภาพยนตร์, คณะตลก และการแสดงละครสัตว์ด้วย

          

เรียกว่าแต่ละประเทศหรือแต่ละท้องถิ่นก็มีเทศกาลที่น่าสนใจที่เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสสักครั้ง ซึ่งนอกจากความสนุกสนานที่จะได้รับแล้ว เรายังจะได้เรียนรู้ถึงประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่อของประเทศนั้น ๆ ด้วย และอย่าลืมว่าไม่ว่าเราจะไปแวะเวียนไปท่องเที่ยวที่ใด ก็อย่าลืมที่จะเคารพวัฒนธรรมและความเชื่อของท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วยนะคะ ทั้งนี้ก็เพื่อการเป็นนักท่องเที่ยวที่ดีที่ไม่ว่าจะแวะเวียนไปอีกสักกี่ครั้งพวกเขาก็ยังต้อนรับเราอยู่เสมอ


เทศกาล Holi หรือ Festival of Colours จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในอินเดียและประเทศทั่วโลกที่มีชาวฮินดูอาศัยอยู่ เพื่อเป็นการต้อนรับฤดูใบไม้ผลิและเป็นการเฉลิมฉลองชีวิตใหม่ แม้ว่าจะไม่มีพิธีกรรมทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก แต่ดูเหมือนว่าชาวฮินดูและนักท่องเที่ยวทุกคนจะพร้อมใจกันมาสาดผงสีใส่กันอย่างสนุกสนาน ที่สำคัญมันยังเป็นเทศกาลที่ไม่แบ่งแยกชนชั้นวรรณะกันด้วย นับเป็นอีกหนึ่งสีสันของประเทศอินเดียที่นอกจากจะสร้างความครื้นเครงให้ผู้คนในประเทศแล้ว ยังดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากทีเดียวเทศกาล Winter Light Festival จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่เมืองคุนาวะ จังหวัดมิเอะ ประเทศญี่ปุ่น จุดเด่นอยู่ที่แสงไฟจากหลอดไฟ LED กว่า 7 ล้านดวง ที่ส่องประกายหลากสีสันในสวนพฤกษาศาสตร์ Nabana no Sato ที่สำคัญยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้พลังการแสงอาทิตย์ สมกับเป็นประเทศแห่งเทคโนโลยีจริง ๆ ซึ่งเทศกาล Winter Light Festival จะจัดขึ้นเป็นเวลากว่า 4 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนมีนาคม ใครที่มาญี่ปุ่นก็อย่าลืมแวะเวียนมาเที่ยวกันบ้างนะคะ รับรองว่ามันจะเป็นอีกเทศกาลที่จะทำให้คุณตื่นตาตื่นใจแน่นอนในปี ค.ศ. 1162 เวนิสได้รับชัยชนะจากการสู้รบ ประชาชนจึงได้รวมตัวกันเฉลิมฉลองบริเวณจัตุรัสซานมาร์โค (San Marco Square) กระทั่งทุกวันนี้ที่ได้ถือเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี และมีจุดเด่นที่ขบวนพาเหรดที่ทุกคนในขบวนจะต้องสวมหน้ากากและการแต่งกายที่เต็มไปด้วยสีสัน นับเป็นเทศกาลรื่นเริงในอิตาลีที่จะทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับขบวนพาเหรดสุดตระการตา ดนตรีสด และกิจกรรมต่าง ๆเทศกาล Up Helly Aa Fire เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองการสิ้นสุดเทศกาลคริสต์มาสอย่างยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ยังแฝงไปด้วยการเฉลิมฉลองทางด้านประวัติศาสตร์ด้วย โดยการเฉลิมฉลองจะเริ่มจากการเดินขบวนในช่วงระหว่างวัน ส่วนในช่วงกลางคืนจะมีการจุดคบเพลิงแล้วโยนใส่เรือไวกิ้งจำลอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมาของชาติในสมัยก่อนด้วยตามตำนานเล่าว่าในปี ค.ศ. 1945 มีชาวบ้านได้ขว้างปาผักเข้าไปในป่าแต่เกิดพลาดโดนกันเอง จึงกลายเป็นความสนุกสนานกระทั่งเกิดเป็นเทศกาลสำคัญอย่างทุกวันนี้ โดยเทศกาลปามะเขือเทศจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันพุธสุดท้ายของเดือนสิงหาคมที่ Bunol ในเมืองบาเลนเซียงานรื่นเริงนี้เริ่มครั้งแรกในปี ค.ศ. 1972 ซึ่งเป็นการปล่อยบอลลูน 13 ลูกขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบสถานีวิทยุ 770 AM KOB Radio ซึ่งเป็นที่น่าตื่นใจไปทั่วทั้งเมือง จนกระทั่งมันได้กลายเป็นเทศกาลที่สร้างความบันเทิงให้กับผู้มาเยือนไม่น้อย การได้แชะภาพบอลลูนขนาดใหญ่หลากสีสันจำนวน 750 ลูก ค่อย ๆ ขึ้นสู่ท้องฟ้า ความงดงามตระการตาแบบนี้จะทำให้คุณลืมไปเลยว่า หลังจบงานคุณจะมีอาการปวดเมื่อยต้นคอแน่นอน !!เทศกาลเบิร์นนิ่งแมนจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีบริเวณที่โล่งกว้างในรัฐเนวาดา ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองด้านความเจริญของศิลปะและวัฒนธรรม โดยจะมีศิลปินได้สร้างรูปปั้นขนาดยักษ์กว่า 12 รูป แต่ละรูปมีความสูงกว่า 100 ฟุตทีเดียว และเมื่อถึงเวลาค่ำคืนขณะที่ดนตรีบรรเลงก็ได้มีการเริ่มจุดไฟเผารูปปั้นเหล่านั้น ซึ่งแต่ละปีจะมีผู้เข้าชมเทศกาลดังกล่าวถึง 50,000 คนเทศกาล Lantern มีมาตั้งแต่สมัยโบราณซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันที่ 15 ของเดือนแรกในปฏิทินตามฉบับของจีน ซึ่งแต่เดิมนั้นทั้งชาวจีนและเวียดนามได้ร่วมกันสืบทอดเทศกาลนี้ โดยการปล่อยโคมลอยนับพันบริเวณวัด กระทั่งปัจจุบันมันจะกลายเป็นประเพณียอดฮิตที่นักท่องเที่ยวอยากจะมาเห็นกับตาสักครั้ง ความงดงามของโคมลอยที่ส่องสว่างแข่งกันแสงดาวบนท้องฟ้านับพัน ช่างเป็นภาพที่งดงามเหนือคำบรรยาย อีกทั้งมันยังแฝงไปด้วยความหมายที่สื่อถึงการปล่อยเรื่องไม่ดีในอดีตให้ลอยไปกับโคม แล้วพร้อมที่จะเริ่มชีวิตใหม่ที่สุกสกาวอีกครั้งเทศกาลการ์มา จัดโดยชนเผ่า Yolngu ของประเทศออสเตรเลีย โดยได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากทางการ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเทศกาลการ์มาจะเป็นการแสดงการเต้น ขับร้อง ศิลปะ และท่วงท่าการรำธงบนพื้นทราย นอกจากนี้ยังมีการแบ่งปันความรู้และวัฒนธรรมของชนเผ่าด้วย แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถเข้าชมกันได้ทุกคนนะคะ เพราะผู้ที่จะเข้าร่วมงานได้จะต้องเป็นผู้ที่ถูกเชิญเท่านั้นชนเผ่าอินคาได้มีการเดินขบวนพาเหรดเพื่อบูชาเทพแห่งดวงอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นอีกเทศกาลสำคัญของชนเผ่า นอกจากนี้ยังถือเป็นการรำลึกถึงบรรพบุรุษที่ร่วมก่อตั้งชนเผ่าอินคาด้วย ซึ่งคุณจะตื่นตาตื่นใจไปกับการแต่งการตามแบบฉบับของชนเผ่าที่จัดมาแบบเต็ม ๆ และยังมีการแต่งเป็นเทพเจ้าแบบจำลองด้วยเทศกาลหิมะเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 โดยเด็กมัธยมชาวญี่ปุ่นได้ช่วยกันปั้นหิมะจนกลายเป็นประติมากรรมสุดยิ่งใหญ่ที่สวนโอโดะริจนผู้คนให้ความสนใจอย่างมากและมันก็กลายเป็นเทศกาลอันน่าสนใจในเวลาต่อมา แต่ทว่าเทศกาลดังกล่าวก็ได้ถูกระงับไปพักหนึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่หลังจากสงครามสิ้นสุดก็พบว่าเหล่าทหารและประชาชนได้ร่วมกันปั้นและแกะสลักหิมะให้เป็นรูปร่างต่าง ๆ อย่างสนุกสนานและเพิ่มความอลังการมากขึ้นด้วยขนาดและรูปร่างที่สวยงาม และมันก็กลับมาเป็นเทศกาลสุดรื่นเริงอีกครั้งกระทั่งทุกวันนี้ช้างถือเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองและเป็นสัตว์สำคัญของประเทศอินเดีย ซึ่งในทุก ๆ ปีก็จะมีการจัดเทศกาลช้างขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม โดยมีการแต่งองค์ทรงเครื่องช้างด้วยผ้าและเครื่องประดับ จากนั้นก็เป็นการเดินขบวนของช้างไปตามจุดต่าง ๆ ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะคุณจะได้หัวเราะไปกับการแข่งขันโปโลน้ำของช้าง การชักกะเย่อ และการแข่งขันอื่น ๆ ด้วยDia De Los Muerto หรือวันแห่งความตาย ถือเป็นวันหยุดของชาวเม็กซิกัน ที่ทุกคนจะรวมใจกันอธิษฐานและสวดมนต์ถึงบรรดาครอบครัวหรือเพื่อนที่ล่วงลับให้ไปสู่สุคติ นอกจากนี้ยังมีการเดินขบวนของประชาชนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าและขนนกคล้ายกับอินเดียแดง และมีการเขียนหน้าหรือใส่หน้ากากรูปแบบต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ด้วยไวท์ ไนท์ เฟสติวัล เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองและระบบคอมมิวนิสต์สิ้นสุดลง โดยจะจัดขึ้นในช่วงฤดูร้อนที่มีปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์เที่ยงคืน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นในบางประเทศของทวีปยุโรป นอกจากนี้คุณยังจะได้เห็นเรือใบสีแดงที่ล่องในแม่น้ำซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของเทศกาล อีกทั้งยังมีการจุดพลุดอกไม้ไฟ และแสงไฟเลเลอร์ที่สาดส่องท่ามกลางแม่น้ำด้วยElectric Forest Music Festival เป็นเทศกาลที่จะทำให้คุณตื่นตาไปกับแสงไฟหลากสีท่ามกลางป่าไม้ ถือเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมีดนตรีสดให้คุณได้สัมผัสถึงความชิลสุด ๆ แต่จะว่าไปมันก็โรแมนติกไม่เบาเลย ที่สำคัญผู้ที่แวะเวียนมาเที่ยวชมยังได้ทำบุญไปในตัวด้วย เพราะรายได้บางส่วนนั้นเขาจะนำไปบริจาคให้กับหมู่บ้านยากไร้ด้วยค่ะถือเป็นการแสดงผลงานการแกะสลักทรายกลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเลย ซึ่งในแต่ละปีจะมีศิลปินกว่า 60 คน ที่ใช้ทรายมากกว่า 35,000 ตัน ในการสร้างสรรค์ประติมากรรมชิ้นเอกให้เป็นรูปร่างรูปทรงต่าง ๆ อย่างงดงาม ไม่ว่าจะเป็น รูปคนดัง, ภาพการ์ตูน, ภาพล้อเลียน, สัตว์ ที่สำคัญยังงดงามและสมจริงสุด ๆ ด้วยนะเป็นอีกเทศกาลที่คอดนตรีห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง ที่ซึ่งคุณจะได้สัมผัสกับดนตรีสดหลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็นร็อค, ป๊อบ, แจ๊ส หรืออะคูสติก เรียกว่าเอาใจทุกคอเพลงทุกแนวดนตรีเลย และศิลปินที่มาเล่นก็เป็นศิลปินชื่อดังจากทั่วโลกด้วย ไฮไลท์เด็ดก็คงจะอยู่ที่การได้ผ่อนคลายด้วยเสียงดนตรีท่ามกลางขุนเขาและป่าฝน ได้นั่งจิบเครื่องดื่มเย็น ๆ พร้อมฮัมเพลงไป อะไรจะมีความสุขไปกว่านี้อีก โดยในแต่ละปีจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 30,000 คนทีเดียวGuadix และ Baza เป็นสองเมืองที่ตั้งอยู่ในกรานาดา กล่าวกันว่าเมื่อ 500 กว่าปีก่อนสองเมืองนี้เคยเป็นทั้งมิตรและศัตรู โดย Cascamorras คนงานชาว Guadix ได้เข้าไปขุดพบของล้ำค่าในเมือง Baza และเขาพยายามที่จะนำมันกลับมายังเมืองของตน กระทั่งถูกจับได้และกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตระหว่างสองเมืองในที่สุด หลังจากนั้นไม่นานผู้คนส่วนใหญ่อยากให้ทั้งสองเมืองกลับมาเป็นมิตรกันดังเดิม จึงได้อธิษฐานอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และก็ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากนั้นทั้งสองเมืองก็กลับมารักกันเช่นเดิม และก็ได้จัดเทศกาลรื่นเริงขึ้นโดยการเพ้นท์และสาดหมึกสีดำใส่กันอย่างสนุกสนานแกลสตันบูรี เป็นเทศกาลดนตรีและการแสดงบนผืนหญ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังพบว่าในปี ค.ศ. 2003 มีการบันทึกจำนวนผู้ร่วมงานได้ถึง 135,500 คนเลยทีเดียว นั่นก็เป็นเพราะพวกเขาต้องการชมศิลปินชื่อก้องโลกเล่นสดบนเวทีอย่างวง Arctic Monkeys และวง Rolling Stones นั่นเอง นอกจากนี้ยังมีโชว์ต่าง ๆ ทั้งภาพยนตร์, คณะตลก และการแสดงละครสัตว์ด้วย

[Update] 19 เทศกาลน่าเที่ยวจากทั่วโลก ที่ต้องเห็นกับตาสักครั้ง | กระทง แปลก ๆ – POLLICELEE

19 เทศกาลน่าเที่ยวจากทั่วโลก ที่ต้องไปเห็นเองกับตาสักครั้ง

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          

ช่วงเทศกาลหรืองานรื่นเริง นอกจากจะสร้างความสุขให้กับผู้คนแล้ว มันยังเป็นเสมือนวันที่ทุกคนจะได้มาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ได้เห็นและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เช่น เทศกาลลอยกระทงหรือเทศกาลสงกรานต์ในบ้านเรา ที่นอกจากคนไทยเราจะได้รับความสุขแล้ว นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ได้มาสัมผัสก็คงจะรู้สึกแบบนั้นเช่นกัน และเพื่อเป็นการเปิดโลกกว้างด้านการท่องเที่ยว กระปุกดอทคอมจึงได้รวบรวม 19 เทศกาลน่าเที่ยวทั่วโลก จากเว็บไซต์ distractify มาบอกเล่ากัน ซึ่งแต่ละเทศกาลนั้นควรค่าแก่การไปเห็นกับตาสักครั้งจริง ๆ ค่ะ

1. โฮลี่ เฟสติวัล (Holi (Festival of Colours), Hindu World)

           เทศกาล Holi หรือ Festival of Colours จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในอินเดียและประเทศทั่วโลกที่มีชาวฮินดูอาศัยอยู่ เพื่อเป็นการต้อนรับฤดูใบไม้ผลิและเป็นการเฉลิมฉลองชีวิตใหม่ แม้ว่าจะไม่มีพิธีกรรมทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก แต่ดูเหมือนว่าชาวฮินดูและนักท่องเที่ยวทุกคนจะพร้อมใจกันมาสาดผงสีใส่กันอย่างสนุกสนาน ที่สำคัญมันยังเป็นเทศกาลที่ไม่แบ่งแยกชนชั้นวรรณะกันด้วย นับเป็นอีกหนึ่งสีสันของประเทศอินเดียที่นอกจากจะสร้างความครื้นเครงให้ผู้คนในประเทศแล้ว ยังดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากทีเดียว

2. วินเทอร์ ไลท์ เฟสติวัล, คุนาวะ, ประเทศญี่ปุ่น (Winter Light Festival, Kuwana City, Japan)


3. เวนิสคาร์นิวัล (Carnevale, Venice, Italy)

           ในปี ค.ศ. 1162 เวนิสได้รับชัยชนะจากการสู้รบ ประชาชนจึงได้รวมตัวกันเฉลิมฉลองบริเวณจัตุรัสซานมาร์โค (San Marco Square) กระทั่งทุกวันนี้ที่ได้ถือเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี และมีจุดเด่นที่ขบวนพาเหรดที่ทุกคนในขบวนจะต้องสวมหน้ากากและการแต่งกายที่เต็มไปด้วยสีสัน นับเป็นเทศกาลรื่นเริงในอิตาลีที่จะทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับขบวนพาเหรดสุดตระการตา ดนตรีสด และกิจกรรมต่าง ๆ

4. เทศกาล Up Helly Aa Fire, เชตแลนด์, ประเทศสกอตแลนด์ (Up Helly Aa Fire Festival, Shetland, Scotland)


ภาพจาก

ภาพจาก uphellyaa

           เทศกาล Up Helly Aa Fire เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองการสิ้นสุดเทศกาลคริสต์มาสอย่างยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ยังแฝงไปด้วยการเฉลิมฉลองทางด้านประวัติศาสตร์ด้วย โดยการเฉลิมฉลองจะเริ่มจากการเดินขบวนในช่วงระหว่างวัน ส่วนในช่วงกลางคืนจะมีการจุดคบเพลิงแล้วโยนใส่เรือไวกิ้งจำลอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมาของชาติในสมัยก่อนด้วย

5. เทศกาลปามะเขือเทศ, ประเทศสเปน (La Tomatina, Bunol, Spain)

ภาพจาก Iakov Filimonov / shutterstock.com

           ตามตำนานเล่าว่าในปี ค.ศ. 1945 มีชาวบ้านได้ขว้างปาผักเข้าไปในป่าแต่เกิดพลาดโดนกันเอง จึงกลายเป็นความสนุกสนานกระทั่งเกิดเป็นเทศกาลสำคัญอย่างทุกวันนี้ โดยเทศกาลปามะเขือเทศจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันพุธสุดท้ายของเดือนสิงหาคมที่ Bunol ในเมืองบาเลนเซีย

6. เทศกาลบอลลูนนานาชาติ, เมืองแอลบูเคอร์คี, สหรัฐอเมริกา (Albuquerque International Balloon Festival, USA)

ภาพจาก FloridaStock / shutterstock.com


7. เทศกาลเบิร์นนิ่งแมน, รัฐเนวาดา, สหรัฐอเมริกา (Burning Man, Nevada, USA)

           เทศกาลเบิร์นนิ่งแมนจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีบริเวณที่โล่งกว้างในรัฐเนวาดา ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองด้านความเจริญของศิลปะและวัฒนธรรม โดยจะมีศิลปินได้สร้างรูปปั้นขนาดยักษ์กว่า 12 รูป แต่ละรูปมีความสูงกว่า 100 ฟุตทีเดียว และเมื่อถึงเวลาค่ำคืนขณะที่ดนตรีบรรเลงก็ได้มีการเริ่มจุดไฟเผารูปปั้นเหล่านั้น ซึ่งแต่ละปีจะมีผู้เข้าชมเทศกาลดังกล่าวถึง 50,000 คน

8. เทศกาลลอยโคม, ประเทศจีน (Lantern Festivals, China)

           เทศกาล Lantern มีมาตั้งแต่สมัยโบราณซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันที่ 15 ของเดือนแรกในปฏิทินตามฉบับของจีน ซึ่งแต่เดิมนั้นทั้งชาวจีนและเวียดนามได้ร่วมกันสืบทอดเทศกาลนี้ โดยการปล่อยโคมลอยนับพันบริเวณวัด กระทั่งปัจจุบันมันจะกลายเป็นประเพณียอดฮิตที่นักท่องเที่ยวอยากจะมาเห็นกับตาสักครั้ง ความงดงามของโคมลอยที่ส่องสว่างแข่งกันแสงดาวบนท้องฟ้านับพัน ช่างเป็นภาพที่งดงามเหนือคำบรรยาย อีกทั้งมันยังแฝงไปด้วยความหมายที่สื่อถึงการปล่อยเรื่องไม่ดีในอดีตให้ลอยไปกับโคม แล้วพร้อมที่จะเริ่มชีวิตใหม่ที่สุกสกาวอีกครั้ง

9. เทศกาลการ์มา, ประเทศออสเตรเลีย (Garma Festival – Australia)


           เทศกาลการ์มา จัดโดยชนเผ่า Yolngu ของประเทศออสเตรเลีย โดยได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากทางการ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเทศกาลการ์มาจะเป็นการแสดงการเต้น ขับร้อง ศิลปะ และท่วงท่าการรำธงบนพื้นทราย นอกจากนี้ยังมีการแบ่งปันความรู้และวัฒนธรรมของชนเผ่าด้วย แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถเข้าชมกันได้ทุกคนนะคะ เพราะผู้ที่จะเข้าร่วมงานได้จะต้องเป็นผู้ที่ถูกเชิญเท่านั้น

10. เทศกาลพระอาทิตย์, ประเทศเปรู (Inti Raymi (Festival of the Sun) – Peru)

           ชนเผ่าอินคาได้มีการเดินขบวนพาเหรดเพื่อบูชาเทพแห่งดวงอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นอีกเทศกาลสำคัญของชนเผ่า นอกจากนี้ยังถือเป็นการรำลึกถึงบรรพบุรุษที่ร่วมก่อตั้งชนเผ่าอินคาด้วย ซึ่งคุณจะตื่นตาตื่นใจไปกับการแต่งการตามแบบฉบับของชนเผ่าที่จัดมาแบบเต็ม ๆ และยังมีการแต่งเป็นเทพเจ้าแบบจำลองด้วย

11. เทศกาลหิมะที่ซัปโปะโระ, ประเทศญี่ปุ่น (The Sapporo Snow Festival – Japan)

ภาพจาก shot / shutterstock.com

           เทศกาลหิมะเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 โดยเด็กมัธยมชาวญี่ปุ่นได้ช่วยกันปั้นหิมะจนกลายเป็นประติมากรรมสุดยิ่งใหญ่ที่สวนโอโดะริจนผู้คนให้ความสนใจอย่างมากและมันก็กลายเป็นเทศกาลอันน่าสนใจในเวลาต่อมา แต่ทว่าเทศกาลดังกล่าวก็ได้ถูกระงับไปพักหนึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่หลังจากสงครามสิ้นสุดก็พบว่าเหล่าทหารและประชาชนได้ร่วมกันปั้นและแกะสลักหิมะให้เป็นรูปร่างต่าง ๆ อย่างสนุกสนานและเพิ่มความอลังการมากขึ้นด้วยขนาดและรูปร่างที่สวยงาม และมันก็กลับมาเป็นเทศกาลสุดรื่นเริงอีกครั้งกระทั่งทุกวันนี้

12. เทศกาลช้าง, เมืองชัยปุระ, ประเทศอินเดีย (Elephant Festival, Jaipur, India)

           ช้างถือเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองและเป็นสัตว์สำคัญของประเทศอินเดีย ซึ่งในทุก ๆ ปีก็จะมีการจัดเทศกาลช้างขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม โดยมีการแต่งองค์ทรงเครื่องช้างด้วยผ้าและเครื่องประดับ จากนั้นก็เป็นการเดินขบวนของช้างไปตามจุดต่าง ๆ ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะคุณจะได้หัวเราะไปกับการแข่งขันโปโลน้ำของช้าง การชักกะเย่อ และการแข่งขันอื่น ๆ ด้วย

13. วันแห่งความตาย, ประเทศเม็กซิโก (Day of the Dead – Mexico)

ภาพจาก sunsinger / shutterstock.com

           Dia De Los Muerto หรือวันแห่งความตาย ถือเป็นวันหยุดของชาวเม็กซิกัน ที่ทุกคนจะรวมใจกันอธิษฐานและสวดมนต์ถึงบรรดาครอบครัวหรือเพื่อนที่ล่วงลับให้ไปสู่สุคติ นอกจากนี้ยังมีการเดินขบวนของประชาชนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าและขนนกคล้ายกับอินเดียแดง และมีการเขียนหน้าหรือใส่หน้ากากรูปแบบต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ด้วย

14. ไวท์ ไนท์ เฟสติวัล, เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก, ประเทศรัสเซีย (White Nights Festival – Saint Petersburg, Russia)

ภาพจาก De Visu / shutterstock.com

           ไวท์ ไนท์ เฟสติวัล เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองและระบบคอมมิวนิสต์สิ้นสุดลง โดยจะจัดขึ้นในช่วงฤดูร้อนที่มีปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์เที่ยงคืน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นในบางประเทศของทวีปยุโรป นอกจากนี้คุณยังจะได้เห็นเรือใบสีแดงที่ล่องในแม่น้ำซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของเทศกาล อีกทั้งยังมีการจุดพลุดอกไม้ไฟ และแสงไฟเลเลอร์ที่สาดส่องท่ามกลางแม่น้ำด้วย

15. เทศกาลอิเล็คทริค ฟอเรสต์ มิวสิค เฟสติวัล, มิชิแกน (Electric Forest Music Festival, Rothbury, Michigan)

           Electric Forest Music Festival เป็นเทศกาลที่จะทำให้คุณตื่นตาไปกับแสงไฟหลากสีท่ามกลางป่าไม้ ถือเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมีดนตรีสดให้คุณได้สัมผัสถึงความชิลสุด ๆ แต่จะว่าไปมันก็โรแมนติกไม่เบาเลย ที่สำคัญผู้ที่แวะเวียนมาเที่ยวชมยังได้ทำบุญไปในตัวด้วย เพราะรายได้บางส่วนนั้นเขาจะนำไปบริจาคให้กับหมู่บ้านยากไร้ด้วยค่ะ

16. เทศกาลแกะสลักทรายนานาชาติ, ประเทศโปรตุเกส (International Sand Sculpture Festival, Portugal)

           ถือเป็นการแสดงผลงานการแกะสลักทรายกลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเลย ซึ่งในแต่ละปีจะมีศิลปินกว่า 60 คน ที่ใช้ทรายมากกว่า 35,000 ตัน ในการสร้างสรรค์ประติมากรรมชิ้นเอกให้เป็นรูปร่างรูปทรงต่าง ๆ อย่างงดงาม ไม่ว่าจะเป็น รูปคนดัง, ภาพการ์ตูน, ภาพล้อเลียน, สัตว์ ที่สำคัญยังงดงามและสมจริงสุด ๆ ด้วยนะ

17. เทศกาลป่าฝน เวิลด์ มิวสิค เฟสติวัล, กูชิง, บอร์เนียว (Rainforest World Music Festival, Kuching, Borneo)

           เป็นอีกเทศกาลที่คอดนตรีห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง ที่ซึ่งคุณจะได้สัมผัสกับดนตรีสดหลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็นร็อค, ป๊อบ, แจ๊ส หรืออะคูสติก เรียกว่าเอาใจทุกคอเพลงทุกแนวดนตรีเลย และศิลปินที่มาเล่นก็เป็นศิลปินชื่อดังจากทั่วโลกด้วย ไฮไลท์เด็ดก็คงจะอยู่ที่การได้ผ่อนคลายด้วยเสียงดนตรีท่ามกลางขุนเขาและป่าฝน ได้นั่งจิบเครื่องดื่มเย็น ๆ พร้อมฮัมเพลงไป อะไรจะมีความสุขไปกว่านี้อีก โดยในแต่ละปีจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 30,000 คนทีเดียว

18. เทศกาล Cascamorras, ประเทศสเปน (Cascamorras, Spain)

           Guadix และ Baza เป็นสองเมืองที่ตั้งอยู่ในกรานาดา กล่าวกันว่าเมื่อ 500 กว่าปีก่อนสองเมืองนี้เคยเป็นทั้งมิตรและศัตรู โดย Cascamorras คนงานชาว Guadix ได้เข้าไปขุดพบของล้ำค่าในเมือง Baza และเขาพยายามที่จะนำมันกลับมายังเมืองของตน กระทั่งถูกจับได้และกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตระหว่างสองเมืองในที่สุด หลังจากนั้นไม่นานผู้คนส่วนใหญ่อยากให้ทั้งสองเมืองกลับมาเป็นมิตรกันดังเดิม จึงได้อธิษฐานอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และก็ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากนั้นทั้งสองเมืองก็กลับมารักกันเช่นเดิม และก็ได้จัดเทศกาลรื่นเริงขึ้นโดยการเพ้นท์และสาดหมึกสีดำใส่กันอย่างสนุกสนาน

19. เทศกาลแกลสตันบูรี, ประเทศอังกฤษ (Glastonbury, England)

           แกลสตันบูรี เป็นเทศกาลดนตรีและการแสดงบนผืนหญ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังพบว่าในปี ค.ศ. 2003 มีการบันทึกจำนวนผู้ร่วมงานได้ถึง 135,500 คนเลยทีเดียว นั่นก็เป็นเพราะพวกเขาต้องการชมศิลปินชื่อก้องโลกเล่นสดบนเวทีอย่างวง Arctic Monkeys และวง Rolling Stones นั่นเอง นอกจากนี้ยังมีโชว์ต่าง ๆ ทั้งภาพยนตร์, คณะตลก และการแสดงละครสัตว์ด้วย

          

เรียกว่าแต่ละประเทศหรือแต่ละท้องถิ่นก็มีเทศกาลที่น่าสนใจที่เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสสักครั้ง ซึ่งนอกจากความสนุกสนานที่จะได้รับแล้ว เรายังจะได้เรียนรู้ถึงประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่อของประเทศนั้น ๆ ด้วย และอย่าลืมว่าไม่ว่าเราจะไปแวะเวียนไปท่องเที่ยวที่ใด ก็อย่าลืมที่จะเคารพวัฒนธรรมและความเชื่อของท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วยนะคะ ทั้งนี้ก็เพื่อการเป็นนักท่องเที่ยวที่ดีที่ไม่ว่าจะแวะเวียนไปอีกสักกี่ครั้งพวกเขาก็ยังต้อนรับเราอยู่เสมอ


เทศกาล Holi หรือ Festival of Colours จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในอินเดียและประเทศทั่วโลกที่มีชาวฮินดูอาศัยอยู่ เพื่อเป็นการต้อนรับฤดูใบไม้ผลิและเป็นการเฉลิมฉลองชีวิตใหม่ แม้ว่าจะไม่มีพิธีกรรมทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก แต่ดูเหมือนว่าชาวฮินดูและนักท่องเที่ยวทุกคนจะพร้อมใจกันมาสาดผงสีใส่กันอย่างสนุกสนาน ที่สำคัญมันยังเป็นเทศกาลที่ไม่แบ่งแยกชนชั้นวรรณะกันด้วย นับเป็นอีกหนึ่งสีสันของประเทศอินเดียที่นอกจากจะสร้างความครื้นเครงให้ผู้คนในประเทศแล้ว ยังดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากทีเดียวเทศกาล Winter Light Festival จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่เมืองคุนาวะ จังหวัดมิเอะ ประเทศญี่ปุ่น จุดเด่นอยู่ที่แสงไฟจากหลอดไฟ LED กว่า 7 ล้านดวง ที่ส่องประกายหลากสีสันในสวนพฤกษาศาสตร์ Nabana no Sato ที่สำคัญยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้พลังการแสงอาทิตย์ สมกับเป็นประเทศแห่งเทคโนโลยีจริง ๆ ซึ่งเทศกาล Winter Light Festival จะจัดขึ้นเป็นเวลากว่า 4 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนมีนาคม ใครที่มาญี่ปุ่นก็อย่าลืมแวะเวียนมาเที่ยวกันบ้างนะคะ รับรองว่ามันจะเป็นอีกเทศกาลที่จะทำให้คุณตื่นตาตื่นใจแน่นอนในปี ค.ศ. 1162 เวนิสได้รับชัยชนะจากการสู้รบ ประชาชนจึงได้รวมตัวกันเฉลิมฉลองบริเวณจัตุรัสซานมาร์โค (San Marco Square) กระทั่งทุกวันนี้ที่ได้ถือเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี และมีจุดเด่นที่ขบวนพาเหรดที่ทุกคนในขบวนจะต้องสวมหน้ากากและการแต่งกายที่เต็มไปด้วยสีสัน นับเป็นเทศกาลรื่นเริงในอิตาลีที่จะทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับขบวนพาเหรดสุดตระการตา ดนตรีสด และกิจกรรมต่าง ๆเทศกาล Up Helly Aa Fire เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองการสิ้นสุดเทศกาลคริสต์มาสอย่างยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ยังแฝงไปด้วยการเฉลิมฉลองทางด้านประวัติศาสตร์ด้วย โดยการเฉลิมฉลองจะเริ่มจากการเดินขบวนในช่วงระหว่างวัน ส่วนในช่วงกลางคืนจะมีการจุดคบเพลิงแล้วโยนใส่เรือไวกิ้งจำลอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมาของชาติในสมัยก่อนด้วยตามตำนานเล่าว่าในปี ค.ศ. 1945 มีชาวบ้านได้ขว้างปาผักเข้าไปในป่าแต่เกิดพลาดโดนกันเอง จึงกลายเป็นความสนุกสนานกระทั่งเกิดเป็นเทศกาลสำคัญอย่างทุกวันนี้ โดยเทศกาลปามะเขือเทศจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันพุธสุดท้ายของเดือนสิงหาคมที่ Bunol ในเมืองบาเลนเซียงานรื่นเริงนี้เริ่มครั้งแรกในปี ค.ศ. 1972 ซึ่งเป็นการปล่อยบอลลูน 13 ลูกขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบสถานีวิทยุ 770 AM KOB Radio ซึ่งเป็นที่น่าตื่นใจไปทั่วทั้งเมือง จนกระทั่งมันได้กลายเป็นเทศกาลที่สร้างความบันเทิงให้กับผู้มาเยือนไม่น้อย การได้แชะภาพบอลลูนขนาดใหญ่หลากสีสันจำนวน 750 ลูก ค่อย ๆ ขึ้นสู่ท้องฟ้า ความงดงามตระการตาแบบนี้จะทำให้คุณลืมไปเลยว่า หลังจบงานคุณจะมีอาการปวดเมื่อยต้นคอแน่นอน !!เทศกาลเบิร์นนิ่งแมนจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีบริเวณที่โล่งกว้างในรัฐเนวาดา ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองด้านความเจริญของศิลปะและวัฒนธรรม โดยจะมีศิลปินได้สร้างรูปปั้นขนาดยักษ์กว่า 12 รูป แต่ละรูปมีความสูงกว่า 100 ฟุตทีเดียว และเมื่อถึงเวลาค่ำคืนขณะที่ดนตรีบรรเลงก็ได้มีการเริ่มจุดไฟเผารูปปั้นเหล่านั้น ซึ่งแต่ละปีจะมีผู้เข้าชมเทศกาลดังกล่าวถึง 50,000 คนเทศกาล Lantern มีมาตั้งแต่สมัยโบราณซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันที่ 15 ของเดือนแรกในปฏิทินตามฉบับของจีน ซึ่งแต่เดิมนั้นทั้งชาวจีนและเวียดนามได้ร่วมกันสืบทอดเทศกาลนี้ โดยการปล่อยโคมลอยนับพันบริเวณวัด กระทั่งปัจจุบันมันจะกลายเป็นประเพณียอดฮิตที่นักท่องเที่ยวอยากจะมาเห็นกับตาสักครั้ง ความงดงามของโคมลอยที่ส่องสว่างแข่งกันแสงดาวบนท้องฟ้านับพัน ช่างเป็นภาพที่งดงามเหนือคำบรรยาย อีกทั้งมันยังแฝงไปด้วยความหมายที่สื่อถึงการปล่อยเรื่องไม่ดีในอดีตให้ลอยไปกับโคม แล้วพร้อมที่จะเริ่มชีวิตใหม่ที่สุกสกาวอีกครั้งเทศกาลการ์มา จัดโดยชนเผ่า Yolngu ของประเทศออสเตรเลีย โดยได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากทางการ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเทศกาลการ์มาจะเป็นการแสดงการเต้น ขับร้อง ศิลปะ และท่วงท่าการรำธงบนพื้นทราย นอกจากนี้ยังมีการแบ่งปันความรู้และวัฒนธรรมของชนเผ่าด้วย แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถเข้าชมกันได้ทุกคนนะคะ เพราะผู้ที่จะเข้าร่วมงานได้จะต้องเป็นผู้ที่ถูกเชิญเท่านั้นชนเผ่าอินคาได้มีการเดินขบวนพาเหรดเพื่อบูชาเทพแห่งดวงอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นอีกเทศกาลสำคัญของชนเผ่า นอกจากนี้ยังถือเป็นการรำลึกถึงบรรพบุรุษที่ร่วมก่อตั้งชนเผ่าอินคาด้วย ซึ่งคุณจะตื่นตาตื่นใจไปกับการแต่งการตามแบบฉบับของชนเผ่าที่จัดมาแบบเต็ม ๆ และยังมีการแต่งเป็นเทพเจ้าแบบจำลองด้วยเทศกาลหิมะเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 โดยเด็กมัธยมชาวญี่ปุ่นได้ช่วยกันปั้นหิมะจนกลายเป็นประติมากรรมสุดยิ่งใหญ่ที่สวนโอโดะริจนผู้คนให้ความสนใจอย่างมากและมันก็กลายเป็นเทศกาลอันน่าสนใจในเวลาต่อมา แต่ทว่าเทศกาลดังกล่าวก็ได้ถูกระงับไปพักหนึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่หลังจากสงครามสิ้นสุดก็พบว่าเหล่าทหารและประชาชนได้ร่วมกันปั้นและแกะสลักหิมะให้เป็นรูปร่างต่าง ๆ อย่างสนุกสนานและเพิ่มความอลังการมากขึ้นด้วยขนาดและรูปร่างที่สวยงาม และมันก็กลับมาเป็นเทศกาลสุดรื่นเริงอีกครั้งกระทั่งทุกวันนี้ช้างถือเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองและเป็นสัตว์สำคัญของประเทศอินเดีย ซึ่งในทุก ๆ ปีก็จะมีการจัดเทศกาลช้างขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม โดยมีการแต่งองค์ทรงเครื่องช้างด้วยผ้าและเครื่องประดับ จากนั้นก็เป็นการเดินขบวนของช้างไปตามจุดต่าง ๆ ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะคุณจะได้หัวเราะไปกับการแข่งขันโปโลน้ำของช้าง การชักกะเย่อ และการแข่งขันอื่น ๆ ด้วยDia De Los Muerto หรือวันแห่งความตาย ถือเป็นวันหยุดของชาวเม็กซิกัน ที่ทุกคนจะรวมใจกันอธิษฐานและสวดมนต์ถึงบรรดาครอบครัวหรือเพื่อนที่ล่วงลับให้ไปสู่สุคติ นอกจากนี้ยังมีการเดินขบวนของประชาชนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าและขนนกคล้ายกับอินเดียแดง และมีการเขียนหน้าหรือใส่หน้ากากรูปแบบต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ด้วยไวท์ ไนท์ เฟสติวัล เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองและระบบคอมมิวนิสต์สิ้นสุดลง โดยจะจัดขึ้นในช่วงฤดูร้อนที่มีปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์เที่ยงคืน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นในบางประเทศของทวีปยุโรป นอกจากนี้คุณยังจะได้เห็นเรือใบสีแดงที่ล่องในแม่น้ำซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของเทศกาล อีกทั้งยังมีการจุดพลุดอกไม้ไฟ และแสงไฟเลเลอร์ที่สาดส่องท่ามกลางแม่น้ำด้วยElectric Forest Music Festival เป็นเทศกาลที่จะทำให้คุณตื่นตาไปกับแสงไฟหลากสีท่ามกลางป่าไม้ ถือเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมีดนตรีสดให้คุณได้สัมผัสถึงความชิลสุด ๆ แต่จะว่าไปมันก็โรแมนติกไม่เบาเลย ที่สำคัญผู้ที่แวะเวียนมาเที่ยวชมยังได้ทำบุญไปในตัวด้วย เพราะรายได้บางส่วนนั้นเขาจะนำไปบริจาคให้กับหมู่บ้านยากไร้ด้วยค่ะถือเป็นการแสดงผลงานการแกะสลักทรายกลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเลย ซึ่งในแต่ละปีจะมีศิลปินกว่า 60 คน ที่ใช้ทรายมากกว่า 35,000 ตัน ในการสร้างสรรค์ประติมากรรมชิ้นเอกให้เป็นรูปร่างรูปทรงต่าง ๆ อย่างงดงาม ไม่ว่าจะเป็น รูปคนดัง, ภาพการ์ตูน, ภาพล้อเลียน, สัตว์ ที่สำคัญยังงดงามและสมจริงสุด ๆ ด้วยนะเป็นอีกเทศกาลที่คอดนตรีห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง ที่ซึ่งคุณจะได้สัมผัสกับดนตรีสดหลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็นร็อค, ป๊อบ, แจ๊ส หรืออะคูสติก เรียกว่าเอาใจทุกคอเพลงทุกแนวดนตรีเลย และศิลปินที่มาเล่นก็เป็นศิลปินชื่อดังจากทั่วโลกด้วย ไฮไลท์เด็ดก็คงจะอยู่ที่การได้ผ่อนคลายด้วยเสียงดนตรีท่ามกลางขุนเขาและป่าฝน ได้นั่งจิบเครื่องดื่มเย็น ๆ พร้อมฮัมเพลงไป อะไรจะมีความสุขไปกว่านี้อีก โดยในแต่ละปีจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 30,000 คนทีเดียวGuadix และ Baza เป็นสองเมืองที่ตั้งอยู่ในกรานาดา กล่าวกันว่าเมื่อ 500 กว่าปีก่อนสองเมืองนี้เคยเป็นทั้งมิตรและศัตรู โดย Cascamorras คนงานชาว Guadix ได้เข้าไปขุดพบของล้ำค่าในเมือง Baza และเขาพยายามที่จะนำมันกลับมายังเมืองของตน กระทั่งถูกจับได้และกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตระหว่างสองเมืองในที่สุด หลังจากนั้นไม่นานผู้คนส่วนใหญ่อยากให้ทั้งสองเมืองกลับมาเป็นมิตรกันดังเดิม จึงได้อธิษฐานอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และก็ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากนั้นทั้งสองเมืองก็กลับมารักกันเช่นเดิม และก็ได้จัดเทศกาลรื่นเริงขึ้นโดยการเพ้นท์และสาดหมึกสีดำใส่กันอย่างสนุกสนานแกลสตันบูรี เป็นเทศกาลดนตรีและการแสดงบนผืนหญ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังพบว่าในปี ค.ศ. 2003 มีการบันทึกจำนวนผู้ร่วมงานได้ถึง 135,500 คนเลยทีเดียว นั่นก็เป็นเพราะพวกเขาต้องการชมศิลปินชื่อก้องโลกเล่นสดบนเวทีอย่างวง Arctic Monkeys และวง Rolling Stones นั่นเอง นอกจากนี้ยังมีโชว์ต่าง ๆ ทั้งภาพยนตร์, คณะตลก และการแสดงละครสัตว์ด้วย


กระทง สวยๆทำจากมะละกอ#มือใหม่หัดทำ#แบบที่2


วิธีทำกระทงใบตองพับแบบเล็บครุฑ
แบบกระทงต่างๆประจำปี 2563
เพื่อให้สมาชิกสามารถนำไปดัดแปลงหรือทำตามเพื่อเป็นแบบอย่าง
หรือทำเพื่อลอยเองได้เลยค่ะ
ขอบพระคุณทุกท่านที่เข้าแวะมาเยี่ยมชมค่ะ
ชอบกด Like Share Subscribe เพื่อเป็นกำลังใจในการทำคลิปต่อไปค่ะ
ผิดพลาดประการใด ช่วยกันติชมและเสนอไอเดีย ที่คอมเม้นด้านล่างได้เลยคะ
Amarin amarin อัมรินทร์ อมรินทร์ วิธีทํากระทง วิธีทํากระทงใบเตย วิธีทํากระทงใบตอง วิธีทํากระทงสวยๆ วิธีทํากระทงง่ายๆ วิธีทํากระทงดอกบัว วิธีทํากระทง สวยๆ วิธีทํากระทงใช้ใบตอง วิธีทํากระทงง่าย วิธีทํากระทงง่ายๆสวยๆ วิธีทํากระทงลอย กระทงสวยๆ กระทงสวยงาม กระทงสวยที่สุด กระทงสวยๆ ทําง่าย กระทงสวยๆแปลกๆ กระทงสวยๆพร้อมวิธีทํา กระทงสวยงามพร้อมวิธีทํา ทํากระทง ทํากระทงสวยๆ ทํากระทงใบตอง ทํากระทงใบเตย ทํากระทงง่ายๆ ทํากระทงประกวด ทํากระทงแบบง่ายๆแบบกระทง แบบกระทงใหม่ๆ

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูเพิ่มเติม

กระทง สวยๆทำจากมะละกอ#มือใหม่หัดทำ#แบบที่2

กระทงใบขนุนแบบง่าย เด็กๆก็ทำได้ byฟารีดา💝easy handmade


กระทงง่ายๆ กระทงใบขนุน กระทงใบไม้ กระทงใบตอง กระทงใบเตย

กระทงใบขนุนแบบง่าย เด็กๆก็ทำได้ byฟารีดา💝easy handmade

กระทงแปลกๆ 2018 จะเอาอันไหนดี เลือกไม่ถูก!! | ลอยกระทง | แม่ปูเป้ เฌอแตม Tam Story


ลอยกระทงปีนี้ แม่ปูเป้ พ่อโยเยไปเจอกระทงสุดแปลกมาค่ะ มาดูกันว่าระหว่างกระทงของ พ่อ VS แม่ เฌอแตมจะเลือกของใคร
TamStory แม่ปูเป้ เฌอแตม ลอยกระทง
❤ ติดต่องาน
Mobile: 081 868 4411 (พ่อโยเย)
Mail: yo.chaiyasit@gmail.com
❤❤ ติดตามแม่ปูเป้ได้ที่ ❤❤
► เพจแม่ปูเป้: https://www.facebook.com/Diybycm
► Instagram: https://www.instagram.com/maepoupe

กระทงแปลกๆ 2018 จะเอาอันไหนดี เลือกไม่ถูก!! | ลอยกระทง | แม่ปูเป้ เฌอแตม Tam Story

วิธีทำกระทงจากใบไม้(ใบมะม่วง)


วิธีทำกระทงใบตองพับแบบเล็บครุฑ
แบบกระทงต่างๆประจำปี 2563
เพื่อให้สมาชิกสามารถนำไปดัดแปลงหรือทำตามเพื่อเป็นแบบอย่าง
หรือทำเพื่อลอยเองได้เลยค่ะ
ขอบพระคุณทุกท่านที่เข้าแวะมาเยี่ยมชมค่ะ
ชอบกด Like Share Subscribe เพื่อเป็นกำลังใจในการทำคลิปต่อไปค่ะ
ผิดพลาดประการใด ช่วยกันติชมและเสนอไอเดีย ที่คอมเม้นด้านล่างได้เลยคะ
Amarin amarin อัมรินทร์ อมรินทร์ วิธีทํากระทง วิธีทํากระทงใบเตย วิธีทํากระทงใบตอง วิธีทํากระทงสวยๆ วิธีทํากระทงง่ายๆ วิธีทํากระทงดอกบัว วิธีทํากระทง สวยๆ วิธีทํากระทงใช้ใบตอง วิธีทํากระทงง่าย วิธีทํากระทงง่ายๆสวยๆ วิธีทํากระทงลอย กระทงสวยๆ กระทงสวยงาม กระทงสวยที่สุด กระทงสวยๆ ทําง่าย กระทงสวยๆแปลกๆ กระทงสวยๆพร้อมวิธีทํา กระทงสวยงามพร้อมวิธีทํา ทํากระทง ทํากระทงสวยๆ ทํากระทงใบตอง ทํากระทงใบเตย ทํากระทงง่ายๆ ทํากระทงประกวด ทํากระทงแบบง่ายๆแบบกระทง แบบกระทงใหม่ๆ

วิธีทำกระทงจากใบไม้(ใบมะม่วง)

สอนทำกระทงลอยแบบง่ายๆ \”วัสดุธรรมชาติ\” By.โมรียา Loy kratong Festival of Thailand Handmade


ต้อนรับเทศกาลลอยกระทง ด้วยการทำกระทงแบบง่ายๆ ทำจากวัสดุธรรมชาติ สามารถเปลี่ยนดอกไม้ที่จะนำมาตกแต่งได้ตามใจชอบเลยค่ะ ร่วมกันสืบสานประเพณีแล้วอย่าลืมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติโดยการใช้วัสดุที่ย่อยสลายได้ง่ายด้วยนะคะ ขอให้ทุกคนมีความสุขสนุกสนานกับเทศกาลลอยกระทงค่ะ
กระทง ใบตอง กระทงทำเองง่ายๆ กระทงรักโลก

สอนทำกระทงลอยแบบง่ายๆ  \

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่LEATHER

ขอบคุณที่รับชมกระทู้ครับ กระทง แปลก ๆ

Leave a Comment