[Update] Mariner of the Seas : 4 วัน 3 คืน สิงคโปร์-มาเลเซีย | สิงคโปร์ มาเลเซีย – POLLICELEE

สิงคโปร์ มาเลเซีย: คุณกำลังดูกระทู้

Table of Contents

Mariner of the Seas : 4 วัน 3 คืน สิงคโปร์-มาเลเซีย

สอบถาม/จองทัวร์  โทร : 02 148-1727 ต่อ 21,22 หรือติดต่อ คุณกอล์ฟ 095 485 9797
สอบถามผ่าน Line : http://line.me/ti/p/~singaporefanclub
E-Mail : golf@singaporefanclub.com
website : www.singaporefanclub.com

199เรือสำราญเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวหลายคนใฝ่ฝัน แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ เพราะยังเป็นสิ่งใหม่ในตลาดเมืองไทย เชื่อว่ารีวิวนี้น่าจะเป็นตัวช่วยให้หลายๆ คนตัดสินใจได้เร็วขึ้น สำหรับลุงเด้งป้าไก่ การเดินทางไปกับ Mariner of the Seas ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ยังคงความหรูหรา สะดวกสบายพร้อมมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบทุกสิ่ง

อาหารและเครื่องดื่มพร้อมบริการตลอด 24 ชั่วโมง กิจกรรมเครื่องเล่น สระว่ายน้ำ การแสดงโชว์ โรงละคร โรงภาพยนต์ คาสิโน และเอนเตอร์เทนเมนท์ต่างๆ  ทุกอย่่างฟรี ตลอดการเดินทาง

โปรแกรมการเดินทาง
Day 01  Singapore  เรือออกเดินทาง 4:30 pm (Check-in ได้ตั้งแต่เวลา 11:30 am -3:30 pm)
Day 02  Peneng, Malaysia เรือเทียบท่า เวลา 5:00 pm  /  กลับมาขึ้นเรือก่อนเวลา 11:30
Day 03  ล่องทะเล – กิจกรรมภายในเรือตลอดวัน
Day 04  Singapore เรือจอดที่ท่าเรือเวลา 08:00 (Check-out ตามหมายกำหนดการ)

โปรแกรมเรือสำราญราคาพิเศษ https://goo.gl/wtd7VM

05DAY 01 : โปรแกรมการเดินทาง สิงคโปร์-ปีนัง 4 วัน 3 กับเรือสำราญ Mariner of the Seas ในครั้งนี้ เริ่มต้นที่ Marina Bay Cruise Centre Singapore ตามหมายกำหนดการ ท่าเรือ Marina Bay Cruise Centre Singapore จะเปิดให้ผู้โดยสานทำการ Check-in ได้ตั้งแต่เวลา 11:30 am -3:30 pm

06แนะนำ – เราควรจะต้องถึงท่าเรือไม่เกิน 3:00 pm เพราะต้องผ่านพิธีการ Check-in / โหลดกระเป๋าเดินทางไปในเรือ (หรือจะลากกระเป๋าเดินทางเข้าไปในเรือเองก็ได้) ตามสะดวก / ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง / X-ray กระเป๋า

07Check-in ขั้นตอนนี้สำคัญ เราต้องมารับบัตร Seapass® และพนักงานจะถามว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมบนเรือจะชำระเป็นเงินสด หรือจ่ายผ่านบัตรเครดิต

แนะนำ – เลือกชำระผ่านบัตรเครดิต เพราะวันสุดท้ายก่อนเดินทางออกจากเรือ เราสามารถเดินออกไปได้เลยไม่ต้องมาเคลียร์บัญชีค่าใช้จ่าย ระบบจะทำการตัดบัญชีจากบัตรเครดิตโดยอัตโนมัติ (สะดวกที่สุด)

08ขั้นตอนต่อมาคือ ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง จากนั้นก็เดินเข้าเรือสำราญ Mariner of the Seas

09ก่อนเข้าเรือจะมีด่านสุดท้ายคือ แสกน Seapass® พร้อมกันนั้น จ้าหน้าที่จะเก็บหนังสือเดินทาง (Passport) ของเราไว้ตลอดการเดินทาง และจะคืนให้ในวันสุดท้าย

66

Mariner of the Seas – Royal Caribbean – Spherical Image – RICOH THETA

185ห้องพักของลุงเด้ง ป้าไก่ในทริปนี้คือ Oceanview Stateroom with Balcony (ห้องพักที่มีระเบียง) ออกไปนั่งชมความงามของท้องทะเลได้ตลอดวัน ขนาดของห้องกว้างขวาง แบ่งออกเป็น 2 ส่วน เมือเปิดประตูห้องเข้ามา ห้องน้ำจะอยู่ด้านซ้ายมือ ด้านขวาจะเป็นตู้เสื้อผ้า – ถัดมาจะเป็นส่วนของโซฟาสำหรับ 2 คน โต๊ะกลาง และ โต๊ะทำงาน – จากนั้นจะเป็นส่วนของเตียงนอน (เลือกได้ว่าจะเป็นเตียงเดี่ยว หรือ เตียงคู่) และท้ายสุดจะเป็นระเบียงที่สามารถเดินออกไปชมวิวได้ มีโต๊ะและเก้าอี้สำหรับนั่งชมวิว อุปกรณ์อำนวยความสะดวกภายในห้องพัก ทีวี แอร์ ตู้เย็น โทรศัพท์ ที่เป่าผม ผ้าเช็ดตัว สบู่เหลว แชมพู เครื่องทำน้ำร้อน ชา กาแฟ หมายเหตุ … ภายในห้องพัก และระเบียง ห้ามสูบบุหรี่

215จุดนี้เรามาทำความรู้จักกับบัตร Seapass® กันก่อนครับ บัตรใบนี้ต้องพกติดตัวตลอดเวลาที่อยู่บนเรือนะครับ ข้อมูลที่สำคัญในบัตร DINING ROOM : Top Hat and Tails – ชื่อห้องอาหารค่ำ อยู่ชั้น DK4 (ชั้น 3) SEATING : 08:00 เวลาในการทานอาหารค่ำ TABEL : หมายเลขโต๊ะ 472 หมายเลข B11 คือ บริเวณจุดนัดพบเพื่อทำ Mandatory Guest Assembly Drill และในกรณีฉุกเฉิน ทุกคนจะต้องมารวมตัวกันที่จุดตามหมายเลขบัตร  เราจะทำ Mandatory Guest Assembly Drill 1 ครั้ง ก่อนออกเดินทาง และทุกคนต้องมายังจุดนี้ตามเวลานัดหมาย (เหมือนกันการชมการสาธิต หากเกิดกรณีฉุกเฉินบนเครื่องบิน)

193:30 pm ผู้โดยสารทุกคนควรจะอยู่บนเรือทุกคนแล้ว 4:00 pm ทุกอย่างบนเรือจะหยุดให้บริการ ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญ (ที่สุด) คือ Mandatory Guest Assembly Drill – ผู้โดยสารทุกคน (เน้นว่าทุกคน) จะต้องนำ Seapass® ติดตัว และออกจากห้องพักมารวมตัวกันที่ Deck 4 และ 5 เพื่ออบรมการใช้เสื้อชูชีพ กลุ่มของลุงเด้ง ป้าไก่ ต้องมารวมตัวกันที่ ตำแหน่ง B11 ถ้าเราไม่ทราบกำหนดการ ก็มีพนักงานตรวจสอบแต่ละชั้น และแจ้งให้ไปรวมตัวกัน  หรือถ้าเราอยู่ในห้องก็จะมีพนักงานมาเคาะประตูถึงให้ห้อง ผู้โดยสารทุกคนต้องมารวมตัวกันที่ Deck 4 และ 5 เพื่อรวมตัวและอบรมการใช้เสื้อชูชีพ (ช่วงนี้ห้ามถ่ายรูป ห้ามใช้มือถือ ทุกคนต้องตั้งใจฟัง)

21

Mariner of the Seas – Royal Caribbean – Spherical Image – RICOH THETA

จุดนี้เรามาทำความรู้จักกับบัตร Seapass® กันก่อนครับDINING ROOM : Top Hat and Tails – ชื่อห้องอาหารค่ำ อยู่ชั้น DK4 (ชั้น 3) SEATING : 08:00 เวลาในการทานอาหารค่ำ TABEL : หมายเลขโต๊ะ 472 หมายเลข B11 คือ บริเวณจุดนัดพบเพื่อทำ Mandatory Guest Assembly Drill และในกรณีฉุกเฉิน ทุกคนจะต้องมารวมตัวกันที่จุดตามหมายเลขบัตร เราจะทำ Mandatory Guest Assembly Drill 1 ครั้ง ก่อนออกเดินทาง และทุกคนต้องมายังจุดนี้ตามเวลานัดหมาย (เหมือนกันการชมการสาธิต หากเกิดกรณีฉุกเฉินบนเครื่องบิน)3:30 pm ผู้โดยสารทุกคนควรจะอยู่บนเรือทุกคนแล้ว 4:00 pm ทุกอย่างบนเรือจะหยุดให้บริการ ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญ (ที่สุด) คือ Mandatory Guest Assembly Drill – ผู้โดยสารทุกคน (เน้นว่าทุกคน) จะต้องนำ Seapass® ติดตัว และออกจากห้องพักมารวมตัวกันที่ Deck 4 และ 5 เพื่ออบรมการใช้เสื้อชูชีพ กลุ่มของลุงเด้ง ป้าไก่ ต้องมารวมตัวกันที่ ตำแหน่ง B11 ถ้าเราไม่ทราบกำหนดการ ก็มีพนักงานตรวจสอบแต่ละชั้น และแจ้งให้ไปรวมตัวกัน หรือถ้าเราอยู่ในห้องก็จะมีพนักงานมาเคาะประตูถึงให้ห้อง ผู้โดยสารทุกคนต้องมารวมตัวกันที่ Deck 4 และ 5 เพื่อรวมตัวและอบรมการใช้เสื้อชูชีพ (ช่วงนี้ห้ามถ่ายรูป ห้ามใช้มือถือ ทุกคนต้องตั้งใจฟัง)

4:30 pm เรือเริ่มออกเดินทางอย่างช้าๆ สู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ลุงเด้งป้าไก่ เดินมาที่ดาดฟ้า เพื่อบอกลาสิงคโปร์ พร้อมเดินทางสู่ปีนัง ช่วงเวลาหลังจากนี้คือจุดเริ่มต้นความสุขบนเรือสำราญลำนี้ Mariner of the Seas

23บรรยากาศบนชั้น 11 และ 12 คือสิ่งที่ตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด สระว่ายน้ำ ลานกิจกรรม จุดชมวิว เก้าอี้อาบแดด จอโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่ บางช่วงเวลาจะมี DJ มาเปิดเพลงแดนซ์มันๆ แบบ NONSTOP
ชวนกันมาแดนซ์ให้สุดเหวี่ยงกันไปเลย

22ใครที่ชอบออกกำลังกายตอนเช้า ก็มีลู่วิ่งพร้อมวิวกลางมหาสมุทร บรรยากาศแบบนี้หาได้บนเรือสำราญระดับหรูเท่านั้น

20สระว่ายน้ำส่วนนี้มี 2 จุด และยังมีอ่างจากุซซี่อีก 3 จุด ด้านหลังยังมีสระว่างน้ำอีก 1 แห่ง

200

Mariner of the Seas – Royal Caribbean – Spherical Image – RICOH THETA

จุดเด่นของเรือ Mariner of the Seas คือ Royal Promenade ถนน Shopping ภายในตัวเรือตั้งอยู่ที่ชั้น 5 เป็นถนนที่มีร้านค้าปลอดภาษี และ Cafe Promenade ที่ให้บริการอาหารว่าง แซนวิช พิซซ่า เค้ก คุ๊กกี้ เยลลี่ และอีกหลากหลายชนิดสลับเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามช่วงเวลา พร้อมชากาแฟ ตลอด 24 ชั่วโมง (บริการฟรีตลอดการเดินทาง)

186ตัวอย่างของว่าง ที่ให้บริการ “ฟรี”ตลอด 24 ชั่วโมง – พิซซ่าอร่อยที่สุด – อาหารแต่ละชนิดหมุนเวียนไปตามช่วงเวลา แต่พิซซ่าเป็นเมนูหลักมีตลอดเวลา (สามารถนำไปกินที่ห้องพักได้)

245:00 pm มีการแสดง DreamWork Move It, Move it Parade ที่ Royal Promenade ชั้น 5

41 40ช่วงเย็น : ร้านค้าปลอดภาษีจะเปิดขายของเมื่อเรือแล่นออกไปยังน่านน้ำสากล

42

Mariner of the Seas – Royal Caribbean – Spherical Image – RICOH THETA

ตัวอย่างของว่าง ที่ให้บริการ “ฟรี”ตลอด 24 ชั่วโมง – พิซซ่าอร่อยที่สุด – อาหารแต่ละชนิดหมุนเวียนไปตามช่วงเวลา แต่พิซซ่าเป็นเมนูหลักมีตลอดเวลา (สามารถนำไปกินที่ห้องพักได้)5:00 pm มีการแสดง DreamWork Move It, Move it Parade ที่ Royal Promenade ชั้น 5ช่วงเย็น : ร้านค้าปลอดภาษีจะเปิดขายของเมื่อเรือแล่นออกไปยังน่านน้ำสากล

 ช่วงเวลาอาหารเย็น จะแบ่งเป็น 2 รอบ เนื่องจาก มีผู้โดยสารมากถึง 3000 คน รอบแรก 5:30 pm รอบที่สอง 8:00 pm

43ลุงเด้ง ป้าไก่ ได้รอบ 2 ทุ่ม ตามที่แจ้งไว้ใน Seapass®

187รายการอาหารเย็นเป็นแบบ 3 Course Dinner Menu
ประกอบด้วย อาหารเรียกน้ำย่อย  /  อาหารจานหลัก  / ของหวาน
จากในเมนู ก็มีตัวเลือกมากมายครับ
อาหารเรียกน้ำย่อย มี 6 ตัวเลือก ไม่ว่าจะเป็น สลัด หรือ ซุป
อาหารจานหลัก มี 11 รายการ
ของหวาน 7 ชนิด พร้อมชา กาแฟ

591889:30 pm โชว์วันแรก หลังอาหาร เรามาชม Welcome Aboard Headliner Showtime โชว์ความสามารถในการร้องเพลงของ Tamara Guo (มีเพียง 1 รอบเท่านั้นตลอดการเดินทาง) ห้ามพลาดเด็ดขาว เพราะฉนั้นเราจะต้องดู โปรแกรมต่างๆ ในเอกสาร Cruise Compass ให้ดี

64ก่อนนอนวันนี้ ลุงเด้งป้าไก่ เดินผ่าน Cafe Promenade ที่ให้บริการอาหารว่าง แซนวิช พิซซ่า เค้ก คุ๊กกี้ เยลลี่ พร้อมชากาแฟ ตลอด 24 ชั่วโมง จัดไปพิซซ่าคนละ  1 ชิ้น 555

180อาหารเช้าสำหรับวันพรุ่งนี้ : เราเลือกได้ว่าจะไปกินที่ห้องอาหารแบบบุฟเฟ่ต์นานาชาติ หรือ สั่งอาหารเช้าให้มาเสิร์ฟที่ห้องนอน

ลุงเด้งป้าไก่เลือกให้นำมาเสิร์ฟที่ห้องนอน วิธีการคือให้เรานำใบ “breakfast menu” ที่ให้ไว้ในห้องนอน ระบุช่วงเวลาที่เราต้องหารให้นำอาหารเช้ามาให้ เริ่มตั้งแต่ 6:30 am – 10:00 am จากนั้นก็ทำเครื่องหมายในสิ่งที่เราต้องการเช่น แฮม ใส้กรอก ไข่ ขนมปัง ซีเรียล น้ำผลไม้ ผลไม้ ชา กาแฟ  (จะสั่งอะไร กี่อย่างได้ทั้งหมด จำนวนเท่าไหร่ก็ได้) แต่ก็ควรจะสั่งแต่พออิ่มนะ

หลังจากที่เลือกสิ่งที่เราต้องการได้แล้วก็นำไปแขวนไว้ที่หน้าประตูห้องก่อน ตี 3 จากนั้นจะมีพนักงานมาเก็บเอกสารไปจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นอย่างดี แล้วนำมาเสิร์ฟให้ตามช่วงเวลาที่เรากำหนด

65Goodnight : ราตรีสวัสดิ์ กิจกรรมบนเรือจริงๆ แล้วมีมากกว่ามีรีวิวให้ทราบ ระหว่างวันจะมีกิจกรรมการแสดงเล็กๆ น้อยๆ อยู่ตามชั้นต่างๆ ในแต่ละช่วงเวลา เรียกได้ว่าเราไม่สามารถไปได้ครบทั้งหมด

66Day 02 : วันนี้เราไม่ต้องรีบตื่น เพราะเราได้สั่งอาหารเช้าให้มาเสิร์ฟถึงที่ห้องนอน โปรแกรมวันนี้คือ ช่วงเช้า-บ่าย เราจะเดินเล่นบนเรือ แล้วช่วงเย็นๆ เรือเราจะไปจอดที่ Peneng, Malaysia เรือเทียบท่า เวลา 5:00 pm  /  กลับมาขึ้นเรือก่อนเวลา 11:30 pm

198อาหารเช้ามาเสิร์ฟตามช่วงเวลาที่เราต้องการ… พนักงานมาเคาะประตู แล้วนำอาหารเช้าใส่ถาดใหญ่มาให้ เราก็นำมาจัดว่างที่ระเบียง กินไปพร้อมชมวิวกลางมหาสมุทรไปตลอดทาง เป็นอีก 1 ประสบการณ์ที่ประทับใจมากๆ

201

Mariner of the Seas – Royal Caribbean – Spherical Image – RICOH THETA

ช่วงสายๆ เราเดินไปสำรวจส่วนอื่นๆ ของเรือที่เมื่อวานเรายังเดินไปไม่ถึง ดาดฟ้าท้ายเรือ มีสนามกีฬาขนาดใหญ่ สนามหญ้าเทียมกรีนพัตต์กอล์ฟ สนามบาสเก็ตบอล หน้าผาจำลอง

140202ของว่างฟรี : Cafe Promenade ชั้น 5 ให้บริการอาหารว่าง พร้อมชากาแฟ ตลอด 24 ชั่วโมง
Dog House แจกฟรี Hot Dog
ที่ชั้น 11 เวลา 11:30 am – 3:30 pm / 4:45 pm – 6:30 pm (ไม่เอาขนมปังก็ได้)
Arctic Zone แจกฟรี ไอศครีม frozen yogurt
ที่ชั้น 11 เวลา 11:30 am – 3:30 pm / 4:45

136บนเรือ Mariner of the Seas ลำนี้ยังมี Chapel บนเรือ เป็นโบสถ์เล็กๆ สามารถประกอบพิธิแต่งงานได้ โดยกัปตันจะเป็นผู้ทำพิธีแต่งงาน กัปตันได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการให้สามารถประกอบพิธีแทนบาทหลวงได้อย่างถูกต้อง

68ห้องอาหาร Windjammer cafe เป็นห้องอาหารแบบ buffet ขนาดใหญ่ ให้บริการตลอดทั้งวัน
อาหารเช้า : 7:00 am – 10:30 am
อาหารกลางวัน : 11:30 am – 3:30 pm
อาหารเย็น : 6:30 pm – 9:00 pm
อาหารค่ำ : 10:30 pm – midnight (บริการอาหารว่าง)

205204อาหารกลางวันเป็นแบบ Buffet นานาชาติ อาหารมีให้เลือกกินหลายร้อยรายการ เลือกชิมกันไม่หมด

925:00 pm เรือสำราญลำนี้เดินทางไปถึงท่าเรือปีนัง ประเทศมาเลเซีย ณ จุดนี้ เราเลือกที่จะพักอยู่บนเรือ / ออกมาเดินเที่ยวเมืองปีนังด้วยตัวเอง / ซื้อ PACKAGE TOUR จากเคาน์เตอร์ท่องเที่ยวบน เรือ ลุงเด้งป้าไก่ เลือกซื้อ Package ทัวร์ PN17 Heritage tour with Local Product Shopping ราคาคนละ US$ 39.75 เหรียญ (4 ชั่วโมง)

94รายละเอียดการนัดหมายจะระบุอยู่ในบัตร – เราจะต้องไปรวมตัวกันเวลา 5:15 pm ที่ห้อง The Savoy Theatre ชั้น 3 จากนั้นก็จะเดินทางออกจากเรือไปเป็นกลุ่ม

93รวมตัวอีกครั้งที่ท่าเรือปีนัง กลุ่มของลุงเด้งป้าไก่ อยู่หลายเลข 6 เมื่อสมาชิกครบแล้วก็นั่งรถบัส ออกเดินทางไปตามจุดต่างๆ ตามที่ระบุในโปรแกรม

191 สถานที่แรกที่เราไปคือ วัดพม่าในเมืองปีนัง

192 จากนั้นก็พาไปซื้อช้อกโลแลต แล้วก็ร้านขายขนมพื้นเมือง จากนั้นมีเวลาให้อีก 30 นาที ลุงเด้งป้าไก่ เลือกเดินมากินอาหารเย็นในตลาดแถวๆ นั้น ราคาอาหารในปีนังไม่แพง พอๆ กับที่เมืองไทยราคาเริ่มต้นจานละประมาณ 50 บาทขั้นไป

193 Pinang Peranakan Mansion บ้านของชนชั้นสูงชาวจีนในศตวรรษที่ 19

194สุดท้ายเรามาชมความงามของ Majestic Cheah Kongsi

12422:00 เรากลับมาขึ้นเรือ (ซื้อทัวร์ตรงกับทางเรือ มีข้อดีคือ ถ้าเรามาเลยเวลานัดหมาย ไม่ว่าจะด้วยปัญหาอะไรก็แล้วแต่… เรือยังคงจอดรอจนกว่าเราจะมา) แต่ถ้าเที่ยวเองแล้วมาช้า เรือไม่รอนะครับ 555

69วันนี้เป็นวันที่ผู้โดยสารออกไปเที่ยวในปีนัง เพราะฉนั้น อาหารเย็นวันนี้เสิร์ฟกันหนักๆ ยาวๆ ไปถึงเที่ยงคืนกันเลย (กลับมาจากเที่ยวข้างนอก ก็ยังมีอาหารมื้อคำให้อิ่มหน่ำสำราญแบบไม่ขาดตกบกพร่อง)

189ภาพบางส่วนของอาหารค่ำในวันนี้ … GOOD NIGHT ราตรีสวัสดิ์ พบกันพรุ่งนี้กับ DAY 03

138Day 03 : วันนี้ตื่นมาพร้อมกับพลังอันเหลือมากมาย เพราะ 2 วันที่ผ่านมามีแต่เรื่องกิน เช้านี้เลยต้องมาวิ่งออกกำลังกายกันบนดาดฟ้าเรือ

139แล้วมาต่อที่ห้องออกกำลังกาย ในส่วนนี้มีเครื่องออกกำลังกายมากกว่า 50 เครื่อง ทั้งลู่วิ่ง ปั่นจักรยาน เครื่องยกน้ำหนัก และอื่นๆ

206บนเรือสำราญของเราลำนี้ Mariner of the Seas มีอาหารบริการทุกวัน ทุกมื้อ ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ก็จะมีร้านพิเศษ สำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องการเปลี่ยนบนนยากาศ โดยจ่ายเพิ่มอีกเพียงเล็กน้อย

วันนี้มื้อเช้าเราไม่ได้กิน เก็บท้องไว้จัดเมนูพิเศษ ที่ห้องอาหาร Chop Grill แนะนำให้จองล่วงหน้า ส่วนนี้เราต้องจ่ายเพิ่ม US$ 29 เหรียญ สำหรับ Buffet Hot Pot กลางมหาสมุทร (Hot Pot on the high seas)

จุดเด่นอยู่ที่ กุ้งสดตัวใหญ่ สั่งได้ไม่จำกัด ใครชอบกินกุ้งสดตรงนี้คุ้มแล้ว นอกนั้นก็จะมี เนื้อวัว เนื้อแกะ แซลม่อน กุ้งสดเล็ก ทะเลรวม ลูกชิ้น บะหมี่ เส้นหมี่ ผักสดและเห็ด นานาชนิด ปิดท้ายด้วยเค้ก ของหวาน และผลไม้

195 1971962:30 pm ลุงเด้ง ป้าไก่ มาที่ Studio B ชั้น 3 เพิ่มเตรียมตัวเข้าชมการแสดง Ice Inder The Big Top การแสดงเริ่มเวลา 3:00 pm เป็นหนึ่งในการแสดงลีลาประกอบเพลงบนลานสเก็ตน้ำแข็ง การแสดงชุดนี้มีตั้งแต่วันแรก (Day 01) 2 รอบ / และวันที่ 3 (Day 03) อีก 2 รอบ ผู้โดยสารดูได้แค่คนละ 1 รอบเท่านั้น ต้องนำบัตร Seapass® ติดตัวมาด้วยเพราะเจ้าหน้าที่จะทำเครื่องหมายบนบัตรว่าเราเข้าชมแล้ว

1494:30 – 5:00 เราไปร่วมงาน Captain’s Farewell เป็นเสมือนการเลี้ยงอำลา เพราะวันพรุ่งนี้เราต้องทำการ Check-out กันแล้ว ในงานนี้แชมเปญ และ พั้นช์ผลไม้เย็นๆ เสิร์ฟไม่จำกัดให้กับผู้โดยสารทุกคน พร้อมดนตรีบรรเลงตลอดงาน

209207 หลังจากนั้นเราไปนั่งเล่นกันที่  Johnny Rocket (The original Hamburger) เป็นร้านอาหารที่เราต้องจ่ายเพิ่มอีกเพียง US$ 6.95 (ประมาณ 250 บาท) ราคาต่อหัวนะครับ เพราะมันคือ BUFFET

คิดเป็นเงินไทยคือ 250 บาท เราจะสั่ง HAMBURGER หรือ HOTDOG กี่ชิ้นก็ได้ ใครชอบของว่าง ของทอด อะไรก็ได้… จานก็ได้ ไม่จำกัด สุดคุ้มเลยครับ… แต่น้ำอัดลมสั่งได้ 1 แก้วเท่านั้น

ในเมนูมี ราเมนที่เราสามารถสั่งได้ไม่จำกัดเช่นกัน (แต่ไม่อร่อย) / ราคานี้ไม่รวม Smoothly

190อาหารเย็นเริ่มต้น เวลา 8:00 pm วันนี้เป็นอาหารเย็นมื้อสุดท้ายบนเรือลำนี้ มีพนักงานต้อนรับมาร้องเพลงอำลา เป็นที่น่าประทับใจ และให้ความรู้สึกที่ดีมาก

210โชว์สุดท้ายอีกเช่นกัน : Farewell Showtime การแสดงมีชื่อว่า CENTER STAGE จัดขึ้น 2 รอบ เวลา 7:00 pm และ 9:00 pm เป็นการแสดงคอนเสิร์ตของนักร้อง 4 คน พร้อมทีมงาน ร่วมกับวง The Mariner of the Seas Orchestra & Musicians

211วันนี้เราจะต้องไปรับคืนหนังสือเดินทาง เวลา 2:00 pm – 2:45 pm ที่ห้อง Sound of Music Dinging Room โดยจะต้องทำบัตร SeaPass ติดตัวไปด้วย

ก่อนเข้านอนลุงเด้งป้าไก่ กลับมาที่ห้อง เพื่อศึกษาเอกสารฉบับนี้ เนื่อจากพรุ่งนี้เช้าเราจะต้องเตรียมตัว Check-out โดยมีขั้นตอนตามนี้

  1. นำแถบ Number Tag หมายเลข 39 คิดไว้ที่มือจับกระเป๋าเดินทาง และนำกระเป๋าเดินทางมาวางไว้ที่หน้าห้องในช่วงเวลา 7:00 pm – 10:00 pm จะมีพนักงานมานำกระเป๋าไปเก็บ และจัดส่งไปที่ท่าเรือในวันรุ่งขึ้น / ในกรณีที่ต้องการจำนำกระเป๋าเดินทางออกไปด้วยตัวเองสามารถกระเป๋าไว้ในห้องพักแล้วตอนเช้าก็นำออกตัวตัวเอง
  2. ชำระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นบนเรือ ถ้าเราผู้บัตรเครดิตไว้กับ SeaPass ก็ไม่ต้องทำอะไร เพราะค่าใช้จ่ายจะถูกตัดยอดอัตโนมัติ ในกรณีที่ชำระเป็นเงินสดต้องไปติดต่อที่ Guest Service ชั้น 5 ก่อนเวลา 11:00 pm เพื่อชำระค่าใช้จ่าย
  3. ขั้นตอนการออกจากเรือ ให้สังเกตที่ Number Tag หมายเลข 39 หมายถึงเราจะออกจากเรือในเวลา 10:40 โดยไปรวมตัวกันที่ ห้อง Savoy Theater ชั้น3 และเดินออกจากเรือตามคิว ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นาน
  4. ผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง และศุลกากร
  5. นั่งรถจากท่าเรือเข้าเมือง…ท่องเที่ยวในเมืองสิงคโปร์ ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย

67

178Day 04 : ลุงเด้งป้าไก่ ไม่จำเป็นต้องตื่นแต่เช้า เพราะเราคิวในการออกจากเรือของเราคือ 10:40 เช้านี้ก็สบายๆ เดินๆ นั่งๆ นอนๆ เดินไปกินอาหารเช้า แล้วกลับมาถ่ายรูปเล่นยังมีเวลาพอแบบสบายๆ

182เวลา 10:25 เราไปรวมตัวกันที่นัดหมาย Number Tag หมายเลข 39 เราจะออกจากเรือในเวลา 10:40 โดยไปรวมตัวกันที่ ห้อง Savoy Theater ชั้น3 และเดินออกจากเรือตามคิว ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นาน

08วันสุดท้ายนี้ เรือมาจอดเทียบที่ ท่าเรือSingapore 08:00  กำหนดการของเราคือออกจากเรือเป็นคิวที่ 39 ตามเวลานัดหมายที่ 10:40 ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาทีก็เป็นอันเรียบร้อย

จบทริปเรือสำราญ Mariner of the Seas : 4 วัน 3 คืน สิงคโปร์-มาเลเซีย อย่างสมบูรณ์แบบ

+++ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ +++
เวลาทำการ : จันทร์ – ศุกร์ เวลา 09:00 – 18:00 น.
โทร. 090 909 0279 / 085 378 7700
Line ID : SingaporeFanClub
e-mail : ni@singaporefanclub.com
website : www.singaporefanclub.com

[Update] นั่งรถไฟไทยขบวนที่ 35 สู่ มาเลเซีย-สิงคโปร์ กับงบ 8,500 บาท | สิงคโปร์ มาเลเซีย – POLLICELEE

เกริ่นนำโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
เฟซบุ๊ก Feemskd’s photo

         

สำหรับคนชอบท่องเที่ยว การได้ออกเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ คงเป็นความสุขชั้นเลิศ แต่ปัจจัยหลักของการออกเดินทางท่องเที่ยว ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ที่จะพกติดกระเป๋ายามต้องไปไกลบ้าน ดังนั้นหลายคนจึงต้องยอมตัดใจจากการท่องโลกกว้างด้วยเพราะกังวลว่าจะมีงบประมาณไม่พอ

          คุณ Feemskd สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม กลับออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังประเทศมาเลเซียและประเทศสิงคโปร์ ด้วยการนั่งรถไฟไทยไปกับเพื่อนร่วมทริปอีก 1 คน โดยใช้งบเพียง 8,500 บาท ทริปประหยัดครั้งนี้จะเป็นอย่างไร เราลองไปติดตามเรื่องราวการเดินทางกันค่ะ

แต่สำหรับคุณกลับออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังประเทศมาเลเซียและประเทศสิงคโปร์ ด้วยการนั่งรถไฟไทยไปกับเพื่อนร่วมทริปอีก 1 คน โดยใช้งบเพียง 8,500 บาท ทริปประหยัดครั้งนี้จะเป็นอย่างไร เราลองไปติดตามเรื่องราวการเดินทางกันค่ะ


1st trip : รถไฟไทยขบวนที่ 35 สู่ มาเลเซีย-สิงคโปร์ ด้วยงบ 8,500฿ โดยคุณ Feemskd

          ขอแนะนำตัวสักนิด… เราชื่อ “ฟีม” เป็นเด็กสาววัย 18 ปีหมาด ๆ ทริปนี้เป็นทริปสานฝันให้เพื่อนในกลุ่ม คือเราเคยคิดกันตั้งแต่เพิ่งเข้า ม.4 ใหม่ ๆ ว่าจะไปเที่ยวสิงคโปร์กัน ซึ่งเราวางแผนกันว่าจะใช้เวลา 3 ปีในช่วง ม.ปลาย เพื่อเก็บเงินไปเที่ยว เพราะไม่อยากรบกวนที่บ้าน แต่เมื่อวันก่อนการเดินทางมาถึง… บางคนที่บ้านก็ไม่อนุญาต บางคนก็กังวลเรื่องเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งแน่นอนว่าทริปนี้ต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เราเลยตัดสินใจว่าไปคนเดียวก็ได้ เพราะถ้ารออยู่แบบนี้ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้ไป จนวันที่เราจะจองตั๋วเครื่องบิน เพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งก็โทรมาบอกว่าคุยกับที่บ้านได้แล้วนะ มันจะไปด้วย สรุปว่าทริปนี้มีผู้ร่วมเดินทาง 2 คน คือเรากับเพื่อนสาว (ตัวเป็นชาย ใจเป็นหญิง) อีก 1 คน ฉะนั้นคลายกังวลเรื่องความปลอดภัยไปได้นิดนึง

          ขออนุญาตไม่เล่ารายละเอียดลึก ๆ ของการเดินทางครั้งนี้ เพราะคิดว่าคงหาอ่านได้จากหลาย ๆ กระทู้ที่มีคนรีวิวไว้แล้ว แต่จะขอเขียนในสิ่งที่สำคัญจริง ๆ หรือสิ่งที่จำเป็นต้องรู้สำหรับมือใหม่

         

** 8,500 บาท นี่รวมค่าเดินทางตั้งแต่โคราช-กรุงเทพ ค่าเครื่องบิน การเดินทางต่าง ๆ ค่าที่พัก ค่ากินตลอด 8 วัน แต่ไม่รวมช้อป (เดี๋ยวจะแอบเปิดถุงช้อปให้ดูในตอนท้าย ๆ นะคะ) **

เตรียมตัว:

1st trip : ปีนัง-กัวลาลัมเปอร์-มะละกา-สิงคโปร์
เดินทางวันที่ 8-16 พฤษภาคม 2557 (นับจากวันที่ออกจากโคราชและกลับถึงโคราช)

1. จองตั๋วเครื่องบิน (ขากลับ)

          จองตั๋วกลับ ไฟล์ทออกจาก Changi Airport 22:10 น. ถึงดอนเมือง 23:35 น. เพราะกะว่าจะได้เก็บสิงคโปร์อีก 1 วันเต็ม ๆ โดยไม่เสียค่าที่พักเพิ่ม แต่จริง ๆ แล้วเปล่าเลย…


2. ที่พัก (เดี๋ยวจะมารีวิวแต่ละที่ในตอนท้าย)

          ตอนแรกตั้งใจจะ walk-in เอา เพราะกลัวที่พักจริง ๆ จะไม่เหมือนในรูป แต่อ่านเจอหลายกระทู้บอกว่าจองไปจะถูกกว่า ก็เลยจองไปก่อน เราเลือกที่พักผ่าน

       คืนที่ 1 นอนบนรถไฟ

       คืนที่ 2 ปีนัง

       คืนที่ 3 นอนบนรถไฟ

       คืนที่ 4 กัวลาลัมเปอร์

       คืนที่ 5 มะละกา

       คืนที่ 6-7 สิงคโปร์

       คืนที่ 8 สนามบินดอนเมือง

3. ปลั๊กไฟ

          อันนี้สำคัญมากก คิดว่ามีไปเองน่าจะดีกว่า แต่ที่พักบางที่ก็มีให้นะคะ เราซื้อที่โลตัส ตกอันละ 70 บาท

          และนี่คืออุปกรณ์เสริม เนื่องจาก จขกท. เอาอุปกรณ์ไฟฟ้าไปเยอะ กลัวปลั๊กที่มีให้จะไม่เพียงพอ


4. แลกเงิน

          ใครสะดวกแลกซุปเปอร์ริชก็แลกเลยนะคะ แต่เราอยู่ต่างจังหวัด ไปหาแลกตามธนาคารพาณิชย์หลายแห่งหลายสาขา ปรากฏว่าแลกไม่ได้เลย ก็เลยกะว่าไปตายเอาดาบหน้าแล้วกัน

สวัสดีหัวลำโพง:

          ขอเขียนเริ่มจากโคราชนะคะ เพราะรุ่นน้องของเราต้องเริ่มจากโคราชเช่นเดียวกัน ขึ้นรถจาก บขส.เก่า (ย้ำว่าขึ้น บขส.เก่าเพราะคนไม่เยอะ รถจอดให้เลือกใกล้ ๆ ชอบคันไหนขึ้นคันนั้น รถออกทุก 20 นาที)

          ลงสถานีหมอชิต แล้วต่อแท็กซี่ไป mrt จตุจักร ค่ารถ 50 บาท

          ขึ้น mrt จากจตุจักรไปหัวลำโพง ค่าเสียหายคนละ 40 บาท **วิธีนี้ประหยัดเวลากว่าขึ้นแท็กซี่ยาว และประหยัดเงินกว่าในกรณีที่ไปน้อยคน**

          ด้วยความที่เป็นเด็ก ตจว. จึงไม่สะดวกที่จะมาซื้อตั๋วล่วงหน้า ก็เลยกะว่าไปตายเอาดาบหน้าแล้วกัน ประกอบกับเคยอ่านหลาย ๆ กระทู้บอกว่า ไม่ค่อยมีคนเท่าไร เราก็เลยใจเย็น… ตอนซื้อตั๋วก็แบบ ..

          “พี่คะ กรุงเทพ-บัตเตอร์เวอร์ธ 2 ค่ะ เอาเตียงล่างบนคู่กัน”
          “น้องมันเต็มหมดแล้ว มีแต่ตั๋วลงหาดใหญ่” สตั๊นท์ไป 10 วิ
          “ก็ได้ค่ะ เอาล่างบนคู่กันนะคะ”
          “ล่างเต็มหมด มีแต่บนอ่ะน้อง”
          “บนก็ได้ค่ะ”

         

สุดท้ายเราก็ได้ตั๋วกรุงเทพ-หาดใหญ่มา 2 ใบ เป็นเตียงบนที่หันหัวชนกัน จนถึงทุกวันนี้ เราก็ยังไม่เข้าใจว่ามันมีเทศกาลอะไร เพราะวันที่เดินทางก็เป็นวันธรรมดาด้วย

          เมื่อเรากับเพื่อนสาวโดนจับแยก ความเซ็งจึงบังเกิดมี ตั้งแต่บ่าย 2 จน 6 โมงเย็น เราก็นั่งเล่น นอนเล่น นอนหลับไปหลายตลบ จนเจ้าหน้าที่มากางเตียงให้ เตียงล่างจะกว้างกว่า อุ่นกว่า แล้วก็มีหน้าต่าง แต่สำหรับคนขี้ร้อนอย่างเราการนอนเตียงบนมันโอเคมาก แอร์เย็นชื่นใจมาก

          พอถึงสถานีหาดใหญ่เราต้องเอากระเป๋าลงไปด้วยนะคะ แล้วไปซื้อตั๋วใหม่จากหาดใหญ่-บัตเตอร์เวอร์ธ ที่สถานีนี้รถไฟจะลดตู้รถไฟเหลือแค่ประมาณ 3 ตู้เพื่อเข้ามาเลเซีย พอเราซื้อตั๋วเสร็จสามารถไปเดินหาที่ว่างนั่งได้เลย ระหว่างทางจะมี เจ้าหน้าที่เดินแจกใบขาออกให้กรอก

          พอถึงด่านปาดัง เราจะต้องเอากระเป๋าลงไปด้วยเพื่อทำพิธีเข้าเมือง ตม.ที่นี่จะไม่โหดเท่าไร ก็เปิดดูกระเป๋า แล้วก็ถามว่าไปทำไร คนที่ตรวจเราพูดไทยได้นิดหน่อย ตอนเขาเปิดกระเป๋ามันจะมีช่องหนึ่งที่ใส่พวกชั้นในไว้ เราก็บอกเขาว่าอย่าเปิด เขาก็บอกว่าไม่ต้องอาย คือน่ารักมาก 55 (ตอนลงวางถุงขนมไว้จองที่ด้วยนะ เพราะที่สถานีนี้จะมีคนมาเลเซียขึ้นด้วย)


สวัสดีบัตเตอร์เวอร์ธ:

          ทันทีที่เหยียบแผ่นดินมาเลเซียนั่นหมายความว่า เราได้ผ่าน 24 ชั่วโมงบนรถไฟมาแล้ว จะบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากเลย ถ้าใครมีเวลาอยากให้ลองนะ อาจจะเสียเวลานิดนึง แต่มันไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด เราได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ ได้เห็นความเป็นมิตรของคนไทย ได้เห็นวิวที่สวยงามมากมาย

         

**ใครที่จะขึ้นรถไฟ แนะนำว่าตุนเสบียงไปเยอะ ๆ นะคะ บนรถไฟมีขายแต่ราคาสูงพอสมควร แล้วก็ไม่ค่อยมีแม่ค้าขึ้นมาขายเหมือนรถไฟฟรีทั่วไปนะ**

          ความรู้สึกแรกตอนถึงสถานีบัตเตอร์เวอร์ธของเราคือ กลัว กลัวทุกอย่างเพราะจากตรงนี้ไปเราอยู่ในที่ที่พูดคุยกันคนละภาษา ตื่นเต้น ตื่นเต้นที่จะได้เจอกับโลกใบใหม่ เหมือนถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์เมื่อเพื่อนสาวถามว่า “เราจะไปทางไหนต่อ” คือมันไม่รู้ เราก็ไม่รู้ นั่งงงกันอยู่สักพัก คนไทยที่นั่งคุยกันเมื่อเช้าเขาก็เดินมาทัก ถามว่าจะไปไหน แล้วพาเราไปขึ้นเรือ

          สรุปคือตอนลงจากรถไฟให้เดินไปทางสะพานตามคนที่เขาไปกันเยอะ แล้วจะมีป้ายบอกว่าทางไหนไปท่าเรือ ทางไหนไปท่ารถบัส, แท็กซี่ ซึ่งจากบัตเตอร์เวอร์ธไปปีนังจะต้องนั่งเรือข้ามฟากไป สำหรับคนไม่มีเหรียญ ก่อนจะถึงที่หยอดเหรียญจะมีเคาท์เตอร์ให้แลกเหรียญ แนะนำว่าให้แลกไปเยอะนิดนึง เพราะเวลาขึ้นรถเมล์จะต้องหยอดเหรียญให้พอดี ร้านค้าจะไม่ค่อยให้แลกเหรียญ ต้องซื้อของอย่างเดียวถึงจะได้เหรียญ **ค่าเรือ 1.2 MYR จ่ายแต่ขาไป ขากลับไม่ต้องจ่าย** บนเรือมีขนมปัง+น้ำขาย รสชาติใช้ได้ทีเดียว


สวัสดีปีนัง:

          ทันทีที่ลงจากเรือ ความงงได้กลับมาหาเราอีกครั้ง เมื่อแผนที่ทางไปที่พักที่พรินท์ไปมันไม่มีท่าเรืออยู่ในนั้น ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มกันทางไหนดี จนสุดท้ายก็ใช้ปากที่มีให้เป็นประโยชน์ ขึ้นไปถามคนขับรถเมล์แทบทุกคัน จนไปเจอคนไทยที่เขาอยู่ที่นั่น เขาก็เลยอาสาพาเราไปที่พัก (โชคดีอีกแล้ว) หัวเราะ **แนะนำว่าใครพักที่ไหน เตรียมแผนที่ไว้ให้ดีนะ อย่าลืมเริ่มจากท่าเรือ**

          ประสบการณ์ตรง: แผนที่ที่เราพรินท์ไป พอไปถึงที่นั่นจริง ๆ กลับใช้ไม่ได้ เพราะมันอยู่คนละส่วนกับที่พัก เราเลยต้องเดินไปมั่ว ๆ จำทางกลับเอาเอง จนไปเจอกับแผนที่ที่เขาแจกฟรี ถึงเริ่มเที่ยวอย่างมีจุดหมาย ฉะนั้นใครที่ไม่ได้ซื้อไกด์บุ๊ก ไม่ซื้อแผนที่ไป ถ้าจะพรินท์ไปเองอย่าลืมเช็กดี ๆ นะคะ

ว่าด้วยเรื่องของรถไฟไปกัวลาลัมเปอร์

          อยากให้ซื้อตั๋วกันก่อนเที่ยวปีนังนะคะ เพราะว่าจากประสบการณ์ที่เราไปนั่งรอที่สถานี คือเจอหลายคนที่มาแล้วไม่ได้ตั๋ว หรือต้องนั่งแยกกันกับเพื่อนบ้าง สถานที่ซื้อตั๋ว

          1. สถานีบัตเตอร์เวอร์ธ ต้องเดินออกจากชานชาลามาทางด้านขวา เพื่อที่จะไปฝั่งสำนักงานที่ขายตั๋ว
          2. ทางออกจากท่าเรือปีนัง จะมีตู้คอนเทนเนอร์เล็ก ๆ เป็นสำนักงานขายตั๋วอยู่

** ความตรงต่อเวลาของรถไฟที่มาเลเซียถือว่าตรงมาก ๆ ถึงก่อนเวลาด้วยซ้ำ แต่ความสะดวกสบายรถไฟไทยเราสบายกว่าค่ะ ทั้งเตียงกว้างกว่า เสียงเบากว่า แอร์เย็นกว่า คือรถไฟมาเลเซียเสียงดังนะสำหรับเรา ใครที่หลับยาก ๆ หาที่อุดหูไปด้วยนะคะ **

สวัสดีกัวลาลัมเปอร์:

          ที่ KL Sentral จะมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอยู่นะคะ เปิดทำการเวลา 09:00 น. เราสามารถขอแผนที่ สอบถามทาง,การเดินทางจากเจ้าหน้าที่ได้ ใจดีมาก ๆ แล้วก็อธิบายเข้าใจง่ายด้วย ระหว่างรอศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเปิด เราก็เล่น wifi ฟรีรอค่ะ เร็วพอสมควรเลย

สวัสดีมะละกา:

เดินทางสู่มะละกา

          จาก KL Sentral เราต้องนั่งรถไฟไปลงที่ Bandar Tasik Selatan เพื่อไปขึ้นรถบัสที่ tbs ไปลงที่ Melaka Sentral ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง เราขึ้น Metrobus ราคาคนละ 10 MYR (ตอนซื้อต้องใช้ passport ด้วยนะ)


แท็กซี่ขี้โกง

          ด้วยความที่เราเกลียดการขึ้นแท็กซี่มากเพราะกลัวโดนโกงทั้งมีมิเตอร์และไม่มีมิเตอร์ ยิ่งที่มะละกายิ่งหนัก แท็กซี่ที่นี่ไม่มีมิเตอร์ เราเลยคุยกันว่าเดี๋ยวเดินไปก็ได้ ดูจากแผนที่แล้วมันไม่ไกลมาก พอโผล่หน้าออกไปดูถนนเท่านั้นแหละ มันไกลมากกก เลยเดินกลับมาจะขึ้นแท็กซี่ที่เคาน์เตอร์นั้น แต่ระหว่างทางเดินเข้าก็มีพวกแท็กซี่ (เถื่อน) คอยดักอยู่ นางก็ถามเราว่าจะไปไหน เราก็แผนที่ให้ดู นางบอกว่า “20 MYR” เราเลยเดินหนี นางก็วิ่งมาตาม “มีเงินเท่าไร แล้วจะจ่ายได้เท่าไร” เราก็เลยตอบว่า “เราไม่รู้ว่ามันไกลขนาดไหน” นางก็รีบสวนมาเลย “ใช่ คุณไม่รู้ แต่แท็กซี่รู้ แท็กซี่ทุกคันที่ไปที่นี่คิด 20 MYR หมดเลย ถ้าจะจ่ายแค่ 5 MYR ต้องขึ้นรถเมล์ แต่รถเมล์ก็ไม่เคยผ่านทางนั้น” ข้อมูลตรงกับเจ้าหน้าที่เป๊ะว่าไม่มีรถเมล์ผ่าน เราเลยขึ้นก็ขึ้น เป็นไงเป็นกัน พอขึ้นรถมามันจะมีป้ายติดว่าระยะทาง…. ใช้เวลา….. ราคา…. ซึ่งราคาที่เราจ่ายนี่แทบจะข้ามเมืองได้เลย ก็เลยรู้แล้วว่าโดนโกงแน่ ๆ

         

จริงที่พักที่เราพักสามารถขึ้นรถเมล์สาย 17 ไปลงที่ dutch square แล้วเดินต่อได้ ค่ารถไม่น่าจะเกินคนละ 2 MYR ยิ่งคิดยิ่งแค้น แต่ก็โทษใครไม่ได้เพราะเตรียมตัวมาไม่ดีเอง ก่อนใช้บริการแท็กซี่ ก็ควรเช็คข้อมูลดี ๆ ก่อนนะคะ

บ๊ายบายมาเลเซีย:

          เรากลับมาขึ้นรถที่ Melaka sentral เพื่อจะไป Johor Bahru ที่นี่จะมีรถเลือกเยอะมาก ตามเคาน์เตอร์จะมีเที่ยวรถ รูปรถ ราคาติดเยอะ ชอบบริษัทไหนถูกใจคันไหนก็เลือกตามสบายเลยค่าา เราเลือกเที่ยวที่เร็วที่สุดนะ ได้ของ Ekspress Cepatsedia Sdn. Bhd. มา ค่าเสียหายคนละ 20 MYR (ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง) **นั่งตรงไปสิงคโปร์เลยก็มีนะคะ แต่เรากลัวมีปัญหาที่ ตม. แล้วรถจะไม่รอ เลยเลือกไปต่อรถเมล์ดีกว่า**

          พอถึง johor bahru เราก็ขึ้นรถเมล์สาย 170 เพื่อข้ามไปสิงคโปร์ค่ะ

          ถ้าเข้าสิงคโปร์ครั้งแรก แล้วยิ่ง passport ว่าง ๆ ด้วยนี่ต้องขึ้นไปข้างบนค่ะ เจ้าหน้าที่พาเราขึ้นไปข้างบน นั่งรอคิวสักพัก ตม. ก็เรียกเข้าไปทีละคน ก็ถามว่ามาทำไร กลับเมื่อไร มีเงินมาเท่าไร พักที่ไหน ขอดูตั๋วขากลับด้วยไรงี้ ก็ไม่น่ากลัวมากนะ ตอนแรกเราก็กลัว พอเข้าไปก็คุยไปขำไป ไม่น่ากลัวเท่าไร (ตม.แอบหล่อด้วย ><) กว่าจะเสร็จก็ชั่วโมงกว่า ๆ ค่ะ

          หลังจากเสร็จภารกิจอันใหญ่หลวง เราก็กลับมาขึ้นรถเมล์เพื่อไปหาขึ้นรถไฟค่ะ เราเลือกไปขึ้นรถไฟที่สถานี kranji เพราะว่าเราไม่มีเงินสิงคโปร์ติดตัวเลย แล้วก็ไม่มีบัตรด้วย เลยตั้งใจจะมาแลกเงินที่นี่ พอแลกเงินเสร็จก็ไปยืนส่อง ๆ อยู่นาน จนในสุดก็ไปคลอดบัตร ez-link มาคนละใบ ค่าเสียหาย 12 S$ เป็นค่าบัตร 5 S$ เงินในบัตรอีก 7 S$ เหตุผลที่เลือกซื้อบัตรเพราะค่าโดยสารแบบใช้บัตรจะถูกกว่าซื้อธรรมดาพอสมควร เลยคิดว่าคงคุ้ม 😉

บ๊ายบายสิงคโปร์:

          หลังจากที่ใช้ร่างกายหนักมาตลอดเวลา 1 อาทิตย์ เมื่อวันสุดท้ายของการเดินทางมาถึง หลังจากซื้อของเสร็จเราก็อพยพร่างและสมบัติที่อยู่ ๆ ก็เพิ่มขึ้นมาเป็นเท่าตัวมาถึงสนามบินตั้งแต่บ่าย 3 ทั้ง ๆ ที่ไฟล์ทของเราจะบินตอน 22:10 น. การที่เรามาถึงสนามบินเร็วไม่ใช่เรื่องน่าเซ็งอีกต่อไป… เราต้องรื้อกระเป๋าออกมาจัดกันเกือบ 10 รอบ รื้อของฝากออกมากินเพื่อให้น้ำหนักเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะชั่งกี่ครั้งก็เกินตลอด (ซื้อน้ำหนักเพิ่มกันไว้ 20 กิโล+ สัมภาระขึ้นเครื่อง 7 กิโล) จนในที่สุดก็สำเร็จ

ว่าด้วยเรื่อง gst refund

          เวลาซื้อของเกิน 100 S$ อย่าลืมของใบ gst refund จากทางร้านนะคะ

         

เมื่อถึงสนามบิน แต่ละ terminal จะมีจุด gst refund อยู่ อันดับแรกเราก็ไปกรอกข้อมูลผ่านตู้อัตโนมัติ ใช้แค่ passport กับใบ gst refund ที่ทางร้านออกให้ เมื่อกรอกข้อมูลครบทุกอย่าง เครื่องจะพิมพ์ใบคล้าย ๆ สลิปออกมา 1 ใบ ถ้าสถานะขึ้นว่า approved สามารถโหลดกระเป๋า แล้วเข้าไปรับเงินด้านในหลังผ่าน ตม. ได้เลย แต่ถ้าขึ้นว่า not approved ต้องไปติดต่อ เจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์ข้าง ๆ เพื่อแสดงของที่ซื้อมา

สวัสดีประเทศไทยที่รัก:

          ลงจากเครื่องก็ห้าทุ่มกว่า ๆ แล้ว กว่าจะรอกระเป๋าก็เที่ยงคืนกว่า ๆ ตอนแรกก็คุยกันกับเพื่อนว่าเอาไงดี ถ้ากลับบ้านตอนนี้กว่าจะถึงก็ตี 3-4 จะให้พ่อแม่มารับก็เกรงใจ เลยตัดสินใจนอนที่สนามบินก่อนพอเช้าแล้วค่อยขึ้นรถกลับ กลัวของหายก็กลัว กว่าจะนอนได้ต้องเอากระเป๋าทุกใบมาเกาะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายไว้ ถ้ามีใครมาแตะก็จะรู้สึกตัวทันที ของมีค่าก็เอามานอนกอดไว้ สภาพแบบ… แต่ก็หลับนะเพราะมันเหนื่อย

แลกเงิน:

          ตามที่กล่าวไปข้างต้นนะคะ ว่าเราไม่ได้แลกเงินไปเลย เราไปหาแลกเอาข้างหน้า… มาดูกันว่าเราแลกที่ไหนได้เรทเท่าไรบ้าง

เงินมาเลเซีย

          1. หลังจากขึ้นรถไฟที่สถานีหาดใหญ่ จะมีจนท.เดินแจกใบขาออก เจ้าหน้าที่ท่านนี้มีเงินให้แลกด้วย ในเรท 1 MYR = 10 บาท

          2. หลังจากผ่านด่านปาดัง จะมีพนักงานที่ขายของบนรถไฟ เขาให้แลกในเรท 1 MYR = 9.9 บาท

          3. สถานีรถไฟบัตเตอร์เวอร์ธ จะมีร้านแลกเงินอยู่ 1 ร้าน ชื่อ Al Bakihath เรท 1 MYR = 10.42 บาท

          4. ใน kl sentral ชื่อร้าน Jalinan Duta Sdn. Bhd. เรท 1 MYR = 10 บาท

          5. ร้านตรงข้าม kl sentral ชื่อร้าน Global Millenium Trading เรท 1 MYR = 9.95 บาท

          **สรุป แลกกับพนักงานขายของบนรถไฟได้เรทดีสุดค่ะ**

เงินสิงคโปร์

          1. ร้าน Allbest Exchange ที่สถานีรถไฟ Kranji Mrt
          เรท 1 S$ = 26.178 บาท
          เรท 1 S$ = 2.612 MYR

          2. มุสตาฟา
          เรท 1 S$ = 26.178 บาท
          เรท 1 S$ = 2.604 MYR

          แถม อัตราแลกเปลี่ยนในประเทศไทย ของช่วงเวลาที่ เราไปนะคะ


รีวิวที่พัก:

          ที่พักเป็นปัญหาใหญ่มาก ๆ สำหรับเรา เพราะการพักผ่อนเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอเราก็จะไม่มีแรงเที่ยวนั่นเอง 55

1. Clockwise Hostel ที่ปีนัง (ราคา 44 MYR)

          ตอนแรกที่ดูผ่านเว็ปคือมันมีรูปนิดเดียว แล้วอารมณ์มันไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไร เพราะเพิ่งเปิดใหม่แล้วก็ไม่ค่อยมีคะแนนรีวิวสักเท่าไร เราก็แบบกล้า ๆ กลัว ๆ กลัวว่าไปพักจริง ๆ แล้วจะรับสภาพไม่ได้ เศร้า

          แต่พอไปถึงที่พักคือห้องพักสะอาดมากก เงียบสงบ เจ้าของและพนักงานต้อนรับเป็นกันเองสุด ๆ ที่นี่จะมีกาแฟ ธัญพืช น้ำร้อนบริการด้วยนะคะ ส่วนอาหารเช้าวันที่เราไปพักเป็นขนมปังทาแยมชิ้นใหญ่มาก อร่อยด้วย ห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวม มีสบู่, ยาสระผม, ผ้าเช็ดตัวให้

         

**สรุปโดยรวมโอเคมาก แต่แอร์ไม่ค่อยเย็นนะคะ เพราะเป็นแอร์ตัวเล็กตั้งพื้น แต่ก็ไม่ถึงกับร้อนมาก**

          การเดินทางไปยังที่พัก: จากท่าเรือปีนัง สามารถขึ้นรถ Rapid bus สาย 502 และ 204 ไปลงที่ love lane แล้วเดินต่อค่ะ

2. My hotel @ KlL sentral ที่กัวลาลัมเปอร์ (ราคา 85 MYR)

          คิดว่าพูดถึง My hotel หลายๆคนคงจะรู้จักดี ย่านนี้มีด้วยกันทั้งหมด 3 แห่ง คือ @sentral (อันนี้ราคาจะสูงกว่าอีก 2 แห่ง) @brickfried (ราคาพอ ๆ กันเพราะอยู่ในซอยเหมือนกัน) และก็ @kl sentral จขกท.เลือกเป็นห้องไม่มีหน้าต่างก็เลยได้ราคาถูกหน่อย แต่จริง ๆ มันก็มีหน้าต่างเล็ก ๆ อยู่ 1 บานนะ ที่นี่เป็นโรงแรมมีห้องน้ำในตัว มีผ้าเช็ดตัว,สบู่ให้ มีทีวี กาต้มน้ำ กาแฟ แล้วก็น้ำเปล่าบริการ **สรุปที่พักโอเค พนักงานก็โคตรใจดีค่ะ**

          การเดินทางไปยังที่พัก: จาก kl sentral ข้ามถนนมาจะเจอสถานี KMT อยู่ในซอย สามารถเดินเข้ามาในซอยแล้วเลี้ยวขวาก็จะเจอแล้วค่ะ

3. Sayang sayang 2 youth hostel ที่มะละกา (ราคา 395฿)

          ตอนที่เห็นในรูปแบบมันน่ารัก น่าพักมากก เราก็เลยไปยืมบัตรท่านแม่มาจองเพราะใน booking มันไม่มี แต่พอไปถึงคือ… พนักงานเป็นคนจีนรัวอังกฤษแบบจีนใส่เรา คือเราก็ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้บ้างเพราะนางพูดเร็วมาก นี่ยังไม่เท่าไร พอขึ้นมาห้องพักนี่แบบ…

          ห้องที่เราได้มันไม่มีรีโมทแอร์ ไม่มีหมอน ไม่มีผ้าห่ม โต๊ะข้างล่างก็ไม่มี (คิดว่าคงหักเลยเอาออกไป) โซฟาก็หักแล้วก็สกปรกมาก แต่โต๊ะกับโซฟาไม่เป็นปัญหาเพราะคงนอนอย่างเดียว ในเมื่อไม่มีรีโมทแอร์ แล้วแอร์ก็ไม่เย็น เด็กตัวเล็ก ๆ อย่างเราจะทำไรได้นอกจากเดินไปบอกพนักงาน คือเรารอนางเม้าท์กับเพื่อนนานมาก พอคุยจบนางถึงหันมาถามเราว่ามีอะไร เราก็บอกว่าแอร์ไม่เย็น นางก็บอกว่ารอนานพอหรือยัง คนใช้เยอะ แอร์มันจะไปเย็นทันใจได้ไง เราแบบโมโหมาก เพราะทั้งร้อนทั้งเหนื่อย จนส่งเพื่อนสาวไปเจรจานางก็ไม่ว่างสักที เพื่อนสาวเลยเดินไปหาห้องข้าง ๆ เขาเลยเอารีโมทมากดให้จนเย็นช่ำ สักพักเพื่อนสาวลงไปหานางอีกรอบบอกไม่มีหมอนกับผ้าห่ม นางก็เอาแต่หมอนมาให้ เพื่อนสาวก็เลยต้องไปจิ๊กผ้าห่มจากห้องว่างมาห่มแทน

         

ห้องน้ำก็เล็กมากแคบจนขยับตัวแทบไม่ได้ อุปกรณ์ให้ห้องน้ำพวกฝักบัว ชักโครกคือไม่มีอะไรสมประกอบ สภาพภายในที่พักแย่พอสมควร แต่ที่นี่มีครัวให้ใช้ฟรี กับจักรยานให้เช่าด้วยนะ **สรุปที่พักสภาพไม่ค่อยโอ แต่พอนอนได้ แต่พนักงานนี่ไม่ไหวจริง ๆ ค่ะ**

          การเดินทางไปยังที่พัก: ขึ้นรถเมล์สาย 17 ไปลงแถว dutch square แล้วเดินต่อไปที่ที่พักค่ะ หาไม่ยากเท่าไร


4. Backpacker’s inn chinatown ที่สิงคโปร์ (2 คืน ราคา 120 S$)

          ที่นี่ใช้ห้องน้ำรวม มีสบู่กับผ้าเช็ดตัวให้ มีน้ำเปล่าให้กรอก มีตู้เย็น, น้ำร้อน, ห้องครัว, เครื่องซักผ้า, ไดร์เป่าผม, เตารีด, คอมพิวเตอร์ให้ใช้ร่วมกัน ห้องไม่กว้างมาก แต่ก็ไม่แคบจนเกินไป พนักงานใจดี มีข้อเสียที่ผนังห้องบางมาก จนได้ยินเสียงห้องข้าง ๆ คุยกัน เลยนอนหลับไม่ค่อยสบายเท่าที่ควร แต่ทำเลดีมาก อยู่ใกล้สถานีรถไฟ ร้านอาหารบริเวณใกล้เคียงก็เยอะ โดยเฉพาะที่เดินไป chinatown คือของกินเยอะมาก ของให้ช้อปก็เยอะมากเช่นกัน

          การเดินทางไปยังที่พัก: การเดินทางสะดวกมาก ๆ เพราะอยู่ซอยถัดจากสถานีรถไฟฟ้า chinatown

กองทัพต้องเดินด้วยท้อง:

          รูปมันอาจจะไม่ค่อยน่ากินสักเท่าไรนะคะ เพราะรีบถ่ายรีบกิน 555

       1. ก๋วยเตี๋ยวเรือราชบุรี กล่องละ 10 บาท กล่องเล็กน่ารัก รสชาติใช้ได้ที่เดียว คิดว่ากินประมาณ 3 กล่องถึงจะอิ่ม (มันไม่ได้น้อยจนน่าเกียจนะคะ แต่เรากินจุเอง)

       2. หมี่ฮกเกี้ยน ตรง chew jetty ปีนัง แถวนี้ร้านขายของกินเยอะมาก หมี่รสชาติโอเคเลย ดูในภาพเหมือนน้อย แต่กินจริง ๆ อิ่มมากก ถ้าจำไม่ผิดเราน่าจะสั่งขนาดกลางมา ร้านนี้จะมีติดขนาดของชามไว้เป็นมาเลกับจีนนะ ไม่มีอังกฤษ โชคดีที่พอรู้ภาษาจีนมานิดหน่อย เลยพอถู ๆ ไถ ๆ ไปได้ ค่าเสียหาย 3.3 MYR

       3. ข้าวหมูกรอบ ตรงทางเดินจาก George town world heritage ไป Prangin mall จำชื่อร้านไม่ได้ รสชาติอร่อย แต่น้อยไปนิดนึง ไม่อิ่มค่ะ ค่าเสียหาย 4 MYR

       4. ของอร่อยราคาถูกมีอยู่จริงง จนเราก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน ร้านนี้คนขายพูดอังกฤษไม่ได้นะคะ เราเสี่ยงดวงเอา 55 ร้านนี้เป็นร้านรถเข็นริมถนน อยู่ตรงข้ามกับ Prangin mall อร่อยมากขอบอก >< เราทั้งกินที่ร้านทั้งซื้อกลับมากินต่อ

          ผัดหมี่ห่อสี่เหลี่ยม ตัว K ห่อละ 1 MYR

          นาสิเลอมักห่อ 3 เหลี่ยม ตัว I คือปลา ตัว BT คือไข่ต้มกับปลา ห่อละ 1.2 MYR เท่านั้น

       5. Nasi goreng ayam ที่หลังสถานีรถไฟบัตเตอร์เวอร์ธ คือเลอค่ามากก ไก่ทอดกรอบนอกนุ่มใน ข้าวผัดหอมมาก ค่าเสียหาย 4.5 MYR

       6. ร้านข้าวราดแกงตรงข้าม 99 speed mart ใกล้ ๆ กับ my hotel @ kl sentral เรามาฝากท้องร้านนี้ 3 มื้อเต็ม ๆ แอบติดใจไก่ทอด >< ข้าวสวยเป็นข้าวหอมมะลิด้วยนะเออ ค่าเสียหายตกมื้อละประมาณ 5 MYR รวมค่าน้ำ ถือว่าคุ้มค่ามากก เพราะเราตักกับข้าวหลายอย่าง ข้าวสวยก็จานใหญ่มาก

          เราถ่ายมาแต่มื้อแรกนะคะ มื้อนี้เราลองสั่งแป้งมากินแทนข้าว แต่สรุปว่าไม่ค่อยอยู่ท้อง วันหลังมาเลยสั่งแต่ข้าวสวย แกงที่เราตักมาไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร แต่มันจะออกหวานนิด ๆ แล้วมีแต่ถั่ว (ไม่อร่อยเลย) แต่ไก่ทอดนี่อร่อยมากก จนทำให้เราติดใจมากินร้านนี้อีกหลายครั้ง

   7. ร้าน miss kwan’s ที่ห้างซูเรีย แอบแวะมาชิมว่าจะอร่อยเหมือนคำร่ำลือหรือเปล่า เราสั่ง Nasi lemak set มา เซตนี้จะแถมเครื่องดื่ม 1 แก้ว ราคา 19.9 MYR

       เพื่อนสาวสั่ง Nasi lemak bg มา ราคา 4.9 MYR ซึ่งราคาต่างกันมากกก ความแตกต่างก็คือแบบเซตจะมีน้ำให้ ส่วนข้าวแบบเซตจะมีไก่ทอดชิ้นใหญ่กับหมูหยองเพิ่มมา

          อีกอย่างคือ chee cheong fun มันจะคล้าย ๆ เส้นก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ราดแกงแล้วก็โรยด้วยกระเทียม รสชาติแย่มาก ชิมคนละคำแล้วทิ้งเลยค่ะ ราคา 4.9 MYR

          ** สำหรับร้าน miss kwan’s เราว่ารสชาติยังไม่ค่อยโอเคเท่าไรค่ะ **

       8. Rotiboy เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักดีอยู่แล้ว อยู่ตรงทางเชื่อมระหว่างสถานีรถไฟ klcc กับห้างซูเรีย สำหรับเรา เราว่ามันอร่อยมากนะ คนละฟีลกับบันต่าง ๆ ที่ขายในไทย

          Rotiboy original ชิ้นละ 2.5 MYR
          Buttermilkboy ชิ้นละ 2.7 MYR
 
       9. ร้านนี้อยู่ตรงซุ้มไมโล (ร้านขายอาหารเปิดตลอด 24 ชม.) ที่มะละกา เราไม่รู้นะว่ามันเรียกว่าอะไร แต่แผ่นแป้งคือหอมชีสมาก คนละฟีลกับแป้งร้านแรกเลย ส่วนไก่น่าจะเป็นไก่รมควัน รสชาติถือว่าโอเคเลยย

       10. Old chang kee ร้านของทอดชื่อดัง

          ข้าวกล่องราคากล่องละ 2.5 S$ มีให้เลือกทั้งไส้กรอก กับปลา ยิ้ม ในกล่องจะมีถั่วกับปลากรอบตัวเล็ก ๆ ให้มา พร้อมน้ำปรุงที่จะต้องเอาทาคลุกข้าว รสชาติโอเคเลยย กับเยอะด้วย

          อันนี้เราซื้อปลาหมึกมากินเล่น อร่อยสมคำร่ำลือจริง ๆ คอนเฟิร์มฮับ

       11. ข้าวมันไก่ที่สถานีรถไฟ มีเกือบทุกสถานี ที่เรากินที่สถานี queenstown ข้าวมันไก่ทอดอร่อย แต่จานเล็กไปนิด ราคาจานละ 2 S$

       12. J co donut

          ส่วนตัวชอบทีรามิสยูมากก (ไม่ได้ถ่ายรูปมา) โดยรวมโดนัททุกชิ้นถือว่าอร่อย เนื้อโดนัทนุ่มมากก ที่สิงคโปร์ชิ้นละ 1.8 S$ นะคะ แนะนำว่าซื้อที่มาเลเซียถูกกว่า ! แถมอร่อยเหมือนกันค่ะ 55

       13. ไอติมขนมปัง ตรง Marina bay เคยเจอในรีวิวว่าอันละ 1 S$ แต่ตอนที่เราไปมันมีอยู่เจ้าเดียว ราคาอันละ 1.5 S$ ช่วยดับร้อนได้เยอะเลย

สรุปค่าใช้จ่าย:

—— เดินทาง 4,893 บาท ——
         รถบัส โคราช-กรุงเทพ 220
         ค่ารถ หมอชิต-หัวลำโพง 23+40 = 63
         รถไฟ หัวลำโพง-หาดใหญ่ 855
         รถไฟ หาดใหญ่-บัตเตอร์ฯ 332
         เรือข้ามฟาก 12
         รถเมล์ในปีนัง 14×3 = 42
         รถไฟ บัตเตอร์-กัวลา 400+460/2 = 430
         รถไฟฟ้าในกัวลา 10+16+16+10 = 52
         รถบัส กัวลา-มะละกา 100
         ค่ารถในมะละกา 100+20 = 120
         รถบัส มะละกา-ยะโฮร์ 210
         รถเมล์ ยะโฮร์-สิงคโปร์ 24
         รถไฟฟ้าในสิงคโปร์ 222
         เครื่องบิน+โหลดกระเป๋า 1901
         ค่ารถ ดอนเมือง-หมอชิต 90
         รถบัส กรุงเทพ-โคราช 220

          ** เราคิดอัตราแลกเปลี่ยน 1 MYR = 10 บาท
          1 S$=26.18 บาท ซึ่งมากกว่าเรตที่เราแลกจริง **

—— ที่พัก 2,413 บาท ——
         ปีนัง 1 คืน 440/2 = 220
         กัวลาลัมเปอร์ 1 คืน 850/2 = 425
         มะละกา 1 คืน 395/2 = 198
         สิงคโปร์ 2 คืน 3141/2 = 1,570

—— อาหารเครื่องดื่มและขนม 989 บาท ——
          ** รวมในไทยด้วยนะ **

—— อื่น ๆ 130 บาท ——
         บัตร ez-link 130

—— รวม 8,425 บาท ——

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณ Feemskd สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ขอแนะนำตัวสักนิด… เราชื่อเป็นเด็กสาววัย 18 ปีหมาด ๆ ทริปนี้เป็นทริปสานฝันให้เพื่อนในกลุ่ม คือเราเคยคิดกันตั้งแต่เพิ่งเข้า ม.4 ใหม่ ๆ ว่าจะไปเที่ยวสิงคโปร์กัน ซึ่งเราวางแผนกันว่าจะใช้เวลา 3 ปีในช่วง ม.ปลาย เพื่อเก็บเงินไปเที่ยว เพราะไม่อยากรบกวนที่บ้าน แต่เมื่อวันก่อนการเดินทางมาถึง… บางคนที่บ้านก็ไม่อนุญาต บางคนก็กังวลเรื่องเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งแน่นอนว่าทริปนี้ต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เราเลยตัดสินใจว่าไปคนเดียวก็ได้ เพราะถ้ารออยู่แบบนี้ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้ไป จนวันที่เราจะจองตั๋วเครื่องบิน เพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งก็โทรมาบอกว่าคุยกับที่บ้านได้แล้วนะ มันจะไปด้วย สรุปว่าทริปนี้มีผู้ร่วมเดินทาง 2 คน คือเรากับเพื่อนสาว (ตัวเป็นชาย ใจเป็นหญิง) อีก 1 คน ฉะนั้นคลายกังวลเรื่องความปลอดภัยไปได้นิดนึงขออนุญาตไม่เล่ารายละเอียดลึก ๆ ของการเดินทางครั้งนี้ เพราะคิดว่าคงหาอ่านได้จากหลาย ๆ กระทู้ที่มีคนรีวิวไว้แล้ว แต่จะขอเขียนในสิ่งที่สำคัญจริง ๆ หรือสิ่งที่จำเป็นต้องรู้สำหรับมือใหม่1st trip : ปีนัง-กัวลาลัมเปอร์-มะละกา-สิงคโปร์เดินทางวันที่ 8-16 พฤษภาคม 2557 (นับจากวันที่ออกจากโคราชและกลับถึงโคราช)จองตั๋วกลับ ไฟล์ทออกจาก Changi Airport 22:10 น. ถึงดอนเมือง 23:35 น. เพราะกะว่าจะได้เก็บสิงคโปร์อีก 1 วันเต็ม ๆ โดยไม่เสียค่าที่พักเพิ่ม แต่จริง ๆ แล้วเปล่าเลย…ตอนแรกตั้งใจจะ walk-in เอา เพราะกลัวที่พักจริง ๆ จะไม่เหมือนในรูป แต่อ่านเจอหลายกระทู้บอกว่าจองไปจะถูกกว่า ก็เลยจองไปก่อน เราเลือกที่พักผ่าน hotelscombined.com มันจะเปรียบเทียบราคาที่พักแต่ละที่ว่าจองผ่านเว็บไหนจะถูกกว่ากัน ส่วนใหญ่เราเลือกจองผ่าน booking.com เพราะว่าไม่มีบัตรเครดิต แต่มีที่หนึ่งที่จองผ่าน agoda เพราะเห็นรูปแล้วที่พักน่าพักมากกกก อุตส่าห์ขอยืมบัตรท่านแม่มา สุดท้ายพอไปถึงจริง ๆ เสียเส้นสุด ๆ -”-คืนที่ 1 นอนบนรถไฟคืนที่ 2 ปีนังคืนที่ 3 นอนบนรถไฟคืนที่ 4 กัวลาลัมเปอร์คืนที่ 5 มะละกาคืนที่ 6-7 สิงคโปร์คืนที่ 8 สนามบินดอนเมืองอันนี้สำคัญมากก คิดว่ามีไปเองน่าจะดีกว่า แต่ที่พักบางที่ก็มีให้นะคะ เราซื้อที่โลตัส ตกอันละ 70 บาทและนี่คืออุปกรณ์เสริม เนื่องจาก จขกท. เอาอุปกรณ์ไฟฟ้าไปเยอะ กลัวปลั๊กที่มีให้จะไม่เพียงพอใครสะดวกแลกซุปเปอร์ริชก็แลกเลยนะคะ แต่เราอยู่ต่างจังหวัด ไปหาแลกตามธนาคารพาณิชย์หลายแห่งหลายสาขา ปรากฏว่าแลกไม่ได้เลย ก็เลยกะว่าไปตายเอาดาบหน้าแล้วกันขอเขียนเริ่มจากโคราชนะคะ เพราะรุ่นน้องของเราต้องเริ่มจากโคราชเช่นเดียวกัน ขึ้นรถจาก บขส.เก่า (ย้ำว่าขึ้น บขส.เก่าเพราะคนไม่เยอะ รถจอดให้เลือกใกล้ ๆ ชอบคันไหนขึ้นคันนั้น รถออกทุก 20 นาที)ลงสถานีหมอชิต แล้วต่อแท็กซี่ไป mrt จตุจักร ค่ารถ 50 บาทขึ้น mrt จากจตุจักรไปหัวลำโพง ค่าเสียหายคนละ 40 บาท **วิธีนี้ประหยัดเวลากว่าขึ้นแท็กซี่ยาว และประหยัดเงินกว่าในกรณีที่ไปน้อยคน**ด้วยความที่เป็นเด็ก ตจว. จึงไม่สะดวกที่จะมาซื้อตั๋วล่วงหน้า ก็เลยกะว่าไปตายเอาดาบหน้าแล้วกัน ประกอบกับเคยอ่านหลาย ๆ กระทู้บอกว่า ไม่ค่อยมีคนเท่าไร เราก็เลยใจเย็น… ตอนซื้อตั๋วก็แบบ ..”พี่คะ กรุงเทพ-บัตเตอร์เวอร์ธ 2 ค่ะ เอาเตียงล่างบนคู่กัน””น้องมันเต็มหมดแล้ว มีแต่ตั๋วลงหาดใหญ่” สตั๊นท์ไป 10 วิ”ก็ได้ค่ะ เอาล่างบนคู่กันนะคะ””ล่างเต็มหมด มีแต่บนอ่ะน้อง””บนก็ได้ค่ะ”เมื่อเรากับเพื่อนสาวโดนจับแยก ความเซ็งจึงบังเกิดมี ตั้งแต่บ่าย 2 จน 6 โมงเย็น เราก็นั่งเล่น นอนเล่น นอนหลับไปหลายตลบ จนเจ้าหน้าที่มากางเตียงให้ เตียงล่างจะกว้างกว่า อุ่นกว่า แล้วก็มีหน้าต่าง แต่สำหรับคนขี้ร้อนอย่างเราการนอนเตียงบนมันโอเคมาก แอร์เย็นชื่นใจมากพอถึงสถานีหาดใหญ่เราต้องเอากระเป๋าลงไปด้วยนะคะ แล้วไปซื้อตั๋วใหม่จากหาดใหญ่-บัตเตอร์เวอร์ธ ที่สถานีนี้รถไฟจะลดตู้รถไฟเหลือแค่ประมาณ 3 ตู้เพื่อเข้ามาเลเซีย พอเราซื้อตั๋วเสร็จสามารถไปเดินหาที่ว่างนั่งได้เลย ระหว่างทางจะมี เจ้าหน้าที่เดินแจกใบขาออกให้กรอกพอถึงด่านปาดัง เราจะต้องเอากระเป๋าลงไปด้วยเพื่อทำพิธีเข้าเมือง ตม.ที่นี่จะไม่โหดเท่าไร ก็เปิดดูกระเป๋า แล้วก็ถามว่าไปทำไร คนที่ตรวจเราพูดไทยได้นิดหน่อย ตอนเขาเปิดกระเป๋ามันจะมีช่องหนึ่งที่ใส่พวกชั้นในไว้ เราก็บอกเขาว่าอย่าเปิด เขาก็บอกว่าไม่ต้องอาย คือน่ารักมาก 55 (ตอนลงวางถุงขนมไว้จองที่ด้วยนะ เพราะที่สถานีนี้จะมีคนมาเลเซียขึ้นด้วย)ทันทีที่เหยียบแผ่นดินมาเลเซียนั่นหมายความว่า เราได้ผ่าน 24 ชั่วโมงบนรถไฟมาแล้ว จะบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากเลย ถ้าใครมีเวลาอยากให้ลองนะ อาจจะเสียเวลานิดนึง แต่มันไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด เราได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ ได้เห็นความเป็นมิตรของคนไทย ได้เห็นวิวที่สวยงามมากมายความรู้สึกแรกตอนถึงสถานีบัตเตอร์เวอร์ธของเราคือ กลัว กลัวทุกอย่างเพราะจากตรงนี้ไปเราอยู่ในที่ที่พูดคุยกันคนละภาษา ตื่นเต้น ตื่นเต้นที่จะได้เจอกับโลกใบใหม่ เหมือนถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์เมื่อเพื่อนสาวถามว่า “เราจะไปทางไหนต่อ” คือมันไม่รู้ เราก็ไม่รู้ นั่งงงกันอยู่สักพัก คนไทยที่นั่งคุยกันเมื่อเช้าเขาก็เดินมาทัก ถามว่าจะไปไหน แล้วพาเราไปขึ้นเรือสรุปคือตอนลงจากรถไฟให้เดินไปทางสะพานตามคนที่เขาไปกันเยอะ แล้วจะมีป้ายบอกว่าทางไหนไปท่าเรือ ทางไหนไปท่ารถบัส, แท็กซี่ ซึ่งจากบัตเตอร์เวอร์ธไปปีนังจะต้องนั่งเรือข้ามฟากไป สำหรับคนไม่มีเหรียญ ก่อนจะถึงที่หยอดเหรียญจะมีเคาท์เตอร์ให้แลกเหรียญ แนะนำว่าให้แลกไปเยอะนิดนึง เพราะเวลาขึ้นรถเมล์จะต้องหยอดเหรียญให้พอดี ร้านค้าจะไม่ค่อยให้แลกเหรียญ ต้องซื้อของอย่างเดียวถึงจะได้เหรียญ **ค่าเรือ 1.2 MYR จ่ายแต่ขาไป ขากลับไม่ต้องจ่าย** บนเรือมีขนมปัง+น้ำขาย รสชาติใช้ได้ทีเดียวทันทีที่ลงจากเรือ ความงงได้กลับมาหาเราอีกครั้ง เมื่อแผนที่ทางไปที่พักที่พรินท์ไปมันไม่มีท่าเรืออยู่ในนั้น ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มกันทางไหนดี จนสุดท้ายก็ใช้ปากที่มีให้เป็นประโยชน์ ขึ้นไปถามคนขับรถเมล์แทบทุกคัน จนไปเจอคนไทยที่เขาอยู่ที่นั่น เขาก็เลยอาสาพาเราไปที่พัก (โชคดีอีกแล้ว) หัวเราะ **แนะนำว่าใครพักที่ไหน เตรียมแผนที่ไว้ให้ดีนะ อย่าลืมเริ่มจากท่าเรือ**ตามร้านอาหารจะมีแผนที่จอร์จทาวน์แจกอยู่นะคะ จะมีแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว แล้วก็มีบอกด้วยว่ารถเมล์สายไหนไปถึง แต่ที่ฟินที่สุดคือ… แผนที่ Street Art ส่วนใหญ่จะอยู่ไม่ไกลกันมาก สามารถเดินเก็บได้เกือบหมด ยกเว้นบางภาพจะอยู่ห่างออกไปนิดนึง ที่น่าเสียดายคือบางภาพได้ถูกลบออกไปแล้ว หรือบางภาพจะเหลืออยู่เพียงเลือน ๆแผนที่ที่เราพรินท์ไป พอไปถึงที่นั่นจริง ๆ กลับใช้ไม่ได้ เพราะมันอยู่คนละส่วนกับที่พัก เราเลยต้องเดินไปมั่ว ๆ จำทางกลับเอาเอง จนไปเจอกับแผนที่ที่เขาแจกฟรี ถึงเริ่มเที่ยวอย่างมีจุดหมาย ฉะนั้นใครที่ไม่ได้ซื้อไกด์บุ๊ก ไม่ซื้อแผนที่ไป ถ้าจะพรินท์ไปเองอย่าลืมเช็กดี ๆ นะคะอยากให้ซื้อตั๋วกันก่อนเที่ยวปีนังนะคะ เพราะว่าจากประสบการณ์ที่เราไปนั่งรอที่สถานี คือเจอหลายคนที่มาแล้วไม่ได้ตั๋ว หรือต้องนั่งแยกกันกับเพื่อนบ้าง สถานที่ซื้อตั๋ว1. สถานีบัตเตอร์เวอร์ธ ต้องเดินออกจากชานชาลามาทางด้านขวา เพื่อที่จะไปฝั่งสำนักงานที่ขายตั๋ว2. ทางออกจากท่าเรือปีนัง จะมีตู้คอนเทนเนอร์เล็ก ๆ เป็นสำนักงานขายตั๋วอยู่ที่ KL Sentral จะมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอยู่นะคะ เปิดทำการเวลา 09:00 น. เราสามารถขอแผนที่ สอบถามทาง,การเดินทางจากเจ้าหน้าที่ได้ ใจดีมาก ๆ แล้วก็อธิบายเข้าใจง่ายด้วย ระหว่างรอศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเปิด เราก็เล่น wifi ฟรีรอค่ะ เร็วพอสมควรเลยจาก KL Sentral เราต้องนั่งรถไฟไปลงที่ Bandar Tasik Selatan เพื่อไปขึ้นรถบัสที่ tbs ไปลงที่ Melaka Sentral ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง เราขึ้น Metrobus ราคาคนละ 10 MYR (ตอนซื้อต้องใช้ passport ด้วยนะ)ตอนถึงที่ melaka sentral ต้องดูป้ายดี ๆ นะคะ มันจะมีชี้ทางไปรถบัส (ระหว่างเมือง) กับรถเมล์ เพราะเราโง่มาแล้วรอบนึง อ่านป้ายแบบผ่าน ๆ แค่เห็นคำว่า bus เราก็เลิกอ่าน เลยกลายเป็นว่าหาที่ขึ้นรถเมล์ไม่เจอ พอหาไม่เจอเราก็เลยถาม เจ้าหน้าที่บริการนักท่องเที่ยวว่าเราจะไปที่พักนี้จะไปได้ยังไง เขาก็บอกว่าไม่มีรถเมล์ผ่าน ต้องขึ้น taxi ไป มีเคาน์เตอร์แท็กซี่อยู่ทางนั้น ให้ไปถามที่นั่นจะได้ไม่โดนโกง…ด้วยความที่เราเกลียดการขึ้นแท็กซี่มากเพราะกลัวโดนโกงทั้งมีมิเตอร์และไม่มีมิเตอร์ ยิ่งที่มะละกายิ่งหนัก แท็กซี่ที่นี่ไม่มีมิเตอร์ เราเลยคุยกันว่าเดี๋ยวเดินไปก็ได้ ดูจากแผนที่แล้วมันไม่ไกลมาก พอโผล่หน้าออกไปดูถนนเท่านั้นแหละ มันไกลมากกก เลยเดินกลับมาจะขึ้นแท็กซี่ที่เคาน์เตอร์นั้น แต่ระหว่างทางเดินเข้าก็มีพวกแท็กซี่ (เถื่อน) คอยดักอยู่ นางก็ถามเราว่าจะไปไหน เราก็แผนที่ให้ดู นางบอกว่าเราเลยเดินหนี นางก็วิ่งมาตามเราก็เลยตอบว่านางก็รีบสวนมาเลยข้อมูลตรงกับเจ้าหน้าที่เป๊ะว่าไม่มีรถเมล์ผ่าน เราเลยขึ้นก็ขึ้น เป็นไงเป็นกัน พอขึ้นรถมามันจะมีป้ายติดว่าระยะทาง…. ใช้เวลา….. ราคา…. ซึ่งราคาที่เราจ่ายนี่แทบจะข้ามเมืองได้เลย ก็เลยรู้แล้วว่าโดนโกงแน่ ๆเรากลับมาขึ้นรถที่ Melaka sentral เพื่อจะไป Johor Bahru ที่นี่จะมีรถเลือกเยอะมาก ตามเคาน์เตอร์จะมีเที่ยวรถ รูปรถ ราคาติดเยอะ ชอบบริษัทไหนถูกใจคันไหนก็เลือกตามสบายเลยค่าา เราเลือกเที่ยวที่เร็วที่สุดนะ ได้ของ Ekspress Cepatsedia Sdn. Bhd. มา ค่าเสียหายคนละ 20 MYR (ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง) **นั่งตรงไปสิงคโปร์เลยก็มีนะคะ แต่เรากลัวมีปัญหาที่ ตม. แล้วรถจะไม่รอ เลยเลือกไปต่อรถเมล์ดีกว่า**พอถึง johor bahru เราก็ขึ้นรถเมล์สาย 170 เพื่อข้ามไปสิงคโปร์ค่ะถ้าเข้าสิงคโปร์ครั้งแรก แล้วยิ่ง passport ว่าง ๆ ด้วยนี่ต้องขึ้นไปข้างบนค่ะ เจ้าหน้าที่พาเราขึ้นไปข้างบน นั่งรอคิวสักพัก ตม. ก็เรียกเข้าไปทีละคน ก็ถามว่ามาทำไร กลับเมื่อไร มีเงินมาเท่าไร พักที่ไหน ขอดูตั๋วขากลับด้วยไรงี้ ก็ไม่น่ากลัวมากนะ ตอนแรกเราก็กลัว พอเข้าไปก็คุยไปขำไป ไม่น่ากลัวเท่าไร (ตม.แอบหล่อด้วย >< เราทั้งกินที่ร้านทั้งซื้อกลับมากินต่อผัดหมี่ห่อสี่เหลี่ยม ตัว K ห่อละ 1 MYRนาสิเลอมักห่อ 3 เหลี่ยม ตัว I คือปลา ตัว BT คือไข่ต้มกับปลา ห่อละ 1.2 MYR เท่านั้น5. Nasi goreng ayam ที่หลังสถานีรถไฟบัตเตอร์เวอร์ธ คือเลอค่ามากก ไก่ทอดกรอบนอกนุ่มใน ข้าวผัดหอมมาก ค่าเสียหาย 4.5 MYR6. ร้านข้าวราดแกงตรงข้าม 99 speed mart ใกล้ ๆ กับ my hotel @ kl sentral เรามาฝากท้องร้านนี้ 3 มื้อเต็ม ๆ แอบติดใจไก่ทอด >< ข้าวสวยเป็นข้าวหอมมะลิด้วยนะเออ ค่าเสียหายตกมื้อละประมาณ 5 MYR รวมค่าน้ำ ถือว่าคุ้มค่ามากก เพราะเราตักกับข้าวหลายอย่าง ข้าวสวยก็จานใหญ่มากเราถ่ายมาแต่มื้อแรกนะคะ มื้อนี้เราลองสั่งแป้งมากินแทนข้าว แต่สรุปว่าไม่ค่อยอยู่ท้อง วันหลังมาเลยสั่งแต่ข้าวสวย แกงที่เราตักมาไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร แต่มันจะออกหวานนิด ๆ แล้วมีแต่ถั่ว (ไม่อร่อยเลย) แต่ไก่ทอดนี่อร่อยมากก จนทำให้เราติดใจมากินร้านนี้อีกหลายครั้ง7. ร้าน miss kwan’s ที่ห้างซูเรีย แอบแวะมาชิมว่าจะอร่อยเหมือนคำร่ำลือหรือเปล่า เราสั่ง Nasi lemak set มา เซตนี้จะแถมเครื่องดื่ม 1 แก้ว ราคา 19.9 MYRเพื่อนสาวสั่ง Nasi lemak bg มา ราคา 4.9 MYR ซึ่งราคาต่างกันมากกก ความแตกต่างก็คือแบบเซตจะมีน้ำให้ ส่วนข้าวแบบเซตจะมีไก่ทอดชิ้นใหญ่กับหมูหยองเพิ่มมาอีกอย่างคือ chee cheong fun มันจะคล้าย ๆ เส้นก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ราดแกงแล้วก็โรยด้วยกระเทียม รสชาติแย่มาก ชิมคนละคำแล้วทิ้งเลยค่ะ ราคา 4.9 MYR** สำหรับร้าน miss kwan’s เราว่ารสชาติยังไม่ค่อยโอเคเท่าไรค่ะ **8. Rotiboy เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักดีอยู่แล้ว อยู่ตรงทางเชื่อมระหว่างสถานีรถไฟ klcc กับห้างซูเรีย สำหรับเรา เราว่ามันอร่อยมากนะ คนละฟีลกับบันต่าง ๆ ที่ขายในไทยRotiboy original ชิ้นละ 2.5 MYRButtermilkboy ชิ้นละ 2.7 MYR9. ร้านนี้อยู่ตรงซุ้มไมโล (ร้านขายอาหารเปิดตลอด 24 ชม.) ที่มะละกา เราไม่รู้นะว่ามันเรียกว่าอะไร แต่แผ่นแป้งคือหอมชีสมาก คนละฟีลกับแป้งร้านแรกเลย ส่วนไก่น่าจะเป็นไก่รมควัน รสชาติถือว่าโอเคเลยย10. Old chang kee ร้านของทอดชื่อดังข้าวกล่องราคากล่องละ 2.5 S$ มีให้เลือกทั้งไส้กรอก กับปลา ยิ้ม ในกล่องจะมีถั่วกับปลากรอบตัวเล็ก ๆ ให้มา พร้อมน้ำปรุงที่จะต้องเอาทาคลุกข้าว รสชาติโอเคเลยย กับเยอะด้วยอันนี้เราซื้อปลาหมึกมากินเล่น อร่อยสมคำร่ำลือจริง ๆ คอนเฟิร์มฮับ11. ข้าวมันไก่ที่สถานีรถไฟ มีเกือบทุกสถานี ที่เรากินที่สถานี queenstown ข้าวมันไก่ทอดอร่อย แต่จานเล็กไปนิด ราคาจานละ 2 S$12. J co donutส่วนตัวชอบทีรามิสยูมากก (ไม่ได้ถ่ายรูปมา) โดยรวมโดนัททุกชิ้นถือว่าอร่อย เนื้อโดนัทนุ่มมากก ที่สิงคโปร์ชิ้นละ 1.8 S$ นะคะ แนะนำว่าซื้อที่มาเลเซียถูกกว่า ! แถมอร่อยเหมือนกันค่ะ 5513. ไอติมขนมปัง ตรง Marina bay เคยเจอในรีวิวว่าอันละ 1 S$ แต่ตอนที่เราไปมันมีอยู่เจ้าเดียว ราคาอันละ 1.5 S$ ช่วยดับร้อนได้เยอะเลย————รถบัส โคราช-กรุงเทพ 220ค่ารถ หมอชิต-หัวลำโพง 23+40 = 63รถไฟ หัวลำโพง-หาดใหญ่ 855รถไฟ หาดใหญ่-บัตเตอร์ฯ 332เรือข้ามฟาก 12รถเมล์ในปีนัง 14×3 = 42รถไฟ บัตเตอร์-กัวลา 400+460/2 = 430รถไฟฟ้าในกัวลา 10+16+16+10 = 52รถบัส กัวลา-มะละกา 100ค่ารถในมะละกา 100+20 = 120รถบัส มะละกา-ยะโฮร์ 210รถเมล์ ยะโฮร์-สิงคโปร์ 24รถไฟฟ้าในสิงคโปร์ 222เครื่องบิน+โหลดกระเป๋า 1901ค่ารถ ดอนเมือง-หมอชิต 90รถบัส กรุงเทพ-โคราช 220** เราคิดอัตราแลกเปลี่ยน 1 MYR = 10 บาท1 S$=26.18 บาท ซึ่งมากกว่าเรตที่เราแลกจริง **————ปีนัง 1 คืน 440/2 = 220กัวลาลัมเปอร์ 1 คืน 850/2 = 425มะละกา 1 คืน 395/2 = 198สิงคโปร์ 2 คืน 3141/2 = 1,570————** รวมในไทยด้วยนะ **————บัตร ez-link 130


พาเที่ยว มาเลเซีย สิงคโปร์


วีดีโอนี้ได้ถ่ายตอน ปี2561 แล้วนะครับ

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูเพิ่มเติม

พาเที่ยว มาเลเซีย สิงคโปร์

ทำไมเวียดนามไม่บุกไทยหลังสงครามเวียดนาม??? : ความคิดเห็นชาวเวียดนาม


ความคิดเห็นชาวเวียดนาม
แหล่งข้อมูล
https://www.quora.com/WhydidCommunistVietnamnotgotowarorsupportacommunistrevolutioninThailandaftertheendoftheVietnamWar

ทำไมเวียดนามไม่บุกไทยหลังสงครามเวียดนาม??? : ความคิดเห็นชาวเวียดนาม

รถไฟฟ้าข้ามแดน เชื่อมสิงคโปร์-มาเลเซีย


รถไฟฟ้าข้ามแดน เชื่อมต่อสิงคโปร์ และเมืองจอฮอร์ บารู ของมาเลเซีย ประกาศพร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2567
TNN24 ออกอากาศทางทีวีช่อง 16
ชมสดได้ที่ http://www.tnnthailand.com/player.php
เกาะติดข่าวเด่นประจำวันได้ที่
http://www.tnnthailand.com
http://www.fb.com/TNN24
http://twitter.com/tnnthailand
https://www.instagram.com/tnnthailand/
สถานีข่าวโทรทัศน์ TNN24 เป็นสถานีข่าวที่ถือหลักการของการนำเสนอข่าวตรงประเด็น ทันทุกความจริง รวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นกลาง โดยทีมข่าวมืออาชีพ

รถไฟฟ้าข้ามแดน เชื่อมสิงคโปร์-มาเลเซีย

มองโลกกว้าง สิงคโปร์แยกตัวจากมาเลเซีย 02 10 61


รายการ \”มองโลกกว้าง\” 021061
ออกอากาศทุกวันจันทร์ อังคาร เวลา15.4516.40 น.
มองโลกกว้างมาเลยเซีย

กด Subscribe และติดตามรายการย้อนหลัง ได้ที่
https://www.youtube.com/user/thaipeac…
ติดตามผ่านช่องทาง SOCIAL MEDIA ได้ที่

Youtube : https://www.youtube.com/user/thaipeacetv
Facebook : https://www.facebook.com/peacetv.udd
Twitter : https://twitter.com/PeacenewsThai?lan…
Line@ : https://line.me/R/ti/p/%40xin4263v
PeaceE News Fan: https://www.facebook.com/PeaceNewsOff…
Google+ : https://plus.google.com/u/0/+PEACETVTHAI

มองโลกกว้าง สิงคโปร์แยกตัวจากมาเลเซีย 02 10 61

5 โคตรเรือ ที่ใหญ่ที่สุดในปฐพี !! # Top 5 Biggest Ships Ever Built in History


สนใจลงโฆษณา https://www.facebook.com/SinghahaChannel/
วันนี้ เราจะขอพาทุกคน ไปดู 5 อันดับ เรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก เท่าที่เคยมี ในประวัติศาสตร์ ถ้าพร้อมแล้ว ไปชมกันเลยครับ
5. CMA CGM Alexander von Humboldt
4. Emma Maersk
3. Maersk McKinney Moller
2. Seawise Giant
1. Prelude FLNG

5 โคตรเรือ ที่ใหญ่ที่สุดในปฐพี  !! # Top 5 Biggest Ships Ever Built in History

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูวิธีอื่นๆGeneral news

ขอบคุณที่รับชมกระทู้ครับ สิงคโปร์ มาเลเซีย

Leave a Comment