[Update] THAI SMILE ยินดีต้อนรับค่ะ ฝันเฟื่องฟื้นท่องเที่ยว จับตาติดเชื้อพุ่งเท่าตัว | สภา อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว แห่ง ประเทศไทย – POLLICELEE

สภา อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว แห่ง ประเทศไทย: คุณกำลังดูกระทู้

ผู้จัดการสุดสัปดาห์ –  ดีเดย์เปิดประเทศ เปิดร้านเหล้า สร้างความคึกคักมีชีวิตชีวาให้กับประชาชนคนไทยไม่น้อย หลังต้องอดทนอดกลั้นฝ่าความยากลำบากในสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 มานาน เป็นการตัดสินใจเดินหน้าลุยไฟท่ามกลางความเสี่ยงสุดๆ เพราะผู้ติดเชื้อยังยืนหลักหมื่นคนต่อวัน ไม่นับยอดติดเชื้อจากผลตรวจ ATK และอัตราการเสียชีวิตที่ยังทรงๆ แต่การได้รับวัคซีนเพิ่มขึ้นตามลำดับถือเป็นสัญญาณที่ดี ขณะที่กระแสห่วงกังวลหวั่นผู้ติดเชื้อพุ่งกระฉูดจนเอาไม่อยู่วนลูปซ้ำ สำหรับความฝันเฟื่องฟื้นท่องเที่ยวคืนมาอย่างน้อยต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปี 

“ผมรู้ว่าการตัดสินใจแบบนี้มีความเสี่ยง ที่เกือบจะแน่นอนเลยว่า เมื่อเราเริ่มต้นการผ่อนคลายต่างๆ จะทําให้มีจํานวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นการชั่วคราว ซึ่งเราต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประเมินดูว่าเราจะรับมือกับสถานการณ์นั้นอย่างไร เราต้องไม่ปล่อยโอกาสนี้ เพราะถ้าเราต้องเสียโอกาสในช่วงเวลาทองของการทํามาหากินไปอีกเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ผมคิดว่าประชาชนคงรับมือไม่ไหวอีกต่อไป”  พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  แถลงผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ เมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. ของวันที่ 11 ต.ค. ที่ผ่านมา
โอกาสทองของการทำมาหากินในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2564 ซึ่งเป็นฤดูไฮซีซั่นส์ของการเปิดท่องเที่ยวที่มาพร้อมกับการเปิดธุรกิจบันเทิง ร้านเหล้า ผับบาร์ รวมถึงสปา นวดแผนไทย ที่เปิดบริการรอก่อนหน้า นั่นหมายความว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้งระบบนับตั้งแต่สายการบิน สนามบิน โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร การค้าขาย ฯลฯ ได้เวลาฟื้นตัวอย่างช้าๆ ส่วนจะเดินหน้าไปได้สักเพียงไหนก็ต้องติดตามประเมินกันอย่างใกล้ชิด
แต่เบื้องต้นของการเปิดประเทศในวันที่ 1 พ.ย. นี้ เป็นต้นไป ประเทศไทยจะเริ่มเปิดรับการเดินทางเข้าประเทศไทย โดยไม่ต้องกักตัว นำร่องรับนักท่องเที่ยวจากประเทศความเสี่ยงต่ำอย่างน้อย 10 ประเทศ เช่น อังกฤษ สิงคโปร์ เยอรมนี จีน และสหรัฐฯ

เงื่อนไขคือ มีการฉีดวัคซีนครบโดส มีหลักฐานผลการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR ก่อนเดินทางออกจากประเทศต้นทาง และจะตรวจหาเชื้อโควิด-19 อีกครั้งเมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย หลังจากนั้นก็สามารถเดินทางไปพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างอิสระ โดยตั้งเป้าจะเพิ่มจำนวนประเทศให้มากขึ้นอย่างกว้างขวางภายในวันที่ 1 ม.ค. 2565 ส่วนผู้ที่มาจากประเทศที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อประเทศความเสี่ยงตํ่าจําเป็นต้องมีการกักตัวตามเงื่อนไขและข้อกําหนด
นอกจากนั้น ในวันที่ 1 ธ.ค. นี้ เป็นต้นไป จะอนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารได้ และให้สถานที่พักผ่อนหย่อนใจและสถานบันเทิง ปิดบริการได้ ภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุขที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนและกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว การพักผ่อนและบันเทิง ในช่วงเวลาที่กําลังจะเข้าสู่เทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่
จากถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรี ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2564 เคาะมาตรการออกมารองรับเพื่อความชัดเจน ตามที่ * นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน  โฆษก ศบค.แถลงโดยสรุปคือ ลดเวลาเคอร์ฟิว 5 ทุ่ม-ตี 3 ปรับลดพื้นที่สีแดงเข้มเหลือ 23 จังหวัด พื้นที่สีแดงเหลือ 30 จังหวัด ร้านสะดวกซื้อ-ห้าง-โรงหนัง เปิดได้ถึง 4 ทุ่ม เปิดตู้เกม-ร้านเกม เว้นพื้นที่แดงเข้ม ไฟเขียวจัดประชุม-สัมมนา-งานประเพณีไม่เกิน 500 คน เริ่ม 16 ตุลาคมนี้ แต่ยังไม่เปิดผับ-บาร์-สวนน้ำ-สวนสนุก

ส่วนรายชื่อประเทศความเสี่ยงต่ำที่ ททท. เสนอเพิ่มเป็น 20 ประเทศ สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ยังไม่เคาะออกมาเช่นกัน

Welcome to Thailand ยินดีต้อนรับค่ะ…

 หวั่นเอาไม่อยู่ วนลูปติดเชื้อพุ่ง

แน่นอน การเปิดประเทศครั้งนี้ย่อมมีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงค้าน สำหรับสายหนุนเปิดประเทศนั้น บรรดานักธุรกิจ ผู้ประกอบการ ต่างขานรับเป็นทิวแถว ไม่ว่าจะเป็น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, หอการค้า สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว ภัตตาคาร ร้านอาหาร ฯลฯ ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ต่างเรียกร้องให้เปิดประเทศควบคู่กับการออกมาตรการคุมเข้มทางสังคม เว้นระยะห่าง ฯลฯ และให้รัฐบาลจัดหาวัคซีนมาฉีดให้ประชาชนอย่างทั่วถึงมาโดยตลอด เพราะลำพังมาตรการเยียวยาจากภาครัฐที่ออกมาช่วยเป็นระยะเป็นเพียงการประคองตัวชั่วคราว บรรดานักธุรกิจสายป่านสั้นต่างล้มหายตายจากไปมากมายเหลือคณานับ

ส่วน “สายหมอ”  ซึ่งเข้าใจถึงความจำเป็นว่าต้องเปิดประเทศเพื่อเดินหน้าเศรษฐกิจ แต่มีความห่วงกังวลไม่น้อยว่าหากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลับมาหนักหน่วงอีกรอบจะรับศึกใหญ่กันไหวไหม บทเรียนจากต่างประเทศที่เปิดเศรษฐกิจแล้วปิดเมืองเพราะระบาดหนักก็มีให้เห็นกันอยู่ แต่ครั้นจะคุมเข้มลากยาวข้ามอีกปีก็อย่างที่นายกรัฐมนตรีประเมินว่าประชาชนคงรับไม่ไหว
หนึ่งใน “สายหมอ” ที่เห็นว่าจำเป็นต้องเปิดประเทศคือ นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล  มองว่า แม้จะมีความเสี่ยง แต่การเปิดประเทศต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คาดว่าอาจจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นบ้าง แต่หากมีการควบคุมที่ดีก็จะไม่เกิดการแพร่ระบาด และถ้าจำนวนผู้เสียชีวิตไม่ได้เพิ่มขึ้นและลดลง ก็สามารถค่อยๆ ขยายวงของการเปิดประเทศเพิ่มขึ้นอีกได้

“หมอประสิทธิ์” ประเมินว่าความเสี่ยงยังมีอยู่แต่สถานการณ์ความเสี่ยงลดลงไปมากด้วยจำนวนของวัคซีนที่มีการฉีดเพิ่มขึ้น โดยประชาชนเข้าถึงการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ไปแล้วร้อยละ 50 และอีก 1 ใน 3 ได้รับเข็มที่ 2 ไปแล้ว แต่มีอีกกว่า 10 ล้านคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีน ขณะนี้ปริมาณวัคซีนไม่ใช่ปัญหาเพราะมีวัคซีนเพียงพอเฉลี่ย 20 ล้านโดสต่อเดือน แต่ประเด็นสำคัญคือ ต้องสร้างความเข้าใจกับคนที่ยังไม่ยอมรับการฉีด ซึ่งการฉีดวัคซีนในประเทศจะเป็นไปตามแผนภายในธันวาคมนี้ คนไทยร้อยละ 80 จะได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 และร้อยละ 70 ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2
ส่วนที่หวั่นเกรงว่าการเปิดประเทศจะเป็นการนำเชื้อสายพันธุ์ใหม่ๆ เข้ามานั้น หากมีมาตรการเข้มงวดทั้งตรวจหาโควิดก่อนเดินทางและตรวจซ้ำเมื่อเดินทางมาถึงไทย หากพบเชื้อก็เข้าสู่ระบบควบคุมโรคไม่ให้เกิดการแพร่กระจายจึงไม่น่าห่วง แต่ที่น่าเป็นห่วงคือแรงงานที่ลักลอบเข้ามาทำงาน คนเหล่านี้จะไม่ได้รับการตรวจและอาจมีเชื้ออยู่แล้วทำให้เกิดการแพร่กระจายได้ แต่ขออย่ามองคนกลุ่มนี้ในเชิงลบ เพราะพวกเขามีส่วนทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อน อยากให้นำเข้ามาในระบบอย่างถูกต้องและเข้าสู่การฉีดวัคซีน
กรณีที่กังวลว่าหลังเทศกาลปีใหม่ไปแล้วอาจมีการแพร่ระบาดจนกลับมาล็อกดาวน์อีกครั้งหรือไม่ “หมอประสิทธิ์” ย้ำว่า ความเสี่ยงมี 4 อย่าง คือ กิจกรรมเสี่ยง บุคคลเสี่ยง สถานที่เสี่ยง และช่วงเวลาเสี่ยง ซึ่งช่วงเวลาเสี่ยงคือช่วงหยุดยาว ปีใหม่จึงเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวัง แต่หากธันวาคมนี้ มีการฉีดวัคซีนถึงเป้าหมาย 80% คงลดการแพร่กระจายและลดความเสี่ยงรุนแรงได้
นั่นเป็นความเชื่อมั่นของ “หมอประสิทธิ์” แต่สำหรับ น.ศ.นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองต่างมุมว่า ถ้าจะเปิดประเทศโดยยึดหลักวัคซีนเข็มเดียวครบตามเป้ายังน่าห่วงต่อความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นหลังการเปิดประเทศ

“หมอธีระวัฒน์” ยอมรับว่าในภาพรวมผู้ป่วยหนักลดลงจริง แต่คำถามคือผู้ติดเชื้อที่ตรวจพบในแต่ละวันอยากให้แน่ใจจริงๆ ว่ามีเท่าไหร่กันแน่ ตัวเลขติดเชื้อประมาณหมื่นคนต่อวันนั้นมาจากยอดการตรวจจริงกี่คน เราไม่ทราบว่าสัดส่วนของคนติดเชื้อกับสัดส่วนของการตรวจคิดเป็นกี่เปอร์เซนต์ และการระบาดอยู่เงียบๆ หลังการผ่อนคลายเป็นสิ่งที่น่ากังวล อีกทั้งจำนวนผู้ที่ได้ฉีดวัคซีนเข็มสองในพื้นที่เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องได้มากกว่า 60-70% หรือมากกว่า 80% ถ้าฉีดเข็มเดียวก็ทราบกันดีว่าไม่เพียงพอ หรือฉีดวัคซีนเชื้อตาย เช่น ซิโนแวคหรือซิโนฟาร์ม ระดับภูมิคุ้มกันในการป้องกันติดเชื้อลดลงมากเมื่อผ่านไปสองเดือนแล้ว ซึ่งต้องกระตุ้นเข็มที่สาม การที่วัคซีนมีเป็นร้อยล้านโดสแต่มาเป็นลอต การฉีดให้ครบเพื่อเร่งเปิดประเทศเป็นเรื่องยาก

อีกประเด็นคือ แม้จะมีระบบการคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่อย่าลืมว่าระบบคัดกรองอาจไม่เต็มร้อย ที่สำคัญช่วงที่อยู่ระหว่างการฟักตัวเชื้ออาจไม่แสดงอาการ และตรวจไม่เจอ ทำให้มีโอกาสที่เชื้อโควิดจะหลุดรอดเข้าประเทศได้ง่าย ดังนั้นต้องยอมรับว่าเมื่อเปิดประเทศต้องมีเชื้อเข้ามาแน่ไม่มากก็น้อย จึงต้องแน่ใจจริงๆ ว่าประชากรในพื้นที่เปิดรับนักท่องเที่ยวจะต้องได้รับวัคซีนที่สร้างภูมิคุ้มกันในระดับที่สามารถยับยั้งไวรัสโควิดหลากหลายสายพันธุ์ได้

“หมอธีระวัฒน์” ให้ข้อสังเกตว่า การเปิดประเทศจะทำให้การแพร่ระบาดของโควิด-19 เพิ่มขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับเชื้อโควิดใหม่ที่จะเข้ามามีความรุนแรงเพียงใด เมื่อมาเจอกับเชื้อโควิดที่มีอยู่ในไทยจะเกิดการพัฒนาสายพันธุ์ไปมากน้อยเพียงใด มีความรุนแรงหรือไม่ ภูมิคุ้มกันของประชาชนมีมากน้อยเพียงใด และตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศจริงๆ แล้วมีมากน้อยเพียงใด

 อย่างไรก็ตาม “หมอธีระวัฒน์” ยอมรับว่าขณะนี้จำเป็นต้องเปิดประเทศเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ต้องมีมาตรการที่เหมาะสมรองรับเพื่อป้องกันปัญหาการแพร่ระบาดรุนแรงที่อาจตามมา ดังนั้นก่อนเปิดประเทศควรตรวจคัดกรองให้ได้มากที่สุด ประชาชนหาซื้อชุดตรวจเองได้และมีความแม่นยำสูง การตรวจหาเชื้อต้องเข้าถึงได้ง่ายและไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนจังหวัดที่เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ควรฉีดวัคซีนเข็มสองครบ 90% ของจำนวนประชากร และต้องปรับมาเป็นแบบฉีดใต้ผิวหนังที่ใช้ปริมาณน้อยกว่าฉีดเข้ากล้ามเนื้อ แต่มีประสิทธิภาพเท่ากัน ผลข้างเคียงน้อยกว่า 

“ …. เมื่อหาวัคซีนได้น้อย ทางออกคือต้องเปลี่ยนวิธีมาเป็นฉีดใต้ผิวหนัง ซึ่งหากมีวัคซีน mRNA เข้ามาสัก 10 ล้านโดส ก็สามารถฉีดให้ได้ถึง 100 ล้านโดส เพราะวิธีนี้ใช้ mRNA แค่ 1 ใน 10 ของการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ถ้าเป็นวัคซีนไฟเซอร์ ใช้แค่ 1 ใน 3 และถ้าเป็นแอสตร้าเซนเนก้า ใช้แค่ 1 ใน 5 อีกทั้งจะต้องมีมาตรการตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อในประเทศที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและครอบคลุมทุกพื้นที่ ดังนั้นต้องใช้ชุดตรวจที่มีคุณภาพสูง ซึ่งชุด ATK ที่ไทยใช้อยู่ในปัจจุบันเนี่ยห่วยมาก ความแม่นยำต่ำกว่า 50% ตรวจ 5 คน พบว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด 1 คน แต่วันรุ่งขึ้นไปตรวจแบบ Swab (ตรวจแบบแยงจมูก) กลับพบว่าติดโควิดทั้ง 5 คน ตรงนี้ต้องแก้ไขด่วน” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว

 ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา  นักไวรัสวิทยา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ตั้งข้อสังเกตเช่นกันว่า  “ถ้านักท่องเที่ยวมาวันละ 1 แสน เราจะตรวจ RT-PCR เค้ายังไง เพราะเราไม่เคยทำได้ถึง” 

ความห่วงกังวลผลลัพธ์ที่จะตามมาหลังเปิดประเทศไทยนั้น  รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยกบทเรียนของประเทศชิลีและเดนมาร์ก มาเป็นบทเรียนในการเปิดประเทศ ซึ่งพบการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยแล้วจำนวนการติดเชื้อต่อวันของชิลีและเดนมาร์กสูงขึ้นเป็นสองเท่าโดยใช้เวลาราว 3 สัปดาห์ ซึ่งเมื่อย้อนมองไทย ที่มีผู้ติดเชื้อระดับหมื่นคนต่อวัน (ยังไม่รวม ATK) คงพอคาดการณ์ได้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อต่อวันคงสูงจากหมื่นเป็นสองหมื่น สี่หมื่น ไปเรื่อยๆ ทุก 3 สัปดาห์ หากควบคุมไม่อยู่

ขณะที่อัตราการตรวจพบว่าการติดเชื้อจากการตรวจคัดกรองโรคสูงขึ้นอย่างชัดเจน ชิลีเคยมีอัตราตรวจพบต่ำสุด 0.8% แต่เพิ่มขึ้นเป็น 1.3% ส่วนเดนมาร์ก เคยต่ำสุดที่่ 0.9% แต่เพิ่มขึ้นมาเป็น 1.4% ทั้งสองประเทศมีอัตราการตรวจพบเพิ่มขึ้นราว 60% โดยใช้เวลาราว 3 สัปดาห์ขณะที่เมืองไทย อัตราการตรวจพบที่แน่นอนนั้นไม่ทราบ แต่จากรายงานของ Ourworldindata เมื่อกันยายนที่ผ่านมา จะอยู่ราว 20-25% ซึ่งสูงกว่าชิลีและเดนมาร์กอย่างมาก ดังนั้นเมื่อเปิดประเทศก็อาจถีบตัวสูงไปถึง 32-40% ในเวลา 3 สัปดาห์ หรืออาจเร็วและแรงกว่านั้นก็เป็นได้

ส่วนความครอบคลุมของการฉีดวัคซีน ทั้งชิลี และเดนมาร์ก มีการฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว ครอบคลุมประชากรกว่า 70% ของประเทศตั้งแต่สิงหาคมที่ผ่านมา ก่อนที่จะปลดล็อคการใช้ชีวิตหรือเดินทางท่องเที่ยว ขณะที่ประเทศไทยมีอัตราการฉีดครบโดสได้ราวครึ่งนึงของประเทศชิลี และเดนมาร์ก ดังนั้น ย่อมนำมาซึ่งความเสี่ยงสูงของการระบาดซ้ำรุนแรง และมีโอกาสป่วย และเสียชีวิตมากกว่าเขาอย่างแน่นอน หลักฐานเชิงประจักษ์เหล่านี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตระหนัก ประชาชนได้รู้เท่าทันสถานการณ์และเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2564 ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานภาพรวมการได้รับการฉีดวัคซีนในพื้นที่ 77 จังหวัด มียอดการฉีดวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์-12 ตุลาคม 2564 อยู่ที่ 61,995,809 โดส แยกเป็น เข็มที่ 1 จำนวน 35,895,984 ราย คิดเป็น 49.8% ของประชากร เข็มที่ 2 จำนวน 24,282,626 ราย คิดเป็น 33.7% ของประชากร เข็มที่ 3 จำนวน 1,817,139 ราย คิดเป็น 2.5% ของประชากร

 ฟื้นท่องเที่ยว ฝันเฟื่องที่ต้องรออีกยาว

ไม่ว่าการฉีดวัคซีนจะทำได้ตามเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงสำหรับเปิดประเทศหรือไม่ก็ตาม ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็เตรียมพร้อมอ้าแขนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเต็มที่ โดย นายยุทธศักดิ์ สุภสร  ผู้ว่าฯ ททท. ตั้งเป้าหมายว่า ตลอดทั้งปี 2564 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยประมาณ 1 ล้านคน สร้างรายได้รวมการท่องเที่ยวจากทั้งตลาดในและต่างประเทศ อยู่ที่ 3.2 แสนล้านบาท

ส่วนปี 2565 ททท.ตั้งเป้าหมายจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้ามาไม่น้อยกว่า 10 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 4 ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในปี 2562 ที่เข้ามา 40 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท คิดเป็น 50% ของรายได้รวมปี 2562 ขณะที่ปี 2566 ตั้งเป้าว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้ามา 20 ล้านคน คิดเป็น 50% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2562 และหนุนรายได้รวม เพิ่มเป็น 2.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นการฟื้นตัว 80% ของรายได้รวมในปี 2562

การตีปี๊บเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติรอบนี้ ผู้ว่าฯ ททท. ยังมีแนวคิดผนึกพันธมิตรภาคเอชน ดึงตัว ลิซ่า แบล็กพิงก์ (Blackpink) หรือ นางสาวลลิษา มโนบาล ในฐานะศิลปินชาวไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก มาร่วมงานเคาท์ดาวน์ปีใหม่ 2022 ที่ จ.ภูเก็ต จัดเป็นอีเวนท์ระดับโลกเพื่อโปรโมทภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติจากทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มแฟนคลับของวงแบล็กพิงก์ ที่ใช้ชื่อว่า  บลิ๊งค์ (Blink)  เดินทางมาร่วมงานเคาท์ดาวน์ที่ประเทศไทย

นอกจากลิซ่า แล้ว ททท. ยังจะดึง  แอนเดรีย โบเซล นักร้องโอเปราระดับโลกมาร่วมงานเคาท์ดาวน์ที่ประเทศไทยในช่วงปลายปีเช่นกัน โดยคาดว่า แอนเดรีย โบเซลลี จะมาร่วมงานเคาท์ดาวน์ในกรุงเทพ ซึ่งอาจจะเป็นการจัดงานที่ท้องสนามหลวงและมีฉากหลังเป็นวัดพระแก้ว

สำหรับค่าตัวของศิลปินดังระดับโลกทั้งสองนั้น มีการเปิดเผยในเบื้องต้นว่ารวมกันแล้วตกประมาณ 200 ล้านบาท โดย ททท. มอบหมายให้บริษัทออแกไนเซอร์บริษัทหนึ่งของไทยเป็นผู้ติดต่อประสานงาน

 ขณะที่รัฐบาลไทย ตั้งความหวังเอาไว้มากในการฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวหลังการเปิดประเทศ แต่สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ธนาคาร Standard Chartered ฟันธงว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปีจึงจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อน Covid-19 ระบาด การฟื้นตัวอย่างช้าๆ ของภาคท่องเที่ยวซึ่งมีสัดส่วน 15% ของจีดีพีไทย 

นั่นหมายความว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังคงอ่อนแอในช่วง 2 ปีข้างหน้า และแม้ว่าไทยจะยกเลิกมาตรการกักตัวนักท่องเที่ยวต่างชาติมายังไทยภายใต้เงื่อนไขเปิดประเทศตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.นี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและปรับเปลี่ยนแนวทางอยู่ร่วมกับโควิด-19 แต่แผนการเปิดประเทศอาจสะดุดหากสถานการณ์แพร่ระบาดรุนแรงขึ้น

ธนาคาร Standard Chartered รายงานว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยลดลงเหลือ 73,932 คนจากเกือบ 40 ล้านคนในปี 2019 ซึ่งสร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยต้องการนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ล้านคน เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปใน 8 เดือนแรกจนถึงเดือน ส.ค.ของปีนี้ที่อยู่ที่ 8,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หากปีหน้านักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามา 4 ล้านคน จะช่วยสร้างรายได้เทียบเท่ากับ 1% ของจีดีพี โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติมักจะจับจ่ายใช้สอยราว 1,500 เหรียญสหรัฐ หรือ 50,775 บาทต่อคนระหว่างเดินทางท่องเที่ยวในไทย

 นายทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคาร Standard Chartered ประเมินว่า นักท่องเที่ยวจีนซึ่งมีสัดส่วน 28% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยในปี 2019 ไม่น่าจะกลับมาเป็นจำนวนมากในเร็วๆ นี้ เนื่องจากมาตรการจำกัดการเดินทาง ขณะที่นักท่องเที่ยวจากอินเดียคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในเดือนหน้าซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลดิวาลี แม้ว่าจะไม่เท่ากับจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนก็ตาม

ทั้งนี้ เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย ปรับลดคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยเหลือ 150,000 คนในปีนี้ และ 6 ล้านคนในปี 2022

ส่วนความคาดหวังว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาเที่ยวไทยหลังเปิดประเทศ 1 พ.ย.นี้นั้น นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร  นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (Association of Thai Travel Agents หรือ ATTA) ยอมรับในการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนอาจยังไม่พร้อมมาเที่ยวไทย เพราะรัฐบาลจีนยังเข้มงวดกับการเดินทาง โดยเมื่อเดินทางออกนอกประเทศแล้วพอกลับไปต้องกักตัวอีก 21 วัน ทั้งที่เมื่อดูยอดฉีดวัคซีนครบโดสของจีนคิดเป็นเกินกว่า 70% ของประชากรและยอดผู้ติดเชื้อใหม่เฉลี่ยอยู่ระดับหลักสิบ จึงต้องรอลุ้นว่ารัฐบาลจีนจะผ่อนคลายมาตรการหรือไม่

แต่อย่างไรก็ตาม ยังพอมีหวังจากนักท่องเที่ยวจากโซนยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งประเทศที่จะไทยจะเปิดให้เข้ามาเที่ยวได้นั้น ต่างฉีดวัคซีนครบโดสแล้วประมาณ 60% ของประชากร เช่น สหรัฐอเมริกา 66%, อังกฤษ 67%, เยอรมนี 68% และไม่มีเงื่อนไขการกลับแล้วกักตัวเหมือนอย่างจีน

ในทำนองเดียวกัน  นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก ประจำประเทศไทย ประเมินไว้เมื่อประมาณปลายกันยายนที่ผ่านมาว่า ตลอดปี 2564 นี้ยอดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีเพียง 1.6 แสนคน ซึ่งการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวและส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยภาพรวมหรือไม่นั้นปัจจัยสำคัญอยู่ที่การฉีดวัคซีน

รายงานของธนาคารโลก ระบุว่า หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรวมทั้งไทยจะสามารถบรรลุเป้าหมายการฉีดวัคซีนครอบคลุมเพียง 60% ภายในสิ้นปีนี้ และคาดว่าการฉีดวัคซีนจะครอบคลุม 70% ของประชากร จนช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตลง พร้อมขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาดำเนินต่อไปได้ในช่วงกลางปี 2565

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สำหรับมุมมองของภาคเอกชนยังเป็นบวก โดย  นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งออกโรงหนุนให้รัฐบาลเปิดประเทศมาโดยตลอด เห็นว่าการเปิดประเทศมาถูกทิศถูกเวลา เนื่องจากเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นและราคาน้ำมันเริ่มสูงขึ้น หากไม่เปิดประเทศจะได้รับผลกระทบในแง่ต้นทุนสูงขึ้นแต่ไม่มีรายได้เพิ่มขึ้น ประเด็นสำคัญคือ อยากให้รัฐบาลสื่อสารให้ชัดเจนเพื่อป้องกันความสับสน เพราะที่ผ่านมามีปัญหาตลอด อย่างเช่นการเดินทางท่องเที่ยวเข้าภูเก็ตมีมาตการหนึ่ง แต่พอไปเชียงใหม่ก็เป็นอีกแบบ เกิดความสับสนของนักเดินทางท่องเที่ยวและผู้ประกอบการในพื้นที่

ทางด้าน  นายสนั่น อังอุบลกุล  ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เป็นสัญญาณดีที่นายกรัฐมนตรีออกมาประกาศสร้างความชัดเจน โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาภายใน 2 เดือน (พ.ย.-ธ.ค.) 50,000-100,000 ราย และน่าจะมีเงินสะพัดเพิ่มขึ้นอีก 5,000-10,000 ล้านบาท และถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดโปรโมชันกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างเข้มข้น อาจทำให้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีก 150,000-200,000 ราย ส่งผลให้มีเงินสะพัดจากภาคการท่องเที่ยวเพิ่มอีก 15,000-20,000 ล้านบาท ทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีก แต่ยังคงอยู่ในกรอบ 0-1% ตามที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คาดการณ์ไว้

…เอาเป็นว่า วันนี้ ถึงเวลาที่ประเทศไทยจะเปิดประเทศและต้อนรับนักเดินทางแล้วว

Welcome to Thailand ยินดีต้อนรับค่ะ

ส่วนจะ “ทำได้” มากน้อยเพียงใด นี่คือบทพิสูจน์ความสามารถในการจัดการของรัฐบาลครั้งสำคัญ

“ผมรู้ว่าการตัดสินใจแบบนี้มีความเสี่ยง ที่เกือบจะแน่นอนเลยว่า เมื่อเราเริ่มต้นการผ่อนคลายต่างๆ จะทําให้มีจํานวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นการชั่วคราว ซึ่งเราต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประเมินดูว่าเราจะรับมือกับสถานการณ์นั้นอย่างไร เราต้องไม่ปล่อยโอกาสนี้ เพราะถ้าเราต้องเสียโอกาสในช่วงเวลาทองของการทํามาหากินไปอีกเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ผมคิดว่าประชาชนคงรับมือไม่ไหวอีกต่อไป”แถลงผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ เมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. ของวันที่ 11 ต.ค. ที่ผ่านมาโอกาสทองของการทำมาหากินในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2564 ซึ่งเป็นฤดูไฮซีซั่นส์ของการเปิดท่องเที่ยวที่มาพร้อมกับการเปิดธุรกิจบันเทิง ร้านเหล้า ผับบาร์ รวมถึงสปา นวดแผนไทย ที่เปิดบริการรอก่อนหน้า นั่นหมายความว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้งระบบนับตั้งแต่สายการบิน สนามบิน โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร การค้าขาย ฯลฯ ได้เวลาฟื้นตัวอย่างช้าๆ ส่วนจะเดินหน้าไปได้สักเพียงไหนก็ต้องติดตามประเมินกันอย่างใกล้ชิดแต่เบื้องต้นของการเปิดประเทศในวันที่ 1 พ.ย. นี้ เป็นต้นไป ประเทศไทยจะเริ่มเปิดรับการเดินทางเข้าประเทศไทย โดยไม่ต้องกักตัว นำร่องรับนักท่องเที่ยวจากประเทศความเสี่ยงต่ำอย่างน้อย 10 ประเทศ เช่น อังกฤษ สิงคโปร์ เยอรมนี จีน และสหรัฐฯเงื่อนไขคือ มีการฉีดวัคซีนครบโดส มีหลักฐานผลการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR ก่อนเดินทางออกจากประเทศต้นทาง และจะตรวจหาเชื้อโควิด-19 อีกครั้งเมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย หลังจากนั้นก็สามารถเดินทางไปพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างอิสระ โดยตั้งเป้าจะเพิ่มจำนวนประเทศให้มากขึ้นอย่างกว้างขวางภายในวันที่ 1 ม.ค. 2565 ส่วนผู้ที่มาจากประเทศที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อประเทศความเสี่ยงตํ่าจําเป็นต้องมีการกักตัวตามเงื่อนไขและข้อกําหนดนอกจากนั้น ในวันที่ 1 ธ.ค. นี้ เป็นต้นไป จะอนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารได้ และให้สถานที่พักผ่อนหย่อนใจและสถานบันเทิง ปิดบริการได้ ภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุขที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนและกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว การพักผ่อนและบันเทิง ในช่วงเวลาที่กําลังจะเข้าสู่เทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่จากถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรี ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2564 เคาะมาตรการออกมารองรับเพื่อความชัดเจน ตามที่ *โฆษก ศบค.แถลงโดยสรุปคือ ลดเวลาเคอร์ฟิว 5 ทุ่ม-ตี 3 ปรับลดพื้นที่สีแดงเข้มเหลือ 23 จังหวัด พื้นที่สีแดงเหลือ 30 จังหวัด ร้านสะดวกซื้อ-ห้าง-โรงหนัง เปิดได้ถึง 4 ทุ่ม เปิดตู้เกม-ร้านเกม เว้นพื้นที่แดงเข้ม ไฟเขียวจัดประชุม-สัมมนา-งานประเพณีไม่เกิน 500 คน เริ่ม 16 ตุลาคมนี้ แต่ยังไม่เปิดผับ-บาร์-สวนน้ำ-สวนสนุกส่วนรายชื่อประเทศความเสี่ยงต่ำที่ ททท. เสนอเพิ่มเป็น 20 ประเทศ สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ยังไม่เคาะออกมาเช่นกันWelcome to Thailand ยินดีต้อนรับค่ะ…แน่นอน การเปิดประเทศครั้งนี้ย่อมมีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงค้าน สำหรับสายหนุนเปิดประเทศนั้น บรรดานักธุรกิจ ผู้ประกอบการ ต่างขานรับเป็นทิวแถว ไม่ว่าจะเป็น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, หอการค้า สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว ภัตตาคาร ร้านอาหาร ฯลฯ ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ต่างเรียกร้องให้เปิดประเทศควบคู่กับการออกมาตรการคุมเข้มทางสังคม เว้นระยะห่าง ฯลฯ และให้รัฐบาลจัดหาวัคซีนมาฉีดให้ประชาชนอย่างทั่วถึงมาโดยตลอด เพราะลำพังมาตรการเยียวยาจากภาครัฐที่ออกมาช่วยเป็นระยะเป็นเพียงการประคองตัวชั่วคราว บรรดานักธุรกิจสายป่านสั้นต่างล้มหายตายจากไปมากมายเหลือคณานับส่วนซึ่งเข้าใจถึงความจำเป็นว่าต้องเปิดประเทศเพื่อเดินหน้าเศรษฐกิจ แต่มีความห่วงกังวลไม่น้อยว่าหากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลับมาหนักหน่วงอีกรอบจะรับศึกใหญ่กันไหวไหม บทเรียนจากต่างประเทศที่เปิดเศรษฐกิจแล้วปิดเมืองเพราะระบาดหนักก็มีให้เห็นกันอยู่ แต่ครั้นจะคุมเข้มลากยาวข้ามอีกปีก็อย่างที่นายกรัฐมนตรีประเมินว่าประชาชนคงรับไม่ไหวหนึ่งใน “สายหมอ” ที่เห็นว่าจำเป็นต้องเปิดประเทศคือมองว่า แม้จะมีความเสี่ยง แต่การเปิดประเทศต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คาดว่าอาจจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นบ้าง แต่หากมีการควบคุมที่ดีก็จะไม่เกิดการแพร่ระบาด และถ้าจำนวนผู้เสียชีวิตไม่ได้เพิ่มขึ้นและลดลง ก็สามารถค่อยๆ ขยายวงของการเปิดประเทศเพิ่มขึ้นอีกได้“หมอประสิทธิ์” ประเมินว่าความเสี่ยงยังมีอยู่แต่สถานการณ์ความเสี่ยงลดลงไปมากด้วยจำนวนของวัคซีนที่มีการฉีดเพิ่มขึ้น โดยประชาชนเข้าถึงการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ไปแล้วร้อยละ 50 และอีก 1 ใน 3 ได้รับเข็มที่ 2 ไปแล้ว แต่มีอีกกว่า 10 ล้านคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีน ขณะนี้ปริมาณวัคซีนไม่ใช่ปัญหาเพราะมีวัคซีนเพียงพอเฉลี่ย 20 ล้านโดสต่อเดือน แต่ประเด็นสำคัญคือ ต้องสร้างความเข้าใจกับคนที่ยังไม่ยอมรับการฉีด ซึ่งการฉีดวัคซีนในประเทศจะเป็นไปตามแผนภายในธันวาคมนี้ คนไทยร้อยละ 80 จะได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 และร้อยละ 70 ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2ส่วนที่หวั่นเกรงว่าการเปิดประเทศจะเป็นการนำเชื้อสายพันธุ์ใหม่ๆ เข้ามานั้น หากมีมาตรการเข้มงวดทั้งตรวจหาโควิดก่อนเดินทางและตรวจซ้ำเมื่อเดินทางมาถึงไทย หากพบเชื้อก็เข้าสู่ระบบควบคุมโรคไม่ให้เกิดการแพร่กระจายจึงไม่น่าห่วง แต่ที่น่าเป็นห่วงคือแรงงานที่ลักลอบเข้ามาทำงาน คนเหล่านี้จะไม่ได้รับการตรวจและอาจมีเชื้ออยู่แล้วทำให้เกิดการแพร่กระจายได้ แต่ขออย่ามองคนกลุ่มนี้ในเชิงลบ เพราะพวกเขามีส่วนทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อน อยากให้นำเข้ามาในระบบอย่างถูกต้องและเข้าสู่การฉีดวัคซีนกรณีที่กังวลว่าหลังเทศกาลปีใหม่ไปแล้วอาจมีการแพร่ระบาดจนกลับมาล็อกดาวน์อีกครั้งหรือไม่ “หมอประสิทธิ์” ย้ำว่า ความเสี่ยงมี 4 อย่าง คือ กิจกรรมเสี่ยง บุคคลเสี่ยง สถานที่เสี่ยง และช่วงเวลาเสี่ยง ซึ่งช่วงเวลาเสี่ยงคือช่วงหยุดยาว ปีใหม่จึงเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวัง แต่หากธันวาคมนี้ มีการฉีดวัคซีนถึงเป้าหมาย 80% คงลดการแพร่กระจายและลดความเสี่ยงรุนแรงได้นั่นเป็นความเชื่อมั่นของ “หมอประสิทธิ์” แต่สำหรับมองต่างมุมว่า ถ้าจะเปิดประเทศโดยยึดหลักวัคซีนเข็มเดียวครบตามเป้ายังน่าห่วงต่อความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นหลังการเปิดประเทศ“หมอธีระวัฒน์” ยอมรับว่าในภาพรวมผู้ป่วยหนักลดลงจริง แต่คำถามคือผู้ติดเชื้อที่ตรวจพบในแต่ละวันอยากให้แน่ใจจริงๆ ว่ามีเท่าไหร่กันแน่ ตัวเลขติดเชื้อประมาณหมื่นคนต่อวันนั้นมาจากยอดการตรวจจริงกี่คน เราไม่ทราบว่าสัดส่วนของคนติดเชื้อกับสัดส่วนของการตรวจคิดเป็นกี่เปอร์เซนต์ และการระบาดอยู่เงียบๆ หลังการผ่อนคลายเป็นสิ่งที่น่ากังวล อีกทั้งจำนวนผู้ที่ได้ฉีดวัคซีนเข็มสองในพื้นที่เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องได้มากกว่า 60-70% หรือมากกว่า 80% ถ้าฉีดเข็มเดียวก็ทราบกันดีว่าไม่เพียงพอ หรือฉีดวัคซีนเชื้อตาย เช่น ซิโนแวคหรือซิโนฟาร์ม ระดับภูมิคุ้มกันในการป้องกันติดเชื้อลดลงมากเมื่อผ่านไปสองเดือนแล้ว ซึ่งต้องกระตุ้นเข็มที่สาม การที่วัคซีนมีเป็นร้อยล้านโดสแต่มาเป็นลอต การฉีดให้ครบเพื่อเร่งเปิดประเทศเป็นเรื่องยากอีกประเด็นคือ แม้จะมีระบบการคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่อย่าลืมว่าระบบคัดกรองอาจไม่เต็มร้อย ที่สำคัญช่วงที่อยู่ระหว่างการฟักตัวเชื้ออาจไม่แสดงอาการ และตรวจไม่เจอ ทำให้มีโอกาสที่เชื้อโควิดจะหลุดรอดเข้าประเทศได้ง่าย ดังนั้นต้องยอมรับว่าเมื่อเปิดประเทศต้องมีเชื้อเข้ามาแน่ไม่มากก็น้อย จึงต้องแน่ใจจริงๆ ว่าประชากรในพื้นที่เปิดรับนักท่องเที่ยวจะต้องได้รับวัคซีนที่สร้างภูมิคุ้มกันในระดับที่สามารถยับยั้งไวรัสโควิดหลากหลายสายพันธุ์ได้“หมอธีระวัฒน์” ให้ข้อสังเกตว่า การเปิดประเทศจะทำให้การแพร่ระบาดของโควิด-19 เพิ่มขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับเชื้อโควิดใหม่ที่จะเข้ามามีความรุนแรงเพียงใด เมื่อมาเจอกับเชื้อโควิดที่มีอยู่ในไทยจะเกิดการพัฒนาสายพันธุ์ไปมากน้อยเพียงใด มีความรุนแรงหรือไม่ ภูมิคุ้มกันของประชาชนมีมากน้อยเพียงใด และตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศจริงๆ แล้วมีมากน้อยเพียงใด“ …. เมื่อหาวัคซีนได้น้อย ทางออกคือต้องเปลี่ยนวิธีมาเป็นฉีดใต้ผิวหนัง ซึ่งหากมีวัคซีน mRNA เข้ามาสัก 10 ล้านโดส ก็สามารถฉีดให้ได้ถึง 100 ล้านโดส เพราะวิธีนี้ใช้ mRNA แค่ 1 ใน 10 ของการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ถ้าเป็นวัคซีนไฟเซอร์ ใช้แค่ 1 ใน 3 และถ้าเป็นแอสตร้าเซนเนก้า ใช้แค่ 1 ใน 5 อีกทั้งจะต้องมีมาตรการตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อในประเทศที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและครอบคลุมทุกพื้นที่ ดังนั้นต้องใช้ชุดตรวจที่มีคุณภาพสูง ซึ่งชุด ATK ที่ไทยใช้อยู่ในปัจจุบันเนี่ยห่วยมาก ความแม่นยำต่ำกว่า 50% ตรวจ 5 คน พบว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด 1 คน แต่วันรุ่งขึ้นไปตรวจแบบ Swab (ตรวจแบบแยงจมูก) กลับพบว่าติดโควิดทั้ง 5 คน ตรงนี้ต้องแก้ไขด่วน” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวนักไวรัสวิทยา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ตั้งข้อสังเกตเช่นกันว่า “ความห่วงกังวลผลลัพธ์ที่จะตามมาหลังเปิดประเทศไทยนั้นยกบทเรียนของประเทศชิลีและเดนมาร์ก มาเป็นบทเรียนในการเปิดประเทศ ซึ่งพบการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยแล้วจำนวนการติดเชื้อต่อวันของชิลีและเดนมาร์กสูงขึ้นเป็นสองเท่าโดยใช้เวลาราว 3 สัปดาห์ ซึ่งเมื่อย้อนมองไทย ที่มีผู้ติดเชื้อระดับหมื่นคนต่อวัน (ยังไม่รวม ATK) คงพอคาดการณ์ได้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อต่อวันคงสูงจากหมื่นเป็นสองหมื่น สี่หมื่น ไปเรื่อยๆ ทุก 3 สัปดาห์ หากควบคุมไม่อยู่ขณะที่อัตราการตรวจพบว่าการติดเชื้อจากการตรวจคัดกรองโรคสูงขึ้นอย่างชัดเจน ชิลีเคยมีอัตราตรวจพบต่ำสุด 0.8% แต่เพิ่มขึ้นเป็น 1.3% ส่วนเดนมาร์ก เคยต่ำสุดที่่ 0.9% แต่เพิ่มขึ้นมาเป็น 1.4% ทั้งสองประเทศมีอัตราการตรวจพบเพิ่มขึ้นราว 60% โดยใช้เวลาราว 3 สัปดาห์ขณะที่เมืองไทย อัตราการตรวจพบที่แน่นอนนั้นไม่ทราบ แต่จากรายงานของ Ourworldindata เมื่อกันยายนที่ผ่านมา จะอยู่ราว 20-25% ซึ่งสูงกว่าชิลีและเดนมาร์กอย่างมาก ดังนั้นเมื่อเปิดประเทศก็อาจถีบตัวสูงไปถึง 32-40% ในเวลา 3 สัปดาห์ หรืออาจเร็วและแรงกว่านั้นก็เป็นได้ส่วนความครอบคลุมของการฉีดวัคซีน ทั้งชิลี และเดนมาร์ก มีการฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว ครอบคลุมประชากรกว่า 70% ของประเทศตั้งแต่สิงหาคมที่ผ่านมา ก่อนที่จะปลดล็อคการใช้ชีวิตหรือเดินทางท่องเที่ยว ขณะที่ประเทศไทยมีอัตราการฉีดครบโดสได้ราวครึ่งนึงของประเทศชิลี และเดนมาร์ก ดังนั้น ย่อมนำมาซึ่งความเสี่ยงสูงของการระบาดซ้ำรุนแรง และมีโอกาสป่วย และเสียชีวิตมากกว่าเขาอย่างแน่นอน หลักฐานเชิงประจักษ์เหล่านี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตระหนัก ประชาชนได้รู้เท่าทันสถานการณ์และเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นทั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2564 ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานภาพรวมการได้รับการฉีดวัคซีนในพื้นที่ 77 จังหวัด มียอดการฉีดวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์-12 ตุลาคม 2564 อยู่ที่ 61,995,809 โดส แยกเป็น เข็มที่ 1 จำนวน 35,895,984 ราย คิดเป็น 49.8% ของประชากร เข็มที่ 2 จำนวน 24,282,626 ราย คิดเป็น 33.7% ของประชากร เข็มที่ 3 จำนวน 1,817,139 ราย คิดเป็น 2.5% ของประชากรไม่ว่าการฉีดวัคซีนจะทำได้ตามเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงสำหรับเปิดประเทศหรือไม่ก็ตาม ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็เตรียมพร้อมอ้าแขนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเต็มที่ โดยผู้ว่าฯ ททท. ตั้งเป้าหมายว่า ตลอดทั้งปี 2564 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยประมาณ 1 ล้านคน สร้างรายได้รวมการท่องเที่ยวจากทั้งตลาดในและต่างประเทศ อยู่ที่ 3.2 แสนล้านบาทส่วนปี 2565 ททท.ตั้งเป้าหมายจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้ามาไม่น้อยกว่า 10 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 4 ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในปี 2562 ที่เข้ามา 40 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท คิดเป็น 50% ของรายได้รวมปี 2562 ขณะที่ปี 2566 ตั้งเป้าว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้ามา 20 ล้านคน คิดเป็น 50% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2562 และหนุนรายได้รวม เพิ่มเป็น 2.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นการฟื้นตัว 80% ของรายได้รวมในปี 2562การตีปี๊บเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติรอบนี้ ผู้ว่าฯ ททท. ยังมีแนวคิดผนึกพันธมิตรภาคเอชน ดึงตัวในฐานะศิลปินชาวไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก มาร่วมงานเคาท์ดาวน์ปีใหม่ 2022 ที่ จ.ภูเก็ต จัดเป็นอีเวนท์ระดับโลกเพื่อโปรโมทภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติจากทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มแฟนคลับของวงแบล็กพิงก์ ที่ใช้ชื่อว่าเดินทางมาร่วมงานเคาท์ดาวน์ที่ประเทศไทยนอกจากลิซ่า แล้ว ททท. ยังจะดึงนักร้องโอเปราระดับโลกมาร่วมงานเคาท์ดาวน์ที่ประเทศไทยในช่วงปลายปีเช่นกัน โดยคาดว่า แอนเดรีย โบเซลลี จะมาร่วมงานเคาท์ดาวน์ในกรุงเทพ ซึ่งอาจจะเป็นการจัดงานที่ท้องสนามหลวงและมีฉากหลังเป็นวัดพระแก้วสำหรับค่าตัวของศิลปินดังระดับโลกทั้งสองนั้น มีการเปิดเผยในเบื้องต้นว่ารวมกันแล้วตกประมาณ 200 ล้านบาท โดย ททท. มอบหมายให้บริษัทออแกไนเซอร์บริษัทหนึ่งของไทยเป็นผู้ติดต่อประสานงานนั่นหมายความว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังคงอ่อนแอในช่วง 2 ปีข้างหน้า และแม้ว่าไทยจะยกเลิกมาตรการกักตัวนักท่องเที่ยวต่างชาติมายังไทยภายใต้เงื่อนไขเปิดประเทศตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.นี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและปรับเปลี่ยนแนวทางอยู่ร่วมกับโควิด-19 แต่แผนการเปิดประเทศอาจสะดุดหากสถานการณ์แพร่ระบาดรุนแรงขึ้นธนาคาร Standard Chartered รายงานว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยลดลงเหลือ 73,932 คนจากเกือบ 40 ล้านคนในปี 2019 ซึ่งสร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยต้องการนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ล้านคน เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปใน 8 เดือนแรกจนถึงเดือน ส.ค.ของปีนี้ที่อยู่ที่ 8,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หากปีหน้านักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามา 4 ล้านคน จะช่วยสร้างรายได้เทียบเท่ากับ 1% ของจีดีพี โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติมักจะจับจ่ายใช้สอยราว 1,500 เหรียญสหรัฐ หรือ 50,775 บาทต่อคนระหว่างเดินทางท่องเที่ยวในไทยนักเศรษฐศาสตร์ของธนาคาร Standard Chartered ประเมินว่า นักท่องเที่ยวจีนซึ่งมีสัดส่วน 28% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยในปี 2019 ไม่น่าจะกลับมาเป็นจำนวนมากในเร็วๆ นี้ เนื่องจากมาตรการจำกัดการเดินทาง ขณะที่นักท่องเที่ยวจากอินเดียคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในเดือนหน้าซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลดิวาลี แม้ว่าจะไม่เท่ากับจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนก็ตามทั้งนี้ เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย ปรับลดคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยเหลือ 150,000 คนในปีนี้ และ 6 ล้านคนในปี 2022ส่วนความคาดหวังว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาเที่ยวไทยหลังเปิดประเทศ 1 พ.ย.นี้นั้นนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (Association of Thai Travel Agents หรือ ATTA) ยอมรับในการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนอาจยังไม่พร้อมมาเที่ยวไทย เพราะรัฐบาลจีนยังเข้มงวดกับการเดินทาง โดยเมื่อเดินทางออกนอกประเทศแล้วพอกลับไปต้องกักตัวอีก 21 วัน ทั้งที่เมื่อดูยอดฉีดวัคซีนครบโดสของจีนคิดเป็นเกินกว่า 70% ของประชากรและยอดผู้ติดเชื้อใหม่เฉลี่ยอยู่ระดับหลักสิบ จึงต้องรอลุ้นว่ารัฐบาลจีนจะผ่อนคลายมาตรการหรือไม่แต่อย่างไรก็ตาม ยังพอมีหวังจากนักท่องเที่ยวจากโซนยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งประเทศที่จะไทยจะเปิดให้เข้ามาเที่ยวได้นั้น ต่างฉีดวัคซีนครบโดสแล้วประมาณ 60% ของประชากร เช่น สหรัฐอเมริกา 66%, อังกฤษ 67%, เยอรมนี 68% และไม่มีเงื่อนไขการกลับแล้วกักตัวเหมือนอย่างจีนในทำนองเดียวกันนักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก ประจำประเทศไทย ประเมินไว้เมื่อประมาณปลายกันยายนที่ผ่านมาว่า ตลอดปี 2564 นี้ยอดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีเพียง 1.6 แสนคน ซึ่งการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวและส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยภาพรวมหรือไม่นั้นปัจจัยสำคัญอยู่ที่การฉีดวัคซีนรายงานของธนาคารโลก ระบุว่า หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรวมทั้งไทยจะสามารถบรรลุเป้าหมายการฉีดวัคซีนครอบคลุมเพียง 60% ภายในสิ้นปีนี้ และคาดว่าการฉีดวัคซีนจะครอบคลุม 70% ของประชากร จนช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตลง พร้อมขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาดำเนินต่อไปได้ในช่วงกลางปี 2565แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สำหรับมุมมองของภาคเอกชนยังเป็นบวก โดยประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งออกโรงหนุนให้รัฐบาลเปิดประเทศมาโดยตลอด เห็นว่าการเปิดประเทศมาถูกทิศถูกเวลา เนื่องจากเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นและราคาน้ำมันเริ่มสูงขึ้น หากไม่เปิดประเทศจะได้รับผลกระทบในแง่ต้นทุนสูงขึ้นแต่ไม่มีรายได้เพิ่มขึ้น ประเด็นสำคัญคือ อยากให้รัฐบาลสื่อสารให้ชัดเจนเพื่อป้องกันความสับสน เพราะที่ผ่านมามีปัญหาตลอด อย่างเช่นการเดินทางท่องเที่ยวเข้าภูเก็ตมีมาตการหนึ่ง แต่พอไปเชียงใหม่ก็เป็นอีกแบบ เกิดความสับสนของนักเดินทางท่องเที่ยวและผู้ประกอบการในพื้นที่ทางด้านประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เป็นสัญญาณดีที่นายกรัฐมนตรีออกมาประกาศสร้างความชัดเจน โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาภายใน 2 เดือน (พ.ย.-ธ.ค.) 50,000-100,000 ราย และน่าจะมีเงินสะพัดเพิ่มขึ้นอีก 5,000-10,000 ล้านบาท และถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดโปรโมชันกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างเข้มข้น อาจทำให้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีก 150,000-200,000 ราย ส่งผลให้มีเงินสะพัดจากภาคการท่องเที่ยวเพิ่มอีก 15,000-20,000 ล้านบาท ทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีก แต่ยังคงอยู่ในกรอบ 0-1% ตามที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คาดการณ์ไว้…เอาเป็นว่า วันนี้ ถึงเวลาที่ประเทศไทยจะเปิดประเทศและต้อนรับนักเดินทางแล้ววWelcome to Thailand ยินดีต้อนรับค่ะส่วนจะ “ทำได้” มากน้อยเพียงใด นี่คือบทพิสูจน์ความสามารถในการจัดการของรัฐบาลครั้งสำคัญ

Table of Contents

[Update] | สภา อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว แห่ง ประเทศไทย – POLLICELEE

Part 3 : Name of part

Description : Explanation of part 3 (มีคำตอบได้หลายแบบ)

1. [radio]

radio1
Radio 1

radio2
Radio 2

radio3
Radio 3
radio3

2. [checkbox]

form1
Checkbox 1

form2
Checkbox 2

form3
Checkbox 3
checkbox3

3. [listbox]

form3

4. [Textbox-ข้อมูลตัวอักษรทั่วไป]

charactor

5. [Textbox-ข้อมูลตัวอักษรทั่วไป หลายบรรทัด]

charactor

6. [Textbox-ข้อมูลรูปแบบ email]

charactor

7. [Textbox-ข้อมูลรูปแบบ email หลายบรรทัด]

charactor

8. [Textbox-ข้อมูลรูปแบบตัวเลข]

charactor

9. [Textbox-ข้อมูลรูปแบบตัวเลข หลายบรรทัด]

charactor

10. [Browse File]

charactor

Attached file: doc,docx,xls,xlsx,jpg,png,pdf | Attachments not more than 100,000 KB.
Attached file not match: doc,docx,xls,xlsx,jpg,png,pdf | Attachments more than 100,000 KB.

11. [Calendar]

charactor

12. [area]

charactor

charactor

13. [Country]

charactor


โค้งสุดท้าย…เลือกตั้งประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย


ฟังนโยบายจากคุณชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร รักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กับ 5 นโยบายหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้กลับมาคึกคักอย่างที่ผ่านมา…

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูเพิ่มเติม

โค้งสุดท้าย...เลือกตั้งประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเชิญเที่ยววัดลาดขาม mp4


สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเชิญเที่ยววัดลาดขาม mp4

การดำเนินงานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย


การดำเนินงานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

สภา​อุตสาหกรรม​ท่องเที่ยว​แห่ง​ประเทศไทย​ สัญจร​จังหวัด​ระยอง by​ kaomaadoo.com​


สทท. ลงพื้นที่ “ระยอง” วันที่ 16 17 ก.ย. 2563 จัดโครงการ “เที่ยวทั่วไทย ร่วมใจช่วยชาติ” ลุย Roadshow เสริมแกร่งผู้ประกอบการท่องเที่ยวฝ่าวิกฤต “COVID19” เตรียมพร้อมรับยุค New Normal อัดแน่นบรรยายเสวนาWorkshop
www.kaomaadoo.com

สภา​อุตสาหกรรม​ท่องเที่ยว​แห่ง​ประเทศไทย​ สัญจร​จังหวัด​ระยอง by​ kaomaadoo.com​

งานประชุม ใหญ่สามัญประจำปี 2563 ของ สภาอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย


งานประชุม ใหญ่สามัญประจำปี 2563 ของ สภาอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่General news

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ สภา อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว แห่ง ประเทศไทย

Leave a Comment